เข้าสู่ระบบ[ติ๊ง! แจ้งเตือนข้อจำกัดระดับมิติ...]
เสียงเรียบเฉยไร้อารมณ์ดังก้องขึ้นในห้วงความคิด ตัดสลับกับเสียงหอบหายใจของอดีตนักฆ่าที่เพิ่งทรุดตัวลงนั่งบนดินดำขลับ
"อธิบายกติกาของเจ้ามาไอ้ระบบ ข้าเกลียดการรอคอย" เซียวหนิงเยว่แค่นเสียง นัยน์ตาสีดำสนิทดุจพญาเหยี่ยวกวาดมองหน้าจอโปร่งแสงที่เด้งขึ้นมาเบื้องหน้า
[มิติโอสถสวรรค์ระดับที่หนึ่ง อนุญาตให้ผู้สืบทอดพำนักอยู่ได้เพียงวันละสองชั่วยามเท่านั้น! หากฝ่าฝืนพำนักอยู่เกินเวลา พลังงานมิติจะเหือดแห้ง และสายเลือดบรรพกาลลึกลับทั้งห้าในครรภ์จะหันไปสูบกลืนอวัยวะภายในของท่านเพื่อประทังความหิวแทน!]
[เงื่อนไขการขยายเวลา: ผู้สืบทอดต้องนำ 'ผลผลิตวิญญาณระดับต่ำ' จำนวน 100 ชิ้น มาสังเวยแก่ระบบเพื่ออัปเกรดระดับมิติ!]
"เดี๋ยว... ผลผลิตวิญญาณระดับต่ำคือสิ่งใด ข้าเพิ่งทะลุมิติมา จะเอาเมล็ดพันธุ์จากที่ใดมาปลูกให้เจ้าตั้งร้อยชิ้น" เซียวหนิงเยว่ขมวดคิ้วถามอย่างหงุดหงิด
[แจ้งเตือนผู้สืบทอด: ภายในมิติมี 'วัชพืชวิญญาณ' ขึ้นรกชัฏ พวกมันถูกนับเป็นผลผลิตระดับต่ำเช่นกัน ท่านสามารถถอนมันมาสังเวยแก่ระบบได้]
"ถอนหญ้าร้อยต้นเนี่ยนะ! เจ้าไม่คิดจะสงสารสตรีมีครรภ์ที่กำลังโดนสูบพลังชีวิตบ้างหรืออย่างไร!" นางแหวใส่หน้าจอโปร่งแสงอย่างเหลืออด
[ระบบเป็นเพียงกลไกช่วยเหลือ ไม่สามารถแทรกแซงกฎเกณฑ์ของมิติได้ โปรดพยายามด้วยตัวท่านเอง]
"ไอ้ระบบหน้าเลือด! ขูดรีดกันชัดๆ!"
ริมฝีปากซีดเซียวเหยียดยิ้มหยัน มัจจุราชสาวคำนวณความเสี่ยงในหัวอย่างรวดเร็ว เวลาจำกัด ร่างกายไร้ปราณ แถมยังมีปรสิตสูบเลือดสูบเนื้อฝังอยู่ในท้องถึงห้าก้อน หากมัวแต่นั่งคร่ำครวญคงได้กลายเป็นปุ๋ยหมักในโลกอสูรแห่งนี้เป็นแน่!
อดีตมือสังหารรหัสศูนย์ศูนย์หนึ่งสปริงตัวลุกขึ้นยืน คว้าจอบเหล็กเก่าคร่ำคร่าขึ้นมากระชับแน่นในมือ ท่วงท่าการจับจอบของสตรีผู้นี้หาใช่เกษตรกรธรรมดา ทว่ามันคือองศาการจับอาวุธสังหารที่พร้อมจะบั่นคอหอยศัตรู!
"แปลงผักพวกนี้คือลานประหารของข้า! ตายซะไอ้พวกวัชพืชไร้ค่า!"
ฉึก! ฉับ! สวบ!
