INICIAR SESIÓNเมื่ออยู่บนเตียงกว้างแล้ว ยศสิตาก็ผ่อนคลายมากยิ่งขึ้น อาการปวดข้อเท้าทุเลาลง หากแต่หญิงสาวกลับพลิกกระสับกระส่ายไปมา นอนไม่หลับด้วยรู้สึกว่ากิริยาและคำพูดของตัวเองเมื่อสักครู่นั้นช่างไม่น่ารักเอาซะเลย สิ่งที่หล่อนแสดงออกเหมือนคนไม่รู้จักบุญคุณคน มิหนำซ้ำยังพูดจาไม่ดีกับเขาไปตั้งเยอะ
“เฮ้อ...” หญิงสาวระบายลมหายใจออกมาเบาๆ ก่อนจะลุกขึ้นจากเตียง คว้าเสื้อคลุมมาสวมทับไว้และเดินออกจากห้องด้วยฝีเท้าเบาที่สุด
ร่างอรชรเดินเกาะไปตามกำแพงช้าๆ โดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้มีใครบางคนเดินตามหลังมาไม่ห่างกันนัก เท้าเล็กๆ เลี้ยวไปหยุดยืนอยู่หน้าห้องนอนใหญ่ หากเกิดอาการลังเลว่าจะยกมือขึ้นเคาะประตูห้องเขาดีหรือไม่
ผู้เป็นเจ้าของห้องยืนกอดอกอมยิ้มมองดูท่าทางลังเลของหญิงสาวอยู่ชั่วขณะ ก่อนที่ร่างกำยำจะเดินเข้าไปยืนซ้อนหลังแล้วสอดมือรอบเอวรวบเอาร่างบางเข้าไปกอดไว้แน่น ยศสิตาตกใจสะดุ้งเฮือกพร้อมทั้งส่งเสียงอุ๊ยว้ายออกมาเบาๆ
ใบหน้าหล่อคมฉวยโอกาสก้มลงจุมพิตบนเรือนผมดำขลับยาวสลวยอย่างรวดเร็ว หญิงสาวดิ้นขลุกขลัก ชายหนุ่มจึงหมุนร่างนั้นให้หันมาเผชิญหน้า
ร่างสูงใหญ่ยืนตระหง่านทอดตัวก้มลงมองด้วยแววตาแพรวพราว อาการตกใจของหล่อนแปรเปลี่ยนเป็นความเขินอายจึงแสดงออกกลบเกลื่อนด้วยเสียงการแผดเสียงใส่เขา
“ปล่อยนะ!”
เสียงหวานติดห้วนพร้อมทั้งดิ้นฟึดฟัดต่อเนื่องเพื่อให้ตัวเองเป็นอิสระจากอ้อมแขนอันแข็งแรงของเขา …ภูริภัชร์ยิ้มอย่างพอใจที่สามารถยั่วให้หล่อนแง่งอนได้อีกครั้ง ชายหนุ่มจึงแกล้งรัดวงแขนให้แน่นขึ้นกว่าเดิมก่อนจะยั่วยุยศสิตาด้วยการกดจมูกลงบนเรือนผมนุ่มสลวยของหล่อนซ้ำสอง แต่เพียงแค่สัมผัสแผ่วเบานั้นก็ทำเอาหล่อนอ่อนเปลี้ยราวกับกำลังจะหลอมละลาย
“นอนไม่หลับเหรอ” เขาพูดชิดริมฝีปากด้วยน้ำเสียงทุ้มลึก ลมหายใจปะทะลมหายใจให้ความรู้สึกอุ่นวาบจนยศสิตาคิดอะไรไม่ออก
ภูริภัชร์ใช้มือข้างหนึ่งผลักประตูห้องเข้าไป ร่างกำยำขยับเข้ามาแนบชิดทำให้ยศสิตาต้องก้าวถอยหลังเข้าไปตามทางที่เปิดโล่งเอาไว้ ชายหนุ่มดันประตูให้ปิดลงและรวบร่างบางเข้ามากอดไว้เช่นเดิม
“ปล่อยนะ เอยจะกลับห้อง” ยศสิตาประท้วงขึ้นทันทีเมื่อได้สติ
“คุยกันก่อนนะ” น้ำเสียงที่เคยห่างเหินเย็นชาราวกับลมหนาวบัดนี้ทุ้มลึกออดอ้อนอย่างน่าฟังเล่นเอายศสิตามึนงงไปอีกครั้ง ความอ่อนโยนของเขาทำให้หล่อนตกอยู่ในภวังค์อย่างไม่ยากนัก เขาทำราวกับจงใจร่ายเสน่ห์ใส่และหล่อนก็ติดกับอย่างง่ายดาย
