Masukตอนที่11 ผู้คุมเกมร้อน
พรึบ!
อุ้มร่างบางลอยขึ้นจากโซฟา เปิดประตูพาขึ้นรถแล้วขับออกไปทันที
บรื๊น…
รถยนต์คันหรูขับออกไปด้วยความเร็วเกินที่มหาวิทยาลัยกำหนด ดีที่ช่วงเวลานี้ไม่มีนักศึกษาคนอื่น
"คุณจะพาหนูไปไหนคะ"
"คิดว่าผมจะพาไปที่ไหนล่ะ"
"จอดรถให้หนูลงด้วยค่ะ ไม่อย่างนั้นหนูจะโทรบอกเพื่อน" เธอขู่ออกไปคำโต หยิบโทรศัพท์ขึ้นมากดเบอร์แต่ยังไม่กดโทรออกทันที
"โทรสิ บอกเพื่อนคุณด้วยว่าคืนนี้คุณจะค้างกับผม" ชายหนุ่มตอบกลับเสียงเรียบ หน้าตาเรียบนิ่งไม่สะทกสะท้านกับคำขู่ของเธอ
"คุณคิดว่าหนูไม่กล้าเหรอคะ"
พรึบ!
ตู๊ด…
ฝ่ามือหนาข้างหนึ่งละจากพวงมาลัยดึงโทรศัพท์ในมือหญิงสาวไปกดต่อสายโทรออกทันที
'แกอยู่ไหนยัยพิมพ์ เขาทำอะไรแกหรือเปล่า' เสียงร้อนรนของรินดาดังมาตามสาย
'ผมไม่ได้ทำร้ายเพื่อนคุณหรอก' เสียงเรียบตอบกลับปลายสาย
'อาจารย์ภาคภูมิ แล้วยัยพิมพ์ล่ะคะ' รินดาถามกลับน้ำเสียงอ่อนลง
'เธอนั่งอยู่ข้างผมนี่แหละ และเธอสบายดี' เขาตอบกลับ เหลือบมองหน้าเธอ
'แล้วทำไมอาจารย์ถึงได้โทรมาล่ะคะ'
'ผมแค่โทรมาบอกว่าคืนนี้พิพิมพ์จะค้างที่คอนโดผม ไม่ต้องห่วงผมจะดูแลเธออย่างดี'
'เอ่อ…ค้างที่คอนโดอาจารย์เหรอคะ'
'ใช่ คอนโดผม ติดแม่น้ำเจ้าพระยา'
'เข้าใจแล้วค่ะ ฝากดูแลยัยพิมพ์ด้วยนะคะ'
'แค่นี้นะครับ' พูดจบก็กดตัดสายทันที พิพิมพ์ได้แต่นั่งนิ่งฟังบทสนทนาของทั้งสอง
บรรยากาศในรถเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ดังเล็ดลอดเข้ามาบางจังหวะที่เร่งความเร็ว พิพิมพ์เผลอปล่อยความคิดล่องลอย ย้อนกลับไปถึงเหตุการณ์คืนนั้น
สัมผัสของเขา จูบของเขา จนเธอเผลอจิกเล็บลงบนต้นขาแน่น
"กลัวเหรอ"
“คะ! เปล่าค่ะ”
“อย่าทำ…” เสียงเขาเบาลงกว่าทุกครั้ง
“ขาเป็นรอยแดงหมดแล้ว” ฝ่ามือหนาดึงมือเธอออกจากต้นขา ก่อนจะกุมไว้บนหน้าตัก ปลายนิ้วลูบหลังมือเธอแผ่วเบา สัมผัสอ่อนโยน ขัดกับทุกอย่างที่เกิดขึ้นก่อนหน้าอย่างชัดเจน
พิพิมพ์ชะงักไปเล็กน้อย สายตาที่เคยแข็งกร้าวค่อย ๆ อ่อนลงโดยไม่รู้ตัว เธอก้มมองมือของตัวเองก่อนจะค่อย ๆ ดึงกลับมาวางไว้บนหน้าตักเหมือนพยายามดึงสติกลับมา
ภายในรถยังเงียบสนิท มีเพียงเสียงเครื่องยนต์ที่ดังแผ่ว ๆ ภาคภูมิไม่พูดอะไรแต่เพียงเสี้ยววินาทีต่อมา ฝ่ามือหนาก็ยื่นมากุมมือเธออีกครั้ง
ครั้งนี้…เธอไม่ได้ดึงหนี ปลายนิ้วของเขาลูบหลังมือเธอช้า ๆ แผ่วเบาเหมือนเดิม ก่อนจะเลื่อนต่ำลงเล็กน้อย สัมผัสต้นขาอ่อนอย่างแผ่วเบา
“อึก" จังหวะนี้เธอสะดุ้งไม่ทันตั้งตัว ขนขาลุกซู่ มืออีกข้างเผลอกำเบาะแน่นร่างกายกลับร้อนวูบวาบจังหวะเขาสอดฝ่ามือเข้าใต้ชายกระโปรง
"เพี๊ย!"