จอบเหล็กถูกฟาดฟันลงบนดินดำขลับด้วยความว่องไวและแม่นยำระดับจับวาง วัชพืชวิญญาณถูกถอนรากถอนโคนด้วยทักษะการปลิดชีพที่เด็ดขาด ดินกระจุยกระจายคล้ายสมรภูมิเลือด อดีตนักฆ่ากำลังทำฟาร์มด้วยท่วงท่าที่ป่าเถื่อนราวกับกำลังสับกะโหลกศัตรูคู่อาฆาต หยาดเหงื่อไหลชโลมกรอบหน้า การกระทำทุกอย่างแลกมาด้วยความปวดร้าวทางกายภาพขั้นสุด เพราะสรีระนี้ยังคงไร้ปราณวิญญาณหล่อเลี้ยง
ทว่าการทำฟาร์มหาใช่การเข่นฆ่า หลังจากสับจอบอย่างบ้าคลั่งจนเวลาล่วงเลยไปเกือบครบสองชั่วยาม ด้วยร่างกายที่อ่อนล้าซ้ำยังเป็นมือใหม่ในเรื่องเกษตรกรรม เซียวหนิงเยว่รวบรวมวัชพืชวิญญาณมากองรวมกันได้เพียงเจ็ดสิบกว่าต้นเท่านั้น!
[ติ๊ง! แจ้งเตือน: รวบรวมผลผลิตวิญญาณระดับต่ำได้ 78/100 ชิ้น]
นางทรุดตัวลงหอบหายใจ โยนจอบทิ้งอย่างหมดสภาพ พลางหยิบวัชพืชวิญญาณอวบน้ำที่มีหยาดปราณจางๆ ขึ้นมายัดเข้าปากเคี้ยวกลืนเพื่อประทังความเหนื่อยล้า
พลังปราณอุ่นวาบไหลทะลักลงสู่ช่องท้อง ทว่าความสดชื่นคงอยู่ได้เพียงชั่วพริบตา...
วูบ!
ก้อนแป้งทั้งห้าในหน้าท้องแบนราบเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับ พวกมันแย่งกันสูบกลืนปราณวิญญาณหยดแรกจนเหือดแห้งหายไปในเสี้ยววินาที! ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและอาการปวดบิดที่กระเพาะอาหารของมารดา
"ไอ้พวกลูกล้างผลาญ! ตะกละตะกลามปานนี้ ชาติก่อนพวกเจ้าเกิดเป็นหลุมดำหรืออย่างไร! ข้าเพิ่งถอนหญ้าได้แค่เจ็ดสิบกว่าต้นก็แทบจะขาดใจตายอยู่แล้ว!"
มารดาสายโหดกัดฟันกรอด สบถด่าลูกในไส้อย่างเหลืออด ทว่ายังไม่ทันได้ยกจอบขึ้นสับแปลงผักเพื่อเก็บยอดให้ครบ เสียงเตือนมรณะก็ดังกังวานขึ้นอีกครั้ง
เมื่อฐานที่มั่นชั่วคราวเสร็จสิ้น เซียวหนิงเยว่ทรุดตัวลงนั่งพิงผนังไม้ ก่อกองไฟไร้ควันขนาดเล็กเพื่อย่างเศษเนื้ออสูรที่แล่ติดมือมา ความร้อนจากเปลวเพลิงไม่อาจบรรเทาความเจ็บปวดร้าวลึกจากการถูกทารกสูบพลังชีวิต
"นี่ระบบ ข้าจะเข้าไปในมิติได้อีกครั้งเมื่อใด" นางเอ่ยถามเสียงเรียบ ทว่าแฝงความเหนื่อยล้าอย่างปิดไม่มิด
[แจ้งเตือน: เวลาใช้งานมิติจะถูกรีเซ็ตในอีกสิบชั่วยามข้างหน้า]
"สิบชั่วยาม? บัดซบ..." อดีตมือสังหารสบถลอดไรฟัน สัญชาตญาณเอาตัวรอดทำให้นางอดนึกเสียดายไม่ได้ "รู้อย่างนี้ข้าน่าจะตักน้ำพุวิญญาณนั่นติดมือมาด้วยสักหน่อย ป่าหมอกนี่มีแต่แหล่งน้ำอาบพิษ จะหาอะไรประทังชีวิตได้"
ความเงียบโรยตัวลงชั่วอึดใจ ก่อนที่หน้าจอโปร่งแสงจะกะพริบวาบคล้ายคนกำลังทำตัวไม่ถูก
[ติ๊ง! ตรวจพบสภาพร่างกายผู้สืบทอดอยู่ในเกณฑ์วิกฤต... ระบบทำการอนุมัติ 'ของขวัญต้อนรับมือใหม่' ล่วงหน้า เพื่อป้องกันมิให้สายเลือดบรรพกาลสูญสลาย!]
