Войти‘ภูริภัชร์ พิริยกร’ ชายหนุ่มหล่อมาดขรึม ดุดัน เย็นชา แต่ทว่าเร่าร้อน ไม่ต่างอะไรกับน้ำแข็งกลางไฟ หากแต่สายตากลับมีไว้มองเพียงหญิงเดียว หญิงผู้ที่มีแต่ความพยศผยองใส่เขามาตั้งแต่ต้น ภูริภัชร์ต้องลงทัณฑ์ผู้หญิงอย่างหล่อนให้รู้ว่าเสน่หาและความเร่าร้อนของไฟสวาทที่เต็มไปด้วยรักมันหอมหวานแค่ไหน ‘ยศสิตา อนุนาท’ สำหรับหล่อนแล้ว เขาคือ ‘ไฟเย็น’ เคร่งขรึมเย็นชาเหมือนน้ำแข็งขั้วโลก แต่ทว่ายามใดที่เข้าใกล้ก็พร้อมจะแผดเผาให้แหลกสลายกลายเป็นจุณได้ทุกเมื่อ ยศสิตาพร่ำบอกตัวเองว่า ‘หล่อนเกลียดเขา!!’ เพราะเขาคือผู้ชายอันตรายควรต้องอยู่ให้ห่างมากที่สุดแต่สุดท้ายต้องกลายมาเป็นเจ้าสาวขัดดอกของเจ้าหนี้จอมหื่นอย่างไม่มีทางเลี่ยง
Узнайте большеบทที่ 1
ปลายเดือนมกราคม...
สายลมยามเช้าที่โชยมาเพียงแผ่วๆ พัดใบไม้ให้แกว่งไกว บ้างปลิดปลิวพลิ้วลอยไปตามกระแสลมเย็นอันสดชื่น หมู่ไม้ดอกหลากชนิดพากันชูช่อบานสะพรั่งอย่างมีชีวิตชีวา น้ำค้างสีใสสะท้อนแสงแดดเป็นประกายพราวระยับตามยอดหญ้า ท้องฟ้าที่เคยเต็มไปด้วยเงาดำทะมึนของหมู่มวลเมฆฝนกลับเปิดโล่งสว่างสดใส บ่งบอกให้คนที่มาเยือนรู้ว่านี่คือบรรยากาศหน้าหนาวของภาคเหนืออย่างแท้จริง
รถสปอร์ตโฟร์วีลสมรรถนะสูงแบบเจ็ดที่นั่งกำลังแล่นออกจากสนามบินของจังหวัดเชียงใหม่ด้วยความเร็วคงที่ มุ่งหน้าไปยังอาณาเขตอันกว้างใหญ่ไพศาลของไร่ ‘วลีพรรณ’
ทัศนียภาพสองข้างทางนั้นประดับไปด้วยภูเขาลูกย่อมๆ และต้นส้มที่ปลูกเรียงรายกันอย่างเป็นระเบียบซึ่งตอนนี้กำลังออกผลดกจนกลายเป็นสีเหลืองอร่ามสุดลูกหูลูกตา
แสงแดดอ่อนยามเช้าเริ่มส่องแสงลงมากระทบกับน้ำค้างสะท้อนเป็นภาพระยิบวิบวับแวววาวหยอกล้อกับสายลมที่เคลื่อนไหวเพียงบางเบาเป็นระยะๆ คล้ายดั่งใครบางคนที่เคยฝากรอยยั่วเย้าเอาไว้บนเรียวปากนุ่มโดยที่เจ้าตัวไม่ได้เต็มใจสักนิด
