Mag-log in“แล้วนี่อะไร นั่งอยู่กับใครนานสองนาน”
แค่ปรายสายตามองเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจจะหันไปมองให้เต็มสองตา ร้อยวันพันปีดรุณีไม่เคยมายุ่งกับครอบครัวหรือบริษัทเขา แต่หลังจากมีข่าวดังก็โผล่หน้ามาให้เห็นแบบนี้ คงไม่พ้นฝีมือมารดาเขาแน่นอน นี่ขนาดตัวอยู่อังกฤษ แต่ยังไม่วายส่งคนมาจับผิด กลางวันมีดรุณีคอยจับผิด กลางคืนก็มีอีกคนส่งมาประกบเขา ตั้งใจให้กระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยหรือไง นึกถึงเรื่องนี้ทีไรภูดิศชักจะอารมณ์เสียทุกที
ปฐวีมองหน้าทั้งสองคน “อ้าว ไม่รู้จักกันหรอกเหรอ คุณดาบอกแม่มึงให้มาช่วยงาน”
“ไม่เชิงรู้จัก แค่เคยเห็นหน้า” ประชดเข้าให้
ดรุณีเองก็เริ่มมีความรู้สึกไม่ต่างจากเขา โกรธ เจ้าหล่อนเอียงใบหน้ามามองอย่างเร็ว ในสายตาแฝงด้วยความไม่พอใจที่เขาตัดสัมพันธ์
“คุณแม่ไปอังกฤษ เธอมาเสียเที่ยวแล้วแหละ กลับบ้านไปขายขนมไปเฝ้าร้านของเธอต่อเถอะ ที่นี่ไม่มีงานอะไรให้เธอทำ!”
“เฮ้ย! พอได้แล้วไอ้หมอก!” ปฐวีลุกขึ้นมาห้าม มันใช้มือผลักอกเขาออกไม่ให้ต่อว่าอะไรดรุณีไปมากกว่านี้ ออกตัวแรงปกป้องทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไร
“ไม่พอ! ถ้างานหลักคือจับตามองฉันก็นั่งเฝ้าประตู เฝ้าลิฟต์แถวนี้แหละ บริษัทของฉันรับแต่คนมีคุณภาพเท่านั้นไม่ใช่อยากใช้เส้นใครเข้ามาทำงานก็ได้ หรือถ้าเธอไม่พอใจที่ฉันพูดก็กลับไปซะ ไม่อยากเห็นหน้า!” ไม่ว่าเปล่า ปลายนิ้วภูดิศชี้ไปที่ประตูทางเข้าบริษัท
ปฐวีเห็นบรรยากาศไม่ค่อยสู้ดีจึงรีบยืนขึ้นปัดมือเพื่อนทิ้ง “มึงพูดเสียงดังเกินไปแล้วไอ้หมอก! มีอะไรก็ค่อยพูดค่อยจากันสิ คนหันมามองหมดแล้ว”
ดรุณีมองหน้าภูดิศ เถียงกลับบ้าง “ฉันไม่ได้จะมาทำงานที่นี่หรอกนะคะ แต่นี่เป็นคำสั่งของคุณแก้ว ถ้าคุณจะโต้แย้งก็ต้องโทรไปถามท่านเอง ต่อให้คุณด่าว่าฉันมากแค่ไหน ยังไงก็ไล่ฉันไปจากที่นี่ไม่ได้”
