LOGINเธอเป็นลูกคุณหนู ที่เอาแต่ใจ เขาเป็นวิศวะกรคุมงานที่ดิบเถื่อนและเคร่งในกฏระเบียบ จะเกิดอะไรขึ้นหากเธอคิดจะยั่วโมโหให้เขาโกรธ "นี่เป็นแค่การเตือน..คราวหน้า ถ้าคุณยังกล้ามาอวดดีกับผมอีก ผมจะไม่หยุดแค่จูบแน่ และต่อให้พ่อคุณเอาปื นมาจ่อหัวผมก็จะ....คุณให้จนไม่มีเสียงจะร้องเรียกหาพ่อเลย คอยดู"
View Moreเสียงรองเท้าส้นสูงแบรนด์เนมคู่สวยกระทบกับพื้นหินอ่อนขัดมันในคฤหาสน์หลังใหญ่ดังก้องไปทั่วบริเวณ ‘อิงดาว’ หญิงสาววัยยี่สิบสี่ปี เจ้าของใบหน้าสวยเฉี่ยว ริมฝีปากอวบอิ่มที่เคลือบด้วยลิปสติกสีพีช และดวงตากลมโตที่แฝงไปด้วยความเอาแต่ใจ กำลังก้าวเดินอย่างมาดมั่นไปยังตู้คันหรูที่จอดเทียบรออยู่หน้าประตู
เธอคือลูกสาวคนเดียวของ ‘เสี่ยดำรง’ เจ้าของบริษัทรับเหมาก่อสร้างระดับแนวหน้าของประเทศ เธอเติบโตมาบนกองเงินกองทอง ถูกเลี้ยงดูมาอย่างประคบประหงมราวกับไข่ในหิน ไม่เคยต้องหยิบจับอะไรที่หนักเกินกว่ากระเป๋าแบรนด์เนมรุ่นลิมิเต็ดเอดิชั่น ชีวิตของเธอรายล้อมไปด้วยสังคมไฮโซ งานปาร์ตี้ และชายหนุ่มหน้าตาดีที่ประโคมฉีดน้ำหอมราคาแพง คอยมาเอาอกเอาใจเธอสารพัด
แต่ไม่มีใครรู้เลยว่า ภายใต้ภาพลักษณ์คุณหนูผู้แสนบอบบางและหรูหรานั้น อิงดาวกลับรู้สึกเบื่อหน่ายชีวิตไร้สาระแบบนี้ อย่างรุนแรง
เธอเบื่อผู้ชายผิวขาวจัดที่สำอางเกินเหตุ เบื่อคำหวานหูที่ปั้นแต่งขึ้นมาเพื่อหวังผลประโยชน์ เบื่อความสมบูรณ์แบบที่ไร้ชีวิตชีวา ลึกๆ ในใจที่ปกปิดไว้อิงดาวโหยหาความดิบเถื่อน และรสชาติของชีวิตที่แท้จริงที่ไม่ต้องปรุงแต่งด้วยความประดิษฐ์ประดอย
"วันนี้จะตามป๊าไปจริงๆ เหรอลูกหน้างานมันร้อนนะ ฝุ่นก็เยอะ เดี๋ยวผิวสวยๆ ก็เสียหมดหรอก" เสี่ยดำรงเอ่ยถามลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนขณะที่ทั้งคู่นั่งอยู่เบาะหลังของรถตู้สีดำคันใหญ่ ที่กำลังมุ่งหน้าไปยังไซต์งานก่อสร้าง โรงแรมหรูย่านชานเมือง
"ดาวเบื่ออยู่บ้านนี่คะป๊า ไปเดินเล่นที่ห้างก็เบื่อแล้ว ดาวอยากไปดูว่าบริษัทของป๊าทำงานกันยังไงบ้าง"
อิงดาวตอบพลางคล้องแขนบิดาอย่างออดอ้อน วันนี้เธอตั้งใจแต่งตัวด้วยเสื้อสายเดี่ยวสีขาวรัดรูปที่อวดทรวดทรงองค์เอวคอดกิ่ว ทับด้วยเสื้อเชิ้ตโอเวอร์ไซส์ที่ปลดกระดุมออกจนหมด และกางเกงยีนส์ขาสั้นกุดที่โชว์เรียวขาขาวเนียน มันเป็นชุดที่ดูขัดกับสถานที่ก่อสร้างอย่างสิ้นเชิง
