Mag-log inนักธุรกิจสาวผู้มากความสามารถเป็น working woman โดยแท้จริง ต้องจบชีวิตลงกะทันหันเข้ามาอยู่ในร่างขององค์หญิงผู้เลอโฉมเพียบพร้อมด้วยความเป็นกุลสตรีสูงศักดิ์ ทว่ากลับถูกกล่าวหาว่าโง่เขลาเบาปัญญาทั้งหัวอ่อนและบอบบาง นางถูกทอดทิ้งจากบิดาและพี่น้องร่วมสายเลือด แม้กระทั่งคนที่รักหมดหัวใจยังไม่เหลียวแล โชคชะตาของนางคงจะดูน่าหดหู่หากไม่มีวิญญาณของ'เธอ'เข้ามาแทรก แล้วหญิงสาวผู้นี้มีหรือจะยอมใครง่ายๆ …
view moreสายลมโชยอ่อนยามสายต้องแสงแดดอ่อนอุ่นในเหมันตฤดู ภายในห้องขนาดเล็กมีหญิงสาวงามผุดผาดที่เพิ่งเลยวัยปักปิ่นมาเพียงสามปีนั่งปักผ้าเช็ดหน้าอย่างรื่นรมย์ในตำหนักเล็กพอดีสมฐานะขององค์หญิงของอดีตอัครมเหสีแห่งองค์ฮ่องเต้แคว้นเว่ย ใบหน้างดงามของหญิงสาววัยสิบแปดปี ผุดพรายรอยยิ้มบางๆ ขณะจดจ่ออยู่กับการเย็บปักลวดลายดอกอิงฮวาสีชมพูหวานบนผืนผ้าเช็ดหน้าสีขาวอย่างตั้งอกตั้งใจ
องค์หญิงนามว่า ‘ลู่เสียน’ ผู้สูงศักดิ์ ใบหน้างดงามเหนือหญิงงามทั่วแคว้นเว่ย เรียกว่าเป็นหญิงงามล่มปฐพีหาผู้ใดเทียบยากย่อมไม่ผิด นางมีรูปโฉมสะคราญงามสง่าราวกับสวรรค์สร้างจนน่าหลงใหล ชวนให้หญิงสาวทั่วแคว้นอิจฉาที่ไม่อาจเทียบเทียม ตั้งแต่องค์ฮ่องเต้ประกาศว่าจะจัดงานสมรสพระราชทานระหว่างองค์หญิงลู่เสียนกับรองแม่ทัพโจวชุนอี้ ที่รบชนะศึกใหญ่กลับมาคราวนี้มีความดีความชอบมากมาย ฮ่องเต้ปูนบำเหน็จรางวัลอย่างงามพร้อมกับจัดงานสมรสพระราชทานให้กับองค์หญิงอีกด้วย ลู่เสียนนั้นนางปลื้มปริ่มกับข่าวดีครั้งนี้เป็นที่สุดที่จะได้ครองคู่กับโจชุนอี้ ชายหนุ่มผู้หล่อเหลาราวกับเทพเซียนสวรรค์ ทั้งกล้าหาญและเด็ดเดี่ยวมีความเฉลียวฉลาดเก่งทั้งบู๊และบุ๋น มีความเป็นผู้นำเกินวัย เขาเป็นชายชาตรีที่องค์หญิงปักอกปักใจรักใคร่มาตั้งแต่วัยเยาว์ นางประทับใจในตัวเขาที่ช่วยสอนเขียนอักษร และช่วยเหลือหลายอย่าง มีความเป็นสุภาพบุรุษ จนกระทั่งก่อเกิดเป็นความรักขึ้นในใจ ดูเหมือนว่าฮ่องเต้ทรงมองออกถึงความต้องการของนางจึงจัดให้มีการสมรสนี้เกิดขึ้น ทว่าโจวชุนอี้นั้นเขามีคนรักแบบเปิดเผยอยู่แล้วนามว่า ‘มู่ชิวหลัน’ ซึ่งเป็นบุตรสาวของเสนาบดีกรมพระคลังที่คนทั้งเมืองต่างเล่าลือว่าเหมาะสมกันดัั่งกิ่งทองใบหยก ข่าวการสมรสครั้งนี้แพร่สะพัดไปทั่วแคว้นทำให้มู่ชิวหลันรู้สึกเสียใจเป็นอย่างยิ่ง นางเอาแต่เก็บตัวอยู่ในห้องอย่างเศร้าโศกเพียงลำพัง