INICIAR SESIÓN“ลู่เสียน เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร ทำไมออกมาข้างนอกไม่ขออนุญาตข้าหรือแจ้งชิวหลันก่อน” โจวชุนอี้เริ่มแสดงอำนาจกับนางโดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่จ้องมองเหตุการณ์น่าระทึกใจ พวกเขารู้ดีว่านี่คือท่านรองแม่ทัพผู้หล่อเหลา ชายในฝันของหญิงสาวทั่วแคว้นเว่ยที่เพิ่งได้รับพระราชทานสมรสกับองค์หญิงใหญ่ของฮ่องเต้เมื่อไม่นานมานี้
“ที่แท้ก็เป็นฮูหยินของรองแม่ทัพโจวนี่เอง หญิงสาวสวยกับชายหนุ่มรูปหล่อ กิ่งทองใบหยกแท้ๆ” เสียงกระซิบกระซาบกันล้วนชื่นชมทั้งคู่ การที่รองแม่ทัพโจวมาตามฮูหยินที่ตลาดกับกลายเป็นเรื่องน่ารักสำหรับผู้ที่พบเห็น ดั่งพระเอกหึงหวงนางเอกอะไรเทือกนั้น “กลับเข้าจวนได้แล้ว” เขาออกคำสั่งเสียงเข้มโดยที่ลู่เสียนยังทำหูทวนลม “ข้ารอรถม้า” นางพูดโดยไม่มองหน้าเขา คนที่อยู่ละแวกนั้นคิดว่าคู่สามีภรรยาเพียงแค่งอนกันและกำลังง้อ จึงหลีกเลี่ยงสถานการณ์นี้ถอยออกห่างให้ทั้งคู่ปรับความเข้าใจกันสองต่อสอง “ข้าสั่งให้รถม้าไม่ต้องมารับแล้ว เจ้าต้องกลับจวนกับข้าเท่านั้น” เขาออกคำสั่งเฉียบขาด ลู่เสียนหันขวับจ้องหน้าไม่พอใจเป็นอย่างยิ่งต่อว่าเขาอย่างหนัก “ท่านมีสิทธิ์อะไรมาวุ่นวายกับความเป็นส่วนตัวของข้า” นางประท้วงเขาเสียงดังโดยไม่อายใคร “อย่ามาใช้วาจาปากตลาดกับข้า” เขาชี้หน้าเอาเรื่องไม่คำนึงว่านางจะอับอายสักนิด ลู่เสียนมองเขาอย่างดูหมิ่น โจวชุนอี้ต้องการให้นางอับอายชาวบ้าน ถึงได้ข่มเหงไม่ไว้หน้าขนาดนี้ ชักจะแสดงอำนาจเกินไปแล้ว แต่คนอย่างนางไม่ได้รู้สึกรู้สาสักเท่าไหร่ ในเมื่อนางเองก็เป็นแม่ค้ามาก่อน จะปากตลาดระดับไหนก็ไม่หวั่นเกรงอยู่แล้ว ในเมื่อเขาไม่อายแล้วนางจะรักษาภาพลักษณ์ให้เขาทำไมกัน “ขึ้นมา!!” เขาออกคำสั่งเสียงแข็งอีกครั้ง “ไม่! ข้าจะกลับรถม้า!!” “ไม่มีรถม้าของใครทั้งนั้น ข้าบอกให้ขึ้นมาเดี๋ยวนี้!” “เอาล่ะ ท่านกลับไปก่อนก็แล้วกัน ข้าจะจ้างรถม้าตามไป” นางพยายามปรับอารมณ์ให้นิ่งเพื่อเจรจาให้เขากลับไปก่อนยิ่งทำให้โจวชุนอี้โมโหหน้าดำหน้าแดงกระโจนลงจากหลังม้าอุ้มนางขึ้นนั่งอย่างชำนาญ ทำเอาหญิงสาวที่หน้าตลาดต่างเขินอายชอบใจในความหวงภรรยาที่แสนดุดัน “ว้าย!!