“เธอนี่มันดื้อด้านซะจริงนะ ทั้งที่รู้ว่าดื้อดึงทำไปก็ไม่มีประโยชน์อะไรเลย!” ดื้อเงียบ แถมเป็นการดื้อที่น่าตีมากๆ
“ถึงไม่มีประโยชน์ ฉันก็จะทำ” ยังจะเถียงต่ออีก คนฟังกัดฟันกรอดไม่ชอบใจที่ถูกเมียเถียง กล้าขึ้นเสียงใส่เขาทั้งที่ทำเหมือนจะร้องไห้ อ่อนแอชะมัด ไม่แน่จริงอย่างที่ปากพูดเลยสักนิด
“อยากทำอะไรก็ทำ ตามใจ!” ภูดิศงัดแขนเพื่อนออกจากดรุณีให้มันตามมาห้องโถงรอลิฟต์ ไม่สนใจแม้มันจะขัดขืน
“ไอ้ปากหมา น้องเขามาทำงานวันแรกนะเว้ยไอ้หมอก กูอยากอยู่ช่วย”
“หุบปากเถอะ” ด่าสวนกลับไปคำเดียวมันก็หยุดต่อต้าน “ไม่ต้องสนใจ เขารู้ทุกซอกมุมตึกยิ่งกว่ามึงอีก”
“จริงเหรอ” ปฐวียังคงหนักใจ แตะบัตรพนักงานเข้ามาแล้ว แต่ยังไม่วายหันกลับไปมองข้างหลังและพบว่าโซฟาตัวเดิมร้างซะแล้ว ไม่รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นเดินหายไปทางไหน “แต่ถึงยังไงเขาก็เป็นผู้หญิงนะเว้ย ปกติมึงก็ไม่ได้ปากหมาพาลไม่เลือกขนาดนี้นี่หว่า น่าสงสารออก”
“พอเลยไอ้วี อย่ายุ่งกับดรุณี!” สั่งเสียงกร้าวลากคอเสื้อมันตามเข้ามา เขาไม่สนใจว่าดรุณีจะคิด จะอาย หรือจะรู้สึกยังไง
ภายในห้องทำงานสุดหรู เจ้าของห้องกำลังพักสายตาจากการเขียนแปลนบ้านด้วยการเล่นเกมพับจี เขาตั้งใจอยากสร้างบ้านแยกออกจากบ้านพ่อแม่โดยทำเองทั้งหมด ตั้งแต่เขียนแปลน ออกแบบ และโขกสับเพื่อนในบริษัทมาคุมการก่อสร้างให้ เขาติดเกมมากกำลังกดยิงอย่างเมามันทว่าประตูห้องทำงานก็ถูกเคาะ เขามองด้วยหางตาก่อนรีบพลิกสถานการณ์เร็วปานกิ้งก่าเปลี่ยนสีกดปุ่มโฮม รีบยกขึ้นมาแนบหูกรอกเสียงอ่อนหวานลงไป
“ครับน้ำหวาน ผมไม่ลืมหรอกเจอกันเย็นนี้นะครับ ส่วนคุณก็ตั้งใจทำงานนะ ผมเป็นกำลังใจให้” บอกด้วยสีหน้าระรื่นก่อนจะลดโทรศัพท์ลง ภูดิศกระแอมกระไอ อายที่ต้องแกล้งพูดโทรศัพท์คนเดียวเพื่อแกล้งดรุณี ตามองหล่อน มือกดเล่นเกมต่อ หลังทะเลาะกันไปช่วงเช้าก็เป็นไปตามคาด เจ้าหล่อนยังไม่ยอมกลับบ้าน ขึ้นมานั่งทำงานช่วยคุณสุวิทย์ โดยไม่ยอมมองหน้าเขาด้วยซ้ำ ได้ที ภูดิศจึงแกล้งใหญ่ ใช้ให้ทำนั่นทำนี่ตั้งแต่เช้าจนมาถึงตอนนี้ กาแฟแก้วที่สองถูกวางลงบนโต๊ะ แต่เห็นนะ หล่อนวางแรงกว่าเดิมหลายเท่าตัว