"ตามใจเราแล้วกัน แต่ไปถึงก็รอป๊าอยู่ในออฟฟิศสนามนะ อย่าออกไปเดินเพ่นพ่าน ข้างนอกมันอันตราย รถแม็คโคร รถเครนวิ่งกันให้วุ่น แล้วอีกอย่าง วิศวกรคุมงานคนใหม่ของป๊าเจ้านี้มันดุซะด้วย ป๊ายังไม่อยากปวดหัว" เสี่ยดำรงหัวเราะในลำคอ เมื่อนึกถึงลูกน้องคนเก่งที่เพิ่งดึงตัวมาร่วมงานได้ไม่นาน
"ดุเหรอคะ ระดับป๊ายังต้องเกรงใจลูกน้องอีกเหรอ" อิงดาวเลิกคิ้วถามด้วยความแปลกใจ
"ไอ้ดินแดนมันเป็นคนเก่ง ทำงานเนี้ยบ เฉียบขาด แต่นิสัยมันห่าม ไม่ไว้หน้าใคร ป๊าจ้างมันมาคุมงาน ไม่ได้จ้างมาเป็นคนรับใช้ มันเลยไม่สนหรอกว่าใครเป็นใคร สนแค่งานต้องเสร็จตามเป้าเท่านั้น"
ชื่อ ‘ดินแดน’ สะดุดหูอิงดาวอย่างประหลาด แต่เธอก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจมากนัก จนกระทั่งรถตู้คันหรูแล่นเข้ามาจอดในบริเวณไซต์งานก่อสร้างขนาดมหึมา
ทันทีที่ประตูรถเปิดออก ไอร้อนระอุของแดดประเทศไทยก็ปะทะเข้ากับใบหน้าสวย ฝุ่น ควันท่อไอเสีย กลิ่นสนิมเหล็ก และกลิ่นปูนซีเมนต์ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ เสียงเครื่องจักรทำงานดังกึกก้องจนต้องตะโกนคุยกัน
เสี่ยดำรงพาอิงดาวไปทิ้งไว้ในตู้คอนเทนเนอร์ที่ถูกดัดแปลงเป็นออฟฟิศชั่วคราว แม้จะมีเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำ แต่การต้องนั่งดูแปลนกระดาษและมองออกไปนอกหน้าต่างมัวๆ ก็ทำให้อิงดาวเบื่อหน่ายได้ในเวลาไม่ถึงยี่สิบนาที
เมื่อความเบื่อพุ่งทะลุขีดจำกัด ร่างบางจึงตัดสินใจลุกขึ้น คว้าแว่นกันแดดสีดำอันใหญ่มาสวม แล้วผลักประตูออฟฟิศออกไปเผชิญกับโลกภายนอก ความร้อนแผดเผาผิวขาวจัดจนเริ่มขึ้นสีระเรื่อ อิงดาวยกมือขึ้นบังแดด ส้นรองเท้าของเธอย่ำลงบนพื้นดินลูกรังที่ไม่สม่ำเสมอ เธอเดินลัดเลาะไปตามแนวรั้วสังกะสี ดวงตาคู่สวยกวาดมองกลุ่มคนงานที่กำลังผูกเหล็กและเทปูนด้วยความสนใจ
และในตอนนั้นเอง สายตาของเธอก็ไปสะดุดเข้ากับร่างของชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่บนนั่งร้านเหล็กชั้นสอง เขาไม่ใช่คนงานทั่วไป อิงดาวดูออกได้ทันทีจากท่าทางการยืนสั่งการที่เต็มไปด้วยอำนาจ ชายหนุ่มร่างสูงใหญ่กำยำ สวมกางเกงยีนส์สีเข้มที่เปื้อนคราบฝุ่นและรอยน้ำมัน เสื้อยืดสีเทาหม่นที่เขาสวมใส่นั้นเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อจนแนบลู่ไปกับมัดกล้ามเนื้อหน้าอกและแผ่นหลังที่หนาแน่น เขาสวมหมวกเซฟตี้สีขาว มือหนาถือวิทยุสื่อสารพร้อมกับตะโกนสั่งการเครนที่กำลังยกแผ่นคอนกรีตขนาดใหญ่ด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและดุดัน
"เฮ้ย! ดึงสลิงให้มันตึงหน่อย! อยากให้มันหล่นลงมาทับตายหรือไงวะ!"