ปล่อยนะ กรี๊ด!!” นางตกใจร้องเสียงหลงที่ตัวลอยละลิ่วบนอากาศอย่างน่าหวาดเสียว เขาควบม้าด้วยความรวดเร็วกระทั่งกลับมาถึงจวน โจวชุนอี้ลากตัวลู่เสียนลงมาอย่างรุนแรงจนนางเซเกือบล้มต้องหาที่ยึดเกาะคว้าเชือกม้ากำเอาไว้แน่น “โจวชุนอี้! เจ้ามันป่าเถื่อนที่สุด!” นางด่าทอไม่ไว้หน้า ทำให้เขาโกรธกริ้วอย่างหนัก เผลอเงื้อมือขึ้นจะตบหน้าลู่เสียนหญิงสาวเชิดหน้าสู้แววตาประกายกล้าดุดันไม่แพ้กัน ทั้งคู่จ้องมองกันอย่างเกรี้ยวโกรธราวกับเป็นศัตรูมานาน “ลองตบข้าสิ ได้เห็นดีแน่!” ลู่เสียนท้าทาย ทำให้โจวชุนอี้ลดมือลงแล้วตำหนินางแทน “เจ้าออกไปข้างนอกทำไมไปคนเดียว ใครอนุญาต!” ลู่เสียนเลิกคิ้วพลางคิดว่า นี่เขาตาบอดจนมองไม่เห็นความจริงเลยหรือ “ท่านเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่า ข้าเป็นฮูหยินของจวนนี้จำเป็นต้องขออนุญาตใครหน้าไหนหรือ ผู้อาวุโสล่ะมีบ้างไหม ข้ายังไม่เคยเห็นสักคน ในเมื่อท่านให้ข้าอยู่คนเดียว ข้าต้องช่วยเหลือตัวเอง หากไหว้วานคนของท่าน…” นางเว้นประโยคหลังไว้ยกมือขึ้นกอดอกเหยียดยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน “ก็คงจะมากความ” ลู่เสียนกล่าววาจาผ็ดร้อนจนเขารู้สึกมึน เพราะไม่เคยได้ยินคำพูดเหล่านี้มาก่อน ทำเอาชายหนุ่มหน้าชาตกตะลึงกับคำพูดของนางไปชั่วขณะ “ที่แท้เจ้าก็แอบร้ายเหมือนอสรพิษไม่มีผิด” เขาพูดใส่ความพลางหรี่ตาคมจับจ้องอย่างค้นหา “หึ ใครดีมาข้าดีตอบ ง่ายๆ แค่นั้น” นางยิ้มเยาะไม่เดือดเนื้อร้อนใจอันใด “จวนของข้าดูแลเจ้าไม่ดีหรือไร ถึงได้ทำตัวต่ำๆ เช่นนี้” คำพูดคำจาของเขายังบาดลึกเช่นเคย ลู่เสียนได้ทีเถียงต่อไม่ยอมลดละ “ก็คิดเองก็แล้วกันว่าใครกันแน่ที่ต่ำทราม หากรอยหยักในสมองของท่านมีมากพอก็ไม่น่ายากที่จะวิเคราะห์ได้ว่าสิ่งใดผิดสิ่งใดถูก” คำพูดแปลกประหลาดของนางทำให้เขามึนงงอีกครั้ง โจวชุนอี้มีสีหน้ามืดดำยิ่งกว่าเดิม ลู่เสียนพูดจบรีบเดินจ้ำอ้าวกลับเรือนทิ้งให้เขามองตามไล่หลังอย่างเดือดดาลอยู่เบื้องหลัง นางป่วยการจะพูดกับคนพาลแล้ว วันนี้นางเหนื่อยสู้รบกับเขา การปะทะอารมณ์มันเหนื่อยยิ่งกว่าออกกำลังกายเสียอีก มู่ชิวหลันเห็นสถานการณ์ไม่ดี