มือเรียวบางดั่งหยกสลักของ ‘ยศสิตา’ ขยับไปกดปุ่มข้างๆ ประตู ลดระดับกระจกลงมาเพื่อสัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์และความสดชื่นที่หาแสนจะยากนักในกรุงเทพฯ บ้านของหล่อนอย่างเต็มที่ หญิงสาวยังคงตื่นเต้นและดื่มด่ำกับบรรยากาศอันแสนสวยงามตรงหน้านี้เช่นเดิม แม้นี่จะไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้มาเยือนยังไร่แห่งนี้ก็ตาม... ดนัย อนุนาท พ่อของหล่อนมักจะพามาที่นี่เสมอตั้งแต่เด็กจนโต อย่างน้อยปีละหนึ่งครั้ง ยกเว้นปีก่อนที่แล้วไม่สามารถมาได้เพราะพิมลพร อนุนาท ผู้เป็นมารดาเสียชีวิตลงด้วยโรคหัวใจล้มเหลว
ปีนี้ยศสิตาอายุได้ 21 ปี แล้วพึ่งเรียนจบปริญญาตรีมาหมาดๆ และมีโครงการจะไปเรียนต่อปริญญาโทที่ประเทศฝรั่งเศส ส่วนน้องสาวคือ อริสรา อนุนาท อายุ 19 ปี ยังเรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัยในชั้นปีที่สอง
เจ้าของไร่แห่งนี้คือ พ่อเลี้ยงภูชิต พิริยะกร เพื่อนสนิทของดนัยนั่นเอง
“สวยจังเนอะพี่เอย”
เสียงเจื้อยแจ้วใสๆ ของอริสราผู้เป็นน้องสาวดังขึ้นทำลายความเงียบและสมาธิของยศสิตาซึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับทัศนียภาพที่สวยงามด้านนอก
เมื่อเห็นพี่สาวกำลังดื่มด่ำธรรมชาติ หล่อนจึงไม่รบกวนอีก
“คุณพ่อคะ” อริสราหันไปทางบิดา “ไร่นี้กว้างสักกี่ไร่คะ” หล่อนถามเพราะพื้นที่อันกว้างใหญ่ไพศาลแห่งนี้เกินกว่าจะคะเนด้วยสายตา
“เกือบๆ พันไร่ล่ะมั้ง” ดนัยตอบลูกสาวคนเล็กตามที่รู้มา
“โอ้โห!” สาวน้อยอุทานตาโตก่อนจะยิ้มให้ผู้เป็นพ่ออีกครั้ง “คุณลุงคงรักคุณป้ามากเลยใช่ไหมคะถึงตั้งชื่อไร่ตามชื่อของคุณป้า” อริสราถามต่อ
คนเป็นพ่อระบายยิ้มบางๆ “ใช่แล้วลูก”
การสนทนาของอริสราและบิดาดังขึ้นอย่างต่อเนื่องส่วนยศสิตายังจดจ่ออยู่กับสิ่งสวยงามภายนอกรถ ความงดงามของธรรมชาติเบื้องหน้าราวกับสวรรค์บนดินก็ไม่ปานพลางสะกดดวงตาสวยใสกลมโตจนแทบไม่อยากจะละสายตาไปแม้สักเสี้ยววินาที
