Mag-log inภูดิศ รักษาการประธานกรรมการบริษัทแอบอู้งาน นั่งสบายเหยียดแข้งเหยียดขาพาดบนโต๊ะ ดูกล้องวงจรปิดโถงทางเดินชั้นผู้บริหารมาจนถึงโต๊ะเลขาหน้าห้อง แอบสังเกตการณ์เลขาผู้ช่วยคนใหม่ อยากรู้ว่าหล่อนตั้งใจทำงานมากแค่ไหน หรือไม่ยอมหยิบจับอะไรจะนั่งเฝ้าเขาอย่างเดียว
ภาพจากกล้องยี่ห้อนี้ชัดชะมัดเลย คุณแม่หนูขวัญกำลังนั่งหน้าจอคอมพ์พิมพ์ก๊อกๆ แก๊กๆ ลงบนแป้นพิมพ์ แฉลบสายตามาอ่านและพิมพ์สดๆ โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วยแปลแต่อย่างใด
ดูจากท่าทางก็เข้าทีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าผลงานจะออกมาน่าโยนลงถังขยะหรือเปล่า ผิดแกรมม่า พิมพ์ตกหล่นอะไรทำนองนั้นเขาก็ไม่เอา
กล่องอีเมลเด้งขึ้นมามุมล่างขวาของจอแมคบุ๊ก ภูดิศละสายตาจากหน้าจอใหญ่ กลับมามองจอเล็กและคลิกเม้าท์เข้าไปอ่าน พบว่าเป็นอีเมลคอนเฟิร์มวันเวลาคุยงานกับนักธุรกิจชาวฮ่องกง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ผ่านมาที่เขาบินไปฮ่องกงครั้งหนึ่ง เขากดเปลี่ยนภาษาและตอบกลับไป ลงชื่อกำกับเสร็จสรรพ และก๊อบปี้ส่งต่อข้อมูลไปให้คุณสุวิทย์ เพื่อให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อม
ตาเขาเริ่มปรือๆ อีกแล้ว กาแฟสองแก้วที่ดรุณีชงมาให้ท่าจะเอาไม่อยู่ จึงต่อสายไปข้างนอกใช้หล่อนให้ลงไปซื้อจากร้านกาแฟข้างล่าง
เจ้าหล่อนดุกลับมา แต่เขาสนที่ไหนล่ะ ชิงวางสายก่อน แอบเห็นว่าแม่คุณทำสีหน้าไม่ดีมากๆ หันมาพูดอะไรไม่รู้กับคุณสุวิทย์ ก่อนรีบเซฟงาน แล้วลงไปซื้อคาเฟ่อเมริกาโน่ที่ร้านสตาร์บัคให้เขา
ใกล้เที่ยงแล้วคิวในร้านยาวมาก คนมาซื้อเยอะเหมือนเขาแจกฟรีทั้งที่แพงก็แพง แก้วหนึ่งเป็นร้อยกินข้าวอิ่มได้ตั้งหลายมื้อ แต่ก็อย่างว่าแหละคนทำงานบริษัทนี้ได้เงินเดือนสูงทั้งนั้น ไม่แปลกที่จะมีเงินซื้อกาแฟกินทุกวันสบายๆ ก็คงจะมีแค่พนักงานสวมรอยแบบหล่อน เงินเดือนไม่ได้ แถมถูกจิกใช้เยี่ยงทาส ใจร้ายชะมัดยาดเลย
เห็นคิวยาวจึงต่อสายหาคุณครูที่โรงเรียนเพื่อสอบถามเกี่ยวกับหนูขวัญ ใจจริงอยากแวบไปหาแต่ก็กลัวทำงานเสร็จไม่ทันก่อนลูกเลิกเรียน คุณครูบอกเล่าว่าน้องไม่งอแงเท่าไหร่หล่อนถึงสบายใจ “ฝากดูน้องด้วยนะคะ ขอบคุณครูปุ้มมากค่ะ”
“สวัสดีค่ะ คุณผู้หญิงรับอะไรดีคะ”