รีบเข้ามาเอาอกเอาใจโจวชุนอี้ คอยปรนนิบัติจนเขาใจเย็นลงได้ เขาภาคภูมิใจในตัวคนรักที่รู้จักผ่อนปรน แตกต่างจากลู่เสียนผู้น่ารังเกียจนางนั้น อีกไม่นานทั้งสองก็จะแต่งงานออกหน้าออกตา ทั้งคู่มั่นใจเหลือเกินว่าชีวิตคู่ต้องหวานชื่นราบรื่นตลอดไป เช้านี้ลู่สียนไม่ออกไปรับอาหารเช้ากับชายหญิงคู่นั้น นางสั่งให้เด็กรับใช้ยกสำรับมาที่ห้องตามเดิม เมื่อหญิงรับใช้นำมาให้นางจึงเปิดดูเจอข้าวต้มที่เป็นข้าวข้นๆ กับผักกาดดองเค็มเพียงเท่านั้น ลู่เสียนถอนหายใจอย่างระอาเต็มที นี่พวกเขายังไม่หยุดทำร้ายนางอีก คราวนี้เป็นโจวชุนอี้ที่สั่งให้เด็กๆ เตรียมอาหารชุดนี้ให้นางเพื่อเป็นการลงโทษที่ลู่เสียนออกนอกลู่นอกทาง ลู่เสียนแอบจ้างคนไปซื้อบะหมี่ที่ร้านอาหารชั้นเลิศที่สุดในเมืองนี้ และได้ความเพิ่มเติมว่าเป็นร้านอาหารเลิศรสที่ราคาแพงลิบลิ่วที่สุดของเมืองเว่ย วันต่อมานางจึงสั่งให้ทางร้านนำมาส่งที่จวนโดยให้เก็บเงินกับพ่อบ้านแทน โดยนางแจ้งแก่พ่อบ้านว่าโจวชุนอี้เป็นคนสั่ง และให้นำมาส่งวันเว้นวันก็พอ พ่อบ้านเห็นว่านางเป็นฮูหยิน คงได้รับอนุญาตจากรองแม่ทัพแล้วจึงไม่ได้ว่าอะไร ทั้งที่แอบสงสัยเพราะไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน ในแต่ละวันลู่เสียนจึงมีความสุขล้นปรี่ที่ได้กินไก่อบ หมูน้ำแดง ซุปไก่ เนื้ออบ ซุปกระดูกหมูและบรรดาอาหารเหลาทั้งนั้น ทำให้นางมีความสำราญใจเป็นอย่างยิ่ง อาหารดีๆ เหล่านี้เป็นความสุขเดียวที่นางมี มู่ชิวหลันเกิดสงสัยอยู่เนืองๆ ว่าช่วงนี้ไม่เห็นลู่เสียนอยากเสนอหน้ามาร่วมโต๊ะและไม่มีข่าวคราวจึงออกมาสืบดู นางได้พบกับพ่อบ้านที่กำลังรับกล่องอาหารชั้นดีจากร้านเหลามีชื่อ “พ่อบ้านหลี เจ้าสั่งอาหารพวกนี้มาทำไมกัน” มู่ชิวหลันเค้นเสียงถามขึ้น “นายหญิง นี่เป็นอาหารเหลาที่ฮูหยินสั่งมาขอรับ” พ่อบ้านหลีตอบคำถามด้วยความนอบน้อมหน้าซื่อ “สั่งมาให้ใครมากมายเช่นนี้” “ฮูหยินบอกว่าสั่งมาที่จวนนี้ขอรับ ให้ท่านรองแม่ทัพและนายหญิงด้วย” มู่ชิวหลันงงงวยกับสิ่งที่ได้ยิน นางไม่เคยได้กินอาหารพวกนี้จึงตำหนิพ่อบ้านหลี เมื่อเขารู้ว่าโดนหลอกก็ทำหน้าเสียพูดไม่ออก “เจ้าถูกลู่เสียนหลอกเอาจนได้ ให้คนไปแจ้งว่าจวนนี้ไม่สั่งอาหารแล้วตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป” นางสั่งพ่อบ้านเรียบร้อยและเดินไปที่เรือนลู่เสียนจะเอาเรื่องให้ได้ “เจ้ามีเรื่องด่วนรึ” ลู่เสียนทักทายเสียงใสหน้าตายิ้มแย้มเบิกบาน “เจ้าจะทำอะไรทำไมไม่ปรึกษากับท่านพี่ สั่งอาหารแพงๆ โดยพลการเช่นนี้ได้อย่างไร แล้วเจ้าสั่งมาให้ใคร” มู่ชิวหลันใส่นางเป็นชุดไม่ยั้ง ตั้งใจต่อว่าให้เกรงกลัว น้ำเสียงของนางดูกดขี่และพร้อมเอาผิดถึงที่สุด “อ้อ เรื่องแค่นี้เอง” ลู่เสียนยกมือกอดอกพูดห้วนๆ มองหน้าผู้มาเยือนอย่างไร้อารมณ์ “ค่าอาหารหมดไปมากขนาดนั้น เจ้าจะไม่ช่วยท่านพี่ประหยัดบ้างหรือ อาหารที่จวนก็ไม่เคยขาดแคลน ท่านพี่เคยให้เจ้าอดรึ” มู่ชิวหลันร่ายยาวจงใจตำหนิลู่เสียนหวังกดขี่นางลงให้ได้ “โธ่! ชิวหลันผู้อ่อนหวานและซื่อสัตย์ ท่านพี่ของเจ้าร่ำรวยขนาดนี้ สั่งอาหารเหลาวันละสิบอย่างก็ไม่ทำให้เขายากจนลงหรอกนะ ที่นี่อาหารอุดมสมบูรณ์พร้อมเจ้าพูดไม่ผิด แต่มันไม่เคยลงไปอยู่ในท้องของข้า” ปลายเสียงของลู่เสียนดังขึ้นแทบจะตะคอก นางกระแทกเสียงใส่หน้ามู่ชิวหลันจนตกใจสะดุ้งโหยงเถียงไม่ออก “ข้าจะฟ้องท่านพี่!” ในที่สุดมู่ชิวหลันก็ได้บทสรุปตามแบบของนาง ยกมือขึ้นชี้หน้าลู่เสียนแค้นใจที่เถียงไม่สู้ได้แต่เดินกระแทกเท้าจากไปแขกเหรื่อจากต่างเมืองทยอยเดินทางมาถึงเมืองต้าเทียนอย่างไม่ขาดสาย งานเฉลิมฉลองครั้งนี้จัดขึ้นยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยเกิดขึ้น ชาวประชาต่างแซ่ซ้องชื่นมื่นไปทั่วทั้งเมือง ผู้ครองเมืองน้อยใหญ่ต่างร่วมยินดีปรีดากับงานนี้เป็นอย่างยิ่ง ทางเจ้าภาพอย่างเมืองต้าเทียนก็ต้อนรับขับสู้ได้ดีเยี่ยมไม่ขาดตกบกพร่องแม้แต่น้อยหมิงอ๋องและลู่เสียนแยกกันแต่งตัวเสร็จก็ออกมาช่วยฮ่องเต้ต้อนรับอาคันตุกะที่เริ่มหลั่งไหลมาอย่างล้นหลาม ด้านฮ่องเต้ฮองเฮา ไท่จื่อ รวมถึงเหล่าราชวงศ์พร้อมขุนนางต่างมากันพร้อมหน้าฮ่องเต้ลู่เว่ยเสด็จมาถึงและมอบของที่ระลึกพร้อมกับสนทนาอยู่พักใหญ่จึงได้นั่งลงประจำโต๊ะที่จัดเตรียมไว้ให้ในงานเริ่มด้วยอาหารและเครื่องดื่มมากมายขึ้นโต๊ะไม่ขาดสายพร้อมกับชมการแสดงร่ายรำอ่อนช้อยงดงามของทางต้าเทียนที่จัดเตรียมล่วงหน้าเพื่องานนี้บรรยากาศทั้งภายในภายนอกวังหลวงต่างคึกคักอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน ซึ่งไม่มีผู้ใดคาดเดาได้ว่าเหตุการณ์ข้างหน้าจะเป็นเช่นไรงานเฉลิมฉลองยังคงดำเนินไปอย่างราบรื่นเป็นเวลาครึ่งค่อนวันโดยไม่มีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้น ในขณะที่อาหารพร้อมสุราชั้นดียังคงลำเลียงตามโต๊ะต่างๆ อย่างต่อเนื่อง
ลู่เสียนเข้าเฝ้าไทเฮาหลังจากที่ไม่ได้มาเสียนาน ไทเฮาทรงดีพระทัยที่เห็นหน้าของนางอีกครั้ง"เจ้าหายหน้าไปนาน คงยุ่งมากสินะ"ไทเฮาทักทายขึ้นใบหน้าแช่มชื่นขึ้นมาทันทีที่พบหน้าลู่เสียน นางคลานเข่าช้าๆขยับเข้าใกล้จนชิดตัวไทเฮา ดวงตาพร่ามัวภายใต้ใบหน้าริ้วรอยเหี่ยวย่นสบตากับดวงตากลมโตคู่สวยแวววาวที่ภายในดูหม่นหมองกลบความสุกสกาวของเมื่อก่อนลงไปมาก"หม่อมฉันขอกอดไทเฮาได้หรือไม่เพคะ"ลู่เสียนเอ่ยขึ้นน้ำเสียงสั่นไหว ไทเฮายิ้มรับพร้อมอ้าแขนตอบรับ นางโผเข้ากอดผู้อาวุโสเหมือนหาที่พึ่งพิง กอดนี้อบอุ่นราวกับอ้อมกอดของมารดา ลู่เสียนกอดไทเฮาไว้อย่างนั้นยังไม่ยอมปล่อย หญิงสูงวัยกว่ายกมือขึ้นลูบศีรษะไปมาช้าๆ เข้าใจทันทีว่าสาวน้อยต้องการคนปลอบใจลู่เสียนกอดไทเฮาอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานเหมือนว่าตอนนี้นางหมดหนทาง ทั้งอยากพูดความจริงทั้งอยากปกป้องคนที่นางรักความลังเลทำให้ลู่เสียนรู้สึกคับแน่นอยู่ในใจ"กอดไทเฮาแล้วอบอุ่นดีนะเพคะ หม่อมฉันไม่เคยกอดแม่แต่ไทเฮาอบอุ่นเหมือนอ้อมกอดของแม่"นางเอ่ยเสียงใสแต่ดวงตาเหม่อลอยเพราะมันคือเรื่องจริงที่ลู่เสียนไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากอ้อมอกมารดาเลยสักครั้ง นางเติบโตขึ้นมาด้ว
โจวชุนอี้มาพบเยี่ยเฟยหรงอีกครั้ง ใบหน้าคมสันดูเป็นกังวล แววตาฉายแววความอึดอัดได้ชัดเจน สีหน้าเขาเคร่งเครียดกว่าปกติลงไปมาก เยี่ยเฟยหรงรู้ดีว่าโจวชุนอี้คงมีเรื่องหนักใจไม่น้อย นั่นยิ่งทำให้เยี่ยเฟยหรงอยากรู้มากขึ้น"สหายของข้ามีเรื่องใดไม่สบายใจถึงได้หน้าตาบึ้งตึงขนาดนี้"เขาช่วยผ่อนคลายให้สหายรักอารมณ์ดีขึ้นทว่ากลับไม่เป็นผลแต่อย่างใด เยี่ยเฟยหรงกลอกตาไปมายกชาขึ้นจิบเงียบๆ ไม่พูดสิ่งใดต่อ"หากข้ามีข้อเสนอบางอย่าง