"นี่มันในรถนะคะ" ฝ่ามือเล็กฟาดลงฝ่ามือหนาไม่แรงมากนัก เมื่อกระโปรงตัวสั้นถูกเลิ่กขึ้นจนเกือบเห็นกางเกงในตัวจิ๋ว โดยฝีมือของชายหนุ่ม
"ไม่มีใครเห็น" เขาหยุดรุกล้ำแต่ยังคงลูบไล้อยู่ตรงต้นขาเนียนขาว
"หยุดลวนลามหนูได้แล้วค่ะ" เธอว่ากลับเสียงแข็งพร้อมปัดมือเขาออก
"จะลวนลามผมกลับก็ได้นะ" ไม่ว่าเปล่าดึงมือเธอไปวางตรงเป้ากางเกง
"อ่าส์…" จังหวะรถสะเทือนตรงพื้นถนนขรุขระ มือเธอเผลอกดลงตรงเป้าตุงจนชายหนุ่มเผลอร้องครางออกมา พิพิมพ์พยายามดึงมือกลับแต่สู้แรงเขาไม่ได้ และตอนนี้แท่งเนื้อด้านในกำลังขยายตัวภายใต้กางเกงสแลกราคาแพง
"ปล่อยนะคะ"
"อย่าขยับ ถ้าไม่อยากทำบนรถ ผมไม่ได้ขู่ ถ้าผมทนไม่ไหวคุณต้องใช้ปากจัดการมัน" คำขู่ของเขาใช้ได้ผล มือเล็กวางนิ่งตรงส่วนนั้นจนถึงคอนโด
คอนโด
“ไปอาบน้ำ”
“คะ”
"เสื้อผ้าของคุณผมเตรียมไว้ให้อยู่ในตู้ด้านขวา หรือคุณจะใส่เสื้อผ้าผมก็ได้ ตามสบาย เพราะเวลาคุณใส่เสื้อผ้าผมคุณดูเซ็กซี่มาก" สายตาคมไล่มองตั้งแต่ใบหน้าลงมา หยุดที่ต้นขาอ่อนที่โผล่พ้นกระโปรงนักศึกษาตัวสั้น
“โรคจิต”
เวลาผ่านไปประมาณสิบห้านาที เสียงน้ำจากฝักบัวเงียบลง ประตูห้องน้ำเปิดออก ร่างบางก้าวออกมา มีเพียงผ้าขนหนูผืนเดียวพันรอบอก
“อ๊ะ!” เธอสะดุ้ง
ร่างกำยำยืนกอดอกพิงผนัง ท่าทางสบายเหมือนรออยู่ก่อนแล้ว
“คุณมายืนทำอะไรที่นี่คะ”
“รออาบน้ำ”
พิพิมพ์รีบเดินไปเปิดตู้เสื้อผ้า แต่ก็ต้องชะงัก ชุดนอนที่แขวนอยู่ข้างในบางจนมองทะลุปรุโปร่ง เธอหยิบขึ้นมาดูทีละชุด แต่ก็ไม่ต่างกันเลย
“ทำไมคุณยังยืนอยู่นี่คะ” เธอหันไปถาม เมื่อยังเห็นเขายืนมองอยู่ที่เดิม
“นี่ห้องผม” เขาตอบเรียบ ๆ
“ผมจะยืนตรงไหนก็ได้”
พิพิมพ์หันกลับไปเลือกเสื้อผ้าต่อ หยิบตัวนั้น วางตัวนี้ ยังไม่ตัดสินใจ
“ใส่ชุดไหน” เสียงเขาดังขึ้นด้านหลัง
“ก็ต้องถอดเหมือนเดิมนั่นแหละ” พูดจบ เขาเดินผ่านหน้าเธอไป ประตูห้องน้ำปิดลงทันที
"เอวา ฉันขอโทษที่ฉันเคยทำผิดต่อเธอ ให้อภัยฉันได้ไหม" เอวาตกใจเล็กน้อยที่ชายหนุ่มทำแบบนั้น แต่ก็พอเข้าใจได้เพราะความเป็นต่างชาติที่มักจะพูดและทำแบบตรงไปตรงมา"ฉันไม่ได้โกรธคุณหรอกค่ะ ที่ฉันเลือกที่จะเดินออกมาจากคุณเพราะฉันต้องการอิสระ ฉันต้องการหลุดพ้นจากคำว่า เมียเดิมพัน" เอวาบอกเหตุผลที่แท้จริงออกไป เจเดนเข้าใจสิ่งที่เธอกำลังบอกเขาทันที"ฟังนะเอวา เธอไม่ใช่เมียเดิมพัน