Masuk“ฉันต้องไปรายงานตัวน่ะ ปีนี้อายุครบ 25 ปี เดี๋ยวก่อน…นี้ฉันต้องเล่าอะไรพวกนี้ให้เธอฟังกันด้วยเหรอ ไปเถอะอย่าสนใจเลย ฉันต้องทำแบบนี้ที่ศาลเจ้าประจำตระกูลทุกปี แต่ครั้งนี้ฉันอยู่ที่หางโจว เลยเลือกไปศาลเจ้าที่นี่แทน”
สามสาวเดินพูดคุยกันอย่างสนุกสนานออกมาจากสตูดิโอ แต่ก็ต้องมาพบกับแม่สาวปากร้าย ที่มายืนดักรออยู่หน้าอาคาร
“ยินดีด้วยนะ ได้ยินว่าเธอเป็นคนไทย ทำได้ดีนี่ ขนาดสาวจีนแท้ยังแพ้เธอ”
“ขอบคุณ ดีใจกับเธอเช่นกัน ยินดีนะที่จะได้ร่วมงานกัน”
“ก็หวังว่าจะไม่ถ่วงใครแล้วกัน แก๊งขี้ขลาด” หญิงสาวพูดจบก็รีบเดินจากไป
“นี่เธอว่าใคร” ซูซูของขึ้น ก้าวเท้าใส่แม่สาวปากร้าย
“อย่าซูซู แค่คนประสาท อย่าเสียเวลาเลย”
“คนนี้เหรอที่มีปัญหากับ หลีอิงในสตูดิโอ”
สองสาวพยักหน้าพร้อมกัน
หลังจากฉลองมื้อเย็นเสร็จ ต่างคนก็ต่างแยกย้ายกลับบ้าน ฟางเฟยนั่งรถโดยสารกลับมาถึงที่ห้อง ทันทีที่มาถึงห้องหญิงสาวทิ้งร่างที่เหนื่อยล้าลงบนที่นอน ถอนหายใจออกมา นอนมองคันฉ่องทองแดงที่วางไว้ข้างหมอน พรุ่งต้องเอาไปศาลเจ้าด้วย
“คุณหนูนำคันฉ่อง ไปรายงานตัวต่อหน้าศาลฮั่นยุหวี่ บอกท่านว่าคุณหนูชื่ออะไรเกิดในตระกูลเกา วันนี้ได้นำคันฉ่องปัญจธาตุมารายงานตัว เพื่อที่สวรรค์จะได้รับรู้ว่าทายาทรุ่นที่ 10 ของตระกูลเรามาเกิดแล้ว และตอนนี้คือผู้ถือคันฉ่องปัญจธาตุ”
เสียงคำสั่งของพ่อบ้านผู้ดูแลศาลเจ้าประจำตระกูล โทรมาสั่งเธอให้ปฏิบัติตามกฏ ปกติเธอก็ต้องไปรายงานตัวแบบนี้ทุกครั้งในวันเกิด แต่ปีนี้ดูพิเศษที่มีคันฉ่องทองแดงไปด้วย ฟางเฟยลุกขึ้นอาบน้ำและเตรียมเข้านอน พรุ่งนี้มีอะไรให้ทำอีกมาก
กลิ่นควันกำยานล่องลอยคละคลุ้งตลบอบอวลไปทั่ว ผู้คนต่างแวะเวียนเข้ามากราบสักการะขอพร ฟางเฟยยกนาฬิกาขึ้นดู ยังพอมีเวลารอคนซากว่านี้สักหน่อยน่าจะดีกว่า
“แม่หนูจะมาไหว้เทพฮั่นยูหวี่ใช่ไหม”
ชายชราผมยาวหมัดเป็นมวยผมเล็ก ๆ หนวดเคราบางแต่ยาว สีขาวทั้งผมและหนวดเครา แต่หน้าตายังสดใสเหมือนอายุยังไม่มาก ต่างแค่เส้นผมที่เป็นสีขาวหมดแล้ว เอ่ยทักขึ้นจากด้านหลัง
“ใช่ค่ะคุณปู่ หนูจะมาไหว้ท่านทุกวันเกิด พอดีปีนี้อยู่ไกลบ้านเลยมาไหว้ที่นี่ ไม่คิดว่าคนจะเยอะแบบนี้ เลยรอให้คนน้อยกว่านี้จะเข้าไปไหว้ค่ะ”