พนักงานสาวถามอย่างเป็นมิตร ดรุณีขออนุญาตวางสายก่อนจะทวนเมนูที่ภูดิศสั่งแบบไม่ค่อยคล่องสักเท่าไหร่ เขาใส่นั่นเพิ่มนี่เสียจนหล่อนงงไปหมด กระเป๋าตังค์สุดแห้งมีแบงก์ห้าร้อยแบงก์เดียว หยิบออกมาจ่าย รับสลิป มองหาที่นั่งรอรับกาแฟแต่ก็หายากเพราะคนเยอะ แต่ในจังหวะนั้นเองดรุณีก็มองไปเห็นผู้ชายที่มาชวนคุยเมื่อเช้า
หญิงสาวตัดสินใจเข้าไปทักทาย “สวัสดีค่ะ คุณปฐวี”
ปฐวีละสายตาจากไอแพดมามองสาวเสียงหวาน พลันนัยน์ตาแสนคมเบิกกว้าง “เชิญนั่งก่อนสิครับ มาซื้อกาแฟเหรอ”
“ค่ะ ฉันมาซื้อให้คุณหมอก” ดึงเก้าอี้ออกนั่งฝั่งตรงข้าม บอกเล่าด้วยรอยยิ้มสดใส กระชากใจหนุ่มหน้าง่วงให้เคลิ้มตาม
งานในมือลืมมันไปชั่วขณะ สนใจสาวมากกว่าเป็นพันๆ เท่า ปฐวียิ้มกว้าง “คุณดาดีกันกับไอ้หมอกหรือยังครับ เมื่อเช้ามันปากหมาใส่คุณไปเยอะเลย ผมช่วยด่าไปบ้างแล้วไม่รู้มันคิดได้ไหม”
“เอ่อ…” หัวเราะในลำคอเบาๆ ตวัดสายตาแสนหวานมามองสถาปนิกหนุ่ม “ไม่เชิงหรอกค่ะ ฉันไม่ได้โกรธคุณหมอก เขาต่างหากที่โกรธฉัน หาว่าคุณแก้วส่งมาจับผิดกลัวเขากลับไปหา…”
“ไปหาน้ำหวาน?” ต่อประโยคให้ และดรุณีก็พยักหน้ารับ เท่านั้นแหละปฐวีก็ตบขาตัวเองฉาดใหญ่ เข้าใจแล้วว่าอะไรเป็นอะไร ถึงกับโล่งใจ เพราะอย่างน้อยเขาก็ยังมีโอกาสจีบล่ะนะ
“หมายเลข 250 เครื่องดื่มคุณวีค่ะ”
ทั้งสองหันไปมองตามเสียงเรียกพนักงาน ก่อนปฐวีจะขอตัวไปรับถุงกาแฟจำนวนสามถุง ข้างในมีบรรจุถุงละสองแก้ว พวกเพื่อนในแผนกขืนใจให้ลงมาซื้อ แรกๆ ก็บ่นอยู่หรอก แต่ตอนนี้เริ่มอยากกลับไปขอบคุณแล้ว
ปฐวียังไม่ยอมกลับเข้าไปทำงานแต่นั่งรอรับกาแฟเป็นเพื่อนดรุณี ทั้งสองนั่งคุยกันประมาณห้านาทีก็ได้รับ และเดินเข้าไปข้างในพร้อมกัน ดรุณีชวนคุยปกติโดยไม่รู้เลยว่าตกเป็นเป้าสายตา และถูกสาวออฟฟิศบางส่วนแอบถ่ายรูปลงเม้าท์ที่ไลน์กลุ่มเรียบร้อย
ก๊อก ก๊อก! หลังมือบางเคาะประตูแล้วเปิดเข้าไป
“คาเฟ่อเมริกาโน่แก้วใหญ่ได้แล้วค่ะ” อารมณ์ดีผิดปกติ คนที่กำลังดูงบประมาณก่อสร้างคอนโดหัวหินถึงกับเงยหน้ามามอง
“ขอบใจ” รับไปจิบ ช้อนสายตามามอง
“ค่ากาแฟรวมค่าเดินทาง หนึ่งร้อยห้าสิบบาทค่ะ”
แค่กๆ ภูดิศแทบสำลักเมื่อหล่อนทำตาใสใส่ ประกอบกับการแบมือมาทวงเงินเขาดื้อๆ ก็ปกติแล้วจะมีเงินจิปาถะไว้ให้คุณสุวิทย์จ่ายให้เขาทุกเดือน นี่ไม่ได้ถามกันก่อนเหรอ เขากลอกตาแรงมาก หยิบกระเป๋าเงินนำแบงก์ร้อยสองใบออกมาวางบนโต๊ะให้
“ที่เหลือเป็นทิปเหรอคะ” วิญญาณความงกเข้าสิง รีบหยิบเงินค่ากาแฟมาถือ ทว่าคำตอบของเขากลับตรงกันข้าม
“เปล่า จะบอกว่าทอนมาด้วยห้าสิบบาท”
รอยยิ้มสดใสหายไปในทันที บ่นอุบอิบใส่เขา “งก!”
