Masuk“อ้าวเฮ้ย ไปจริงเหรอวะหมอก” แก๊งเพื่อนเรียกตามหลังแต่ไม่ทัน มันถือจานข้าวเปล่าลุกออกจากโต๊ะไปแล้ว กินไวเป็นบ้าเลย ข้าวพวกเขายังเต็มจานกันเกือบทุกคน มันสวาปามอยู่คนเดียว
หนุ่มๆ เซ็งเป็ดเป็นแถบ ละสายตาจากภูดิศ กลับมามองดรุณีที่ทำตาใสมองพวกเขาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี อึดอัด อยากลุกออกไปจะแย่แล้ว เต้ ท็อป วี เลิกถามรัว ส่งยิ้มบางๆ มาให้ จากกระโดกกระเดกแย่งกันพูดเมื่อครู่ก็กลับมามีมารยาทมากขึ้น
“พวกพี่แกล้งเล่นครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริษัทของเรานะ มีปัญหาอะไรถามพวกพี่ได้ตลอดเลย ไม่ต้องไปถามไอ้หมอกหรอก”
“ใช่ครับ พวกพี่มีแฟนกันหมดแล้ว แต่ไอ้วียังโสดน๊า” คนที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาไม่วายสปอลย์เพื่อน ดรุณีผ่อนคลายลงมากถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา และพยักหน้าเบาๆ เพื่อรับทราบ
พี่ท็อปพูดเสริม “กินข้าวกันเถอะครับ ไอ้วี! มึงไม่ต้องยิ้ม ไปซื้อน้ำมาให้น้องดาเลย กับขนมด้วยนะ เลี้ยงรับน้องหน่อย”
สามหนุ่มสามมุมวาไรตี้ฉีกยิ้มกว้าง ไล่ปฐวีให้ไปซื้อน้ำมาบริการแบบฟรีๆ ดรุณีมองพี่ๆ ในแง่ดีมากขึ้น ร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร โดยไม่รู้ตัวเลย ว่าถูกถ่ายรูปไปนินทาในกลุ่มไลน์อีกแล้ว สาวๆ พนักงานที่แอบชอบสถาปนิกในกลุ่มนั้น ต่างมองแรงใส่
“ข่าวว่าเป็นเด็กเส้นคุณแก้ว ดูมัน มาวันแรกก็อ่อยผู้ชายได้ทั้งกลุ่มแล้ว แรดชะมัดเลย…” เจ้าของฉายานางฟ้าแห่งแผนกการตลาดนินทากับเพื่อนๆ ซึ่งหลายคนก็เห็นด้วยและด่าช่วย
“ก็คงจะมีแต่คุณหมอกแหละที่ไม่สนใจ เมื่อเช้าฉันเห็นนางถูกคุณหมอกด่าด้วยจ้า ไล่ให้ไปเฝ้าประตู ไม่รับเด็กเส้น”
“เฮ้ย! ด่าแรงขนาดนั้นเลยเหรอ”
“ใช่น่ะสิ ถ้าเป็นฉันนะคงอายไม่มีหน้าอยู่ต่อ ไม่หน้าด้านหน้าทนแบบนั้นหรอก” เล่าพลางเบะปากใส่ สาวๆ จิกสายตามองดรุณีไม่วางตา หมั่นไส้ปนริษยา โดยเฉพาะเอมิกาสาวแผนกการตลาดที่แอบชอบปฐวี