เสียงตะโกนนั้นไม่ได้ทำให้คนงานโกรธ แต่กลับรีบทำตามคำสั่งอย่างกระตือรือร้น
อิงดาวหยุดชะงักราวกับถูกมนต์สะกด เธอจ้องมองชายตรงหน้าตาไม่กะพริบ แสงแดดที่ส่องกระทบใบหน้าคร้ามแดดของเขา เผยให้เห็นสันกรามคมกริบ ไรหนวดเขียวครึ้มที่ไม่ได้โกนมาหลายวัน ผิวสีแทนของเขาชื้นไปด้วยเหงื่อที่ไหลหยดจากขมับลงมาตามลำคอแกร่ง กลิ่นอายของความเป็นชายชาตรีที่แสนจะดิบเถื่อนแผ่กระจายออกมารอบตัวเขาจนเธอสัมผัสได้แม้จะยืนอยู่ห่างออกไปหลายสิบเมตร
มันคือความสมบูรณ์แบบในแบบที่เธอไม่เคยเห็นมาก่อน ไม่มีความสำอาง ไม่มีคำพูดประดิษฐ์ประดอย มีเพียงความแข็งกร้าวและทรงพลังที่ทำให้หัวใจของอิงดาวเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ราวกับรู้ตัวว่าถูกจ้องมอง ชายหนุ่มบนนั่งร้านหันขวับลงมามองเบื้องล่าง คิ้วเข้มที่ขมวดเข้าหากันอยู่แล้วยิ่งขมวดมุ่นหนักขึ้นเมื่อเห็นหญิงสาวร่างบางในชุดล่อแหลมยืนเก้ๆ กังๆ อยู่ในเขตอันตราย เขาพูดอะไรบางอย่างใส่วิทยุสื่อสาร ก่อนจะกระโดดลงจากนั่งร้านเหล็กที่สูงกว่าสองเมตรลงมาสู่พื้นดินอย่างคล่องแคล่ว แล้วก้าวยาวๆ ตรงดิ่งมาหาเธอ
ยิ่งเขาเดินเข้ามาใกล้ อิงดาวก็ยิ่งรู้สึกถึงแรงกดดันมหาศาล ร่างสูงใหญ่ของเขาทาบทับร่างของเธอจนมิด กลิ่นเหงื่อที่ผสมกับกลิ่นบุหรี่จางๆ โชยมาแตะจมูก มันไม่ใช่กลิ่นน้ำหอมราคาแพง แต่มันกลับทำให้กระแสเลือดในกายของเธอสูบฉีดอย่างบ้าคลั่ง
"เข้ามาทำไมตรงนี้" น้ำเสียงทุ้มห้าวเอ่ยถามห้วนๆ ไม่มีหางเสียง ไม่มีความสุภาพเจือปนแม้แต่น้อย
อิงดาวเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยเพื่อสบตากับเขา ดวงตาคมกริบสีนิลใต้หมวกเซฟตี้นั้นดุดันและเย็นชาจนน่าขนลุก
"ฉัน...ฉันมาเดินดูงาน"
"เดินดูงาน?" เขาแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ สายตาคมกริบกวาดมองตั้งแต่หัวจรดเท้าของเธออย่างประเมินและไร้ซึ่งความเกรงใจ
"แต่งตัวแบบนี้ สวมรองเท้าส้นสูงแบบนี้ มาเดินในเขตอันตรายที่ของหนักเป็นตันๆ ลอยข้ามหัวไปมาเนี่ยนะ สมองคิดอะไรอยู่ หรือที่บ้านไม่มีใครสอนเรื่องกฎความปลอดภัย?"
อิงดาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง ไม่เคยมีใครกล้าพูดจาหยาบคายกับเธอขนาดนี้มาก่อน
"นี่คุณ! คุณรู้ไหมว่าฉันเป็นใคร"
"ฉันไม่สนว่าเธอจะเป็นลูกใคร เมียใคร หรือเด็กเสี่ยที่ไหน" ดินแดนสวนกลับทันควัน น้ำเสียงของเขาเฉียบขาดและไม่มีความลังเล
"ที่นี่คือไซต์งานก่อสร้าง ไม่ใช่รันเวย์เดินแบบ หรือสนามเด็กเล่นของพวกลูกคุณหนู ถ้าไม่มีหมวกเซฟตี้ ไม่มีรองเท้าเซฟตี้ ก็ไสหัวออกไปให้พ้นหน้างานของฉันเดี๋ยวนี้ ก่อนที่เธอจะตายโหงแล้วทำให้งานของฉันสะดุด!"