“คุยอะไร เอยไม่มีอะไรจะคุยด้วย” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงที่พยายามควบคุมไม่ให้สั่นเมื่อนัยน์ตาคู่คมก้มลงมองลึกลงในดวงตากลมโตแทบไม่กะพริบ
“ไม่คุยก็ไม่คุย” เขาพูดเหมือนตามใจขณะหลุบตามองยศสิตาที่นิ่งราวกับสะกดให้หล่อนต้องมนต์ของเขา และเพียงไม่ถึงวินาทีใบหน้าหล่อคมก็ก้มหน้าลงไปซุกไซ้ที่ซอกคอนุ่มอย่างรวดเร็ว
“กอดผม” เสียงทุ้มส่งเสียงกระซิบแหบพร่าอย่างเว้าวอน ...มือหนาเลื่อนมากอบกุมที่สะโพกกลมกลึงหนั่นแน่นเอาไว้อย่างชิดเชื้อเสมือนจับจองการเป็นเจ้าของร่างอรชรนั้น
“ไม่...” หญิงสาวปฏิเสธผาดแผ่วเสียงดังเท่าละเมอ
“ถ้าไม่ ผมจูบนะ” เสียงห้าวทุ้มพูดชิดใบหู ยศสิตาขนลุกเกรียวด้วยความวาบหวาม ดวงตากลมโตหลับพริ้มลง หอบหายใจหนักๆ หัวใจเต้นแรงระรัวดังกึกก้องราวกับกลองศึก
“คนบ้าอำนาจชอบบังคับ” หล่อนพูดเหมือนคนไม่มีสติเพราะจมูกโด่งคมที่กำลังคลอเคลียอยู่กับซอกคอทำเอาหญิงสาวสมาธิกระเจิดกระเจิง
“กอดผม...เอย” เขาสั่งอีกครั้ง “ถ้าไม่กอดผมจะจูบ”
คราวนี้ยศสิตารีบทำตามทันที โดยยกมือขึ้นโอบรอบคอเขาทั้งที่ยังไม่ลืมตาขึ้น มือบางซุกไซ้แทรกเข้าไปในกลุ่มผมดำสนิทของเขาอย่างไม่รู้ตัว
“ดีมากคนสวย” ชายหนุ่มครางเสียงแหบพร่าด้วยความพอใจ
ยศสิตาสะดุ้งเมื่อริมฝีปากร้อนผ่าวเลื่อนขึ้นมาพรมจูบที่ข้างแก้มนวล ภูริภัชร์ตักตวงเก็บเกี่ยวเอาความหอมละมุนนั้นอย่างไม่ยอมพลาดโอกาส ร่างอรชรใจเต้นรัวขึ้นเมื่อจุมพิตที่เร่าร้อนพร่างพรมลงมาบนดวงหน้าผุดผ่องของหล่อน แล้วเขาก็ทำให้หล่อนรู้สึกเหมือนจะล่องลอยยามเมื่อริมฝีปากเขาเข้าครอบครองเรียวปากอิ่มเต็มแล้วบังคับกลีบปากนุ่มให้แยกออกจากกันด้วยลีลาอันเจนจัด
ปลายลิ้นอุ่นๆ ค่อยสอดแทรกผ่านริมฝีปากและฟันขาวสะอาดเข้าไปควานหาความหวานด้านในนั้นทันที
“อือ...” เสียงครางเริ่มหลุดจากปากของทั้งคู่
ชายหนุ่มถอนริมฝีปากออกหลังจากดูดดื่มความหวานล้ำจนพอใจแล้ว อ้อมแขนแข็งแรงโอบกระชับร่างนุ่มนิ่มแนบชิดอกแกร่งมากยิ่งขึ้น เขารู้สึกถึงความนุ่มหยุ่นเคร่งครัดของเนินเนื้อใต้ชุดนอนตัวบางเบาเป็นอย่างดี จมูกโด่งบรรจงไล้ไปตามพวงแก้มใส และเลยลงไปซุกไซ้ที่ซอกคอหอมกรุ่น กลิ่นกายสาวช่างเย้ายวนใจปลุกให้มังกรตัวจิ๋วที่ห่อตัวอยู่ใต้กางเกงนอนพุ่งชูชันขึ้นมาเป็นลำอย่างรวดเร็ว
ภูริภัชร์ใช้ความเจนจัดของเขาปลุกเร้าเจ้าของร่างขณะดื่มด่ำกับความหวานของผิวเนื้อบริเวณนั้น หญิงสาวแหงนหงายศีรษะไปข้างหลังเพื่อให้ชายหนุ่มคลุกเคล้าส่วนนั้นได้ถนัดถนี่ยิ่งขึ้น ริมฝีปากเร่าร้อนกดฝังที่แอ่งชีพจรทำเอาร่างอรชรสั่นระริกไหวไปทั้งร่าง มือบางลูบไล้ไปตามหนั่นเนื้อไหล่กว้าง ความแข็งแรงนั้นช่างน่าหลงใหล
ชายหนุ่มประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนอย่างรักใคร่“ผมรักคุณ”“แล้วคุณอิงฟ้าล่ะคะ”“ผมไม่เคยคิดอะไรกับฟ้า นอกจากเพื่อน ผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในหัวใจผมตลอดมาก็คือคุณ” ชายหนุ่มพูดถึงสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในใจมานานกับหล่อนเป็นครั้งแรก“แล้วทำไมวางตัวกับเอยไม่เหมือนกับยัยเอิงล่ะคะ ทำไมไม่ให้ความสนิทสนมกับเอยเหมือนที่ให้ยัยเอิง”“ก็เพราะถ้าทำแบบนั้นคุณอาจจะชอบผมแบบพี่ชายซึ่งผมไม่ต้องการ ผมไม่อยากเป็นพี่ชายของคุณ แต่อยากเป็นเจ้าของหัวใจและร่างกายของคุณ เข้าใจหรือยังคนสวยของผม” มือหนาลูบไล้ที่ใบหน้าสวยหวานเบา ๆ ด้วยความรักใคร่ทะนุถนอม“รู้หรือเปล่าว่าทำให้เอยน้อยใจแค่ไหน น้อยใจจนพลอยจะเกลียดคุณ แต่ก็เกลียดไม่ลงสักที เอยแอบอิจฉาน้องที่คุณสนิทสนมด้วย และแอบเจ็บปวดเมื่อคิดว่าคุณกับคุณอิงฟ้ารักกัน”“เด็กโง่ ผมรักคุณต่างหาก วันนั้นที่คุณมีเรื่องกับอิงฟ้า ผมเสียใจมากแค่ไหนรู้หรือเปล่า ที่พูดจาไม่ดีกับคุณ”“ยังจะบังคับเอยให้ไปงานบ้านคุณอิงฟ้าอีก” ใบหน้าหวานงอขึ้นอย่างแสนงอน“ตั้งใจจะพาไปแนะนำว่าเอยคือคนที่ผมรัก แต่เอยก็ยั่วจนผมโมโหหึง”“ต่อไปไม่ยั่วแล้วค่ะ จะเป็นภรรยาที่ดีของคุณ”ใบหน้าหล่อคมยิ้มแสนเสน่ห์
เท้าเล็กๆ ก้าวลงจากเวทีตรงไปยังโต๊ะโต๊ะหนึ่งซึ่งภูริภัชร์นั่งอยู่ หญิงสาวร้องเพลงไปพร้อมกับมองสบตาใบหน้าหล่อคมคร้ามนั้นอย่างหวานซึ้ง หากแต่ชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย ทั้งๆ ที่รู้สึกโกรธจนแทบจะฆ่าคนได้ที่ยศสิตาทำเหมือนกำลังเยาะเย้ยเขาWhen you are come to my life.You teach the meaning our love life.I can explain the way I feel,cause know you here by my side.My dream to hope stay like come true.But know the hope love late without you.Losting love my heart to you.I'll be with you all my life.I'll be with you forever จะรักเธอตลอดไปไม่ว่าผ่านฝนร้อนหนาวเท่าไหร่ จะเดินไปด้วยกันWe will be together จะมีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นจากวันนี้ไปถึงทุกวัน จะมีกันตลอดไปทุกเวลาที่ฉันมีเธอ เหมือนฉันมีทุกสิ่งเพราะเธอมีความรักแท้จริง ที่ฉันไม่เคย ได้เจอจากใคร... (เพลง มีกันตลอดไป ศิลปิน : แอมมารี่)ร่างเพรียวระหงในชุดเจ้าสาวสีขาวนั่งคุกเข่าลงกับพื้นหญ้าเมื่อเพลงจบพร้อมกับเอ่ยผ่านไมโครโฟนด้วยประโยคที่ทำให้ภูริภัชร์เหมือนถูกตรึงเอาไว้ทั้งตัว“แต่งงานกับเอยนะคะ”“นี่คุณกำลังเล่นอะไร?” เขาพูดเสียงลอดไรฟัน