ภูดิศหัวเราะหึๆ ในลำคอ เริ่มจะงงว่าเจ้าหล่อนรู้ความหมายของคำว่างกไหมเนี่ย คำนั้นน่ะ เก็บไว้ใช้กับหล่อนจะเหมาะกว่ามั้ง
แบงก์ห้าสิบบาทถูกหยิบออกมาวางไว้ให้ ก่อนดรุณีจะเดินหน้าบึ้งออกไปข้างนอก ภูดิศยกกาแฟขึ้นจิบมองตามกระทั่งบานประตูถูกปิดลง
อืม… ความจริงแกล้งดรุณีก็สนุกดีนะ
เสียงไลน์กลุ่มดังขึ้นนานแล้ว ส่งมารัวๆ เหมือนปืนไรเฟิล ตั้งใจจะทำเป็นไม่ได้ยินแล้วแต่อดไม่ได้จะหยิบมาเปิดดู ข้อความมีเกือบยี่สิบจากแก๊งเพื่อนสถาปนิกของเขาทั้งนั้น คิ้วภูดิศขมวดนิ่ง เมื่อเห็นความเพ้อของปฐวีที่มันแอบถ่ายรูปดรุณีมาลงในกลุ่ม แล้วพรรณนาล้านแปดไปสิบบรรทัดหาว่าน่ารักอย่างนั้น พูดเพราะอย่างนี้
แล้วพวกไอ้ท็อป ไอ้เต้ แล้วก็มีวิศวกรบางส่วนก็เพ้อตาม
‘ทีเผลอยังน่ารักเลยอะ ไอ้วีมึงมีเมียแล้ว ไม่ต้องไปยุ่งกับน้องเขา เปิดวาร์ปมาให้กูเนี่ยกูจะดูแลเอง’
‘กูโสดโว้ย อย่ามายุ่ง คนนี้กูจริงจังมาก’
‘เต็มที่สามเดือนใช่ไหม’
พวกมันส่งสติกเกอร์หัวเราะมาประชันกันหนักมากว่าของใครตลก กวนตีนมากกว่ากัน สุดจะทนภูดิศจึงวางระเบิด
‘งั้นโบนัสพวกมึง กูยกให้น้องเขาแล้วกันนะ’
‘ไอ้เชี่ยหมอก เรื่องของหัวใจกับปากท้อง มันคนละเรื่องกันโว้ย ไม่ยอมมมมมม’ ไอ้วีพิมพ์ตอบกลับมา ปิดท้ายด้วยสติกเกอร์น่ารักส่งจูบมาอ้อน เขาส่ายหน้าไปมาตลกพวกมันม่อสาวเก่ง
ปลายนิ้วเขาเลื่อนข้อความเพ้อพวกนั้นออกไป กระทั่งถึงรูปแอบถ่ายของดรุณี เขารู้ว่าหล่อนเป็นคนสวย แต่ให้ตายเถอะ ไม่อยากให้ไอ้พวกนั้นมาจีบหล่อนเลย หล่อนเป็นเมียเขานะเว้ย บอกพวกมันไงดี
ฟู้ดเซนเตอร์ของบริษัทตั้งอยู่ชั้นสามกินพื้นที่เกือบจะทั้งชั้น ห้องอาหารติดแอร์บรรยากาศดี โต๊ะเยอะไม่ต้องนั่งเบียดเสียดกัน รสชาติอาหารก็อร่อยระดับร้านดังๆ ในกรุงเทพก็ว่าได้ แม้กระทั่งระดับหัวหน้าแผนกต่างๆ รวมถึงผู้บริหารก็มากินที่นี่ ไม่ใช่อะไรหรอก รีบกินจะได้มีเวลาพักสมองก่อนเริ่มงานช่วงบ่าย ถ้าออกไปกินไกลกว่าจะขับรถไปขับรถกลับ เหนื่อยกันพอดี คุณสุวิทย์ไปกินข้าวข้างนอกกับภรรยาของเขา
ส่วนภูดิศก็ลงดูงานกับเพื่อนที่ชั้นล่าง เที่ยงสิบนาทีแล้วยังไม่ขึ้นมาอีก สงสัยไปกินข้าวแล้วมั้ง นั่งหน้าคอมพ์นานๆ ดรุณีก็ชักจะเริ่มหิว ขนมเค้กที่แอบถือติดมือมาจากร้านก็กินหมดไปแล้ว ดังนั้นจึงเก็บของลงไปยังชั้นสาม ออกจากลิฟต์มาก็สามารถมองเห็นห้องอาหารได้ทันดี ดรุณีผลักประตูกระจกเข้าไปมีสายตาหลายคู่มองมาแวบเดียว ก็ไม่ได้สนใจอะไรอีก
หล่อนกวาดสายตามองรอบๆ หาป้ายเมนูอาหารตามสั่งง่ายๆ เข้าไปเขียนเมนูลงในกระดาษแผ่นเล็ก กำกับว่าใส่กล่อง