อีกไม่ถึงสิบห้านาทีต่อมารถคันนั้นก็แล่นมาจอดบริเวณหน้าบ้านไม้ทรงไทยขนาดใหญ่ซึ่งทำจากสักทองทั้งหลัง รอบๆ นั้นถูกตกแต่งอย่างประณีตด้วยสวนหย่อมอันมีหมู่มวลดอกไม้ประดับนานาพรรณ
ดนัยผลักประตูรถให้เปิดออกและสาวเท้าดุ่มเข้าไปหาเจ้าของบ้านทั้งสามอันได้แก่ พ่อเลี้ยงภูชิต แม่เลี้ยงวลีพรรณ และภูริภัชร์ผู้เป็นลูกชายยืนรออยู่แล้ว
เพื่อนรักทั้งสองจะโผเข้ากอดกันทันทีด้วยความยินดีที่ได้พบกันอีกครั้ง
ยศสิตาก้าวตามลงมาก่อนจะชะงักฝีเท้าเมื่อเงยหน้าขึ้นประสานสายตากับดวงตาคมดุที่กำลังจ้องมองหล่อนอย่างพิจารณา ใบหน้าหวานละมุนตึงขึ้นทันที เปลือกตาที่ประดับไว้ด้วยขนตางอนกะพริบปริบๆ เพราะเกลียดจับใจ ไม่อยากแม้แต่จะมอง! แต่กระนั้นก็ยังอุตส่าห์สู้สายตากับเขาอย่างไม่คิดจะหลบ
ใบหน้าหล่อคมคร้ามของภูริภัชร์ยังคงเรียบเฉยเย็นชาราวกับปีศาจน้ำแข็ง โดยมีเพียงดวงตาเท่านั้นที่ฉายแววระริกไหวเป็นเชิงขบขันกิริยาของหญิงสาวด้วยความเคยชิน ไม่ว่าจะเจอกันกี่ครั้งหล่อนก็มักจะมีท่าทีแบบนี้ใส่เขาอยู่เสมอ
ชายหนุ่มกวาดสายตามองร่างอ้อนแอ้นราวกับกำลังประเมินส่วนเว้าส่วนโค้งไปทั่วเรือนกายหล่อน เริ่มตั้งแต่วงหน้ารูปไข่ที่ประดับด้วยนัยน์ตาดำขลับดุจนัยน์ตากวางป่า กลีบปากแสนรั้นรูปกระจับเป็นสีชมพูระเรื่อรับด้วยคางเรียวมน ศีรษะสวยได้รูปสไลด์ผมยาวสลวย อกอวบเต็มตึงซึ่งซ่อนอยู่ในเสื้อยืดตัวน้อยอวดโอ้ความโค้งนูนกลมกลึง เอวบางลาดลงไปยังสะโพกผายงอนงามดั่งบั้นท้ายเสือชีตาห์ และช่วงขาเรียวยาวซึ่งโผล่พ้นกระโปรงยีนส์สั้นสีซีดที่หล่อนใส่อยู่
วิธีการมองของเขาเล่นงานยศสิตาจนหน้าร้อนผะผ่าวและประหม่าขึ้นมาดื้อๆ หล่อนเกลียดสายตาแบบนั้นเป็นที่สุด เหมือนเขากำลังใช้สายตาแทนนิ้วเรียวยาวสัมผัสไปทั่วทุกอณูเนื้อของหล่อนในทุกครั้งที่มีโอกาส แล้วไหนจะแววตาสีน้ำตาลเข้มซึ่งเจือไว้ด้วยความยั่วเย้านั้นอีกล่ะ มันชวนให้เตลิดเพริดไปเสมือนมีมือเกร็งแกร่งสอดเข้ามาในใต้เสื้อของหล่อน ทะลุลอดบราเซียร์ แล้วคลึงขยำส่วนนั้นอย่างเร่าร้อน
...คุณพระช่วย!!...