เสียงเคี้ยวขนมกรุบๆ ดังจากปากเล็กจิ้มลิ้ม ยัยหนูใช้มือป้อมๆ ล้วงหยิบเลย์รสชาติแสนอร่อยเข้าปาก เคี้ยวตุ้ยๆ เต็มแก้มไปหมด คุณแม่ของแกกลัวขนมจะติดคอ คอยจับหลอดป้อนน้ำลูก เสียงเล็กเอ่ยเรียก ‘ป๊ะป๊า’ ครั้งไหนเขาต้องขานรับเสียงอ่อนตลอด
ภูดิศชวนดรุณีมารับลูกด้วยกันช่วงบ่ายสามโมงสี่สิบ ความจริงเด็กเลิกเร็วกว่านั้นแต่ก็ปล่อยให้ยัยหนูเล่นกับเพื่อนๆ รอ
หนูน้อยไม่ได้เจอคุณพ่อหลายวัน กระโดดขี่คอตั้งแต่ยังไม่ออกจากโรงเรียน ขึ้นรถมาแล้วก็อ้อนคอยป้อนขนมไม่หยุด ดรุณีแอบยิ้มมีความสุขหลายครั้ง เพิ่งเคยเห็นว่าเขาพูดกับลูกเพราะมากแค่ไหน ถึงตอนอยู่กับหล่อนจะพูดไม่เพราะก็เถอะ อภัยให้ก็ได้
“มาค่ะ คุณแม่เช็ดมือเช็ดปากให้นะ”
หนูน้อยทำปากจู๋ให้มารดาใช้ทิชชูซับคราบขนม คราบน้ำลายออก ขนมถุงใหญ่ถูกพับขอบเก็บกลับใส่ถุงไว้กินต่อที่บ้าน แกซนมาก ไม่ยอมนั่งเฉยๆ จับนั่นแตะนี่ ชี้นิ้วออกไปนอกรถให้ดูอะไรต่อมิอะไร ภูดิศก็พูดด้วยตลอด ไม่แสดงออกเลยสักนิดว่ารำคาญ หรือขี้เกียจจะตอบคำถามลูก
“ป๊ะป๋าไปทำงานที่ฮ่องกงหลายวัน มีของฝากมาให้เด็กดีด้วยน้า ไหน ใครเป็นเด็กดี ไม่ดื้อช่วงป๊ะป๋าไม่อยู่ ยกมือขึ้นเร็ววว”
“หนู...” มือเล็กชูขึ้น ยัยหนูส่งยิ้มแป้นแล่นไปให้บิดา หัวเราะคิกๆ ซบแก้มยุ้ยๆ กลางอกมารดา ขยับตัวบ่อยจนเปียสองข้างหลุดลุ่ยหมดแล้ว ดรุณีจัดการแกะออกและรวบผมให้ลูกใหม่
“เก่งมากเลย หลังเลิกงานคุณพ่อจะพาไปกินขนมนะคะ แล้วก็พาไปซื้อกระเป๋าใหม่สวยๆ หนูขวัญอยากได้สีอะไรคะ”
“ชมพู ชมพู…” แกปรบมือแปะๆ พูดเป็นคำยาวๆ ยังไม่เก่ง แต่ผู้ใหญ่พูดอะไรออกมา แกฟังเข้าใจทั้งหมด บางทีแอบงอนก็มี
ดรุณีนั่งเงียบๆ ฟังสองพ่อลูกคุยกันก็เพลินไปอีกแบบ ก็พอรู้ว่าภูดิศเป็นพ่อที่ดี แต่ไม่คิดว่าเขาจะใจดีกับลูกมากถึงขนาดนี้
“ได้เลย คุณพ่อจะซื้อกระเป๋าสีชมพูให้นะคะ”
ชายหนุ่มยิ้มกว้าง ขับรถไปด้วยเอียงใบหน้ามามองลูกด้วยเป็นระยะๆ รถติดประมาณสามไฟแดง ก็มาถึงทางแยกเข้าสู่บริษัทคอนสตรัคชั่น เขาอุ้มยัยหนูเข้ามาข้างในไม่สนใจใครทั้งนั้น ว่าจะสงสัยหรือคิดอะไร
นี่ถือเป็นครั้งแรกที่พาลูกมาบริษัท หนูน้อยช่างสงสัย ชี้นั่นชี้นี่ตลอดทาง มีบ้างที่แอบปรายหางตาไปมองข้างหลัง และพบว่าดรุณีเดินห่างจากเขามาก มากชนิดที่ว่าเกินห้าร้อยเมตรเลยทีเดียว