“กาแฟค่ะ ส่วนงานที่คุณสั่งฉันทำเสร็จและส่งเข้าอีเมลให้คุณแล้ว รีบตรวจดูหน่อยก็ดีนะคะ จะได้รู้ว่าสมควรให้เงินเดือนฉันหรือเปล่า”
เออดี ปากเก่งไม่เบา ภูดิศขบฟันกรอดๆ มองเมียตีทะเบียน
“ก็ดี มีงานให้ทำต่อ ช่วงบ่ายฉันมีธุระต้องไปทำ”
“ดีเลยค่ะ ทำธุระเสร็จเราไปรับลูกด้วยกันนะคะ ฉันหาแท็กซี่ไปยาก” แอบเห็นว่าหัวคิ้วเขาขยุกขยิกแทบชนกัน ดรุณีแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นเอ่ยต่อเสียงอึกอัก จะไม่ยอมให้เขาไปไหนกับน้ำหวานทั้งนั้น ถ้าปล่อยให้คลาดสายตาก็จะผิดคำสัญญากับคุณแก้ว ชวดได้บ้านได้ร้านกลับคืน นาทีนี้ไม่มีคำว่าอายหรือศักดิ์ศรีใดๆ หล่อนจงใจตื๊อเขา “หรือคุณจะไม่ไปคะ วันนี้ลูกเข้าเรียนวันแรกไม่คิดจะสนใจหน่อยเหรอ คราวก่อนลูกป่วย คุณ… ก็ไม่ได้ไปหาลูกเลยสักครั้ง”
“หมอที่ไปรักษาถึงบ้านคิดว่าเพื่อนใครล่ะ” ตอบตาขวาง แต่กระนั้นก็ยอมใจอ่อนเพราะเขาเองก็คิดถึงลูกเหมือนกัน ช่วงปลายสัปดาห์ที่ผ่านมาเขาบินไปฮ่องกงสามวันเพื่อติดต่องาน ได้แต่ขอให้บิดามารดาช่วยดูแลลูก ช่วยอัปเดตอาการของแกผ่านไลน์
“แล้วลูกเป็นยังไงบ้าง”
“หายป่วยแล้วค่ะ แต่ไม่รู้ว่าตอนนี้จะร้องไห้หรือเปล่า”
“อืมๆ พูดมากซะจริง ไว้บ่ายสามจะพาไปรับลูกแล้วกัน” ตอบส่งๆ พลางหมุนเก้าอี้ไปดึงลิ้นชักเอกสารออก ในจังหวะที่หมุนกลับมาเห็นได้ชัดว่าดรุณีกำลังดีใจแต่หล่อนรีบเก็บสีหน้าไว้ เชอะ ได้ใจเชียวนะ เขาดึงมันออกมากองใหญ่วางปังลงกลางโต๊ะ
“เอาเอกสารพวกนี้ไปแปลเป็นภาษาอังกฤษ”
ดวงตากลมโตเบิกกว้าง มันน้อยซะที่ไหนล่ะนั่น ใช้เหมือนเงินเดือนสี่หมื่น! ที่จริงศูนย์บาท ถูกยิ่งกว่าโปรตั๋วเครื่องบินแอร์เอเชีย
“เป็นหน้าที่เลขาไม่ใช่เหรอคะ ฉันไม่ใช่เลขาคุณสักหน่อยแค่มาช่วยคุณสุวิทย์ทำงาน ไม่ได้เป็นพนักงานของที่นี่” หรือพูดแบบหยาบๆ ก็คือมานั่งเฝ้าเขา ไม่ได้มาทำงาน!