คำต่อว่าที่ไม่ไว้หน้านั้นทำให้อิงดาวหน้าชาปนร้อนผ่าว ความโกรธตีตื้นขึ้นมาจุกที่คอหอย เธอเป็นถึงลูกสาวเจ้าของบริษัทที่จ่ายเงินเดือนให้เขาเชียวนะ! แต่สิ่งที่สะกิดใจเธอมากที่สุดกลับไม่ใช่ความโกรธ
มันคือสายตาของเขา สายตาที่มองเธอราวกับเธอเป็นเพียงอากาศธาตุที่น่ารำคาญ ไม่มีร่องรอยของความหลงใหล ไม่มีแววตาหื่นกระหายเหมือนผู้ชายคนอื่นๆ ที่เคยมองเธอเวลาเธอแต่งตัวเซ็กซี่แบบนี้ เขาไม่สนใจหน้าอกที่ดันชิด หรือเรียวขาที่เปิดเผยของเธอเลยแม้แต่นิดเดียว
"คุณไม่มีสิทธิ์มาไล่ฉัน!" อิงดาวเถียงกลับ เสียงสั่นเล็กน้อยด้วยอารมณ์ที่ผสมปนเปกัน ทั้งโกรธ ทั้งอับอาย และตื่นเต้น
"ฉันเป็นวิศวกรคุมไซส์งานนี้ ฉันมีสิทธิ์ขาดทุกอย่างที่จะไล่ใครก็ตามที่เป็นตัวถ่วงความปลอดภัยออกไป"
ดินแดนขยับเข้าไปใกล้อีกก้าว จนปลายรองเท้าบูทหนังเปื้อนโคลนของเขาแทบจะชนกับปลายรองเท้าส้นสูงของเธอ อิงดาวต้องผงะถอยหลังไปครึ่งก้าวโดยสัญชาตญาณเมื่อถูกคุกคามด้วยความสูงและกลิ่นอายบุรุษเพศที่เข้มข้น
"มาทางไหนกลับไปทางนั้นซะ ยัยคุณหนู ก่อนที่ฉันจะให้รปภ.มาหิ้วปีกเธอออกไป"
พูดจบ ดินแดนก็หันหลังกลับ ไม่แม้แต่จะรอฟังคำตอบหรือสนใจเสียงกระทืบเท้าด้วยความขัดใจของเธอ เขาสาวเท้ากลับไปที่หน้างาน ตะโกนสั่งงานลูกน้องต่อราวกับว่าเธอเป็นเพียงเศษฝุ่นที่พัดผ่านมาแล้วก็ผ่านไป
อิงดาวยืนกำหมัดแน่นอยู่กับที่ ใบหน้าสวยแดงก่ำ ลมหายใจหอบถี่ เธอจ้องมองแผ่นหลังกว้างที่ชุ่มเหงื่อของวิศวกรหนุ่มที่ชื่อดินแดนอย่างไม่วางตา
ความรู้สึกโกรธเคืองที่ถูกหยามเกียรติกำลังหลอมรวมเข้ากับความปรารถนาที่ถูกจุดประกายขึ้นอย่างรุนแรง เธอไม่เคยถูกใครปฏิเสธ ไม่เคยถูกใครมองข้าม ผู้ชายคนนี้กล้าดีอย่างไรมาทำเหมือนเธอไม่มีค่า?