หนุ่มหล่อส่ายหน้าไปมา ไม่เข้าใจว่าหล่อนจะกลัวอะไรนักหนา จึงพาลูกเข้าไปในลิฟต์และกดมันขึ้นสู่ชั้นบนก่อน
เสียงใสหัวเราะคิกๆ ตั้งแต่ประตูลิฟต์ถูกเปิดออก คุณสุวิทย์กำลังทำงานรีบเงยหน้าขึ้นมามอง และเข้ามาขอกอดขออุ้มหนูน้อย น้องขวัญแสนน่ารักกระพุ่มมือไหว้สวยงาม ได้ใจผู้ใหญ่ไปเต็มๆ
“เป๋า… ชมพู” แกพยายามอวดว่าพ่อจะซื้อกระเป๋าให้
ภูดิศรักลูก เอ็นดูลูกจนไม่รู้จะอธิบายยังไง ขอตัวกลับเข้าห้องและอุ้มหนูน้อยติดมือไปด้วย พาเหินฟ้าเหมือนกำลังเล่นเครื่องเล่นในสวนสนุก วางตัวแกลงบนโซฟาตัวใหญ่ ใช้สองมือจั๊กจี้หนูน้อยให้หัวเราะ เสียงคิกๆ ยังดังไม่ยอมหยุดจนกระทั่งประตูบานใหญ่ถูกผลักเข้ามา
สองพ่อลูกหันหน้าไปมองพร้อมกัน พบว่าเป็นดรุณีที่เดินเข้ามา ในมือมีกระเป๋าเด็กหญิงวัยสองขวบเศษแสนซนคนนี้
“คุณแม่…” หนูน้อยปีนลงจากโซฟาไปกอดขา เอียงใบหน้าขึ้นมองเต็มไปด้วยรอยยิ้ม ดรุณีคุกเข่าลงตรงหน้า จุ๊บแกเบาๆ
“หนูขวัญไม่ดื้อนะคะ นั่งรอคุณป๋าทำงานตรงนี้นะ”
แกพยักหน้ารับเหมือนจะเข้าใจ เอาเข้าจริงก็ไปกระโดดนั่งตักภูดิศไม่ยอมให้เขาไปทำงาน ดังนั้นดรุณีจึงต้องเดินไปเอางานบนโต๊ะมาให้เขาทำบนโซฟา ทำไปก็เล่นกับลูกไป หยอกล้อกันเสียงดังลั่นห้อง แก้มหล่อนยิ้มแทบจะปริออกมาแล้ว มีความสุขที่ได้เห็นภาพพ่อลูกเล่นซนด้วยกัน ดรุณีกำชับแกอีกรอบก่อนจะออกไปทำงานด้านนอก
กว่าจะแปลเอกสารเสร็จและตรวจเช็ดข้อผิดพลาดก็เกือบห้าโมงเย็น หล่อนจึงช่วยคุณสุวิทย์ทำงานอื่นต่อจนกระทั่งถึงเวลาเลิกงาน จึงปริ้นเอกสารสัญญาถือเข้าไปในห้องทำงานของภูดิศ พบว่าเขานั่งทำงานบนพื้นกระเบื้องเย็นๆ วางกระดาษบนโซฟา ส่วนยัยหนูนั้นกอดหมอนนอนหลับไปเฝ้าเทวดานางฟ้าเรียบร้อย
หญิงสาวพยายามซ่อนความสุขใจไว้ รุดกายเข้ามานั่งลงข้างเขาโดยเว้นระยะห่างพอสมควร วางแฟ้มเอกสารจำนวนสองแฟ้มลง “เอกสารแปลเสร็จเรียบร้อยแล้วค่ะ ฉันปริ้นมาให้คุณตรวจ”
“วางไว้ก่อนแล้วกัน จะเอากลับไปดูให้ที่บ้าน” ตอบทั้งที่มือยังจับปากกาเขียนอะไรต่อมิอะไร เอกสารเป็นตั้งๆ วางตรงหน้า
