เข้าสู่ระบบ"กร๊อบ..." เสียงกระดูกสันหลังลั่นเกรียวกราวทันทีที่อดีตนักฆ่าขยับตัวลุกขึ้นยืน อากาศยามเช้าตรู่หน้าโพรงไม้เย็นเยียบจนแทบทะลุถึงกระดูก อาการปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย สภาพการนอนขดตัวซ่อนในดงไม้ชื้นแฉะไม่ใช่สิ่งที่สตรีตั้งครรภ์แฝดห้าควรต้องเผชิญ
เซียวหนิงเยว่กัดฟันพยุงร่างก้าวเท้าออกจากฐานที่มั่นชั่วคราว นัยน์ตาสีดำขลับดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองผลงานรอบบริเวณ... ซากอสูรกลายพันธุ์ระดับต่ำสามตัวนอนจมกองเลือดตายเกลื่อน ลำคอและดวงตาของพวกมันถูกเจาะทะลุด้วยไม้แหลมอาบพิษจากกับดักที่นางขึงตึงไว้เมื่อคืนอย่างไร้ที่ติ
อดีตมือสังหารตวัดมีดสั้นผ่ากะโหลกอสูรอย่างชำนาญ ควักเอาผลึกแก่นพลังงานเปื้อนเลือดสีขุ่นออกมาสามชิ้น นิ้วเรียวลองนำแก่นผลึกแตะเข้ากับ จี้สร้อยมิติที่สวมอยู่บนลำคอระหง หวังใช้สิ่งนี้สังเวยเพื่อเลื่อนระดับมิติ
[ติ๊ง! ปฏิเสธการดูดซับเพื่อเลื่อนระดับ!]
[ระบบมิติโอสถสวรรค์รับรองเฉพาะ 'ผลผลิตทางการเกษตร' เพื่อใช้ในการอัปเกรดเลเวลเท่านั้น!]
"ไอ้ระบบหน้าเลือด! เลือกกินนักนะ!" เซียวหนิงเยว่สบถด่าอย่างเหลืออด ริมฝีปากซีดเซียวเหยียดยิ้มหยัน "กฎบัดซบอันใดกัน มีของดีมาประเคนให้แต่ไม่รับ ทว่ากลับบีบบังคับให้สตรีอุ้มท้องจับจอบพรวนดิน! ยอดเยี่ยม! เช่นนั้นแก่นอสูรพวกนี้ก็ไร้ค่าสำหรับเจ้าสินะ!"
ทว่าก่อนที่นางจะเก็บผลึกอสูรยัดใส่สาบเสื้อ หน้าจอโปร่งแสงกลับกะพริบวาบเปลี่ยนเป็นสีทอง พร้อมเสียงแจ้งเตือนที่ทำให้นางเอกต้องชะงัก
[แจ้งเตือนเพิ่มเติม: แม้แก่นอสูรกลายพันธุ์จะไม่สามารถใช้ 'เลื่อนระดับมิติ' ได้ ทว่าระบบสามารถย่อยสลายมันเป็น 'แต้มระบบ' ได้!]
[ทำการดูดซับแก่นอสูรระดับต่ำ 3 ชิ้น... ได้รับแต้มระบบ 30 แต้ม!]
[ปลดล็อกร้านค้าขนาดย่อม: ผู้สืบทอดสามารถใช้ 10 แต้ม เพื่อลบล้างเวลาหน่วงมิติ (คูลดาวน์) 1 ชั่วยาม หรือใช้แลกซื้อสิ่งของยังชีพพื้นฐานได้]
นัยน์ตาของเซียวหนิงเยว่เบิกกว้าง ก่อนที่รอยยิ้มของมัจจุราชจะผุดขึ้นบนมุมปาก จากป่าหมอกอสูรที่หนาวเหน็บและเต็มไปด้วยอันตราย บัดนี้ในสายตาของอดีตนักฆ่ารหัสศูนย์ศูนย์หนึ่ง... มันได้แปรเปลี่ยนเป็น 'ขุมทรัพย์ผลิตแต้ม' ไปเสียแล้ว!
"ที่แท้เจ้าก็เป็นไอ้ระบบหน้าเงินนี่เอง..." นางหัวเราะในลำคออย่างร้ายกาจ "มีช่องโหว่เช่นนี้ ข้าก็ไม่ต้องรอเวลาสิบชั่วยามเพื่อทนหนาวอยู่ข้างนอกแล้ว! ระบบ! หักแต้มทั้งหมด ลบล้างเวลาหน่วงมิติเดี๋ยวนี้!"