เจ้าจะช่วยได้หรือไม่"โจวชุนอี้เอ่ยขึ้นน้ำเสียงจริงจัง ใบหน้าของเขาขรึมลงยิ่งกว่าเดิมเล็กน้อย เยี่ยเฟยหรงเลิกคิ้ว ยกยิ้มมุมปากพร้อมพยักหน้าช้าๆ"ข้ายินดี เจ้าว่ามาได้เลยสหายรัก"เขาตอบโดยไม่ลังเล โจวชุนอี้หรี่ตาลงเล็กน้อย ยื่นหน้าเข้าใกล้เยี่ยเฟยหรงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาคมเพื่อความแน่ใจ"เจ้าแน่ใจนะ"เยี่ยเฟยหรงสบตาสหายรักแน่นิ่ง เรื่องนี้มันต้องสำคัญมากแน่ โจวชุนอี้ถึงได้มีปฏิกิริยาเช่นนี้"หากเจ้าต้องการ มีเรื่องใดบ้างที่ข้าจะไม่ช่วย"เขาพูดขึ้น ลงน้ำหนักทุกคำพูดอย่างหนักแน่น ให้ความมั่นใจอีกครั้ง โจวชุนอี้เริ่มผ่อนคลายมากขึ้น เอ่ยด้วยน้ำเสียงแจ่มชัด"ไม่ต้องห่วงเรื่องใด ครั้
ไท่จื่อกำลังทรงอักษรในห้องส่วนตัวโดยมีไป๋ซิงคอยรินน้ำชาให้ตามปกติ นางเห็นว่าบรรยากาศดูเงียบไปหน่อยจึงเอ่ยขึ้นเสียงหวานนุ่มนวล"ไท่จื่อเพคะ ลองจิบชานี่ดูเสียก่อน เป็นชาชั้นดี ดื่มแล้วช่วยผ่อนคลายเพคะ"ไท่จื่อหยุดเขียนอักษร เขาเงยหน้ามองนางอย่างพิจารณาอยู่ครู่หนึ่งยิ้มๆ ก่อนยกชาขึ้นจิบตามคำแนะนำของไป๋ซิง"เจ้าช่างสรรหาของบำรุงให้ข้าเสียจริง"เขาพูดจาหยอกเย้าเล็กน้อยทำให้นางถึงกับเขินอาย ก้มหน้ายิ้มหวานดูไม่ประสีประสาเท่าใดนักองครักษ์เข้ามารายงานว่าหมิงอ๋องขอพบ ไท่จื่อละสายตาจากสาวน้อยพยักหน้าเป็นเชิงอนุญาต ไป๋ซิงรู้งาน นางรีบถอยออกจากบริเวณนั้นทันที เมื่อหมิงอ๋องมาถึงเขาทำความเคารพไท่จื่อพร้อมกับไป๋ซิงทำความเคารพทั้งคู่แล้วรีบถอย ขอตัวออกจากห้องไป เพราะทั้งคู่มีเรื่องหารือที่เป็นความลับ ไม่ต้องการบุคคลที่สามอยู่แล้วหมิงอ๋องแปลกใจที่เห็นไป๋ซิงอยู่ที่นี่""เจ้ามีเรื่องด่วนอันใดรึ"ไท่จื่อทักทายเขาที่มองไล่หลังไป๋ซิงด้วยความสงสัย จึงมองตามสายตาของเขาพร้อมหัวเราะเบาๆ ก่อนเอ่ยขึ้น"เจ้าคงแปลกใจที่เห็นไป๋ซิงอยู่ที่นี่"หมิงอ๋องหันหลังกลับมาสนทนากับไท่จื่อต่อ"เพราะเหตุใดพะยะค่ะ""พอดีตำหนัก