“ยิ้มอะไรของเธอ…” เพิ่งจะรู้ตัวว่าเผลอมองหน้าเขาแล้วยิ้มก็ตอนที่ถูกทัก หญิงสาวเบิกตากว้างส่ายหน้าปฏิเสธอย่างเร็ว
“เปล่าค่ะ ฉัน… แค่ทำงานที่คุณสั่งเสร็จแล้ว ช่วยงานคุณสุวิทย์เสร็จแล้วด้วยค่ะ ก็เลยจะถามว่าคุณมีอะไรให้ช่วยอีกไหม”
“อื้ม ช่วยจัดเอกสารบนโต๊ะก็ดีเหมือนกัน เปิดดูหัวข้อก่อนนะจะมีหลายเรื่องเลย ผสมกันแทบจะสร้างเป็นโรงงานได้แล้ว”
ชี้ปลายนิ้วข้ามไหล่กลับไปยังโต๊ะทำงาน เกือบสามสิบแฟ้มได้มั้งที่เพิ่งจะเซ็นอนุมัติไป ปกติคุณสุวิทย์จะเข้ามาจัดแต่นี่เลยเวลาเลิกงานแล้ว “แล้วก็ช่วยลิสสรุปหัวข้อออกมา ว่าวันนี้ฉันอนุมัติอะไรไปบ้าง”
“ได้ค่ะ” สั่งปุ๊บหล่อนก็ลุกขึ้นไปทำทันที
ภูดิศแอบลอบมองหลายครั้งก็ไม่ได้ตามอีกเพราะไว้ใจ จากการเปิดดูการแปลคร่าวๆ พบว่าภาษาอังกฤษของดรุณีอยู่ในขั้นดีมากเลยแหละ ดังนั้นเอกสารบนโต๊ะที่มีเฉพาะภาษาไทย คงจะกลายเป็นงานหมูๆ ของหล่อน ภูดิศให้ดรุณีช่วยเก็บเอกสารที่ค้างเซ็นใส่กระเป๋ากลับบ้าน จากนั้นก็ปิดล็อกห้อง อุ้มลูกพาลงมาชั้นล่างกลับไปยังรถยนต์ ไม่ได้ปลุกหนูน้อยปล่อยให้แกได้นอนกลางวันอีกรอบ ปลุกอีกทีเมื่อถึงห้างสรรพสินค้าในเวลาเกือบหกโมงเย็น แกงอแงนิดๆ แต่ก็ดีใจ
สองพ่อลูกนักช็อปตัวยง ช็อปตั้งแต่กระเป๋า ชุดนักเรียน ยันรองเท้า เห็นอะไรน่ารักภูดิศก็ให้พนักงานสอยไปเกือบหมด วางบัตรเครดิตให้รูดปรื้ดๆ วงเงินไม่จำกัด ใช้จ่ายสะดวกคล่องมือ ก็ดีอยู่หรอกที่เขาเปย์ลูกหนักขนาดนี้ แต่ขอร้อง ช่วยสงสารแม่ของลูกบ้างเถอะเดินถือถุงชอปปิงตามจนข้อมือแดงเถือกไปหมดแล้วนะ!
“ป๊ะป๋า ติม…” ชี้ไปที่ร้านไอศกรีมโคนชื่อดังครั้งเดียวเท่านั้น คุณป๋าสายเปย์ก็เอาใจ พาไปต่อคิวซื้อ ให้หนูน้อยจิ้มจะเอารสอะไร เห็นลูกกินอิ่มนอนหลับเขาก็ดีใจ อุ้มลูกพาไปดูร้านของเล่น
หางตาแอบเห็นดรุณีหน้าบึ้งตึง ลากถุงชอปปิงเกือบสิบเดินตามพวกเขาต้อยๆ ไม่กล้าเข้ามาใกล้มากเหมือนเดิมตามสไตล์ ได้ของเพิ่มมาอีกสองถุง ก่อนภูดิศจะพาลูกไปที่โซนเครื่องเล่น แลกเหรียญพาลูกเข้าไปเล่นลูกบอล สไลเดอร์ เล่นกับลูกร่วมกับเด็กคนอื่นๆ ตัวโตสุดก็เลยถูกเด็กคนอื่นรุมแกล้ง เขาหัวเราะสนุกสนาน