ฉันตกหลุมรักเธอตั้งแต่ตอนที่เธอเอาร่มมากางให้ฉัน เด็กผู้หญิงคนนั้นที่มีรอยยิ้มสดใส ฉันพยายามตามหาเธอมาตลอด แต่ฉันเจอเธอก็ตอนที่บางอย่างมันอาจจะช้าเกินไป ฉันเป็นคนยื่นขอเสนอบ้า ๆ นั่นกับไมค์เอง ไมค์ปฏิเสธฉันหลายครั้งจนฉันบีบบังคับให้ไมค์ยอม เธอคือเมียที่ฉันตกหลุมรักตั้งแต่ครั้งแรกที่เห็น ไม่ใช่เมียเดิมพันอย่างที่เธอเข้าใจ นี่คือคำสารภาพทั้งหมดจากฉัน" เอวาฟังแล้วแทบไม่อยากเชื่อในสิ่งที่เจเดนบอก"เพราะเหตุผลนี้ใช่ไหมที่ลูกเลือกจะย้ายมาอยู่เมืองไทย เพราะเธอลูกจึงอยากย้ายมาอยู่เมืองไทย" พ่อเจเดนถามขึ้นหลังจากได้ฟังคำสารภาพทั้งหมดของเจเดน"ครับ นั่นคือเหตุผลทั้งหมด เพราะผมต้องการตามหาเธอและอยู่กับเธอ" ราล์ฟ ไบรอัน ทุกคนไม่เคย
"ลูกแน่ใจใช่ไหมว่าเธอจะอนุญาตให้เราพบ นั่นมันบ้านของเธอเราไม่มีสิทธิ์เข้าไปโดยที่ไม่ได้รับอนุญาต" แม่ของเจเดนเอ่ยถาม เพราะที่ฝรั่งเศสกฎหมายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลนั้นรุนแรงมาก"ผมก็ไม่แน่ใจครับ ถึงต้องให้พ่อกับแม่มาช่วยนี่ไงครับ" แววตาเจเดนแสดงออกถึงความกังวลอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน"พ่อกับแม่ขอให้ลูกโชคดี"รถ SUV ค่อย ๆ ชะลอลงหน้าบ้านหลังเล็กที่ตั้งอยู่ในมุมเงียบสงบของหมู่บ้านชานเมืองเชียงใหม่ รั้วไม้เตี้ย ๆ สีขาวล้อมรอบพื้นที่รอบบ้านดอกไม้หลากสีเบ่งบานอยู่ริมแนวรั้ว และที่สวนเล็กข้างบ้านนั้น…ร่างของหญิงสาวในชุดธรรมดากำลังก้มปลูกต้นกล้าดอกดาวเรืองลงดิน เส้นผมถูกรวบไว้หลวม ๆ ด้านหลัง"เอวา" เจเดนก้าวลงจากรถโดยรีรอ รีบกระโดดข้ามรั้วไม้เข้าไปในพื้นที่บ้านโดยไม่ขออนุญาตจากเจ้าของบ้านพ่อกับแม่ของเจเดนที่ลงจากรถตามมาต่างเบิกตากว้างกับสิ่งที่เห็น โดยเฉพาะผู้เป็นแม่ ถึงกับยกมือขึ้นปิดปาก“Mon dieu! (พระเจ้า!) เจเดน! ลูกทำอะไรของลูก!”“คุณเห็นไหม! เขาปีนรั้วเข้าไปในบ้านของผู้หญิงคนนั้น” เธอหันไปหาสามี“ที่ฝรั่งเศสแบบนี้เข้าคุกเลยนะ”“หรือถูกยิงด้วยซ้ำ ถ้าเจ้าของบ้านมีปืน” พ่อพูดเสียงนิ่ง ๆ แ