ชายหนุ่มประทับริมฝีปากลงบนหน้าผากมนอย่างรักใคร่“ผมรักคุณ”“แล้วคุณอิงฟ้าล่ะคะ”“ผมไม่เคยคิดอะไรกับฟ้า นอกจากเพื่อน ผู้หญิงคนเดียวที่อยู่ในหัวใจผมตลอดมาก็คือคุณ” ชายหนุ่มพูดถึงสิ่งที่ซุกซ่อนอยู่ในใจมานานกับหล่อนเป็นครั้งแรก“แล้วทำไมวางตัวกับเอยไม่เหมือนกับยัยเอิงล่ะคะ ทำไมไม่ให้ความสนิทสนมกับเอยเหมือนที่ให้ยัยเอิง”“ก็เพราะถ้าทำแบบนั้นคุณอาจจะชอบผมแบบพี่ชายซึ่งผมไม่ต้องการ ผมไม่อยากเป็นพี่ชายของคุณ แต่อยากเป็นเจ้าของหัวใจและร่างกายของคุณ เข้าใจหรือยังคนสวยของผม” มือหนาลูบไล้ที่ใบหน้าสวยหวานเบา ๆ ด้วยความรักใคร่ทะนุถนอม“รู้หรือเปล่าว่าทำให้เอยน้อยใจแค่ไหน น้อยใจจนพลอยจะเกลียดคุณ แต่ก็เกลียดไม่ลงสักที เอยแอบอิจฉาน้องที่คุณสนิทสนมด้วย และแอบเจ็บปวดเมื่อคิดว่าคุณกับคุณอิงฟ้ารักกัน”“เด็กโง่ ผมรักคุณต่างหาก วันนั้นที่คุณมีเรื่องกับอิงฟ้า ผมเสียใจมากแค่ไหนรู้หรือเปล่า ที่พูดจาไม่ดีกับคุณ”“ยังจะบังคับเอยให้ไปงานบ้านคุณอิงฟ้าอีก” ใบหน้าหวานงอขึ้นอย่างแสนงอน“ตั้งใจจะพาไปแนะนำว่าเอยคือคนที่ผมรัก แต่เอยก็ยั่วจนผมโมโหหึง”“ต่อไปไม่ยั่วแล้วค่ะ จะเป็นภรรยาที่ดีของคุณ”ใบหน้าหล่อคมยิ้มแสนเสน่ห์
เท้าเล็กๆ ก้าวลงจากเวทีตรงไปยังโต๊ะโต๊ะหนึ่งซึ่งภูริภัชร์นั่งอยู่ หญิงสาวร้องเพลงไปพร้อมกับมองสบตาใบหน้าหล่อคมคร้ามนั้นอย่างหวานซึ้ง หากแต่ชายหนุ่มยังคงนิ่งเฉย ทั้งๆ ที่รู้สึกโกรธจนแทบจะฆ่าคนได้ที่ยศสิตาทำเหมือนกำลังเยาะเย้ยเขาWhen you are come to my life.You teach the meaning our love life.I can explain the way I feel,cause know you here by my side.My dream to hope stay like come true.But know the hope love late without you.Losting love my heart to you.I'll be with you all my life.I'll be with you forever จะรักเธอตลอดไปไม่ว่าผ่านฝนร้อนหนาวเท่าไหร่ จะเดินไปด้วยกันWe will be together จะมีแค่เธอคนเดียวเท่านั้นจากวันนี้ไปถึงทุกวัน จะมีกันตลอดไปทุกเวลาที่ฉันมีเธอ เหมือนฉันมีทุกสิ่งเพราะเธอมีความรักแท้จริง ที่ฉันไม่เคย ได้เจอจากใคร... (เพลง มีกันตลอดไป ศิลปิน : แอมมารี่)ร่างเพรียวระหงในชุดเจ้าสาวสีขาวนั่งคุกเข่าลงกับพื้นหญ้าเมื่อเพลงจบพร้อมกับเอ่ยผ่านไมโครโฟนด้วยประโยคที่ทำให้ภูริภัชร์เหมือนถูกตรึงเอาไว้ทั้งตัว“แต่งงานกับเอยนะคะ”“นี่คุณกำลังเล่นอะไร?” เขาพูดเสียงลอดไรฟัน