“ยังไม่นอนอีกเหรอลูก” เสียงบิดาดังขึ้น“ยังครับพ่อ”“พรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองแต่เช้าไม่ใช่เหรอ” ผู้เป็นบิดาตบไหล่ลูกชายเบาๆ“ไม่มีปัญหาครับพ่อ ผมตื่นได้สบายมาก”“พ่อเชื่อว่าพีทำได้ แต่ร่างกายก็สำคัญนะลูก พักผ่อนบ้าง”“ครับ... พ่อไปนอนเถอะ ผมขอเวลาสักพัก ก็จะขึ้นไปนอนแล้ว”“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอลูก” พ่อเลี้ยงภูชิตเอ่ยถามเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาเหม่อมองไปไกลเหมือนกำลังใช้ความคิด “เปล่าครับพ่อ แค่อยากดื่ม”“งั้นขอพ่อสักแก้วสิ” ผู้เป็นพ่อพูดแบบลูกผู้ชายคุยกันลูกชายรินเหล้าใส่แก้วทรงเตี้ยแล้วส่งให้“ไม่ได้ดื่มนานแล้วเหมือนกัน” พ่อเลี้ยงภูชิตเปรยพร้อมกับยิ้มน้อยๆ“อย่าดื่มมากนะครับพ่อ เดี๋ยวแม่จะบ่นเอา” ภูริภัชร์สัพยอกบิดา“พ่อพึ่งคุยโทรศัพท์กับดนัย” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้น “หนูเอยกำลังจะแต่งงาน”“อะไรนะครับ!” เสียงนั้นดังเกือบเป็นตะโกน“แล้วก็อยากจะมาใช้ไร่เราเป็นสถานที่จัดงาน”มือหนากำเข้าหากันแน่น ขบกรามจนนูนเป็นสัน มันจะมากไปแล้วยศสิตา!“จะแต่งก็แต่งไปสิ หอบหิ้วมาทำไมกันถึงนี่” น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด“เอยเขาชอบบรรยากาศบ้านไร่ จะได้ถ่ายรูปออกมาสวยๆ” พ่อเลี้ยงภูชิต
ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นตามที่หมอบอก แสงสว่างที่สาดเข้ามาทำให้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มต้องกะพริบถี่ๆ หลายๆ ครั้ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มืดมนอีกต่อไป “มองเห็นหมอมั้ยครับ” “เห็นครับหมอ เห็นชัดเลย” “หมอดีใจด้วยครับ” ข่าวดีที่ได้รับหลังจากลูกชายเปิดตาทำให้พ่อเลี้ยงภูชิตและแม่เลี้ยงวลีพรรณยิ้มออกมาอย่างมีความสุขและโล่งอก “แม่ดีใจเหลือเกินพี” นางกอดลูกชายเอาไว้ “ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก หมดทุกข์หมดโศกเสียที” “พยาบาลพิเศษของแม่ไปไหนแล้วครับ” ชายหนุ่มถามถึงทันทีเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วไม่พบคนที่เขาอยากพบมากที่สุดในตอนนี้ “เธอกลับไปแล้วล่ะลูก” “กลับไปไหนครับ ก็ผมบอกให้เธอรอผม” “หมดหน้าที่เธอแล้วนี่ลูก เธอก็ต้องกลับไปในที่ของเธอ หรือว่าลูกมีอะไรเป็นพิเศษกับเธอ” คำตอบของมารดาทำให้ใบหน้าหล่อคมเคร่งขรึมขึ้นทันที “ไม่มีหรอกครับ การที่เธอไม่อยู่รอผม ก็เท่ากับตอบทุกอย่างหมดแล้ว” เขาพูดพลางแอบถอนหายใจออกมาเบาๆการทำรูปคดีของตำรวจเป็นไปตามขั้นตอน หากแต่พ่อเลี้ยงภูชิตรู้ดีว่าไม่มีทางที่หลักฐานจะสาวถึงตั