“คุณแม่!” ยัยหนูขึ้นไปบนยอดสไลเดอร์เตรียมลื่นตัวลงมา แต่ก่อนจะลงกลับส่งเสียงเรียกมารดา ท่านนั่งให้กำลังใจด้านนอก ก่อนหนูน้อยจะกลิงก์ลงมา หัวเราะอิ๊กๆ อยู่ข้างล่าง
“เก่งมากเลยค่ะ” ปรบมือแปะๆ ให้ลูก แกกระโดดดึ๋งๆ เล่นกับคนอื่น ภูดิศเองก็คงจะเหนื่อยแล้วจึงออกมานั่งลงข้างๆ
ทั้งสองมองลูกเล่นแล้วก็เผลอยิ้มตามทุกที ก่อนจะบังเอิญหันมาเห็นรอยยิ้มของกันและกัน ฉับพลันรอยยิ้มก็ค่อยๆ จางหายไป
“อยากกินอะไรไหม จะเลี้ยง…” มองเมินเข้าไปดูลูกด้านใน พลางเอ่ยชวนแม่ของลูกที่เริ่มจะญาติดีกันขึ้นมาบ้างแล้ว
“คุณหมอกเลี้ยงทั้งที ขอกินอะไรที่แพงๆ ได้ไหมคะ จะได้สมค่าเหนื่อยที่ถือของเดินตามตั้งนาน” เขามองค้อนเร็วมาก ดรุณีก้มหน้าลงเล็กน้อยแอบหัวเราะคิกๆ มีความสุขที่ถูกเขาด่าว่า ‘งก’
หลังลูกเล่นจนหมดแรงแล้วภูดิศให้ดรุณีเข้าไปอุ้มแก ส่วนเขาถือของทั้งหมดกลับไปเก็บในรถ ก่อนพาสองแม่ลูกไปกินอาหารญี่ปุ่นร้านดัง ดรุณีแอบมองหน้าเขาหลายครั้ง ไม่มีวันไหนที่จะสุขใจไปมากเท่าวันนี้อีกแล้ว ดีใจที่ครั้งหนึ่งมีโอกาสได้อยู่พร้อมหน้าพ่อแม่ลูก
ถึงแม้… พรุ่งนี้จะต้องหย่าขาดจากกัน หล่อนก็ไม่เสียใจ
ดรุณีจุดประกายรอยยิ้มอบอุ่นบนมุมปากทั้งสองข้าง พยายามเก็บความทรงจำทั้งหมดไว้ในหัวใจ อยากขอบคุณเขาที่เป็นพ่อที่ดีมากขนาดนี้
“อ้าวเฮ้ย ไปจริงเหรอวะหมอก” แก๊งเพื่อนเรียกตามหลังแต่ไม่ทัน มันถือจานข้าวเปล่าลุกออกจากโต๊ะไปแล้ว กินไวเป็นบ้าเลย ข้าวพวกเขายังเต็มจานกันเกือบทุกคน มันสวาปามอยู่คนเดียวหนุ่มๆ เซ็งเป็ดเป็นแถบ ละสายตาจากภูดิศ กลับมามองดรุณีที่ทำตาใสมองพวกเขาปริบๆ ไม่รู้จะพูดอะไรดี อึดอัด อยากลุกออกไปจะแย่แล้ว เต้ ท็อป วี เลิกถามรัว ส่งยิ้มบางๆ มาให้ จากกระโดกกระเดกแย่งกันพูดเมื่อครู่ก็กลับมามีมารยาทมากขึ้น“พวกพี่แกล้งเล่นครับ ยินดีต้อนรับเข้าสู่บริษัทของเรานะ มีปัญหาอะไรถามพวกพี่ได้ตลอดเลย ไม่ต้องไปถามไอ้หมอกหรอก”“ใช่ครับ พวกพี่มีแฟนกันหมดแล้ว แต่ไอ้วียังโสดน๊า” คนที่เป็นวิศวกรที่ปรึกษาไม่วายสปอลย์เพื่อน ดรุณีผ่อนคลายลงมากถึงกับหลุดเสียงหัวเราะออกมา และพยักหน้าเบาๆ เพื่อรับทราบพี่ท็อปพูดเสริม “กินข้าวกันเถอะครับ ไอ้วี! มึงไม่ต้องยิ้ม ไปซื้อน้ำมาให้น้องดาเลย กับขนมด้วยนะ เลี้ยงรับน้องหน่อย”สามหนุ่มสามมุมวาไรตี้ฉีกยิ้มกว้าง ไล่ปฐวีให้ไปซื้อน้ำมาบริการแบบฟรีๆ ดรุณีมองพี่ๆ ในแง่ดีมากขึ้น ร่วมโต๊ะรับประทานอาหาร โดยไม่รู้ตัวเลย ว่าถูกถ่ายรูปไปนินทาในกลุ่มไลน์อีกแล้ว สาวๆ พนักงานที่แอบชอบสถาปนิกในกลุ่มนั้
ภูดิศ รักษาการประธานกรรมการบริษัทแอบอู้งาน นั่งสบายเหยียดแข้งเหยียดขาพาดบนโต๊ะ ดูกล้องวงจรปิดโถงทางเดินชั้นผู้บริหารมาจนถึงโต๊ะเลขาหน้าห้อง แอบสังเกตการณ์เลขาผู้ช่วยคนใหม่ อยากรู้ว่าหล่อนตั้งใจทำงานมากแค่ไหน หรือไม่ยอมหยิบจับอะไรจะนั่งเฝ้าเขาอย่างเดียวภาพจากกล้องยี่ห้อนี้ชัดชะมัดเลย คุณแม่หนูขวัญกำลังนั่งหน้าจอคอมพ์พิมพ์ก๊อกๆ แก๊กๆ ลงบนแป้นพิมพ์ แฉลบสายตามาอ่านและพิมพ์สดๆ โดยไม่ได้ใช้อุปกรณ์ช่วยแปลแต่อย่างใดดูจากท่าทางก็เข้าทีอยู่หรอก แต่ไม่รู้ว่าผลงานจะออกมาน่าโยนลงถังขยะหรือเปล่า ผิดแกรมม่า พิมพ์ตกหล่นอะไรทำนองนั้นเขาก็ไม่เอากล่องอีเมลเด้งขึ้นมามุมล่างขวาของจอแมคบุ๊ก ภูดิศละสายตาจากหน้าจอใหญ่ กลับมามองจอเล็กและคลิกเม้าท์เข้าไปอ่าน พบว่าเป็นอีเมลคอนเฟิร์มวันเวลาคุยงานกับนักธุรกิจชาวฮ่องกง ต่อเนื่องจากสัปดาห์ผ่านมาที่เขาบินไปฮ่องกงครั้งหนึ่ง เขากดเปลี่ยนภาษาและตอบกลับไป ลงชื่อกำกับเสร็จสรรพ และก๊อบปี้ส่งต่อข้อมูลไปให้คุณสุวิทย์ เพื่อให้อีกฝ่ายเตรียมตัวให้พร้อมตาเขาเริ่มปรือๆ อีกแล้ว กาแฟสองแก้วที่ดรุณีชงมาให้ท่าจะเอาไม่อยู่ จึงต่อสายไปข้างนอกใช้หล่อนให้ลงไปซื้อจากร้านกาแฟข้างล่าง
“แล้วนี่อะไร นั่งอยู่กับใครนานสองนาน”แค่ปรายสายตามองเท่านั้นไม่ได้ใส่ใจจะหันไปมองให้เต็มสองตา ร้อยวันพันปีดรุณีไม่เคยมายุ่งกับครอบครัวหรือบริษัทเขา แต่หลังจากมีข่าวดังก็โผล่หน้ามาให้เห็นแบบนี้ คงไม่พ้นฝีมือมารดาเขาแน่นอน นี่ขนาดตัวอยู่อังกฤษ แต่ยังไม่วายส่งคนมาจับผิด กลางวันมีดรุณีคอยจับผิด กลางคืนก็มีอีกคนส่งมาประกบเขา ตั้งใจให้กระดิกตัวไปไหนไม่ได้เลยหรือไง นึกถึงเรื่องนี้ทีไรภูดิศชักจะอารมณ์เสียทุกทีปฐวีมองหน้าทั้งสองคน “อ้าว ไม่รู้จักกันหรอกเหรอ คุณดาบอกแม่มึงให้มาช่วยงาน” “ไม่เชิงรู้จัก