เจเดนยังกอดกระดาษแผ่นนั้นไว้แนบอก พร้อมกับหมอนใบเล็กที่ยังมีกลิ่นน้ำหอมจาง ๆ ของเอวา ไม่มีเสียง ไม่มีคำพูด ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองบุคคลที่พึ่งบุกรุกเข้ามาในห้อง“เจเดน ลุกไปอาบน้ำ แม่งจะอยู่ในสภาพเน่าเฟะแบบนี้รอให้เธอกลับมาหรือไง” ไบรอันเดินเข้าไปใกล้ แต่มือเจเดนกลับกระชับจดหมายนั้นแน่นขึ้น“เธอไม่อยู่แล้ว…” เสียงเขาแหบแห้งแทบไม่ได้ยิน“เธอไปแล้ว...เธอพาลูกหนีไปจากกูแล้ว”“งั้นมึงก็ลุกขึ้นสิวะ...ลุกขึ้นไปตามเธอกลับมา” เสียงราล์ฟเข้มขึ้น แววตานั้นจริงจัง“กูไม่รู้จะเริ่มจากตรงไหน”“เธอไม่อยากให้ฉันตามหา”ตอบกลับเสียงแผ่วราวคนหมดแรง มีเพียงน้ำตาเงียบ ๆ ที่ไหลลงจากหางตาของชายผู้ไม่เคยอ่อนแอให้ใครเห็น“นายอยากเจอคุณเอวาไหมครับ” เจมที่ทนเห็นคนเป็นนายอยู่ในสภาพแบบนี้ต่อไปไม่ไหว จึงต้องเอ่ยถามคำนี้ขึ้นก่อนเวลาที่เขาคิดไว้“มึงหมายความว่าไงเจม”“ลุกขึ้นไปอาบน้ำ กินข้าว ดูแลตัวเองให้ดีกว่านี้ก่อน ผมจะพานายไปเจอคุณเอวาในสภาพไม่นี้ไม่ได้จริง ๆ”“มึงรู้ว่าเอวาอยู่ที่ไหน” ร่างสูงกำยำลุกพรวดพราดขึ้น ออกอาการเซแทบหงายหลัง จนไบรอันต้องรีบพยุงไว้ไม่งั้นคงได้หงายหลังล้มหัวกระแทกพื้น“ครับ ผมสามารถตาม
ไม่มีใครเอะใจ เพราะเคยได้ยินเอวาเล่าถึงว่าแม่ของเธอจากโลกใบนี้ไปแล้ว และในวันนี้...เธอก็ขอใช้มันเป็นข้ออ้าง เพื่อบอกลาทุกอย่างเงียบ ๆเจมขับรถไปส่งเธอที่สนามบินตามคำสั่ง เขาไม่รู้เลยว่าครั้งนี้…เธอจะไม่กลับมาอีกแล้วแต่เหมือนเจมสัมผัสได้ถึงอะไรบางอย่าง จึงเอ่ยขึ้นก่อนที่เอวาจะหันหลังเดินจากไป“ผมเคารพการตัดสินใจของคุณเอวานะครับ ของชิ้นนี้ได้โปรดพกมันติดตัวไว้ตลอด ถือซะว่าเป็นของขวัญจากพี่ชายคนนี้ ของสิ่งนี้จะช่วยคุ้มครองคุณเอวาให้ปลอดภัย โชคดีนะครับ เดินทางปลอดภัย”“ขอบคุณค่ะพี่เจม” เอวารับมาแล้วคล้องเข้าที่คอ เพราะของที่เจมให้มานั้นคือสร้อยพระองค์เล็กที่ถูกหลอมขึ้นจากทองคำขาว จากนั้นก็เอ่ยลาแล้วเดินหันหลังเข้าไปด้านในสนามบินเจเดนกลับมาถึงบ้านในช่วงดึก หลังจากประชุมยืดเยื้อเกินเวลา เขาถอดเสื้อสูทลวก ๆ มาถือไว้ในมือ ก่อนก้าวขึ้นบันไดตรงไปยังห้องนอนอย่างอ่อนล้า เขาเปิดประตูห้องเข้าไปในความมืด แสงไฟจากด้านนอกเล็ดลอดเข้ามา ไม่มีร่างบางนอนอยู่บนเตียง ไม่มีแม้แต่เงาของคนที่เขาเฝ้าคิดถึงทั้งวันเจเดนขมวดคิ้ว เขากวาดตามองไปรอบห้อง รีบสาวเท้าเดินตรงดิ่งไปยังห้องแต่งตัว เขารีบเดินไปที่ตู้เสื้อผ