[ติ๊ง! หัก 30 แต้มระบบ... เวลาหน่วงมิติถูกรีเซ็ต! ท่านสามารถเข้าสู่มิติโอสถสวรรค์ได้ทันที!]
"เปิดใช้งานมิติ!" สิ้นคำสั่ง ร่างบอบบางพลันวูบหายไปจากโลกภายนอก ทิ้งไว้เพียงกองขี้เถ้าอุ่นๆ และซากสัตว์อสูรที่ถูกชำแหละอย่างหมดจด
ภายในมิติโอสถสวรรค์ กลิ่นหอมบริสุทธิ์ของดินดำขลับปะทะจมูก ทันทีที่เท้าแตะพื้น เซียวหนิงเยว่ไม่รอช้า นางพุ่งตัวไปคว้าจอบเหล็กเก่าคร่ำคร่าขึ้นมาประทับบ่า นัยน์ตาสาดประกายอำมหิตจดจ้องไปยังดงวัชพืชวิญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่อีกยี่สิบสองต้น
ภายในมิติโอสถสวรรค์ กลิ่นหอมบริสุทธิ์ของดินดำขลับปะทะจมูก ทันทีที่เท้าแตะพื้น เซียวหนิงเยว่ไม่รอช้า นางพุ่งตัวไปคว้าจอบเหล็กเก่าคร่ำคร่าขึ้นมาประทับบ่า นัยน์ตาสาดประกายอำมหิตจดจ้องไปยังดงวัชพืชวิญญาณที่ยังหลงเหลืออยู่อีกยี่สิบสองต้น
"เวลา... ข้าต้องการเวลาพำนักในนี้เพิ่ม! ขาดอีกแค่ยี่สิบกว่าต้นมิติก็จะเลื่อนระดับ ข้าจะไม่ยอมกลับไปทนหนาวเป็นเป้านิ่งอยู่ข้างนอกนั่นอีกแล้ว!"
ฉึก! ฉับ! สวบ!
การถอนหญ้าดำเนินไปอย่างดุดันและบ้าคลั่ง มวลอากาศถูกแหวกออกเป็นช่องว่าง วัชพืชวิญญาณถูกสับขาดสะบั้นราวกับกระดูกคอหอยศัตรู เหงื่อกาฬหยดแหมะรดแปลงเกษตร ท้องที่นูนขึ้นเล็กน้อยประท้วงด้วยความหิวโหย ทว่ามารดาสายโหดใช้ความแค้นกดข่มสัญชาตญาณความเจ็บปวดไว้เบื้องลึก
"ตายซะ! ไอ้พวกหญ้าชั่วร้าย! รากของพวกเจ้าจะต้องถูกสับเป็นชิ้นๆ!"
อดีตนักฆ่าต่อสู้กับดงหญ้าด้วยความมุ่งมั่นประหนึ่งกำลังกอบกู้เอกราชของมวลมนุษยชาติ จนกระทั่งวัชพืชวิญญาณต้นที่หนึ่งร้อย ถูกกระชากรากถอนโคนและโยนโครมลงในตะกร้าสาน!
[ติ๊ง! ภารกิจรวบรวมผลผลิต 100/100 ชิ้น เสร็๋จสิ้น!]
แสงสีทองสว่างวาบปกคลุมทั่วอาณาบริเวณ ดินดำขลับขยายอาณาเขตออกไปกว้างขวางขึ้น เสียงจักรกลดังกังวาน
[ระบบทำการอัปเกรดเป็น ระดับ 2! รางวัลที่ได้รับ:
ขยายขีดจำกัดเวลาพำนักในมิติเป็น 4 ชั่วยาม
เมล็ดพันธุ์ไชเท้าวิญญาณ 1 ถุง
ปลดล็อกสิ่งปลูกสร้าง: กระท่อมไม้ไผ่พำนักกาย 1 หลัง!]