แค่เคยเห็นหน้า” ประชดเข้าให้ดรุณีเองก็เริ่มมีความรู้สึกไม่ต่างจากเขา โกรธ เจ้าหล่อนเอียงใบหน้ามามองอย่างเร็ว ในสายตาแฝงด้วยความไม่พอใจที่เขาตัดสัมพันธ์“คุณแม่ไปอังกฤษ เธอมาเสียเที่ยวแล้วแหละ กลับบ้านไปขายขนมไปเฝ้าร้านของเธอต่อเถอะ ที่นี่ไม่มีงานอะไรให้เธอทำ!”“เฮ้ย! พอได้แล้วไอ้หมอก!” ปฐวีลุกขึ้นมาห้าม มันใช้มือผลักอกเขาออกไม่ให้ต่อว่าอะไรดรุณีไปมากกว่านี้ ออกตัวแรงปกป้องทั้งที่ไม่ใช่ธุระกงการอะไร“ไม่พอ! ถ้างานหลักคือจับตามองฉันก็นั่งเฝ้าประตู เฝ้าลิฟต์แถวนี้แหละ บริษัทของฉันรับแต่คนมีคุณภาพ
ดรุณีเรียกวินมอเตอร์ไซค์ไปยังบริษัทไทยออลสตาร์คอนสตรัคชั่นที่อยู่ห่างออกไปราวห้านาที การเดินทางมาโรงเรียนน้องขวัญและมาทำงานค่อนข้างลำบาก เดินเท้า ต่อบีทีเอส ต่อวินมอเตอร์ไซค์ ค่าใช้จ่ายใช้ไปค่อนข้างเยอะแต่ก็บ่นไม่ได้เพราะขัดใจคุณแก้วกับคุณหมอกได้ที่ไหน วินมอเตอร์ไซค์ขับเร็วมากพาแว้นแซงรถหลายคันมาจนถึงที่หมายโดยร่างกายไม่มีบุบสลาย ลงจากรถขาอ่อนถึงกับสั่น จ่ายเงิน ส่งหมวกกันน็อกคืน“ขอบคุณครับ” หนุ่มอายุอานามใกล้เคียงกันเอ่ยแล้วเลี้ยวรถขับย้อนศรกลับวิน ถือว่ายังเช้ามากพนักงานยังไม่บางตา ดรุณีเดินตามทางเท้ามายังประตูกระจกจะผลักเข้าไปทว่ากลับพบว่ามีมือใหญ่ของใครไม่รู้วางทาบทับ สองหนุ่มสาวหันมามองหน้ากันต่างคนต่างตกใจ“ขอโทษครับ ผมไม่ทันมอง ผมไม่ได้ตั้งใจจะจับมือคุณ” ยกแก้วกาแฟในมือขึ้นเป็นหลักฐาน แอบเห็นเงาตนเองสะท้อนกระจก โทรมฉิบหายเลยโว้ย ทำไมต้องมาเจอคนน่ารักในช่วงเวลาที่สภาพย่ำแย่ขนาดนี้นะไอ้วีเอ๊ย แต่ถึงอย่างนั้นก็ยิ้มสู้ไว้ก่อน“ไม่เป็นไรค่ะ ดิฉันเองก็ไม่ทันมองคุณเหมือนกัน”“โอเคครับ เชิญด้านในได้เลยนะ”ปฐวียิ้มเขิน เปิดประตู ฝ่ายหญิงก้มหน้าขอบคุณ โอ๊ย ตายแล้วววว หน้านิ่งยังน่ารักเล