“ที่นี่คนเยอะทั้งวัน เอาแบบนี้ดีไหม ด้านในมีศาลจำลอง คนไม่พลุกพล่าน ฉันจะนำทางเธอไป ถือว่าเป็นของขวัญวันเกิด”
“ดีเลยค่ะขอบคุณมาก”
ชายชรา เดินนำทางเข้าไปด้านในศาล ผ่านประตูใหญ่ลัดเลาะไปแค่สองห้องก็ถึงห้องโถงใหญ่ มีกระถางธูปหินใบใหญ่ตั้งอยู่กลางโถง มีธูปและกำยานถูกจุดไว้ก่อนนี้ คงเป็นเจ้าหน้าที่และคนดูแลศาลที่มากราบไหว้ในห้องส่วนนี้ ศาลจำลองไม่ได้เล็กอย่างที่คิด แต่ก็ไม่ใหญ่เท่าด้านนอก ลักษณะซุ้มตกแต่งดูเก่าแก่กว่ามาก มีของเซ้นไหว้จัดวางใหม่ ๆ ชุดเล็กกว่าด้านนอก แต่ครบครัน
“เชิญแม่หนูตามสบาย ฉันขอตัวก่อน”
“ขอบคุณมากค่ะ”
ฟางเฟยมองดูชายชราเดินจากไปทางประตูด้านซ้าย จนเดินหายลับไป หญิงสาวก้าวเท้าไปยืนหน้าโต๊ะบูชาจุดธูปสักการะ เดินกลับมาปักลงกระถางธูปใหญ่กลางโถง แล้วกลับไปคุกเข่าลง หยิบกล่องคันฉ่องเปิดออก ยกขึ้นมาถือทั้งสองมือส่องใบหน้าตัวเอง แล้วกล่าวคำ ตามที่พ่อบ้านประจำตระกูลสั่งไว้ ฟางเฟยกล่าวจบ คำนับ 3 ครั้ง เหมือนแสงฟ้าแล่บก็ปรากฎขึ้นอีกครั้ง หญิงสาวกะพริบตาถี่ ๆ เพื่อปรับแสงที่เข้าตา
“สวัสดีคุณหนูตระกูลเกา ไม่คิดว่าจะได้เจอกันที่นี่ มาพร้อมของวิเศษด้วยสินะ”
“หมดเวลาแล้วเกาจางจิ้ง ต่อจากนี้ระหว่างเจ้าและนาง คงขึ้นอยู่กับวาสนากำหนด”“ไม่นะท่านซื่อเว่ยต้าตี้ ท่านเห็นหรือไม่ คุณปู่เสียใจมากแค่ไหน ท่านคืนเธอมาเถอะ ผมขอร้อง เธอเป็นสมบัติล้ำค่าของสกุลเกา ท่านอย่างทำแบบนี้”“เกาจางจิ้ง ฟางเฟยไม่ใช้สมบัติของตระกูลเจ้ามาแต่แรก นางเป็นสมบัติของปัญจธาตุ เป็นสิ่งล้ำค่าของห้วงจักรวาลและแดนสวรรค์ ตามที่เจ้ารู้ ข้าคือผู้นำดวงจิตของนางออกจากเงาจันทร์ ไปกำเนิดเป็นเกาฟางเฟยทายาทอันดับที่สิบ ก็เพื่อวันนี้ วันนี้เท่านั้น ข้าเสียเวลาของนางให้เจ้าไปแล้ว ตอนนี้ถึงเวลาของข้าแล้ว จางจิ้งความทรงจำและพลังของเจ้า ข้าขอคืนให้กับแดนสวรรค์ ไม่มีนางสิ่งที่เจ้ามีอยู่ก็ไม่จำเป็น”เทพเจ้าซื่อเว่ยต้าตี้ยกฝ่ามือเรืองแสงส่องกลางใบหน้าของเข้า พลันทั้งห้องก็สว่างวาบขึ้นแล้วดับวูบลง“คุณพ่อครับ ผมมาแล้ว” เด็กผู้ชายหน้าตาน่ารัก วิ่งเข้ามาหาชายหนุ่มที่กำลังไล่จุดตะเกียงน้ำมันให้ความสว่างแก่ศาลเจ้าปัญจธาตุ ด้วยสิ่งที่จดจำได้คือคำสั่งเสียของน้องสาวที่จากไป เธอไม่ชอบแสงสว่างจากหลอดไฟ แต่ชอบแสงไฟจากตะเกียงน้ำมัน ทุกเย็นก่อนพลบค่ำ นายน้อยเกาจางจิ้งหากไม่ติดภารกิจอะไรสำคัญ ก็มักจะเป็นเข