โจวชุนอี้รู้ใจคนรักดีไม่รอช้าที่จะเข้ามาพบนางเพื่อปลอบประโลมอย่างอ่อนโยนทะนุถนอมดั่งเกรงว่าความบอบบางทางจิตใจจะแตกร้าว ตัวเขาเองก็เจ็บปวดไม่น้อยกับเรื่องนี้ “ถึงพี่จะสมรสกับองค์หญิงแต่พี่ก็จะแต่งงานกับเจ้า” โจวชุนอี้ให้คำมั่นขณะสวมกอดมู่ชิวหลันไว้แนบอก นางก้มหน้าที่เริ่มร้อนผ่าวซุกกับอกแกร่งกอดเขาไว้แน่นหนาคล้ายจะร้องไห้สุดแสนเจ็บปวดเกินจะเอ่ยคำใด “ท่านพี่จะทำอย่างไรหรือเจ้าคะ น้องมองไม่เห็นทางออก” นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือน่าสงสารยิ่งนัก “พี่จะกราบทูลฮ่องเต้เกี่ยวกับเรื่องของเรา” โจวชุนอี้เอ่ยขึ้นแววตาขึงขังให้คำมั่นกับนางอันเป็นที่รักว่าเขาไม่มีทางทอดทิ้งเด็ดขาด โจวชุนอี้หาโอกาสเหมาะเข้าเฝ้าฮ่องเต้เป็นการส่วนตัวเพื่อกราบบังคมทูลถึงความประสงค์ของตัวเอง เขาทำความเคารพอย่างนอบน้อมก่อนเอ่ยวาจาฉะฉาน “กระหม่อมขอสละสิทธิ์การสมรสครั้งนี้พะยะค่ะ” โจวชุนอี้กราบทูลอย่างแน่วแน่ “เพราะเหตุใดเจ้าถึงกล้าขัดคำสั่งข้า” ฮ่องเต้จ้องมองบุรุษวัยหนุ่มที่เห็นมาแต่อ้อนแต่ออกจนบัดนี้เติบใหญ่เป็นชายหนุ่มรูปงามร่างกายกำยำ มีตำแหน่งเป็นถึงรองแม่ทัพด้วยความสามารถล้นเหลือในวัยเพียงยี่สิบสองปีอย่างเฝ้ารอคำตอบ “เพราะกระหม่อมนั้นมีคนรักที่หมายมั่นว่าจะแต่งงานกันอยู่แล้วพะยะค่ะ” “เหอะๆ ข้ารู้และเข้าใจพวกเจ้าดี การสมรสครั้งนี้เป็นรางวัลสำหรับเจ้า ส่วนเจ้าจะตบแต่งใครอีกสักกี่คนก็เป็นสิทธิ์ที่กระทำได้ไม่ผิดกฎใดๆ นี่ ข้าไม่ได้กีดกันเจ้ากับคนรักเสียหน่อย แต่รางวัลนี้หากเจ้าไม่รับไว้ข้าคงเสียใจแย่ อย่างน้อยก็มั่นใจได้ว่าองค์หญิงจะได้อยู่กับคนที่ข้าไว้วางใจได้” ฮ่องเต้อธิบายแกมบังคับเล็กๆ ทำให้โจวชุนอี้หมดหนทางปฏิเสธ แต่เขาก็รู้สึกยินดีที่อย่างน้อยยังให้อิสระแก่เขา ไม่ได้บีบบังคับให้มีเพียงองค์หญิงที่เขาไม่เคยแม้แต่จะชายตาแล เพราะมู่ชิวหลันมีความเพียบพร้อมของกุลสตรีที่เหมาะสมกับเขามากกว่าลู่เสียน ที่มีดีแค่หน้าตาและเกิดมาสูงศักดิ์เพียงเท่านั้น งานสมรสพระราชทานได้จัดขึ้นอย่างสมเกียรติขององค์หญิงและรองแม่ทัพท่ามกลางความยินดีของทุกๆ ฝ่าย แต่ถึงอย่างไรก็ยังถือว่าไม่ยิ่งใหญ่มากพอเมื่อเทียบกับฐานะขององค์หญิง แม้กระนั้นนางยังดูหน้าตาสดใสชื่นมื่น แววตาเปล่งประกายเปี่ยมสุข ในขณะที่รองแม่ทัพโจวชุนอี้ใบหน้าเย็นชาเรียบเฉย ไม่ได้มีอาการรื่นเริงใจดั่งชายหนุ่มที่ได้ร่วมหอกับผู้หญิงสูงศักดิ์รูปโฉมงดงามเหนือสตรีทั่วไป