แก๊งสถาปนิกหนุ่มหล่อกำลังกินข้าวอยู่พอดี เห็นดรุณีเข้าก็แอบซุบซิบสุมหัวกัน หลังดรุณีได้รับข้าวกล่องและจ่ายเงิน
ปฐวีก็วิ่งเข้ามาชาร์จ ชักชวนให้ไปนั่งกินข้าวด้วยกัน หาจานมาบริการเสร็จสรรพ เทข้าวจากกล่องลงใส่จาน ผายมือเชิญหล่อนให้นั่งลง
“เอ่อ… ข้าวกล่องของฉัน” ชี้นิ้วไปที่จานข้าว มัดมือชกได้ยังไง หล่อนยังทำงานไม่เสร็จเลยนะว่าจะเอาขึ้นไปกินข้างบน
“กินด้วยกันนะครับ น้องดาเพิ่งมาทำงานวันแรกคงเหงา พี่จะแนะนำเพื่อนๆ ให้รู้จัก วันหลังจะได้มานั่งกินข้าวด้วยกัน” ปฐวีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม จัดการเปลี่ยนสรรพนามให้สนิทสนมมากขึ้น
ดรุณีมองหนุ่มแปลกหน้าทั้งหลายด้วยสายตาขลาดๆ ผู้ชายตั้งสี่ห้าคน มีหล่อนเป็นผู้หญิงคนเดียวในกลุ่ม แถมคนที่นั่งฝั่งตรงข้ามยังเป็นเจ้านายอีก ภูดิศจิกสายตามองหล่อนแทบถลนแล้ว
แม้จะอึดอัดใจแต่ก็ยอมนั่งลง ปฐวีฉีกยิ้มกว้าง ผายมือแนะนำเพื่อนแต่ละคน “ท็อป เต้ สถาปนิกเหมือนพี่ครับ ส่วนนี่ชื่อพีร์ เป็นวิศวกรที่ปรึกษา เฮ้ย! พวกมึง นี่น้องดา มาทำงานวันแรก”
แนะนำเพื่อนเสียงห้วน กั๊กสุดชีวิต กัดฟันกรอดไม่ให้พวกมันแย่ง แต่ดูเหมือนไอ้เพื่อนนรกทั้งหลายจะไม่สนใจดินฟ้าอากาศอะไร ยิ้มประจบ แย่งกันแนะนำตัว แย่งกันถามใหญ่เสียจนดรุณีหน้าซีด
“พวกมึงพอได้แล้ว จะกินไหมข้าว ไม่กินกูจะเอาไปเททิ้งให้หมา” ภูดิศพูดโพล่งขึ้นมาราวกับพวกคนขวางโลก น้ำเชี่ยวๆ ยังกล้าเอาตัวเองไปขวาง ไอ้เพื่อนหื่นกามทั้งหลายเหล่สายตามามอง
“เพิ่งเที่ยงครึ่งเองจะเร่งอะไรนักหนาวะ”
“เออนั่นดิ หรือมึงกั๊กไว้แข่งไอ้วี” เต้ถามอย่างมีเลศนัย เข้าใจกันเฉพาะกลุ่มเพื่อน ไม่ได้ดูหน้าผู้หญิงคนเดียวในกลุ่มเลยว่าเอ๋อมากแค่ไหน ช่วยด้วย ใครก็ได้มาพาหล่อนออกไปจากตรงนี้ที
เพื่อนพูดดักขนาดนี้ ภูดิศร้อนตัวเร็วมาก “เชิญเถอะ ถ้าต้องฟังพวกมึงบ่น กูไปเปิดแอร์เย็นๆ นอนกลางวันสักงีบดีกว่า”
“อ้าวเฮ้ย ไปจริงเหรอวะหมอก” แก๊งเพื่อนเรียกตามหลังแต่ไม่ทัน มันถือจานข้าวเปล่าลุกออกจากโต๊ะไปแล้ว กินไวเป็นบ้าเลย ข้าวพวกเขายังเต็มจานกันเกือบทุกคน มันสวาปามอยู่คนเดียวหนุ่มๆ เซ็งเป็ดเป็นแถบ ละสายตาจากภูดิศ กลับมามองดรุณีที่ทำตาใสมองพวกเขาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี อึดอัด อยากลุกออกไปจะแย่แล้ว เต้ ท็อป วี เลิกถามรัว ส่งยิ้มบางๆ มาให้ จากกระโดกกระเดกแย่งกันพูดเมื่อครู่ก็กลับมามีมารยาทมากขึ้น“พวกพี่แกล้งเล่นครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริษัทของเรานะ มีปัญหาอะไรถามพวกพี่ได้ตลอดเลย ไม่ต้องไปถามไอ้หมอกหรอก”“ใช่ครับ พวกพี่มีแฟนกันหมดแล้ว แต่ไอ้วียังโสดน๊า” คนที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาไม่วายสปอลย์เพื่อน ดรุณีผ่อนคลายลงมากถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา และพยักหน้าเบาๆ เพื่อรับทราบพี่ท็อปพูดเสริม “กินข้าวกันเถอะครับ ไอ้วี! มึงไม่ต้องยิ้ม ไปซื้อน้ำมาให้น้องดาเลย กับขนมด้วยนะ เลี้ยงรับน้องหน่อย”สามหนุ่มสามมุมวาไรตี้ฉีกยิ้มกว้าง ไล่ปฐวีให้ไปซื้อน้ำมาบริการแบบฟรีๆ ดรุณีมองพี่ๆ ในแง่ดีมากขึ้น ร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร โดยไม่รู้ตัวเลย ว่าถูกถ่ายรูปไปนินทาในกลุ่มไลน์อีกแล้ว สาวๆ พนักงานที่แอบชอบสถาปนิกในกลุ่มนั้
ภูดิศ รักษาการประธานกรรมการบริษัทแอบอู้งาน นั่งสบายเหยียดแข้งเหยียดขาพาดบนโต๊ะ ดูกล้องวงจรปิดโถงทางเดินชั้นผู้บริหารมาจนถึงโต๊ะเลขาหน้าห้อง แอบสังเกตการณ์เลขาผู้ช่วยคนใหม่ อยากรู้ว่าหล่อนตั้งใจทำงานมากแค่ไหน หรือไม่ยอมหยิบจับอะไรจะนั่งเฝ้าเขาอย่างเดียวภาพจากกล้องยี่ห้อนี้ชัดชะมัดเลย คุณแม่หนูขวัญกำลังนั่งหน้าจอคอมพ์พิมพ์ก๊อกๆ แก๊กๆ ลงบนแป้นพิมพ์ แฉลบสายตามาอ่านและพิมพ์สดๆ โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วยแปลแต่อย่างใดดูจากท่าทางก็เข้าทีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าผลงานจะออกมาน่าโยนลงถังขยะหรือเปล่า ผิดแกรมม่า พิมพ์ตกหล่นอะไรทำนองนั้นเขาก็ไม่เอากล่องอีเมลเด้งขึ้นมามุมล่างขวาของจอแมคบุ๊ก ภูดิศละสายตาจากหน้าจอใหญ่ กลับมามองจอเล็กและคลิกเม้าท์เข้าไปอ่าน พบว่าเป็นอีเมลคอนเฟิร์มวันเวลาคุยงานกับนักธุรกิจชาวฮ่องกง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ผ่านมาที่เขาบินไปฮ่องกงครั้งหนึ่ง เขากดเปลี่ยนภาษาและตอบกลับไป ลงชื่อกำกับเสร็จสรรพ และก๊อบปี้ส่งต่อข้อมูลไปให้คุณสุวิทย์ เพื่อให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อมตาเขาเริ่มปรือๆ อีกแล้ว กาแฟสองแก้วที่ดรุณีชงมาให้ท่าจะเอาไม่อยู่ จึงต่อสายไปข้างนอกใช้หล่อนให้ลงไปซื้อจากร้านกาแฟข้างล่าง
“แล้วนี่อะไร นั่งอยู่กับใครนานสองนาน”แค่ปรายสายตามองเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจจะหันไปมองให้เต็มสองตา ร้อยวันพันปีดรุณีไม่เคยมายุ่งกับครอบครัวหรือบริษัทเขา แต่หลังจากมีข่าวดังก็โผล่หน้ามาให้เห็นแบบนี้ คงไม่พ้นฝีมือมารดาเขาแน่นอน นี่ขนาดตัวอยู่อังกฤษ แต่ยังไม่วายส่งคนมาจับผิด กลางวันมีดรุณีคอยจับผิด