ผู้เฒ่าเกาซูว่านที่ยืนรออยู่ ถึงกับมือไม้อ่อนแรงปล่อยทิ้งไม้เท้าจนหลุดจากมือ ร่วงลงกระทบพื้นเสียงดัง เกาจางจิ้งต้องรีบตั้งสติเข้าไปประคองผู้เป็นปู่ พร้อมกับอาสี่ที่เข้าถึงตัวผู้อาวุโสสูงวัย ที่ทำท่าเหมือนจะเป็นลมล้มลง “ไม่จริง…เมื่อวันก่อน เกาฟางเฟยยังนัดฉันเดินหมากอยู่เลย เป็นไปไม่ได้ นี่มันเรื่องโกหก จางจิ้ง…ไปดูน้อง รีบไป ปู่ไม่เชื่อนี้มันต้องเป็นเรื่องโกหก ลี่จูเธอแกล้งปู่ อย่ามาล้อเล่นแบบนี้นะ ปู่ไม่ชอบ จางจิ้งไปดูน้องฟางเฟยแค่หลับใช่ไหม เหมือนหลายเดือนที่ผ่านมาไง น้องแค่หลับ เดี๋ยวก็ตื่นกลับมา เล่าเรื่องประหลาดมากมายให้ปู่ฟัง”เกาจางจิ้งได้แต่ก้มหน้ากลั้นน้ำตาที่มันแทบจะไหลออกมา คุณปู่ใจเสียแล้วทั้งที่ดูเข้มแข็งกว่าเขามาก ตอนนี้เขาจะอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด “คุณปู่ใจเย็นนะครับ ฟางเฟยแค่หลับ บางทีอีกชั่วโมงเธออาจตื่นขึ้นมา เหมือนที่เคยผ่านมา คุณปู่เราจะรอฟางเฟยไปด้วยกันนะครับ”ชายชราจับมือหลานชายแล้วพยักหน้าให้เขา สองปู่หลานเหมือนกำลังหลอกตัวเอง เพื่อให้ความจริงไม่ทำร้ายหัวใจตนเองไปมากกว่านี้ เกาเจียวเจี่ยเห็นทั้งคู่เป็นแบบนั้นเขาเองก็แทบจะกลั้นน้ำตาไม่อยู่เช่นกัน เมื่อหันไปมองดูภรรย
เกาจางจิ้งรีบวิ่งเข้ามายังห้องฉุกเฉิน พุ่งตรงเข้าไปเปิดประตู แต่ไม่สามารถเปิดได้ ด้วยประตูถูกล็อคจากด้านใน ชายหนุ่มร้องเรียกชื่อเกาฟางเฟยซ้ำ ๆ เสมือนต้องการให้เธอได้ยิน ว่าเขาไม่ยอมให้เธอจากไป อาฉู่และตงเจ๋อ ต่างรีบเข้ามาฉุดรั้งนายน้อยเอาไว้ เมื่อเห็นว่าเจ้านายของตน กำลังจะกลายเป็นคนคลุ้มคลั่ง จนอาจก่อให้เกิดเหตุการณ์ที่เกินจะควบคุมได้“เกาจางจิ้ง สงบสติอารมณ์หน่อย ลี่จูกำลังช่วยน้องอยู่ แกโวยวายแบบนี้มีแต่จะยิ่งทำให้ทุกอย่างเลวร้าย”ชายหนุ่มเริ่มร้องไห้ออกมา ตงเจ๋อและอาฉู่มองหน้ากันด้วยสายตาเศร้าหมอง