เหอหลีเจี๋ยและไป๋ซิงมาพบกันตามที่นัดเอาไว้ที่จวรของเขา หญิงสาวย่อตัวทำความเคารพผู้อาวุโสอย่างนอบน้อม"ไม่ต้องมากพิธีหรอก นั่งเถิด"เขาเชิญสาวน้อยนั่งลงไม่ได้รีบร้อน แต่หญิงสาวกลับร้อนใจแทนทุกเรื่องที่ต้องรับฟัง ทั้งตื่นเต้นและอยากรู้"ท่านลุงมีธุระจะพูดกับข้า เป็นเรื่องอะไรกันเจ้าคะ""เหอะๆ เจ้าช่างเจรจานัก เหตุใดหมิงอ๋องถึงไม่มองเจ้าเลย"เหอหลีเจี๋ยพูดเสียงเรียบทำให้ไป๋ซิงหน้าสลดลง นางซึมลงเล็กน้อยก้มหน้านิ่ง เขารู้ตัวว่าพูดกระทบจิตใจนางจึงรีบแก้เก้อ"เอ่อ ..ข้าหมายถึง หมิงอ๋องตาไม่ถึงมากกว่า ฉะนั้นเจ้าลองเปลี่ยนเป้าหมายเถิดข้าพอจะช่วยให้เจ้าสมหวังได้ คิดดูซิระหว่างอัครมเหสีขององค์ไท่จื่อที่ต่อไปจะต้องขึ้นครองราชย์ เทียบกันกับสนมเอกของหมิงอ๋อง เจ้าคงคิดได้ว่าสิ่งไหนน่าชื่นชมมากกว่ากัน ไหนๆ เจ้าก็ต้องการอยู่ข้างกายราชวงศ์แล้วก็ควรเลือกให้ดีที่สุด เจ้าเองก็มีชาติตระกูลที่สูงส่ง จะยอมลดตัวเองเป็นเพียงสนมเอกที่ไม่รู้ว่าเมื่อไหร่จะไขว่คว้าตำแหน่งนั้นมาได้ หมิงอ๋องก็ไม่ใช่คนที่ควบคุมได้ง่ายเสียด้วย สู้ปรนนิบัติไท่จื่อให้ดีหน่อย ช่วยรับฟังพระองค์อย่างเข้าใจ เป็นผู้ตามที่ดี เท่านี้เจ้าก็ไม่ต
"ไปสืบเรื่องนี้ให้ละเอียด ใครมีส่วนเกี่ยวข้องข้าไม่เอามันไว้แม้แต่คนเดียว!"ฮ่องเต้ออกคำสั่งกับองครักษ์ให้จัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยและให้ทุกคนออกไปให้หมดเสนาไป๋อวิ้นยังไม่ไว้วางใจนางอยู่ดี เขาเชื่อมั่นว่าลู่เสียนมาด้วยจุดประสงค์ที่ไม่ค่อยดีนัก และยังสงสัยว่านางอาจจะร่วมมือกับเสนาบดีเหอหลีเจี๋ยทำสิ่งที่ไม่หวังดีต่อต้าเทียนก็เป็นได้หมิงอ๋องจ้องหน้าเสนาไป๋อย่างเอาเรื่อง เขาขบกรามเอาไว้แน่น พยายามอดทนเพราะเห็นว่าเป็นผู้อาวุโสกว่า"กระหม่อมจะไม่ยอมนิ่งเฉยแน่ หมิงอ๋องควรมีเหตุผลเหนืออารมณ์นะพะยะค่ะ ไม่อย่างนั้นพระองค์อาจจะตกเป็นเหยื่อเอาได้""ไม่ต้องสั่งสอนข้า ข้ารู้ว่าใครทำอะไร ตัวท่านเองควรมีมโนธรรมให้สมกับเป็นผู้อาวุโสบ้างนะ"พูดจบเขาก็จูงมือลู่เสียนกลับตำหนักโดยไม่สนใจเสนาไป๋อีก ผู้อาวุโสกว่าได้แต่ถอนหายใจส่ายหัวช้าๆ มองคนทั้งคู่แววตาคมกล้าจนลับตาไปหมิงอ๋องพาลู่เสียนกลับเข้าตำหนัก เขายืนนิ่งมองนางอยู่สักครู่ ครุ่นคิดถึงเหตุการณ์ที่เพิ่งผ่านพ้นมาไม่นาน"ข้าได้แต่หวังว่าเจ้าจะไม่เป็นอย่างที่เสนาไป๋สงสัย"ลู่เสียนอึ้งกับสิ่งที่ได้ยิน นึกน้อยเนื้อต่ำใจที่หมิงอ๋องไม่เชื่อใจนางเสียแล้ว ล