[ท่านได้รับ: น้ำพุวิญญาณบริสุทธิ์ 1 กระบอกไม้ไผ่]
แสงสีมรกตสว่างวาบ พร้อมกับกระบอกไม้ไผ่ขนาดกะทัดรัดหล่นตุ้บลงบนตักของสตรีไร้ปราณ
เซียวหนิงเยว่หรี่ตามองกระบอกน้ำที่ขนาดแทบไม่พ้นฝ่ามือ ก่อนจะแค่นเสียงหยันคอตั้งบ่า "กระบอกแค่นี้? ให้มาล้างตาหรืออย่างไร! นึกว่าจะใจป้ำ ที่แท้ก็ไอ้ระบบตระหนี่ถี่เหนียว!"
ติ๊ง!
[แจ้งเตือนผู้สืบทอด: สิทธิพิเศษและของวิเศษจะแปรผันตาม 'ระดับของมิติ' หากท่านพยายามเพาะปลูกและอัปเกรดมิติโอสถสวรรค์สู่ระดับที่สูงขึ้น ระบบจะทำการปลดล็อกร้านค้า อาวุธ และทรัพยากรช่วยเหลือที่ทรงคุณค่ามากกว่านี้อีกหลายร้อยเท่า!]
"เอาของมาล่อให้อยากแล้วใช้งานข้าเยี่ยงทาส... สันดานพ่อค้าหน้าเลือดชัดๆ!"
ปากก็ด่าทอไปอย่างนั้น แต่มือกลับกระชากจุกไม้ออกแล้วกระดกน้ำพุวิญญาณดื่มรวดเดียวจนหมดหยดสุดท้าย ความสดชื่นไหลซ่านลงสู่กระเพาะ ทว่ายังไม่ทันได้ถอนหายใจโล่งอก...
วูบ!
ก้อนแป้งทั้งห้าในหน้าท้องแบนราบเกิดปฏิกิริยาสะท้อนกลับ พวกมันแย่งกันสูบกลืนปราณวิญญาณบริสุทธิ์จากน้ำพุนั้นจนเหือดแห้งหายไปในเสี้ยววินาที!
มือน้อยๆ ลูบหน้าท้องที่เริ่มนูนขึ้นเล็กน้อย สัมผัสได้ถึงกลิ่นอายเดรัจฉานที่ยังคงหิวโหยไม่รู้จักพอ ความเหนื่อยล้าสะสมผสมกับความโมโหที่โดนแย่งน้ำ ทำให้อดีตมือสังหารระเบิดอารมณ์หงุดหงิดออกมาอย่างอดไม่อยู่
"ก่อเรื่องทิ้งไว้แล้วหายหัวไปเสวยสุข... ช่างเป็นตัวผู้ที่บัดซบไร้ความรับผิดชอบสิ้นดี!"