สิ้นเสียงประกาศ กระท่อมไม้ไผ่ขนาดกะทัดรัดทว่าดูแข็งแรงทนทานก็ผุดขึ้นมาจากพื้นดินราวดอกเห็ด เซียวหนิงเยว่ทิ้งจอบเหล็กในมือดังเคร้ง สองขาก้าวโซเซตรงไปยังกระท่อมไม้ไผ่ ผลักประตูเข้าไปแล้วทิ้งตัวลงนอนแผ่หลาบนเตียงสานอย่างหมดสภาพ
"รอดตายแล้ว..." เสียงแหบพร่าพึมพำแผ่วเบา ร่างกายที่ถูกสูบพลังงานจนถึงขีดจำกัด ได้รับการโอบอุ้มด้วยปราณวิญญาณบริสุทธิ์และความอบอุ่นภายในกระท่อม ความเงียบสงบและการหลับใหลเข้าครอบงำสตรีอุ้มท้องชั่วขณะ
ทว่า... ภายนอกมิติแห่งนี้ พายุลูกใหญ่กำลังก่อตัว!
โครม!!!
ต้นไม้โบราณขนาดสิบคนโอบหน้าโพรงไม้ถูกกระแทกจนหักโค่น! เศษไม้ปลิวว่อนแตกกระจายดุจระเบิดลง เงาร่างมหึมาห้าสายพุ่งทะยานทะลวงม่านหมอกลงมาเหยียบย่ำพื้นดินด้วยความเร็วดุจอสนีบาตฟาด!
จ้าวราชสีห์ทองคำ จ้าวสมุทรเงือกจันทรา บรรพชนจิ้งจอก จ้าวอสรพิษ และจ้าวหมีหยินหยาง ปรากฏกายขึ้นพร้อมรังสีคุกคามที่กดทับจนสัตว์อสูรในรัศมีสิบลี้หมอบกราบตัวสั่นเทา!
จมูกของจ้าวอสูรบรรพกาลสูดดมมวลอากาศอย่างบ้าคลั่ง ม่านตาสัตว์ป่าเบิกกว้างเมื่อรับรู้ถึงกลิ่นหอมบริสุทธิ์ที่คุ้นเคยผสมผสานกับความคาวเลือด กลิ่นนั้นเพิ่งจางหายไปไม่ถึงเค่อ!
"กองไฟยังอุ่นอยู่..." จ้าวหมีหยินหยางคุกเข่าลงข้างกองขี้เถ้า ฝ่ามือหนาสัมผัสไอความร้อนที่ยังหลงเหลือ
"ร่องรอยการชำแหละเหยื่อและดึงแก่นผลึกออกไปหมดจดไร้ที่ติ" จ้าวอสรพิษทมิฬตวัดนัยน์ตาเรียวเล็กจ้องมองซากอสูรที่ถูกกับดักไม้แหลมเสียบตาย "ไม่มีร่องรอยการใช้ปราณวิญญาณ มีเพียงการขึงเส้นเอ็นซ่อนหลุมพรางและปักไม้เข้าจุดตาย... สตรีผู้นี้ล่าเดรัจฉานด้วยมันสมองล้วนๆ"
รอยยิ้มเย้ายวนทว่าอันตรายผุดขึ้นบนมุมปากของบรรพชนจิ้งจอกเก้าหาง "ช่างเป็นสตรีที่ดุร้ายและน่าค้นหาเสียนี่กระไร กลิ่นอายของนางหอมหวานจนข้าแทบคลั่ง ทว่ารอยมีดสังหารกลับแหลมคมดุจมัจจุราช"
บุรุษรูปงามทั้งห้ายืนล้อมรอบฐานที่มั่นร้าง สัญชาตญาณความหวงแหนของสัตว์ป่าตีรวนอยู่ในอก กลิ่นของสตรีในค่ำคืนนั้นชัดเจนจนสัมผัสได้ แต่ร่างของเจ้าของกลิ่นกลับอันตรธานหายไปดื้อๆ กลางอากาศ ราวกับสลายกลายเป็นหมอกควัน!
จ้าวราชสีห์ทองคำขมวดคิ้วแน่น นัยน์ตาสีอำพันขีดตั้งขวางกวาดมองความว่างเปล่าเบื้องหน้า ปลายนิ้วแกร่งสัมผัสรอยเลือดที่ยังไม่แห้งสนิทบนใบไม้
"กลิ่นเข้มข้นถึงเพียงนี้ แต่สตรีผู้นั้นกลับหายไปอย่างไร้ร่องรอย... นางย่อมมีวิชาเร้นกายหรือค่ายกลพรางตัวที่ลึกล้ำยิ่งนัก"
เสียงคำรามต่ำลึกดังก้องสะท้อนไปทั่วผืนป่าหมอกอสูร นัยน์ตาสัตว์ป่าทั้งห้าคู่วาวโรจน์สาดประกายดุดัน สัญชาตญาณนักล่าถูกกระตุ้นจนถึงขีดสุด การคลาดกันเพียงคืบยิ่งเปลี่ยนความอยากรู้อยากเห็นให้กลายเป็นความหลงใหลที่บ้าคลั่ง!