ไม่ใช่แค่จางจิ้งที่เสียใจ คุณปู่เกาซูว่าน หวังเจียอีและหลีกังจ้าน ทุกคนต่างมีความรู้สึกเสียใจและเป็นกังวลไม่ต่างกัน ผู้เฒ่าเกาซูว่าน เดินเข้ามาใกล้เกาจางจิ้ง แล้วยกมือขึ้นตบไหล่หลานชายเบา ๆ “จางจิ้ง ปู่ไม่เคยสอนให้แกอ่อนแอ ถ้าฟางเฟยรู้เข้า แกคิดว่าน้องจะภูมิใจในตัวแกอยู่ไหม ต่อหน้าพี่น้องสกุลเกา แกในฐานะนายน้อยเกาจางจิ้ง สมควรแล้วเหรอ ที่จะแสดงออกแบบนี้ต่อสายตาคนอื่น รีบลุกขึ้นเดี๋ยวนี้ ถ้าไม่อยากขายหน้าต่อเหล่าผู้อาวุโสของตระกูล”เกาจางจิ้งเหมือนได้สติ เขารีบเช็ดน้ำตา และกดอารมณ์เสียใ
“เกาจางจิ้ง นี่เจ้าทำอะไรของเจ้า ดูสิ โอ๊ย…หัวข้า โจวซานป๋อ เจ้าช่วยดึงข้าหน่อย” เทพเจ้าธาตุไม้ยกมือขึ้นสำรวจกวานบนศีรษะ แล้วจัดมันให้เข้าที่เพื่อความเรียบร้อย ขณะที่เทพเจ้าธาตุดินก็พยายามดึงเอวเขาให้กลับมาที่เบาะหลังชายหนุ่มหันหลังกลับมามองดูเทพเจ้าทั้งห้าด้วยอาการตกตะลึง เทพเจ้ากุ้ยอ้ายป๋อเฉินพยายามตะเกียดตะกายยันตัวออกมาจากซอกเบาะรถด้วยความยากลำบาก รวมทั้งเทพเจ้าตนอื่น ๆ ที่พยายามจัดทรงและท่านั่งให้เข้าที่ตามเดิม“พะ…พวกท่าน…มาอยู่ในรถผมได้อย่างไง ไม่สิ…พวกท่านมาในเวลาของผมกันได้อย่างไง…”“ทำไม พวกข้าจะมาบ้างไม่ได้หรืออย่างไง ว่าแต่เจ้าเถอะ อะไรกัน…ต้องตกใจขนาดนี้เชียวรึ พวกข้าเป็นเทพเจ้าใช่ว่าจะเจ็บไม่เป็น เหตุใดไม่ระวัง" “จะบ้าเหรอ พวกท่านเล่นโผล่มาแบบนี้ เป็นใครก็ต้องตกใจ ดีที่เราคุ้นเคยกัน ไม่อย่างนั้นคงเข้าใจผิดคิดว่าเป็นผี เล่นใช่ชุดโบราณเต็มยศมาแบบนี้ ผม…เอ่อ…ข้า ก็ตกใจเป็นนะ ใครจะไปคุมสติได้ ยิ่งกำลังใจลอยคิดอะไรเพลิน ๆ แบบนี้เป็นใครก็ต้องตกใจอยู่แล้ว”รถคันหลังกดแตรเสียงดังไล่ใส่รถของนายน้อยเกาจางจิ้ง จนทั้งเทพและคนต่างตกใจพร้อมกัน เกาจางจิ้งเลยต้องรีบออกตัวเร่งเครื่องย
“คนฆ่าตัวตาย ไม่ใช่คนคิดน้อยหรอกนะพ่อหนุ่ม แต่เพราะเขาคิดมากต่างหากเล่า คิดมากมายจนหาทางออกไม่เจอ จนสุดท้ายเลยต้องจบชีวิตด้วยเรื่องแบบนั้น ว่าแต่คุณเถอะ ถ้าไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้ แล้วทำไมมายืนที่นี่ในเวลาแบบนี้ ที่นี่เวลามืดค่ำมันน่ากลัวนะคุณ”“ตอนนี้น้องสาวผมกำลังป่วยหนัก