นางสับกิ่งไม้ในมือโยนเข้ากองไฟอย่างเกรี้ยวกราด นัยน์ตาสีดำสาดประกายขุ่นเคือง "ไข่ทิ้งไว้เป็นครอกแล้วมุดหัวอยู่รูไหน! ทิ้งให้ข้าต้องมาหลังขดหลังแข็งสู้กับหญ้าปีศาจ ซ่อนตัวเยี่ยงหนูสกปรก... อย่าให้แม่เจอตัวนะ จะถลกหนัง สับกระดูก เอาไปทำปุ๋ยหมักรดแปลงสมุนไพรให้หมด!!"
ขณะเดียวกัน ลึกเข้าไปใจกลางป่าหมอกอสูร ห่างออกไปหลายสิบลี้
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงัดใต้ต้นไม้ใหญ่ยักษ์ บุรุษรูปงามทั้งห้าผู้ครอบครองกลิ่นอาย 'จ่าฝูง' กำลังยืนพักผ่อนหลังจากเพิ่งกวาดล้างฝูงสัตว์กลายพันธุ์ไปหมาดๆ ร่างกายกำยำของพวกเขาผ่อนคลายลง ทว่าในจังหวะนั้นเอง...
ฮัดชิ้ว!! ฮัดชิ้ว!!
เสียงจามดังกึกก้องสะเทือนป่าดังขึ้นแทบจะพร้อมกันจากปากของจ้าวอสูรบรรพกาลทั้งห้า!
ยอดบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ทั้งห้าหยุดชะงักค้าง พวกเขาหันขวับมามองหน้ากันและกันด้วยความเลิ่กลั่กและงุนงงขั้นสุด
จ้าวราชสีห์ทองคำยกมือขึ้นขยี้จมูกตัวเองแรงๆ ขมวดคิ้วแน่นด้วยใบหน้าเหวอๆ "...นี่พวกเรา ป่วยงั้นรึ?"
"เหลวไหล..." บรรพชนจิ้งจอกเก้าหางลูบจมูกตัวเองเบาๆ นัยน์ตาเรียวสวยกะพริบปริบๆ อย่างไม่เข้าใจสถานการณ์ "ระดับบรรพชนอสูรอย่างพวกเรา จะไปติดหวัดได้อย่างไรกัน?"
จ้าวอสรพิษทมิฬถอนหายใจยาว ปัดคราบฝุ่นออกจากเสื้อคลุม พลางพึมพำด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยทว่าแฝงความสับสน "สงสัยอากาศในป่าหมอกนี่คงจะชื้นเกินไปสินะ... ถึงได้จามพร้อมกันปานนี้"
ไม่มีใครล่วงรู้เลยว่า... สาเหตุของอาการคัดจมูกกะทันหันนี้ ไม่ใช่อากาศชื้น แต่เป็นแรงด่าทะลุมิติของมารดาเด็กแฝดห้าที่กำลังรอสับพวกเขากระดูกไปทำปุ๋ยต่างหาก!
โต๊ะบัญชีตัวเดิมตั้งอยู่ริมลานขนของ ขาหนึ่งรองด้วยเศษกระเบื้องแผ่นเดิมซึ่งสยงป้าจ้านหามาเสียบไว้ตั้งแต่วันที่เครือข่ายเสบียงเพิ่งเปิด บนนั้นมีสมุดเล่มใหม่ ปกแข็ง หน้าแรกว่างเปล่า ถัดออกไปมีถ้วยน้ำจากบ่อกลางฟาร์มใบหนึ่ง น้ำใสจนเห็นก้นถ้วย ไร้ฝุ่นลงแม้แต่เม็ดเดียว ดุจเพิ่งตักมาวางเมื่อครู่ ทว่าไม่ทิ้งร่องรอยว่าใครเป็นผู้วางนายหญิงยกถ้วยขึ้นจิบโดยไม่ถาม ก่อนวางคืนข้างสมุดซึ่งยังไม่เปิด เพราะสายวันนี้ยังมีงานต้องทำก่อนจะได้เขียนบรรทัดแรกขบวนแขกทยอยออกจากรั้วไปทีละเผ่าหลังต้นอ่อนทั้งห้าแทงดิน เหลยเฉียนนำราชสีห์มุ่งขึ้นเหนือพร้อมเสียงคำรามอำลาที่ทำให้ไก่ทั้งคอกตกใจ ผู้อาวุโสเงือกขึ้นเรือของตระกูลข่งลงใต้ไปพร้อมข่งหลิงอวี่ซึ่งยังบ่นว่าขนมเหลือไม่พอให้ห่อกลับ เผ่ากวางหินก้าวคืนสู่หุบหิน มีเด็กสิบกว่าคนหันมาโบกมือให้วัวอสูรจนสุดทาง ผู้อาวุโสแขนเสื้อปักเมฆคารวะหนเดียวก่อนขึ้นม้าคืนสู่นครศิลา ย่าหลินพาฝูงจิ้งจอกที่ซ่อนตัวมานานกลับไปตั้งรังใหม่ที่หุบเก้าเงา ก่อนไปได้แตะหน้าผากหูจิ่วเยวียนทีหนึ่งแบบที่เคยแตะเมื่อครั้งยังเป็นจิ้งจอกน้อยผู้เฒ่าลายจันทร์กับบริวารชุดเทาออกเดินทางเป็นกลุ่มสุดท้าย กล
มือน้อยห้าคู่ดึงชายเสื้อผู้ใหญ่พร้อมกันในความมืด เด็กๆ ต่างวิ่งไปเขย่าพ่อที่นอนอยู่ใกล้ตนที่สุดสยงป้าจ้านลืมตาขึ้นตรงธรณีหน้าประตู เห็นน้องสามยืนอยู่บนอกตน สองเท้าน้อยวางมั่นที่ซี่โครงดุจเหยียบก้อนหินริมลำธาร เจ้างูน้อยไม่พูดสักคำ ก้มหน้าลงมาจ้องจนจ้าวหมีต้องลุก แต่ลุกพรวดไม่ได้ จึงค่อยยันกายขึ้นช้าๆ ให้เด็กน้อยไถลลงมานั่งบนตักแทนหูจิ่วเยวียนตื่นเพราะหางถูกกระตุกเต็มแรง พี่ใหญ่กำหางสีเงินที่เพิ่งกลับมามีสีครบเก้าไว้สองมือ กระชากแบบกระชากเชือกบ่อ จ้าวจิ้งจอกร้องเสียงหลง ก่อนกลั้นหัวเราะจนน้ำตาซึมตี้อ๋าวเทียนตื่นตั้งแต่น้องสี่แตะต้นแขนหนแรก ลืมตาพร้อมแขนที่ยกขึ้นรับลูกเงือกไว้ก่อนจะรู้ตัวว่าใครปลุกไห่ยวี่เจ๋อตื่นช้าที่สุด เพราะน้องเล็กวางฟักทองผลน้อยไว้บนใบหน้าบิดาเงือกทั้งผล แล้วนั่งรอว่าเมื่อไรจะรู้ตัว จ้าวสมุทรนอนนิ่งอยู่นานจนน้องเล็กเริ่มกังวล จึงยกฟักทองออกช้าๆ ด้วยสองมือ ส่งคืนให้เจ้าตัวน้อยโดยไม่ว่าสักคำม่ออู๋เหินไม่ต้องให้ผู้ใดปลุก เพราะอยู่เวร พี่รองจึงไปจูงจ้าวอสรพิษซึ่งนั่งอยู่มุมห้องให้ลุกขึ้นเฉยๆฉินเยว่หรงตื่นเพราะเสียงหัวเราะของทั้งเรือน ออกมาพิงวงกบประตูห้องตน "ขอยา