“ฉันสั่ง เธอก็ต้องทำ แปลให้ถูกต้องแล้วเรียงใส่แฟ้มแยกหัวข้อ จัดทำเอกสารแนบมาให้ฉันเซ็นกำกับความถูกต้อง งานง่ายๆ แค่นี้รีบทำให้เสร็จก่อนสี่โมงเย็น” ท่านรองจงใจแกล้งเมียตัวเอง ชอบเวลาเห็นหล่อนทำหน้าตาไม่พอใจ ไม่ใช่เอะอะก็ทำหน้าหวานตาหวานใส่ ใครพูดอะไรก็ก้มหน้ารับอย่างเดียว ปากน้อยห่อเป็นรูปตัวโอ ก็น่าตกใจอยู่หรอก มันน้อยซะที่ไหน ขนาดคุณสุวิทย์ยังต้องใช้เวลาทำเกือบวัน แล้วดรุณีจะไปทำเสร็จได้ไง เจ้าหล่อนหน้าตึงขึ้นหลายระดับลดสายตามองเอกสารภาษาไทยกว่าห้าสิบหน้า ก้าวเท้าเข้าไปใกล้โต๊ะ หยิบมันออกมาดูรายละเอียดทีละแผ่น พบว่าเป็นเอกสารเกี่ยวกับสัญญาทางการค้าบริษัทเขากับนักลงทุนชาวฮ่องกง
“คุณจะบ้าหรือไงคะ ให้เวลาแค่นี้แล้วฉันจะทำเสร็จได้ยังไง”
“ทำไม่ได้เหรอ” ยักคิ้วกวนๆ พอใจที่เห็นดรุณีโกรธ
หญิงสาวเม้มปาก มองหน้าตากวนๆ ของเจ้านาย ไม่บ่อยที่จะถูกแกล้ง แต่ครั้งนี้เกินไปจริงๆ เขาใช้งานหล่อนไม่หยุดตั้งแต่ช่วงเช้า
“ถ้าแค่นี้ทำไม่ได้ก็ควรพิจารณาตัวเอง”
“ยังไม่ได้บอกสักหน่อยว่าทำไม่ได้”
“ก็ดี”
“เอ่อ…” นัยน์ตาหล่อนหลุกหลิกชอบกล กำกระโปรงบิดกายไม่ยอมออกไป “เอ่อ… คือฉันมีเรื่องอยากรบกวนน่ะค่ะ”
“เรื่องอะไร” จ้องหน้าภรรยา รอฟังว่าหล่อนจะมาไม้ไหนอีก
“คือ… ฉันอยากซื้อกระเป๋าใหม่ให้ลูก หลังเลิกงานคุณพาฉันกับลูกไปซื้อได้ไหมคะ” อย่างน้อยรั้งเขาไว้สักห้าหกโมงเย็นก็ดี ไม่รู้หรอกช่วงกลางดึกจะไปนัดเจอกันไหม ถึงนัดจริง หล่อนก็คงทำอะไรไม่ได้
เหอะ มุกถ่วงเวลาตื้นๆ แบบนี้ใครเขาก็ดูออก
“ไม่ล่ะ ไว้จะซื้อแล้วส่งไปให้” ว่าจบก็แอบแฉลบสายตามามองอีกครั้ง เห็นสีหน้าหล่อนนิ่งไปและทำเหมือนกำลังคิด
ภูดิศกระตุกรอยยิ้มมุมปากก้มลงอ่านงานต่อ เริ่มสนุกที่ได้แกล้ง “รีบเอางานไปทำได้แล้ว อีกหน่อยฉันจะลงไปข้างล่าง”
“ไปที่ไหนคะ ใช่ไปดูงานกับเพื่อนของคุณชั้นล่างใช่ไหมคะ หรือจะออกไปนอกบริษัท” รีบถามเกินไป เขาดุผ่านสายตาหล่อนหลบหน้าแทบไม่ทัน หายใจไม่ทั่วท้องเลยแหละ
“ก็ใช่น่ะสิ คิดว่าจะออกไปหาน้ำหวานหรือไง น้ำหวานเป็นดารา ไปเจอตอนกลางวันนักข่าวเจอเข้าก็เป็นเรื่องกันพอดี”
พูดแบบนี้หมายความว่าจะไปหาตอนกลางคืนหรือไง ใช่สิ ก็ได้ยินว่าโทรนัดกันแล้วนี่นา ดรุณีหน้าบึ้ง ใช้สายตามองค้อนเขาวงใหญ่
ภูดิศหมดอารมณ์ทำงานหมดอารมณ์เล่นเกมแล้ว ยืดกายขึ้นมาเหมือนจะซักประวัติคนไข้ “ถามจริง คุณแม่เสนอค่าจ้างให้กี่บาท เธอถึงได้ยอมมาที่นี่ ถูกฉันด่า ฉันแกล้งขนาดนี้ยังไม่ยอมกลับบ้านอีก”