เธอนั่งพิงหัวเตียง ห่มผ้าคลุมตัวไว้ทั้งที่ไม่หนาวเลยสักนิด สายตาจับจ้องไปยังนาฬิกาบนผนังครั้งแล้วครั้งเล่า ดูเวลาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทั้งที่รู้ดีว่ามันยังไม่ถึงตอนนั้น อีกแค่ 20 นาทีก็จะถึงเวลาที่หมอหนุ่มจะกลับเข้ามาแจ้งผลตรวจเลือดหัวใจเธอเต้นไม่เป็นจังหวะ ไม่ว่าผลจะออกมาว่าเธอตั้งครรภ์หรือไม่ก็ตาม เธอก็ต้องยอมรับผลนั้นให้ได้ แต่เธอยังไม่ตัดสินใจว่าจะเดินออกไปจากชีวิตผู้ชายคนนี้ที่นั่งอยู่ข้าง ๆ เพียงลำพังตัวคนเดียว หรือจะเดินออกไปพร้อมกับลูกในท้อง เพราะฉะนั้นเธอยังไม่พร้อมที่จะให้เขารู้ตอนนี้“คุณคะ” เสียงของเธอดังขึ้นเบา ๆ แทรกความเงียบในห้อง ชายหนุ่มเงยหน้ามองเธอทันที แววตายังคงอ่อนโยน“หืม..หนาวเหรอ หรือว่าปวดหัว มีไข้หรือเปล่า” ฝ่ามือยกขึ้นไปทาบหน้าผากมนเพื่อวัดอุณหภูมิร่างกายทันที“เปล่าค่ะ แต่หนูมีเรื่องอยากรบกวนคุณหน่อยค่ะ”“ว่ามาสิ”“หนูอยากได้ตุ๊กตาหมีตัวเล็ก ที่หนูนอนกอดทุกวัน มันวางอยู่บนเตียงของเรา” เธอรีบตอบ เพราะเตรียมคำพูดไว้หมดแล้ว“ได้ เดี๋ยวฉันกลับไปเอาให้”“ขับรถระวังด้วยนะคะ ไม่ต้องรีบ หนูรอได้ค่ะ” เจเดนโน้มหน้าไปจุ๊บหน้าผากมนหนึ่งครั้ง“ฉันจะรีบกลับมานะ” เอวาพยักหน้าเล
“เอ่อ..เมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ” เธอเอ่ยโกหกเบา ๆ แทบไม่มองหน้าเขา แสงในห้องสลัวเกินกว่าจะเห็นสีหน้าได้ชัด แต่เจเดน เขาแค่ฟังเสียงเธอ เสียงที่สั่นเล็กน้อย...ไม่มั่นใจ...ไม่เหมือนกับเวลาที่เธอพูดความจริง เขานิ่งไปครู่หนึ่ง แต่ไม่ได้ถามอะไรต่อ“โอเค ถ้างั้นเธอก็นอนพักเถอะ”“ค่ะ คุณก็ลุกไปนอนที่โซฟาเถอะค่ะ มานั่งหลับอยู่แบบนี้จะปวดหลังเอา” เอวาหันมามองเขานิดหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างอ่อนโยนฝ่ามือหนายื่นไปจับมือเล็กแน่น เจ้าของดวงตาสีฟ้าคู่นั้นจ้องใบหน้าของเธออย่างหนักแน่น สายตาคู่นั้นกำลังบอกอะไรเธอหลายอย่าง“ฉันไม่อยากห่างเธอแม้แต่นาทีเดียว”ตอนเช้าเช้าวันถัดมา แสงแดดอ่อนส่องลอดผ้าม่านเข้ามาในห้องพักฟื้น กลิ่นยาและแอลกอฮอล์ยังอบอวลอยู่ในอากาศ แต่บรรยากาศภายในห้องกลับนิ่งสงบเสียงเคาะประตูเบา ๆ ดังขึ้น ก่อนที่ราล์ฟจะก้าวเข้ามาพร้อมพยาบาลหนึ่งคน“ยังรู้สึกเวียนหัวอยู่หรือเปล่า” เขาทักสั้น ๆ ก่อนเดินเข้ามาใกล้เตียง“เปล่าค่ะ” เอวาเอ่ยตอบเบา ๆ เจเดนก็พยักหน้ารับคำทักอย่างเงียบ ๆราล์ฟเริ่มตรวจดูอาการเบื้องต้นอย่างรวดเร็ว วัดชีพจร ฟังเสียงหัวใจ ตรวจม่านตา ทุกอย่างดูเป็นไปตามปกติ จนกระทั่งเขาวางเคร