เมื่อพิธีการต่างๆ เสร็จสิ้นลง ถึงเวลาเข้าหอลู่เสียนทั้งตื่นเต้นระคนเขินอายที่จะได้ร่วมหอกับชายคนรักที่นางหมายปองมาเนิ่นนาน ในที่สุดวันนี้ก็สุขสมหวัง โจวชุนอี้เปิดผ้าคลุมหน้าออกตามธรรมเนียม เขามองลู่เสียนด้วยแววตาเยือกเย็นเจือความชิงชังอย่างเห็นได้ชัด “ท่านคงเหนื่อยมากในงานวันนี้ ชุนอี้ข้าจะปฏิบัติตนให้ดีอยู่ในโอวาทของท่าน ชีวิตของข้ามอบให้ท่านแล้ว” ลู่เสียนเอื้อยเอ่ยเนิบช้า ใบหน้าหวานยิ้มแย้มเปรมปรีดิ์ “มันต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้ว ท่านเป็นภรรยาของข้า ต้องอยู่ใต้อาณัติของข้า” เขาลุกขึ้นยืนหันข้างเต็มความสูงอกผึ่งผายพูดขึ้นโดยไม่มองหน้านาง สรรพนามที่ใช้เรียกขานไม่ต้องมากพิธีรีตองอันใด เพราะตอนนี้นางเป็นภรรยาของเขาแล้วฮ่องเต้อนุญาตให้การเรียกชื่อดูเรียบง่ายอย่างคนธรรมดา ไม่ต้องใช้ราชาศัพท์เหมือนตอนที่อยู่ในวังหลวง อย่างไรเสียตอนนี้เท่ากับว่านางลดฐานะจากองค์หญิงผู้สูงส่งเป็นฮูหยินรองแม่ทัพการพูดจาจึงดูธรรมดาไปโดยปริยาย ความหมางเมินที่โจวชุนอี้ปฏิบัติกับลู่เสียนทำให้นางถึงกับหน้าถอดสีกับความเฉยชานั้น “ทำไมท่านถึงหมางเมินนักล่ะ ข้าทำสิ่งใดผิดหรือ รีบบอกมาเถิดข้าพร้อมจะปรับปรุงตัว” นางถามขึ้นอย่างร้อนใจ โจวชุนอี้ตวัดสายตาจ้องมองสตรีงามตรงหน้าอย่างรู้ทัน ลู่เสียนก้มหน้าไม่กล้าสบตาตรงๆ ใบหน้าเริ่มร้อนผะผ่าว ชักหวั่นใจกับกิริยาของบุรุษผู้องอาจที่ตอนนี้กลายเป็นสามีของนาง “ท่านรู้อยู่แก่ใจดีว่าสามารถปฏิเสธการแต่งงานครั้งนี้ได้แต่ก็ไม่ทำ และก็ทราบอยู่แล้วว่าข้ามีมู่ชิวหลันเป็นคนรักที่ข้าปักใจในตัวนางมาก” “ชุนอี้” ลู่เสียนใจหายวาบแววตาตื่นตระหนกอย่างเห็นได้ชัด นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืนเอื้อมมือเรียวสวยจับมือใหญ่ของโจวชุนอี้หวังใช้ภาษากายสื่อความรู้สึกที่มีต่อเขา แต่เขากลับสะบัดมันออกอย่างไม่ไยดี “ท่านมันตัวทำลายทุกอย่าง!!” เขาเริ่มโทษนางที่ไม่รู้จักอับอายกับการแย่งชิงเขาจากคนรัก ช่างหน้าไม่อาย! “ท่านจะให้ข้าทำอย่างไรถึงจะพอใจในเมื่อนี่เป็นคำสั่งของฝ่าบาท” นางรีบอธิบายโดยเว้นประโยคหลังที่ว่า ‘ข้าเองก็รักท่านมาก’ เก็บไว้ในใจไม่กล้าพูดต่อ เกรงว่าจะขัดใจกลัวเขาโกรธไปมากกว่านี้ “ถ้าอย่างนั้นท่านก็เสวยสุขในเรือนนี้ไปคนเดียวก็แล้วกัน!” เขาชิงตัดบทเชิดหน้าพูดไม่แยแสต่อความรู้สึกของนางสักนิด “แล้วท่านล่ะ มะ..