“บอกไปก็เป็นแค่เศษเงินในสายตาของคุณ แต่สำหรับฉัน มันมากพอจะเริ่มต้นชีวิตใหม่ได้”
เป็นชีวิตไร้หนี้ ไร้บุญคุณ ได้รับอิสรภาพ
“งั้นเหรอ พยายามเข้าก็แล้วกันนะ สู้ๆ ฉันเอาใจช่วย” ท่านรองประธานปั้นหน้ายิ้มอย่างสุดจะกวนอวัยวะเบื้องต่ำ หล่อนอยากแปลงร่างเป็นนางมารร้ายข่วนหน้าเขาสักสองที แต่ก็ไม่กล้า ทำได้เพียงหยิบงานทั้งหมดมากอดไว้ และเอ่ยทิ้งท้าย
เขาตั้งใจทำงานไม่ได้สนใจตนเองเลยแม้แต่น้อย วูบหนึ่งเท่านั้นดรุณีเกิดความรู้สึกแปลกๆ ในใจ จึงลองเปิดใจพูดกับเขา
“คุณหมอกคะ ก่อนเรา… จะหย่าขาดจากกัน”
ปากกาในมือเขาสะดุดกึก ยอมเงยหน้าขึ้นมามอง ดรุณีส่งยิ้มให้ “ฉัน… อยากให้เราทำหน้าที่พ่อแม่ร่วมกันสักครั้งนะคะ ลูกไม่เคยอยู่กับเราพร้อมหน้าพร้อมตาเลย อย่างน้อยก็ให้ลูกได้มีความทรงจำพวกนี้บ้าง” ก่อนเราจะไม่มีโอกาสได้อยู่ใกล้กันอีก
“แต่ฉันคิดต่างนะ ไม่ต้องสร้างความทรงจำอะไรน่ะดีที่สุดแล้ว ลูกจะได้ไม่ต้องเจ็บปวดเพราะเคยได้รับความสุขแบบปลอมๆ”
“อ๋อ…”
“มีอะไรอีกไหม”
“ไม่มีค่ะ ขอตัวไปทำงานต่อนะคะ”
“อืม”
หัวใจคนฟังสั่งไหวยิ่งกว่าแผ่นดินโยกคลอน มันเจ็บแปลบจนชาไปหมด เพราะนั่นก็หมายความว่าเขาไม่ได้อยากสร้างความทรงจำอะไรกับหล่อนเลยแม้แต่น้อย สิ่งเดียวที่มีให้คือคำว่า ‘เพื่อน’ เป็นเพื่อนกัน ทั้งที่หล่อนเป็นเมียและเป็นแม่ของลูกเขา เจ็บชะมัดเลย
ดรุณีฝืนยิ้มให้กว้างมากกว่าทุกวัน พยักหน้ารับเสมือนเข้าอกเข้าใจเขา ตัดใจถอยหลังเดินออกมา เมื่อไร้การมองเห็นจากดวงตาคู่นั้นน้ำใสที่ฝืนกลั้นไหวก็ไหลทะลักออกมาอาบแก้มนวล เวลาที่จะได้อยู่ข้างเขา …ใกล้หมดลงแล้ว
“อ้าวเฮ้ย ไปจริงเหรอวะหมอก” แก๊งเพื่อนเรียกตามหลังแต่ไม่ทัน มันถือจานข้าวเปล่าลุกออกจากโต๊ะไปแล้ว กินไวเป็นบ้าเลย ข้าวพวกเขายังเต็มจานกันเกือบทุกคน มันสวาปามอยู่คนเดียวหนุ่มๆ เซ็งเป็ดเป็นแถบ ละสายตาจากภูดิศ กลับมามองดรุณีที่ทำตาใสมองพวกเขาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี อึดอัด อยากลุกออกไปจะแย่แล้ว เต้ ท็อป วี เลิกถามรัว ส่งยิ้มบางๆ มาให้ จากกระโดกกระเดกแย่งกันพูดเมื่อครู่ก็กลับมามีมารยาทมากขึ้น“พวกพี่แกล้งเล่นครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริษัทของเรานะ มีปัญหาอะไรถามพวกพี่ได้ตลอดเลย ไม่ต้องไปถามไอ้หมอกหรอก”“ใช่ครับ พวกพี่มีแฟนกันหมดแล้ว แต่ไอ้วียังโสดน๊า” คนที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาไม่วายสปอลย์เพื่อน ดรุณีผ่อนคลายลงมากถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา และพยักหน้าเบาๆ เพื่อรับทราบพี่ท็อปพูดเสริม “กินข้าวกันเถอะครับ ไอ้วี! มึงไม่ต้องยิ้ม ไปซื้อน้ำมาให้น้องดาเลย กับขนมด้วยนะ เลี้ยงรับน้องหน่อย”สามหนุ่มสามมุมวาไรตี้ฉีกยิ้มกว้าง ไล่ปฐวีให้ไปซื้อน้ำมาบริการแบบฟรีๆ ดรุณีมองพี่ๆ ในแง่ดีมากขึ้น ร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร โดยไม่รู้ตัวเลย ว่าถูกถ่ายรูปไปนินทาในกลุ่มไลน์อีกแล้ว สาวๆ พนักงานที่แอบชอบสถาปนิกในกลุ่มนั้
ภูดิศ รักษาการประธานกรรมการบริษัทแอบอู้งาน นั่งสบายเหยียดแข้งเหยียดขาพาดบนโต๊ะ ดูกล้องวงจรปิดโถงทางเดินชั้นผู้บริหารมาจนถึงโต๊ะเลขาหน้าห้อง แอบสังเกตการณ์เลขาผู้ช่วยคนใหม่ อยากรู้ว่าหล่อนตั้งใจทำงานมากแค่ไหน หรือไม่ยอมหยิบจับอะไรจะนั่งเฝ้าเขาอย่างเดียวภาพจากกล้องยี่ห้อนี้ชัดชะมัดเลย คุณแม่หนูขวัญกำลังนั่งหน้าจอคอมพ์พิมพ์ก๊อกๆ แก๊กๆ ลงบนแป้นพิมพ์ แฉลบสายตามาอ่านและพิมพ์สดๆ โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วยแปลแต่อย่างใดดูจากท่าทางก็เข้าทีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าผลงานจะออกมาน่าโยนลงถังขยะหรือเปล่า ผิดแกรมม่า พิมพ์ตกหล่นอะไรทำนองนั้นเขาก็ไม่เอากล่องอีเมลเด้งขึ้นมามุมล่างขวาของจอแมคบุ๊ก ภูดิศละสายตาจากหน้าจอใหญ่ กลับมามองจอเล็กและคลิกเม้าท์เข้าไปอ่าน พบว่าเป็นอีเมลคอนเฟิร์มวันเวลาคุยงานกับนักธุรกิจชาวฮ่องกง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ผ่านมาที่เขาบินไปฮ่องกงครั้งหนึ่ง เขากดเปลี่ยนภาษาและตอบกลับไป ลงชื่อกำกับเสร็จสรรพ และก๊อบปี้ส่งต่อข้อมูลไปให้คุณสุวิทย์ เพื่อให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อมตาเขาเริ่มปรือๆ อีกแล้ว กาแฟสองแก้วที่ดรุณีชงมาให้ท่าจะเอาไม่อยู่ จึงต่อสายไปข้างนอกใช้หล่อนให้ลงไปซื้อจากร้านกาแฟข้างล่าง
“แล้วนี่อะไร นั่งอยู่กับใครนานสองนาน”แค่ปรายสายตามองเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจจะหันไปมองให้เต็มสองตา ร้อยวันพันปีดรุณีไม่เคยมายุ่งกับครอบครัวหรือบริษัทเขา แต่หลังจากมีข่าวดังก็โผล่หน้ามาให้เห็นแบบนี้ คงไม่พ้นฝีมือมารดาเขาแน่นอน นี่ขนาดตัวอยู่อังกฤษ แต่ยังไม่วายส่งคนมาจับผิด กลางวันมีดรุณีคอยจับผิด กลางคืนก็มีอีกคนส่งมาประกบเขา ตั้งใจให้กระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยหรือไง นึกถึงเรื่องนี้ทีไรภูดิศชักจะอารมณ์เสียทุกทีปฐวีมองหน้าทั้งสองคน “อ้าว ไม่รู้จักกันหรอกเหรอ คุณดาบอกแม่มึงให้มาช่วยงาน” “ไม่เชิงรู้จัก แค่เคยเห็นหน้า” ประชดเข้าให้ดรุณีเองก็เริ่มมีความรู้สึกไม่ต่างจากเขา โกรธ เจ้าหล่อนเอียงใบหน้ามามองอย่างเร็ว ในสายตาแฝงด้วยความไม่พอใจที่เขาตัดสัมพันธ์“คุณแม่ไปอังกฤษ เธอมาเสียเที่ยวแล้วแหละ กลับบ้านไปขายขนมไปเฝ้าร้านของเธอต่อเถอะ ที่นี่ไม่มีงานอะไรให้เธอทำ!”“เฮ้ย! พอได้แล้วไอ้หมอก!” ปฐวีลุกขึ้นมาห้าม มันใช้มือผลักอกเขาออกไม่ให้ต่อว่าอะไรดรุณีไปมากกว่านี้ ออกตัวแรงปกป้องทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไร“ไม่พอ! ถ้างานหลักคือจับตามองฉันก็นั่งเฝ้าประตู เฝ้าลิฟต์แถวนี้แหละ บริษัทของฉันรับแต่คนมีคุณภาพ
ดรุณีเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปยังบริษัทไทยออลสตาร์คอนสตรัคชั่นที่อยู่ห่างออกไปราวห้านาที การเดินทางมาโรงเรียนน้องขวัญและมาทำงานค่อนข้างลำบาก เดินเท้า ต่อบีทีเอส ต่อวินมอเตอร์ไซค์ ค่าใช้จ่ายใช้ไปค่อนข้างเยอะแต่ก็บ่นไม่ได้เพราะขัดใจคุณแก้วกับคุณหมอกได้ที่ไหน วินมอเตอร์ไซค์ขับเร็วมากพาแว้นแซงรถหลายคันมาจนถึงที่หมายโดยร่างกายไม่มีบุบสลาย ลงจากรถขาอ่อนถึงกับสั่น จ่ายเงิน ส่งหมวกกันน็อกคืน“ขอบคุณครับ” หนุ่มอายุอานามใกล้เคียงกันเอ่ยแล้วเลี้ยวรถขับย้อนศรกลับวิน ถือว่ายังเช้ามากพนักงานยังไม่บางตา ดรุณีเดินตามทางเท้ามายังประตูกระจกจะผลักเข้าไปทว่ากลับพบว่ามีมือใหญ่ของใครไม่รู้วางทาบทับ สองหนุ่มสาวหันมามองหน้ากันต่างคนต่างตกใจ“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง ผมไม่ได้ตั้งใจจะจับมือคุณ” ยกแก้วกาแฟในมือขึ้นเป็นหลักฐาน แอบเห็นเงาตนเองสะท้อนกระจก โทรมฉิบหายเลยโว้ย ทำไมต้องมาเจอคนน่ารักในช่วงเวลาที่สภาพย่ำแย่ขนาดนี้นะไอ้วีเอ๊ย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยิ้มสู้ไว้ก่อน“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเองก็ไม่ทันมองคุณเหมือนกัน”“โอเคครับ เชิญด้านในได้เลยนะ”ปฐวียิ้มเขิน เปิดประตู ฝ่ายหญิงก้มหน้าขอบคุณ โอ๊ย ตายแล้วววว หน้านิ่งยังน่ารักเล