"ไม่ว่าจะมุดลงดินหรือล่องหน ข้าก็จะลากตัวเจ้ามาให้ได้... ค้นหาต่อไป!"
โต๊ะบัญชีตัวเดิมตั้งอยู่ริมลานขนของ ขาหนึ่งรองด้วยเศษกระเบื้องแผ่นเดิมซึ่งสยงป้าจ้านหามาเสียบไว้ตั้งแต่วันที่เครือข่ายเสบียงเพิ่งเปิด บนนั้นมีสมุดเล่มใหม่ ปกแข็ง หน้าแรกว่างเปล่า ถัดออกไปมีถ้วยน้ำจากบ่อกลางฟาร์มใบหนึ่ง น้ำใสจนเห็นก้นถ้วย ไร้ฝุ่นลงแม้แต่เม็ดเดียว ดุจเพิ่งตักมาวางเมื่อครู่ ทว่าไม่ทิ้งร่องรอยว่าใครเป็นผู้วางนายหญิงยกถ้วยขึ้นจิบโดยไม่ถาม ก่อนวางคืนข้างสมุดซึ่งยังไม่เปิด เพราะสายวันนี้ยังมีงานต้องทำก่อนจะได้เขียนบรรทัดแรกขบวนแขกทยอยออกจากรั้วไปทีละเผ่าหลังต้นอ่อนทั้งห้าแทงดิน เหลยเฉียนนำราชสีห์มุ่งขึ้นเหนือพร้อมเสียงคำรามอำลาที่ทำให้ไก่ทั้งคอกตกใจ ผู้อาวุโสเงือกขึ้นเรือของตระกูลข่งลงใต้ไปพร้อมข่งหลิงอวี่ซึ่งยังบ่นว่าขนมเหลือไม่พอให้ห่อกลับ เผ่ากวางหินก้าวคืนสู่หุบหิน มีเด็กสิบกว่าคนหันมาโบกมือให้วัวอสูรจนสุดทาง ผู้อาวุโสแขนเสื้อปักเมฆคารวะหนเดียวก่อนขึ้นม้าคืนสู่นครศิลา ย่าหลินพาฝูงจิ้งจอกที่ซ่อนตัวมานานกลับไปตั้งรังใหม่ที่หุบเก้าเงา ก่อนไปได้แตะหน้าผากหูจิ่วเยวียนทีหนึ่งแบบที่เคยแตะเมื่อครั้งยังเป็นจิ้งจอกน้อยผู้เฒ่าลายจันทร์กับบริวารชุดเทาออกเดินทางเป็นกลุ่มสุดท้าย กล
มือน้อยห้าคู่ดึงชายเสื้อผู้ใหญ่พร้อมกันในความมืด เด็กๆ ต่างวิ่งไปเขย่าพ่อที่นอนอยู่ใกล้ตนที่สุดสยงป้าจ้านลืมตาขึ้นตรงธรณีหน้าประตู เห็นน้องสามยืนอยู่บนอกตน สองเท้าน้อยวางมั่นที่ซี่โครงดุจเหยียบก้อนหินริมลำธาร เจ้างูน้อยไม่พูดสักคำ ก้มหน้าลงมาจ้องจนจ้าวหมีต้องลุก แต่ลุกพรวดไม่ได้ จึงค่อยยันกายขึ้นช้าๆ ให้เด็กน้อยไถลลงมานั่งบนตักแทนหูจิ่วเยวียนตื่นเพราะหางถูกกระตุกเต็มแรง พี่ใหญ่กำหางสีเงินที่เพิ่งกลับมามีสีครบเก้าไว้สองมือ กระชากแบบกระชากเชือกบ่อ จ้าวจิ้งจอกร้องเสียงหลง ก่อนกลั้นหัวเราะจนน้ำตาซึมตี้อ๋าวเทียนตื่นตั้งแต่น้องสี่แตะต้นแขนหนแรก ลืมตาพร้อมแขนที่ยกขึ้นรับลูกเงือกไว้ก่อนจะรู้ตัวว่าใครปลุกไห่ยวี่เจ๋อตื่นช้าที่สุด เพราะน้องเล็กวางฟักทองผลน้อยไว้บนใบหน้าบิดาเงือกทั้งผล แล้วนั่งรอว่าเมื่อไรจะรู้ตัว จ้าวสมุทรนอนนิ่งอยู่นานจนน้องเล็กเริ่มกังวล จึงยกฟักทองออกช้าๆ ด้วยสองมือ ส่งคืนให้เจ้าตัวน้อยโดยไม่ว่าสักคำม่ออู๋เหินไม่ต้องให้ผู้ใดปลุก เพราะอยู่เวร พี่รองจึงไปจูงจ้าวอสรพิษซึ่งนั่งอยู่มุมห้องให้ลุกขึ้นเฉยๆฉินเยว่หรงตื่นเพราะเสียงหัวเราะของทั้งเรือน ออกมาพิงวงกบประตูห้องตน "ขอยา