ริมฝีปากอวบอิ่มที่เคลือบลิปสติกสีพีชค่อยๆ คลี่ยิ้มออกช้าๆ รอยยิ้มที่แฝงไปด้วยความท้าทายและอันตราย
"ดินแดน.." เธอครางชื่อเขาเบาๆ ในลำคอ ดวงตาเป็นประกายวาววับ
"คุณหาว่าฉันเป็นตัวถ่วงงั้นเหรอ ได้! แล้วเราจะ
ได้เห็นดีกัน ว่าคนอย่างอิงดาว จะทำให้วิศวกรหน้าตายอย่างคุณ... คลั่งตายได้ไหม"
ดินแดนในชุดทำงานตัวเก่งที่ชุ่มไปด้วยเหงื่อ กำลังยืนกางแบบแปลนอยู่บนโต๊ะไม้หน้าตู้คอนเทนเนอร์ออฟฟิศส่วนตัวของเขา คิ้วเข้มขมวดเข้าหากันอย่างเคร่งเครียดขณะสั่งงานโฟร์แมนและช่างคุมเครื่องจักรแม้ภายนอกเขาจะดูดุดันและจริงจังกับงานตรงหน้า ทว่าลึกๆ แล้วในใจของวิศวกรหนุ่มกลับกระสับกระส่ายอย่างประหลาด สายตาคมกริบลอบมองไปที่ลานจอดรถด้านหน้าไซต์งานอยู่เป็นระยะ... สองวันมาแล้วที่ยัยตัวแสบยังไม่โผล่มา ทั้งที่เมื่อสองวันก่อนลงจากรถ เธอทิ้งท้ายไว้ซะดิบดีว่าจะมาเจอกันที่นี่"หรือว่าจะระบมจนลุกไม่ขึ้นจริงๆ วะ..." ดินแดนพึมพำกับตัวเอง รอยยิ้มมุมปากกระตุกขึ้นเล็กน้อยเมื่อนึกถึงค่ำคืนอันเร่าร้อนที่เขาตักตวงความหวานจากแม่คุณหนูลูกเจ้านายจนแทบไม่ได้นอนแต่แล้ว ความคิดของเขาก็ต้องสะดุดลง เมื่อเสียงคำรามของเครื่องยนต์รถสปอร์ตที่คุ้นหูดังแว่วมาแต่ไกล ปอร์เช่ 911 สีแดงเพลิงแล่นฉิวฝ่าฝุ่นตลบเข้ามาจอดเทียบที่ลานจอดรถวีไอพีหน้าออฟฟิศใหญ่ของเสี่ยดำรงสายตาทุกคู่ของคนงานชายในบริเวณนั้นหันขวับไปมองเป็นตาเดียว ราวกับมีแม่เหล็กดึงดูดประตูรถเปิดออก พร้อมกับการปรากฏตัวของ 'อิงดาว'วันนี้คุณหนูไฮโซไม่ได้ใส่เดรสเว้าหลัง ห
คำท้าทายที่หลุดออกมาจากริมฝีปากอวบอิ่มบวมเจ่อ พร้อมกับแววตาซุกซนที่ท้าทายอำนาจมืด อย่างไม่เกรงกลัวของคนตรงหน้า ทำเอาเส้นความอดทนของดินแดนที่เพิ่งจะต่อติดเมื่อไม่กี่นาทีก่อนขาดผึงลงอีกครั้งอย่างง่ายดาย“ชอบเล่นเกมซ่อนแอบนักใช่ไหม ยัยตัวแสบ...” ดินแดนกดเสียงต่ำแหบพร่า สันกรามคมขบเข้าหากันจนนูนเด่น ความหมั่นเขี้ยวแล่นพล่านไปทั่วทั้งสรรพางค์กาย เขาพลิกตัวกลับมาหาร่างบางที่สวมเพียงเสื้อเชิ้ตสีขาวตัวโคร่งของเขาเอาไว้อีกครั้ง ฝ่ามือร้อนผ่าวสอดเข้าไปใต้ชายเสื้อ ลูบไล้หน้าท้องแบนราบ ก่อนจะเลื่อนต่ำลงไปบีบเคล้นสะโพกผายอย่างเอาแต่ใจ“อ๊ะ... ดินแดน จะทำอะไรแต่เช้าเนี่ย” อิงดาวแกล้งร้องประท้วง ทั้งที่สองแขนเรียวกลับตวัดขึ้นคล้องลำคอแกร่งอย่างรู้ใจ ร่างกายของเธอแอ่นหยัดรับสัมผัสหยาบกระด้างนั้นแทบจะทันที ร่องรอยความระบมจากศึกหนักเมื่อคืนไม่ได้ทำให้ความต้องการของเธอลดน้อยลงเลยสักนิด“ก็ทำโทษเด็กดื้อที่กล้ามาท้าทายผมไงล่ะ คราวนี้จะเอาให้เดินขาถ่างกลับคฤหาสน์ไปเลย คอยดู!”ใบหน้าหล่อเหลาที่เต็มไปด้วยไรหนวดสากครูดไถลลงซุกไซ้ซอกคอขาวผ่องที่เต็มไปด้วยรอยรักสีจาง ดินแดนสูดดมกลิ่นหอมละมุนเข้าปอดลึกๆ ก่อนลากร