“เราหย่ากันแล้ว”“หย่าแล้ว!”“เบาๆ สิคุณ ดีใจขนาดนั้นเชียว”“บ้าสิ! ฉันจะดีใจทำไม”“สมน้ำหน้าผมมั้งที่เมียทิ้ง” พูดติดตลกแต่น้ำเสียงประชดประชันหล่อนค้อนทั้งที่เขามองไม่เห็น เวลาเขาพูดจาดีๆ แบบก็น่ารักหรอก“ไปทำอีท่าไหนเธอถึงได้ทิ้งล่ะคะ”“ผมคงเป็นสามีที่แย่มากเลยมั้ง เธอถึงไม่ลังเลที่จะขอหย่า” ชายหนุ่มเล่าเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ก็ไม่รู้ว่าทำไมถึงยอมเล่าให้หล่อนฟัง อาจเป็นเพราะอยากระบายให้ใครสักคนได้รับรู้ แต่ทำไมต้องเป็นผู้หญิงขี้วีน ปากร้าย อย่างแม่พยาบาลสาวคนนี้ก็ไม่รู้“ฉันขอเดานะ คุณคงไปทำเจ้าชู้ให้เธอเห็นล่ะสิ”“ผมไม่เคยเจ้าชู้ ทั้งก่อนและหลังแต่งงาน”มือที่กำลังนวดศีรษะเผลอดขยำแรง “เชื่อยากค่ะ!”“นี่! เบาๆ สิคุณ”“อุ๊ย! ขอโทษค่ะ” หล่อนรีบเอ่ยขึ้นพร้อมกับยิ้มแหยๆ “พอดีฉันอินไปหน่อยน่ะค่ะ เล่าต่อสิคะ”“ทำไมต้องอิน”“เอ่อ...ฉันก็เคยจับได้ว่าแฟนมีกิ๊กเหมือนกันค่ะ”“เหรอ...คุณนี่ทันสมัยจริงนะรู้จักกิ๊กกะเขาด้วย”หล่อนหรี่ตามองเขาอย่างหมั่นไส้ “ทำยังกะคุณไม่เคยมี”“พูดไปก็เท่านั้น”พยาบาลเปิดฝักบัวล้างแชมพูออกจากผมให้เขา“คุณทำเหมือนคุณรักภรรยาคุณมาก”“ผมไม่เคยพูดถึงความรักกับเธอซะที เพราะ
“อย่ามายุ่ง!”“ดิฉันต้องยุ่งค่ะ เพราะมันเป็นหน้าที่ของดิฉัน”“เอาล่ะ...คุณพยาบาล” ภูริภัชร์กัดฟันเอ่ยอย่างใจเย็น “พาผมขึ้นไปห้อง ผมจะนอน หวังว่าคุณคงไม่นอนเฝ้าผมหรอกนะ”“ไปสิคะ...แต่คงต้องบอกว่า ดิฉันจะนอนเฝ้าคุณด้วยค่ะ”ชายหนุ่มระบายลมหายใจออกมาแรงๆ บ่งบอกว่าหัวเสียและรำคาญพยาบาลสาวคนใหม่เต็มทน จากนั้นภูริภัชร์ก็หมดความเป็นส่วนตัวเพราะพลอยดาวจะคอยตามประกบเขาตลอดไม่ว่าทำอะไร ยกเว้นเสียแต่ตอนเข้าห้องน้ำเท่านั้น เขาหงุดหงิดในช่วงแรกๆ แต่ต่อมาก็เริ่มชินและปรับตัวให้เข้ากับความจุ้นจ้านของหล่อนให้มากที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องหงุดหงิด บางครั้งเขาก็แกล้งโมโหรำคาญและไล่หล่อนไปไกลๆ หากแต่หล่อนก็ยังไม่ยอมไปไหน ยังคงเฝ้าดูแลปรนนิบัติเขาอย่างสม่ำเสมอ ไม่เหมือน... ชายหนุ่มรีบสะบัดศีรษะแรงๆ เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ป่านนี้คงมีความสุขกับหนุ่มใหม่ที่กรุงเทพฯ แล้วมั้ง หรือไม่ก็ไปเที่ยวต่างประเทศเพลินเพราะได้น้องเขยเป็นมหาเศรษฐี ให้ตายสิ! ทำไมเขาต้องทุรนทุรายมากขนาดนี้ ทำไมไม่ลืมผู้หญิงเจ้าพยศคนนั้นไปเสียที!พยาบาลสาวนำอาหารเที่ยงมาให้เขาและจัดแจงให้กินยาจนเสร็จ หลังจากนั้นหล่อนก็หายตัวไปนานพอสมควร ทำให้ชายหน