เธอคนนั้นเป็นผู้หญิงรักสบายห่วงแค่เรื่องเงิน ถึงกระนั้นภูดิศก็ยังรักคุณน้ำหวาน ตามตื๊อ ติดต่อฝ่ายหญิงจนถูกสามีเธอส่งคนมากระทืบหลายครั้ง จนต้องหลบไปพักใจที่เมืองนอก ทิ้งหล่อนให้อุ้มท้องคนเดียว หนูขวัญเติบโตในครรภ์ด้วยการฟูมฟักจากหล่อนเพียงลำพัง ไร้เงาพ่อของลูก กระทั่งลูกคลอดภูดิศถึงกลับเมืองไทยและแวะมาหา‘ฉันให้เธอได้แค่ความเป็นเพื่อน อยากได้เงินเท่าไหร่ก็ว่ามา ฉันอยากใช้แลกกับลายเซ็นเธอบนใบหย่าของเรา’เจอหน้ากันกี่ครั้ง เขาก็ถามถึงแค่เรื่องนี้เรื่องเดียว“ถึงดารักคุณมากแค่ไหน ก็ไม่มีประโยชน์”ดวงตาคู่หวานสวยปานตากวาง ทอดสายตามองหน้าตนเองที่สะท้อนกระจก ใบหน้ารูปไข่แม้จะสวยแต่ก็แสนจะเศร้า หึงในตัวเขามากแต่ก็ทำอะไรได้ไม่มากไปกว่าการนิ่งเฉย แต่ไหนแต่ไรก็แทบไม่เคยได้อยู่ใกล้กัน แม้จะได้ชื่อว่าเป็นภรรยาตามกฎหมาย แม้จะได้ชื่อว่าเป็นแม่ของลูกเขา ทว่าดรุณีรู้ตัวเองดีว่าตนไม่มีสิทธิ์ในตัวเขาเลยหกนาฬิกาสามสิบนาทีดรุณีอาบน้ำแต่งตัวแต่งหน้าเสร็จสรรพ สวมใส่ชุดทำงานเก่าเมื่อราวๆ สามปีก่อน เพราะไม่คิดว่าจะได้ทำงานประจำอีกจึงไม่ได้หาซื้อชุดใหม่ เมื่อคืนได้รับสายจากคุณแก้วกัลยา ท่านโทรสายตรงจากอังกฤษเ
โดยเฉพาะพวกที่ได้ลำดับการพรีเซ็นท์ก่อน อย่างบริษัทประเทศญี่ปุ่น!หลังจากเคลียร์งานในออฟฟิศเสร็จ คล้อยบ่ายไปดูไซต์งานที่ชลบุรี โดยปกติภูดิศชอบทำงานแบบนี้มากกว่าเข้าไปช่วยบิดาที่ฝ่ายบริหาร ไซต์งานชลบุรีเป็นงานสร้างคอนโดสูงสี่สิบชั้น เครื่องจักรทำงานทั้งวันทั้งคืนแข่งกับเวลาเสียงดังไปหมด คนงานก็เยอะเดินสวนกันไปมา ภูดิศถูกเชิญมาห้องประชุมซึ่งเป็นตู้คอนเทนเนอร์ใหญ่มีสิ่งอำนวยความสะดวกในนั้น และมีคนงานระดับหัวหน้านั่งรออยู่แล้ว“อัดงบอัดคนเข้าไปอีกแล้วกัน เร่งโครงการให้มันเร็วมากขึ้น”ภูดิศเข้าดูความคืบหน้าโครงการทุกอย่าง ทั้งการก่อสร้าง ทั้งเอกสารรายงานหลายสิบฉบับ กว่าจะได้กลับกรุงเทพก็เกือบสองทุ่มและในขณะนั้นก็มีสายเรียกเข้า เขาเหลือบสายตาไปมองแวบเดียวเท่านั้นแม้จะเหนื่อยมาก แต่ก็กดรับหนึ่งชั่วโมงต่อมาณ ผับแห่งหนึ่งในย่านรัชดา“หมอก น้ำหวานรู้อยู่แล้วว่าคุณต้องมา” เสียงหวานเอ่ยอย่างมั่นใจ ริมฝีปากสีแดงสดฉาบไปด้วยรอยยิ้มอ่อนหวาน รีบลุกจากเก้าอี้มากอดแขนกำยำทว่ากลับต้องหน้าเสีย “ทำไมล่ะคะ แค่นี้เอง” ถามเพราะเขาปัดมือตนเองออก“ผมเพิ่งมาจากไซต์งาน ยังไม่อาบน้ำ”ดาราสาวระบายรอยยิ้มอ่อนๆ ออกม