กลางคืนก็มีอีกคนส่งมาประกบเขา ตั้งใจให้กระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยหรือไง นึกถึงเรื่องนี้ทีไรภูดิศชักจะอารมณ์เสียทุกทีปฐวีมองหน้าทั้งสองคน “อ้าว ไม่รู้จักกันหรอกเหรอ คุณดาบอกแม่มึงให้มาช่วยงาน” “ไม่เชิงรู้จัก แค่เคยเห็นหน้า” ประชดเข้าให้ดรุณีเองก็เริ่มมีความรู้สึกไม่ต่างจากเขา โกรธ เจ้าหล่อนเอียงใบหน้ามามองอย่างเร็ว ในสายตาแฝงด้วยความไม่พอใจที่เขาตัดสัมพันธ์“คุณแม่ไปอังกฤษ เธอมาเสียเที่ยวแล้วแหละ กลับบ้านไปขายขนมไปเฝ้าร้านของเธอต่อเถอะ ที่นี่ไม่มีงานอะไรให้เธอทำ!”“เฮ้ย! พอได้แล้วไอ้หมอก!” ปฐวีลุกขึ้นมาห้าม มันใช้มือผลักอกเขาออกไม่ให้ต่อว่าอะไรดรุณีไปมากกว่านี้ ออกตัวแรงปกป้องทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไร“ไม่พอ! ถ้างานหลักคือจับตามองฉันก็นั่งเฝ้าประตู เฝ้าลิฟต์แถวนี้แหละ บริษัทของฉันรับแต่คนมีคุณภาพ
ดรุณีเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปยังบริษัทไทยออลสตาร์คอนสตรัคชั่นที่อยู่ห่างออกไปราวห้านาที การเดินทางมาโรงเรียนน้องขวัญและมาทำงานค่อนข้างลำบาก เดินเท้า ต่อบีทีเอส ต่อวินมอเตอร์ไซค์ ค่าใช้จ่ายใช้ไปค่อนข้างเยอะแต่ก็บ่นไม่ได้เพราะขัดใจคุณแก้วกับคุณหมอกได้ที่ไหน วินมอเตอร์ไซค์ขับเร็วมากพาแว้นแซงรถหลายคันมาจนถึงที่หมายโดยร่างกายไม่มีบุบสลาย ลงจากรถขาอ่อนถึงกับสั่น จ่ายเงิน ส่งหมวกกันน็อกคืน“ขอบคุณครับ” หนุ่มอายุอานามใกล้เคียงกันเอ่ยแล้วเลี้ยวรถขับย้อนศรกลับวิน ถือว่ายังเช้ามากพนักงานยังไม่บางตา ดรุณีเดินตามทางเท้ามายังประตูกระจกจะผลักเข้าไปทว่ากลับพบว่ามีมือใหญ่ของใครไม่รู้วางทาบทับ สองหนุ่มสาวหันมามองหน้ากันต่างคนต่างตกใจ“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง ผมไม่ได้ตั้งใจจะจับมือคุณ” ยกแก้วกาแฟในมือขึ้นเป็นหลักฐาน แอบเห็นเงาตนเองสะท้อนกระจก โทรมฉิบหายเลยโว้ย ทำไมต้องมาเจอคนน่ารักในช่วงเวลาที่สภาพย่ำแย่ขนาดนี้นะไอ้วีเอ๊ย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยิ้มสู้ไว้ก่อน“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเองก็ไม่ทันมองคุณเหมือนกัน”“โอเคครับ เชิญด้านในได้เลยนะ”ปฐวียิ้มเขิน เปิดประตู ฝ่ายหญิงก้มหน้าขอบคุณ โอ๊ย ตายแล้วววว หน้านิ่งยังน่ารักเล