แสงเช้าของวันใหม่สาดส่องลอดผ่านช่องว่างของผ้าม่านทึบแสงสีเทาเข้มเข้ามาตกกระทบลงบนพื้นห้องนอน ที่ยังคงเงียบสงบ มีเพียงเสียงเครื่องปรับอากาศที่ครางเบาๆ ผสมผสานกับเสียงลมหายใจเข้าออกอย่างสม่ำเสมอของคนสองคนที่นอนตระกองกอดกันอยู่ใต้ผ้าห่มผืนหนาอิงดาวค่อยๆ ปรือตากลมโตขึ้นมาอย่างเชื่องช้า สติสัมปชัญญะที่ล่องลอยไปไกลแสนไกลเมื่อคืนนี้ค่อยๆ กลับคืนมาสู่ร่าง ใบหน้าเธอร้อนผ่าวขึ้นมาทันที เมื่อเหตุการณ์เมื่อคืนย้อนกลับมามันคือความจริง ไม่ใช่ความฝัน ห้องนี้ไม่ใช่ห้องนอนของเธอความรู้สึกหนักอึ้งบริเวณช่วงเอว เมื่อเธอก้มลงมองก็พบกับท่อนแขนแกร่งที่เต็มไปด้วยมัดกล้ามเนื้อของดินแดน พาดทับกอดรัดเอวของเธอเอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็ก ร่างกายท่อนบนที่เปลือยเปล่าของเธอแผ่นหลังแนบสนิทไปกับแผงอกกว้างที่ร้อนระอุราวกับเตาผิง ทุกครั้งที่เขาสูดลมหายใจ แผ่นอกนั้นก็จะขยับขึ้นลงเสียดสีกับแผ่นหลังของเธอ สร้างความซาบซ่านระคนอบอุ่นอย่างประหลาดหญิงสาวขยับตัวเล็กน้อยเพื่อพลิกหันหน้ากลับไปหาเจ้าของอ้อมกอด ทันทีที่ขยับตัว ความร้าวระบมก็แล่นปราดขึ้นมาจากช่วงล่างแ
ความเย็นจากเครื่องปรับอากาศภายในห้องชุดที่มืดมิดไม่ได้ทำให้ความร้อนรุ่มที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างสูงใหญ่ลดน้อยลงเลยแม้แต่นิดเดียว แผ่นหลังเนียนเปลือยเปล่าของอิงดาวแนบสนิทไปกับบานประตูเย็นเฉียบ แต่กลับสู่ความร้อนระอุจากแผงอกกว้างที่เบียดชิดเข้ามาจนแทบจะหลอมรวมเป็นเนื้อเดียวกันแทบไม่ได้"คุณ... อื้อ!"คำประท้วงที่เตรียมจะหลุดออกจากปากถูกกลืนหายไปในลำคอ เมื่อดินแดนกระแทกริมฝีปากหยักลึกลงมาบดขยี้กลีบปากสีสดของเธออย่างดุดันและหิวกระหาย มันไม่ใช่จูบสั่งสอนเหมือนในตู้คอนเทนเนอร์เมื่อตอนบ่าย แต่มันคือจูบของการลงทัณฑ์ที่เต็มไปด้วยความหึงหวงและแรงปรารถนาที่อัดอั้นมาทั้งวัน!เรียวลิ้นร้อนชื้นสอดแทรกเข้าไปในโพรงปากหวานอย่างจาบจ้วง กวาดต้อนเกี่ยวพันกับลิ้นเล็กที่เริ่มตอบรับอย่างเต็มใจ รสชาติฝาดปร่าของแอลกอฮอล์ที่เขาดื่มเข้าไปผสมผสานกับความหวานละมุนจากค็อกเทลของเธอ กลายเป็นสารกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้กระแสเลือดในกายเดือดพล่าน ดินแดนดูดดึงริมฝีปากล่างของหญิงสาวอย่างแรงจนเธอครางฮือในลำคอด้วยความเจ็บปนซ่านเสียว"อ๊า..คุณ.."&