เธอคนนั้นเป็นผู้หญิงรักสบายห่วงแค่เรื่องเงิน ถึงกระนั้นภูดิศก็ยังรักคุณน้ำหวาน ตามตื๊อ ติดต่อฝ่ายหญิงจนถูกสามีเธอส่งคนมากระทืบหลายครั้ง จนต้องหลบไปพักใจที่เมืองนอก ทิ้งหล่อนให้อุ้มท้องคนเดียว หนูขวัญเติบโตในครรภ์ด้วยการฟูมฟักจากหล่อนเพียงลำพัง ไร้เงาพ่อของลูก กระทั่งลูกคลอดภูดิศถึงกลับเมืองไทยและแวะมาหา‘ฉันให้เธอได้แค่ความเป็นเพื่อน อยากได้เงินเท่าไหร่ก็ว่ามา ฉันอยากใช้แลกกับลายเซ็นเธอบนใบหย่าของเรา’เจอหน้ากันกี่ครั้ง เขาก็ถามถึงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว“ถึงดารักคุณมากแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์”ดวงตาคู่หวานสวยปานตากวาง ทอดสายตามองหน้าตนเองที่สะท้อนกระจก ใบหน้ารูปไข่แม้จะสวยแต่ก็แสนจะเศร้า หึงในตัวเขามากแต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการนิ่งเฉย แต่ไหนแต่ไรก็แทบไม่เคยได้อยู่ใกล้กัน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาตามกฎหมาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของลูกเขา ทว่าดรุณีรู้ตัวเองดีว่าตนไม่มีสิทธิ์ในตัวเขาเลยหกนาฬิกาสามสิบนาทีดรุณีอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จสรรพ สวมใส่ชุดทำงานเก่าเมื่อราวๆ สามปีก่อน เพราะไม่คิดว่าจะได้ทำงานประจำอีกจึงไม่ได้หาซื้อชุดใหม่ เมื่อคืนได้รับสายจากคุณแก้วกัลยา ท่านโทรสายตรงจากอังกฤษเ
โดยเฉพาะพวกที่ได้ลำดับการพรีเซ็นท์ก่อน อย่างบริษัทประเทศญี่ปุ่น!หลังจากเคลียร์งานในออฟฟิศเสร็จ คล้อยบ่ายไปดูไซต์งานที่ชลบุรี โดยปกติภูดิศชอบทำงานแบบนี้มากกว่าเข้าไปช่วยบิดาที่ฝ่ายบริหาร ไซต์งานชลบุรีเป็นงานสร้างคอนโดสูงสี่สิบชั้น เครื่องจักรทำงานทั้งวันทั้งคืนแข่งกับเวลาเสียงดังไปหมด คนงานก็เยอะเดินสวนกันไปมา ภูดิศถูกเชิญมาห้องประชุมซึ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในนั้น และมีคนงานระดับหัวหน้านั่งรออยู่แล้ว“อัดงบอัดคนเข้าไปอีกแล้วกัน เร่งโครงการให้มันเร็วมากขึ้น”ภูดิศเข้าดูความคืบหน้าโครงการทุกอย่าง ทั้งการก่อสร้าง ทั้งเอกสารรายงานหลายสิบฉบับ กว่าจะได้กลับกรุงเทพก็เกือบสองทุ่มและในขณะนั้นก็มีสายเรียกเข้า เขาเหลือบสายตาไปมองแวบเดียวเท่านั้นแม้จะเหนื่อยมาก แต่ก็กดรับหนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ผับแห่งหนึ่งในย่านรัชดา“หมอก น้ำหวานรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมา” เสียงหวานเอ่ยอย่างมั่นใจ ริมฝีปากสีแดงสดฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน รีบลุกจากเก้าอี้มากอดแขนกำยำทว่ากลับต้องหน้าเสีย “ทำไมล่ะคะ แค่นี้เอง” ถามเพราะเขาปัดมือตนเองออก“ผมเพิ่งมาจากไซต์งาน ยังไม่อาบน้ำ”ดาราสาวระบายรอยยิ้มอ่อนๆ ออกม