เธอคนนั้นเป็นผู้หญิงรักสบายห่วงแค่เรื่องเงิน ถึงกระนั้นภูดิศก็ยังรักคุณน้ำหวาน ตามตื๊อ ติดต่อฝ่ายหญิงจนถูกสามีเธอส่งคนมากระทืบหลายครั้ง จนต้องหลบไปพักใจที่เมืองนอก ทิ้งหล่อนให้อุ้มท้องคนเดียว หนูขวัญเติบโตในครรภ์ด้วยการฟูมฟักจากหล่อนเพียงลำพัง ไร้เงาพ่อของลูก กระทั่งลูกคลอดภูดิศถึงกลับเมืองไทยและแวะมาหา‘ฉันให้เธอได้แค่ความเป็นเพื่อน อยากได้เงินเท่าไหร่ก็ว่ามา ฉันอยากใช้แลกกับลายเซ็นเธอบนใบหย่าของเรา’เจอหน้ากันกี่ครั้ง เขาก็ถามถึงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว“ถึงดารักคุณมากแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์”ดวงตาคู่หวานสวยปานตากวาง ทอดสายตามองหน้าตนเองที่สะท้อนกระจก ใบหน้ารูปไข่แม้จะสวยแต่ก็แสนจะเศร้า หึงในตัวเขามากแต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการนิ่งเฉย แต่ไหนแต่ไรก็แทบไม่เคยได้อยู่ใกล้กัน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาตามกฎหมาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของลูกเขา ทว่าดรุณีรู้ตัวเองดีว่าตนไม่มีสิทธิ์ในตัวเขาเลยหกนาฬิกาสามสิบนาทีดรุณีอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จสรรพ สวมใส่ชุดทำงานเก่าเมื่อราวๆ สามปีก่อน เพราะไม่คิดว่าจะได้ทำงานประจำอีกจึงไม่ได้หาซื้อชุดใหม่ เมื่อคืนได้รับสายจากคุณแก้วกัลยา ท่านโทรสายตรงจากอังกฤษเ
โดยเฉพาะพวกที่ได้ลำดับการพรีเซ็นท์ก่อน อย่างบริษัทประเทศญี่ปุ่น!หลังจากเคลียร์งานในออฟฟิศเสร็จ คล้อยบ่ายไปดูไซต์งานที่ชลบุรี โดยปกติภูดิศชอบทำงานแบบนี้มากกว่าเข้าไปช่วยบิดาที่ฝ่ายบริหาร ไซต์งานชลบุรีเป็นงานสร้างคอนโดสูงสี่สิบชั้น เครื่องจักรทำงานทั้งวันทั้งคืนแข่งกับเวลาเสียงดังไปหมด คนงานก็เยอะเดินสวนกันไปมา ภูดิศถูกเชิญมาห้องประชุมซึ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในนั้น และมีคนงานระดับหัวหน้านั่งรออยู่แล้ว“อัดงบอัดคนเข้าไปอีกแล้วกัน เร่งโครงการให้มันเร็วมากขึ้น”ภูดิศเข้าดูความคืบหน้าโครงการทุกอย่าง ทั้งการก่อสร้าง ทั้งเอกสารรายงานหลายสิบฉบับ กว่าจะได้กลับกรุงเทพก็เกือบสองทุ่มและในขณะนั้นก็มีสายเรียกเข้า เขาเหลือบสายตาไปมองแวบเดียวเท่านั้นแม้จะเหนื่อยมาก แต่ก็กดรับหนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ผับแห่งหนึ่งในย่านรัชดา“หมอก น้ำหวานรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมา” เสียงหวานเอ่ยอย่างมั่นใจ ริมฝีปากสีแดงสดฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน รีบลุกจากเก้าอี้มากอดแขนกำยำทว่ากลับต้องหน้าเสีย “ทำไมล่ะคะ แค่นี้เอง” ถามเพราะเขาปัดมือตนเองออก“ผมเพิ่งมาจากไซต์งาน ยังไม่อาบน้ำ”ดาราสาวระบายรอยยิ้มอ่อนๆ ออกม