“ยังไม่นอนอีกเหรอลูก” เสียงบิดาดังขึ้น“ยังครับพ่อ”“พรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองแต่เช้าไม่ใช่เหรอ” ผู้เป็นบิดาตบไหล่ลูกชายเบาๆ“ไม่มีปัญหาครับพ่อ ผมตื่นได้สบายมาก”“พ่อเชื่อว่าพีทำได้ แต่ร่างกายก็สำคัญนะลูก พักผ่อนบ้าง”“ครับ... พ่อไปนอนเถอะ ผมขอเวลาสักพัก ก็จะขึ้นไปนอนแล้ว”“มีเรื่องอะไรไม่สบายใจเหรอลูก” พ่อเลี้ยงภูชิตเอ่ยถามเขาก้มหน้าลงเล็กน้อย สายตาเหม่อมองไปไกลเหมือนกำลังใช้ความคิด “เปล่าครับพ่อ แค่อยากดื่ม”“งั้นขอพ่อสักแก้วสิ” ผู้เป็นพ่อพูดแบบลูกผู้ชายคุยกันลูกชายรินเหล้าใส่แก้วทรงเตี้ยแล้วส่งให้“ไม่ได้ดื่มนานแล้วเหมือนกัน” พ่อเลี้ยงภูชิตเปรยพร้อมกับยิ้มน้อยๆ“อย่าดื่มมากนะครับพ่อ เดี๋ยวแม่จะบ่นเอา” ภูริภัชร์สัพยอกบิดา“พ่อพึ่งคุยโทรศัพท์กับดนัย” ผู้เป็นพ่อเอ่ยขึ้น “หนูเอยกำลังจะแต่งงาน”“อะไรนะครับ!” เสียงนั้นดังเกือบเป็นตะโกน“แล้วก็อยากจะมาใช้ไร่เราเป็นสถานที่จัดงาน”มือหนากำเข้าหากันแน่น ขบกรามจนนูนเป็นสัน มันจะมากไปแล้วยศสิตา!“จะแต่งก็แต่งไปสิ หอบหิ้วมาทำไมกันถึงนี่” น้ำเสียงแข็งกร้าวนั้นเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด“เอยเขาชอบบรรยากาศบ้านไร่ จะได้ถ่ายรูปออกมาสวยๆ” พ่อเลี้ยงภูชิต
ชายหนุ่มค่อยๆ ลืมตาขึ้นตามที่หมอบอก แสงสว่างที่สาดเข้ามาทำให้ดวงตาสีน้ำตาลเข้มต้องกะพริบถี่ๆ หลายๆ ครั้ง ก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาอย่างดีใจเมื่อรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มืดมนอีกต่อไป “มองเห็นหมอมั้ยครับ” “เห็นครับหมอ เห็นชัดเลย” “หมอดีใจด้วยครับ” ข่าวดีที่ได้รับหลังจากลูกชายเปิดตาทำให้พ่อเลี้ยงภูชิตและแม่เลี้ยงวลีพรรณยิ้มออกมาอย่างมีความสุขและโล่งอก “แม่ดีใจเหลือเกินพี” นางกอดลูกชายเอาไว้ “ขวัญเอ๋ยขวัญมานะลูก หมดทุกข์หมดโศกเสียที” “พยาบาลพิเศษของแม่ไปไหนแล้วครับ” ชายหนุ่มถามถึงทันทีเมื่อกลับมาถึงบ้านแล้วไม่พบคนที่เขาอยากพบมากที่สุดในตอนนี้ “เธอกลับไปแล้วล่ะลูก” “กลับไปไหนครับ ก็ผมบอกให้เธอรอผม” “หมดหน้าที่เธอแล้วนี่ลูก เธอก็ต้องกลับไปในที่ของเธอ หรือว่าลูกมีอะไรเป็นพิเศษกับเธอ” คำตอบของมารดาทำให้ใบหน้าหล่อคมเคร่งขรึมขึ้นทันที “ไม่มีหรอกครับ การที่เธอไม่อยู่รอผม ก็เท่ากับตอบทุกอย่างหมดแล้ว” เขาพูดพลางแอบถอนหายใจออกมาเบาๆการทำรูปคดีของตำรวจเป็นไปตามขั้นตอน หากแต่พ่อเลี้ยงภูชิตรู้ดีว่าไม่มีทางที่หลักฐานจะสาวถึงตั

