กริ๊งกระดิ่งคอวัวอสูรทั้งคอกดังขึ้นพร้อมกัน ไม่ตรงกันสักใบ บ้างแหลม บ้างทุ้ม บางใบแตกพร่าเพราะถูกสะบัดจนบุบมาตั้งแต่ฤดูก่อน เด็กเผ่ากวางหินสิบกว่าคนแอบเข้าไปผูกดอกไม้ป่าไว้ที่คอฝูงอสูรทุกตัวขณะที่ผู้ใหญ่ยังยืนกันอยู่ในวงหิน ทั้งฝูงจึงพากันส่ายหัวไล่กลิ่นหอมที่ไม่คุ้น เสียงระลอกนั้นกลายเป็นดนตรีเปิดงานโดยไร้ผู้ใดตั้งใจกลางดึกคืนเดียวกัน พิธีจบลงแล้ว โต๊ะยาวถูกลากมาต่อกันจนสุดลานกลาง กองไฟสามกองลุกโชนไล่กันขึ้นมา ตามด้วยกลิ่นข้าวหอม เนื้อย่าง และขนมงาที่ข่งหลิงอวี่ส่งเรือมาให้เมื่อหัวค่ำ ดวงจันทร์เต็มดวงยังค้างอยู่กลางฟ้า สว่างจนไม่ต้องจุดโคมเพิ่มน้องเล็กได้ฟักทองวิญญาณผลแรกจากแปลงของบิดาหมี ผ่าครึ่งด้วยตนเองไม่ยอมให้ผู้ใดช่วย ก่อนยกซีกที่ใหญ่กว่าไปวางเบื้องหน้ายายก่อนใครตามคำมั่นเมื่อครู่ จากนั้นยืนเท้าสะเอวจ้องจนยายตักเข้าปากคำแรกฉินเยว่หรงกินช้า แบบผู้ที่ไม่ได้ลิ้มของหวานมาสิบห้าปี เนิบจนลูกหมีอดทนไม่ไหว ดึงแขนเสื้อยายสองที บอกให้เคี้ยวเร็วขึ้นอีกนิดเพราะยังเหลืออีกซีก ทั้งโต๊ะหัวเราะลั่น ยายหัวเราะตามจนต้องยกมือปิดปาก เป็นเสียงหัวเราะเต็มเสียงหนแรกที่คนในเรือนได้ยินจากหญิงผู้นี้
"ยาย อยู่ ด้วย ตลอดไป จริง หรือ"ลูกหมีในอ้อมแขนแม่ถามข้ามขอบวงหินไปหายาย เสียงไม่ดังนัก ทว่าทั้งลานได้ยินชัด เป็นคำถามเดียวกับวันแรกที่ได้พบหน้ากัน วันนั้นเด็กน้อยถามโดยยังไม่รู้จักความกลัว คืนนี้มีถ้อยคำว่า 'จริง' งอกเพิ่มมาอีกหนึ่ง ดุจลูกเพิ่งเรียนรู้ว่า 'ตลอดไป' ของผู้ใหญ่บางคราก็ไม่ยาวเท่าที่พูดฉินเยว่หรงไม่รับมือที่ยื่นมาหา มือผอมทั้งสองยังกำหัวไม้เท้าของผู้เฒ่าไว้บนตัก นั่งนิ่งบนเก้าอี้ไม้สนที่สยงป้าจ้านทำให้ แสงทองจากวงหินส่องใบหน้านั้นได้เพียงครึ่ง อีกครึ่งจมอยู่ในเงาดึก"ประตูโบราณผนึกถาวรแล้ว" สุ้มเสียงนั้นแผ่วจนแขกแถวหลังต้องโน้มตัวเข้ามาฟัง "ทว่าธรรมเนียมของตระกูลผู้พิทักษ์มีอยู่ข้อหนึ่ง ประตูที่ผนึกต้องมีผู้เฝ้าจนสิ้นอายุ ไม่ให้ว่างแม้คืนเดียว"ฉินเยว่หรงมองผู้เฒ่าลายจันทร์ซึ่งยืนอยู่ข้างเก้าอี้ แล้วมองกลับมาที่ลูกสาว เอ่ยทีละคำ ช้า เว้นหายใจเป็นช่วงตามแรงที่เหลือ"ผู้เฒ่าชราแล้ว ส่วนแม่เป็นผู้ใหญ่คนสุดท้ายของสายนี้ เพราะได้แต่งกับเว่ยฉางเฟิง ผู้พิทักษ์รุ่นสุดท้าย หากแม่ก้าวเข้าไปยืนในวงคืนนี้ วิญญาณจะผูกกับเรือนหลังนี้ไปชั่วชีวิต ไปเฝ้าประตูที่ไกลสิบสองวันเดินเท้าไม่ได
น้ำหอมดอกไม้ซึ่งม่ออู๋เหินกลั่นให้ แต้มไว้บนข้อมือตั้งแต่บ่ายยังหอมอยู่ ปนกับดินแปลงที่ติดมากับรองเท้าพื้นหนาของสยงป้าจ้านเมื่อครู่ หอมหวานกับดินชื้น สองอย่างไม่เข้ากันแม้แต่น้อย หญิงสาวสูดทั้งคู่เข้าเต็มอกก่อนเอ่ยคำแรกบรรทัดแรกที่เตรียมไว้ทุกคืนเป็นตัวเลข"วันที่ข้าตื่นขึ้นในร่างนี้" นายหญิงว่า "ข้านับสิ่งที่มีได้ศูนย์"ไม่มีเหรียญสักเหรียญ ไร้เรือน ไม่มีชื่อที่เป็นของตน มีเพียงร่างซึ่งถูกขับไล่ออกจากประตูตระกูลเซียว กับก้อนแป้งห้าก้อนในครรภ์ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ เหล่าจ้าวรู้เรื่องคืนนั้นดีกว่าแขกผู้ใดในลาน ตี้อ๋าวเทียนกำมือข้างกายแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว"วันนี้ข้านับใหม่"นายหญิงก้าวไปหยุดเบื้องหน้าแถวทายาท วางฝ่ามือบนศีรษะพี่ใหญ่ หนนี้ไม่ได้ไล่อยู่ในใจอย่างทุกคืน หากใช้มือจริงให้ลูกรู้ตัวว่ากำลังถูกนับ"หนึ่ง"ลูกราชสีห์ยืดตัวขึ้นรับมือแม่ ผมสีทองอุ่นจัดใต้ฝ่ามือฝ่ามือนั้นเลื่อนไปหาพี่รอง "สอง" ลูกจิ้งจอกยืดตัวตามพี่ ปิ่นไม้ซึ่งจ้าวหมีเพิ่งจัดให้ตรงยังไม่เอียงจากนั้นเลื่อนต่อไปถึงน้องสาม"สาม"เสียงก็หยุดลงตรงนั้นฝ่ามือยังวางอยู่บนผมลูกงู ทว่าปากไม่ขยับต่อ ทั้งลานรอ นานพอให
ตุบ ตุบฝีเท้าหนักกระหน่ำมาตามทางจากโรงไม้ ใกล้ขึ้นทุกก้าว เป็นระยะมีไม้กระแทกกิ่งต้นท้อริมทางดังแปลบ ตามด้วยใบไม้ร่วงกราว ก่อนฝีเท้าจะตามมาอีก ไม่ชะลอแม้สักก้าว ดุจวัวอสูรตัวโตซึ่งหลุดคอกตอนได้กลิ่นหญ้าใหม่สยงป้าจ้านโผล่พ้นแนวต้นไม้มาทั้งร่าง หอบจนไหล่ขึ้นลง บนบ่าแบกแผ่นไม้ยาวเกือบเท่าตัวคน ผิวไม้ยังขาวสด เศษขี้กบติดตามขอบเป็นฝอย จ้าวหมีวิ่งมาถึงขอบวงหินก็หยุดกึก เพิ่งเห็นว่าทั้งลานหันมามองตนอยู่ทุกดวงตา"ขอโทษขอรับ" สยงป้าจ้านประกาศก้องจนนกบนกิ่งท้อบินหนี