แล้วเธอก็ชอบที่นี่มาก ครอบครัวเราอยู่ที่นี่ก็จริง แต่ผมก็ไม่เคยมีเวลาพาเธอมาเที่ยวด้วยกันเลยสักครั้ง”“เสียดายเหรอ จะเสียดายทำไมกัน ในเมื่อได้เกิดมารู้จักกันแล้ว เท่านี้ก็นับว่ามีวาสนาต่อกัน กำไรชีวิตแล้ว”เกาจางจิ้งถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา “วาสนาที่ได้พบ กำไรแล้ว แบบนั้นเหรอ” เขาหัวเราะออกมา เหมือนเห็นว่าคำพูดของชายชราเป็นเรื่องขบขัน “การได้อยู่ด้วยกันไปตลอดชีวิตซิ ถึงจะเรียกว่ากำไร แบบนี้ไม่ใช่ ผมอยากให้เธอมีชีวิตอยู่กับผมตลอดไป มันต้องเป็นแบบนั้นสิ”“มนุษย์หนอ ได้คืบแล้วมักจะเอาศอก คิดดูให้ดีพ่อหนุ่ม คนเราเกิดตายกันตลอดเวลา โลกใบนี้ก็กว้างใหญ่ คุณจะรู้ได้อย่างไงว่าในชาติใดชาติหนึ่ง จะมีโอกาสได้เกิดมาอยู่ด้วยกัน แบบนี้แล้ว ที่ผมพูดกับคุณมันถูกหรือผิดล่ะ คิดให้ดี เอาล่ะ ผมต้องไปทำงานแล้ว ที่นี้กล้องวงจรปิดอย่างกับตาแม
"ไม่เลยท่านซื่อเว่ยต้าตี้ ข้าไม่คิดเปลี่ยนวงล้อของมนุษย์ผู้นั้น แต่พวกข้าทั้งห้า จะสนับสนุนท่าน หากท่านทำเพื่อนาง เพื่อพวกเราทั้งปัญจธาตุเทพเจ้าวื่อเว่ยต้าตี้ หัวเราะขึ้นเสียงดัง“นั่นอย่างไร เทพเจ้าแห่งปัญจธาตุ สุดท้ายพวกท่านก็จับข้าโยนใส่ลำแสงแห่งอสนีบาตเข้าจนได้”“มิได้ พวกเราสนับสนุนท่าน ก็เท่ากับพวกข้าสมรู้ร่วมคิด หากเกิดการลงทัณฑ์ ครั้งนี้ท่านไม่โดดเดียวแน่ ซื่อเว่ยต้าตี้” ซูเหลียงเจียวจิงพูดด้วยดวงตาที่มีแต่ความแน่วแน่มั่นคง จนเทพเจ้าซื่อเว่ยต้าตี้ กลับต้องเป็นฝ่ายหลบสายตานั้นแทน“ท่านรู้เช่นนั้นรึ ว่าข้ากำลังคิดทำการใด”เกาจางจิ้งสะดุ้งตื่นขึ้นในกลางดึก ความฝันที่เหมือนจริงเกิดขึ้นอีกครั้ง ชายหนุ่มลุกขึ้นมาลูบคลำดาบปัญจธาตุ ด้วยลมหายใจหอบถี่“ฝันบ้าอะไรแบบนี้ หน้าที่สุดท้ายของเทพผู้พิทักษ์อย่างนั้นเหรอ ฟางเฟยพี่ควรทำอย่างไง เธอบอกพี่มาสิ เธอจากไปโดยไม่เอาความทรงจำไปด้วยได้อย่างไง เธอรู้บ้างไหมว่าเธอได้ทิ้งความทรงจำให้พี่และทุกคนที่นี่ แต่เธอกลับไม่สนใจพาพวกเราติดตัวไปด้วย”เกาจางจิ้งยังคงจดจำภาพฝันที่ทำให้ต้องตื่นขึ้นมากลางดึก ภาพของเกาฟางเฟยที่เดินหันหลังจากไป ด้วยสายตาเย็นช