กริ๊งกระดิ่งคอวัวอสูรทั้งคอกดังขึ้นพร้อมกัน ไม่ตรงกันสักใบ บ้างแหลม บ้างทุ้ม บางใบแตกพร่าเพราะถูกสะบัดจนบุบมาตั้งแต่ฤดูก่อน เด็กเผ่ากวางหินสิบกว่าคนแอบเข้าไปผูกดอกไม้ป่าไว้ที่คอฝูงอสูรทุกตัวขณะที่ผู้ใหญ่ยังยืนกันอยู่ในวงหิน ทั้งฝูงจึงพากันส่ายหัวไล่กลิ่นหอมที่ไม่คุ้น เสียงระลอกนั้นกลายเป็นดนตรีเปิดงานโดยไร้ผู้ใดตั้งใจกลางดึกคืนเดียวกัน พิธีจบลงแล้ว โต๊ะยาวถูกลากมาต่อกันจนสุดลานกลาง กองไฟสามกองลุกโชนไล่กันขึ้นมา ตามด้วยกลิ่นข้าวหอม เนื้อย่าง และขนมงาที่ข่งหลิงอวี่ส่งเรือมาให้เมื่อหัวค่ำ ดวงจันทร์เต็มดวงยังค้างอยู่กลางฟ้า สว่างจนไม่ต้องจุดโคมเพิ่มน้องเล็กได้ฟักทองวิญญาณผลแรกจากแปลงของบิดาหมี ผ่าครึ่งด้วยตนเองไม่ยอมให้ผู้ใดช่วย ก่อนยกซีกที่ใหญ่กว่าไปวางเบื้องหน้ายายก่อนใครตามคำมั่นเมื่อครู่ จากนั้นยืนเท้าสะเอวจ้องจนยายตักเข้าปากคำแรกฉินเยว่หรงกินช้า แบบผู้ที่ไม่ได้ลิ้มของหวานมาสิบห้าปี เนิบจนลูกหมีอดทนไม่ไหว ดึงแขนเสื้อยายสองที บอกให้เคี้ยวเร็วขึ้นอีกนิดเพราะยังเหลืออีกซีก ทั้งโต๊ะหัวเราะลั่น ยายหัวเราะตามจนต้องยกมือปิดปาก เป็นเสียงหัวเราะเต็มเสียงหนแรกที่คนในเรือนได้ยินจากหญิงผู้นี้
"ยาย อยู่ ด้วย ตลอดไป จริง หรือ"ลูกหมีในอ้อมแขนแม่ถามข้ามขอบวงหินไปหายาย เสียงไม่ดังนัก ทว่าทั้งลานได้ยินชัด เป็นคำถามเดียวกับวันแรกที่ได้พบหน้ากัน วันนั้นเด็กน้อยถามโดยยังไม่รู้จักความกลัว คืนนี้มีถ้อยคำว่า 'จริง' งอกเพิ่มมาอีกหนึ่ง ดุจลูกเพิ่งเรียนรู้ว่า 'ตลอดไป' ของผู้ใหญ่บางคราก็ไม่ยาวเท่าที่พูดฉินเยว่หรงไม่รับมือที่ยื่นมาหา มือผอมทั้งสองยังกำหัวไม้เท้าของผู้เฒ่าไว้บนตัก นั่งนิ่งบนเก้าอี้ไม้สนที่สยงป้าจ้านทำให้ แสงทองจากวงหินส่องใบหน้านั้นได้เพียงครึ่ง อีกครึ่งจมอยู่ในเงาดึก"ประตูโบราณผนึกถาวรแล้ว" สุ้มเสียงนั้นแผ่วจนแขกแถวหลังต้องโน้มตัวเข้ามาฟัง "ทว่าธรรมเนียมของตระกูลผู้พิทักษ์มีอยู่ข้อหนึ่ง ประตูที่ผนึกต้องมีผู้เฝ้าจนสิ้นอายุ ไม่ให้ว่างแม้คืนเดียว"ฉินเยว่หรงมองผู้เฒ่าลายจันทร์ซึ่งยืนอยู่ข้างเก้าอี้ แล้วมองกลับมาที่ลูกสาว เอ่ยทีละคำ ช้า เว้นหายใจเป็นช่วงตามแรงที่เหลือ"ผู้เฒ่าชราแล้ว ส่วนแม่เป็นผู้ใหญ่คนสุดท้ายของสายนี้ เพราะได้แต่งกับเว่ยฉางเฟิง ผู้พิทักษ์รุ่นสุดท้าย หากแม่ก้าวเข้าไปยืนในวงคืนนี้ วิญญาณจะผูกกับเรือนหลังนี้ไปชั่วชีวิต ไปเฝ้าประตูที่ไกลสิบสองวันเดินเท้าไม่ได
น้ำหอมดอกไม้ซึ่งม่ออู๋เหินกลั่นให้ แต้มไว้บนข้อมือตั้งแต่บ่ายยังหอมอยู่ ปนกับดินแปลงที่ติดมากับรองเท้าพื้นหนาของสยงป้าจ้านเมื่อครู่ หอมหวานกับดินชื้น สองอย่างไม่เข้ากันแม้แต่น้อย หญิงสาวสูดทั้งคู่เข้าเต็มอกก่อนเอ่ยคำแรกบรรทัดแรกที่เตรียมไว้ทุกคืนเป็นตัวเลข"วันที่ข้าตื่นขึ้นในร่างนี้" นายหญิงว่า "ข้านับสิ่งที่มีได้ศูนย์"ไม่มีเหรียญสักเหรียญ ไร้เรือน ไม่มีชื่อที่เป็นของตน มีเพียงร่างซึ่งถูกขับไล่ออกจากประตูตระกูลเซียว กับก้อนแป้งห้าก้อนในครรภ์ที่ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ามีอยู่ เหล่าจ้าวรู้เรื่องคืนนั้นดีกว่าแขกผู้ใดในลาน ตี้อ๋าวเทียนกำมือข้างกายแน่นขึ้นโดยไม่รู้ตัว"วันนี้ข้านับใหม่"นายหญิงก้าวไปหยุดเบื้องหน้าแถวทายาท วางฝ่ามือบนศีรษะพี่ใหญ่ หนนี้ไม่ได้ไล่อยู่ในใจอย่างทุกคืน หากใช้มือจริงให้ลูกรู้ตัวว่ากำลังถูกนับ"หนึ่ง"ลูกราชสีห์ยืดตัวขึ้นรับมือแม่ ผมสีทองอุ่นจัดใต้ฝ่ามือฝ่ามือนั้นเลื่อนไปหาพี่รอง "สอง" ลูกจิ้งจอกยืดตัวตามพี่ ปิ่นไม้ซึ่งจ้าวหมีเพิ่งจัดให้ตรงยังไม่เอียงจากนั้นเลื่อนต่อไปถึงน้องสาม"สาม"เสียงก็หยุดลงตรงนั้นฝ่ามือยังวางอยู่บนผมลูกงู ทว่าปากไม่ขยับต่อ ทั้งลานรอ นานพอให
ตุบ ตุบฝีเท้าหนักกระหน่ำมาตามทางจากโรงไม้ ใกล้ขึ้นทุกก้าว เป็นระยะมีไม้กระแทกกิ่งต้นท้อริมทางดังแปลบ ตามด้วยใบไม้ร่วงกราว ก่อนฝีเท้าจะตามมาอีก ไม่ชะลอแม้สักก้าว ดุจวัวอสูรตัวโตซึ่งหลุดคอกตอนได้กลิ่นหญ้าใหม่สยงป้าจ้านโผล่พ้นแนวต้นไม้มาทั้งร่าง หอบจนไหล่ขึ้นลง บนบ่าแบกแผ่นไม้ยาวเกือบเท่าตัวคน ผิวไม้ยังขาวสด เศษขี้กบติดตามขอบเป็นฝอย จ้าวหมีวิ่งมาถึงขอบวงหินก็หยุดกึก เพิ่งเห็นว่าทั้งลานหันมามองตนอยู่ทุกดวงตา"ขอโทษขอรับ" สยงป้าจ้านประกาศก้องจนนกบนกิ่งท้อบินหนี ก่อนหันไปค้อมกายให้ฉินเยว่หรง "ข้าสลักเสร็จตั้งแต่บ่าย แล้ววางไว้ที่โรงไม้ จากนั้นไปยืนรอหน้าห้องนายหญิง รอจนลืมขอรับ"ทั้งลานหัวเราะครืน คราวนี้ไร้ผู้ใดกลั้น แม้แต่ผู้อาวุโสแขนเสื้อปักเมฆของสภาก็ยกชายแขนเสื้อขึ้นบังปาก ฉินเยว่หรงส่ายหน้าช้าๆ หากมุมปากโค้งขึ้นจนซ่อนไม่มิดน้องเล็กปีนลงจากหินของบิดา วิ่งไปรับปลายแผ่นไม้ช่วยแบกทั้งที่สูงไม่ถึงครึ่งแผ่น แล้วผายมือเชิญให้จ้าวหมีขึ้นไปยืนบนหินคืน แบบเจ้าของซึ่งยอมคืนที่นั่งให้แขกก่อนก้าวเข้าวง สยงป้าจ้านชะงักอยู่เบื้องหน้าพี่รอง ปิ่นไม้หัวจิ้งจอกบนผมลูกจิ้งจอกเอียงลงข้างหนึ่งเพราะร้อง
กลิ่นหอมขมปร่าของสมุนไพรวิญญาณเดือดปุดอยู่ในหม้อดินเผา เซียวหนิงเยว่ใช้ทัพพีไม้คนน้ำแกงบำรุงครรภ์อย่างใจเย็น ผ่านมาหนึ่งวันเต็มหลังจากสร้างอาณาเขตลวงตา ทุกอย่างควรจะสงบสุขทว่า...เปรี้ยง!ม่านพลังงานถูกฉีกกระชากดังกึกก้องประดุจฟ้าผ่า คลื่นพลังปะทะกระแทกเศษดินกระจุยกระจาย กลิ่นคาวเลือดเหม็นคลุ้งรุนแ
เสียงฝีเท้าหนักหน่วงห้าสายเหยียบย่ำเศษซากกิ่งไม้แหลกละเอียดดุจพายุคลั่ง ระยะห่างระหว่างจ้าวอสูรบรรพกาลและเป้าหมายหดสั้นลงเหลือเพียงไม่ถึงสิบลี้ทว่าพริบตานั้น ผืนฟ้าเหนือป่าหมอกอสูรพลันบิดเบี้ยวมวลเมฆดำทะมึนถูกฉีกกระชากออก ท้องฟ้าเปลี่ยนเป็นสีเลือดแดงฉานดุจโลหิตเดือดพล่าน แรงสั่นสะ
กลิ่นคาวเลือดของฝูงหมาป่าวิปริตมลายหายไป ห้วงอากาศถูกแทนที่ด้วยปราณวิญญาณบริสุทธิ์เข้มข้นจนแทบจับต้องได้ เซียวหนิงเยว่ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำขลับกวาดมองรอบทิศอย่างระแวดระวัง นางไม่ได้อยู่ในวงล้อมของเดรัจฉาน ทว่ากำลังยืนอยู่กลางผืนดินดำขลับอันเงียบสงบดินสีดำเบื้องล่างอ่อนนุ่มทว่าอุดมไปด้วยพลังชีวิต กล
"กร๊อบ..." เสียงกระดูกสันหลังลั่นเกรียวกราวทันทีที่อดีตนักฆ่าขยับตัวลุกขึ้นยืน อากาศยามเช้าตรู่หน้าโพรงไม้เย็นเยียบจนแทบทะลุถึงกระดูก อาการปวดร้าวแล่นพล่านไปทั่วสรรพางค์กาย สภาพการนอนขดตัวซ่อนในดงไม้ชื้นแฉะไม่ใช่สิ่งที่สตรีตั้งครรภ์แฝดห้าควรต้องเผชิญเซียวหนิงเยว่กัดฟันพยุงร่างก้าวเท้าออกจ