ก่อนหันไปค้อมกายให้ฉินเยว่หรง "ข้าสลักเสร็จตั้งแต่บ่าย แล้ววางไว้ที่โรงไม้ จากนั้นไปยืนรอหน้าห้องนายหญิง รอจนลืมขอรับ"ทั้งลานหัวเราะครืน คราวนี้ไร้ผู้ใดกลั้น แม้แต่ผู้อาวุโสแขนเสื้อปักเมฆของสภาก็ยกชายแขนเสื้อขึ้นบังปาก ฉินเยว่หรงส่ายหน้าช้าๆ หากมุมปากโค้งขึ้นจนซ่อนไม่มิดน้องเล็กปีนลงจากหินของบิดา วิ่งไปรับปลายแผ่นไม้ช่วยแบกทั้งที่สูงไม่ถึงครึ่งแผ่น แล้วผายมือเชิญให้จ้าวหมีขึ้นไปยืนบนหินคืน แบบเจ้าของซึ่งยอมคืนที่นั่งให้แขกก่อนก้าวเข้าวง สยงป้าจ้านชะงักอยู่เบื้องหน้าพี่รอง ปิ่นไม้หัวจิ้งจอกบนผมลูกจิ้งจอกเอียงลงข้างหนึ่งเพราะร้อง
ขบวนเดินทางมุ่งหน้ากลับสู่เขตป่าหมอกมายาอย่างราบรื่นภายใต้ความเงียบสงัดเมื่อก้าวพ้นแนวป่าทึบและเข้าสู่อาณาเขตค่ายกลป้องกันของเรือนไม้ ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางไกลก็เริ่มแสดงผลต่อสรีระของมารดาที่กำลังตั้งครรภ์ เซียวหนิงเยว่ก้าวขึ้นชานเรือนด้วยจังหวะที่โอนเอนเล็กน้อย ทว่ายังคงรักษาท่วงท่า
สิ้นประโยคตัดรอนอันเยียบเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก เซียวหนิงเยว่สะบัดชายเสื้อคลุมที่ขาดวิ่น หมุนตัวก้าวเดินจากไปท่ามกลางความมืดมิดของตรอกร้อยหลิว แผ่นหลังบอบบางเหยียดตรงตั้งตระหง่าน ไร้ซึ่งความอาลัยอาวรณ์หรือเยื่อใยต่อบุรุษอสูรทั้งห้าที่ยืนนิ่งเป็นรูปสลักหินอยู่เบื้องหลังทว่า... อุตส่าห์พลิกแผ
กลิ่นหอมขมปร่าของสมุนไพรวิญญาณเดือดปุดอยู่ในหม้อดินเผา เซียวหนิงเยว่ใช้ทัพพีไม้คนน้ำแกงบำรุงครรภ์อย่างใจเย็น ผ่านมาหนึ่งวันเต็มหลังจากสร้างอาณาเขตลวงตา ทุกอย่างควรจะสงบสุขทว่า...เปรี้ยง!ม่านพลังงานถูกฉีกกระชากดังกึกก้องประดุจฟ้าผ่า คลื่นพลังปะทะกระแทกเศษดินกระจุยกระจาย กลิ่นคาวเลือดเหม็นคลุ้งรุนแ
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงห้าสายเหยียบย่ำเศษซากกิ่งไม้แหลกละเอียดดุจพายุคลั่ง ระยะห่างระหว่างจ้าวอสูรบรรพกาลและเป้าหมายหดสั้นลงเหลือเพียงไม่ถึงสิบลี้ทว่าพริบตานั้น ผืนฟ้าเหนือป่าหมอกอสูรพลันบิดเบี้ยวมวลเมฆดำทะมึนถูกฉีกกระชากออก ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเลือดแดงฉานดุจโลหิตเดือดพล่าน แรงสั่นสะ