ไม่อยู่ด้วยกันที่นี่หรอกหรือ!” นางมองเขาวิงวอนด้วยสายตา กลัวว่าจะถูกเขาจะรังเกียจ น้ำเสียงนั้นจึงดูเว้าวอนปนสั่นเครือ นึกไม่ถึงว่าคืนแรกของการเข้าหอจะเลวร้ายถึงเพียงนี้ “หึ ไม่มีทาง!!” โจวชุนอี้พูดจบก็หันหลังสะบัดแขนเสื้อเดินออกจากห้องไปโดยไม่หันหลังกลับมามองนางแม้แต่น้อย ลู่เสียนทรุดกายลงบนเตียงโดยไม่รู้ว่าจะทำเช่นไร นางไม่เคยคาดคิดมาก่อนว่าจะถูกบุรุษที่แอบรักมาตลอดจะไร้เยื่อใยได้ขนาดนี้ นอกจากเขาจะไม่ไยดีต่อความรู้สึกของนาง เขายังโทษว่าเป็นเพราะลู่เสียนทำลายชีวิตรักของเขา หญิงสาวนิ่งเงียบน้ำตาไหลพรากอย่างง่ายดายโดยไม่มีเสียงสะอื้น ทั้งอับอายและเจ็บปวดกับสิ่งที่ไม่เคยคาดคิดมาก่อน การเริ่มต้นชีวิตคู่คืนแรกช่างขมขื่นนัก ลู่เสียนเอาแต่คิดว่าสิ่งที่นางทำได้คือต้องอดทนและคอยเอาใจใส่โจวชุนอี้ให้มากที่สุด ในเมื่อนางมอบชีวิตให้เขาไปแล้วคงมีเพียงความดีที่จะชนะใจได้ ลู่เสียนคิดเองเออเองง่ายๆ อย่างนั้น ความรักที่มีเต็มอกอาจจะเยียวยาความผิดหวังในใจของเขาให้หันมามองเห็นได้ในสักวัน หญิงสาวคิดกลับไปกลับมาหลังจากปาดน้ำตาแห่งความอ่อนแอทิ้งไป มีแต่ความมุ่งมั่นที่จะเอาชนะใจสามีจนหลับไปอย่างอ่อนแรงเรือนรับรองผู้ว่าการท่าเรือ...ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งมีท่วงท่าสง่างามราวกับนกอินทรีย์ รัศมีแห่งอำนาจทรงพลังปกคลุมไปทั่วพื้นที่ 'เยี่ยเฟยหรง' บุตรชายคนเดียวของเสนาบดีกรมการปกครอง เยี่ยเฟิง ผู้มีอำนาจกว้างขวางควบตำแหน่งเสนาบดีคุมกองทัพแคว้นต้าเหลียง จึงไม่น่าแปลกที่เยี่ยเฟยหรงจะมีความเก่งกาจทั้งบู๊และบุ๋นไม่เป็นรองใครการสอบเข้ารับตำแหน่งผู้ว่าการท่าเรือไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขาผู้เพียบพร้อม อีกทั้งหน้าตาฐานะชาติตระกูลสูงส่ง เป็นที่หมายปองต้องตาของหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ระดับเดียวกันไม่น้อย แต่ชายหนุ่มยังไม่ถูกใจผู้ใดถึงแม้ว่าเขาจะมีสาวรับใช้ประจำตัวอยู่หลายคนก็ตาม ยังไม่มีสตรีคนใดเอาชนะใจเขาได้แม้แต่คนเดียวหากเขาต้องการหญิงสาวคนใดมาอยู่ข้างกาย เพียงแค่กระดิกนิ้วเหล่าบริวารก็จัดหามาให้ดั่งเสกได้ และหากทำให้เขาไม่พอใจนึกจะยกให้ใครก็ให้ได้ง่ายดายถ้ากล้าทำผิดกฎที่เขาวางไว้ก็ไม่ลังเลที่จะขายนางบำเรอเหล่านั้นให้หอนางโลมก็เคยทำมาแล้ว แต่ครั้งนี้ดูเหมือนว่าผู้ว่าหนุ่มผู้นี้จะถูกใจลู่เสียนเข้าเสียแล้ว เขาครุ่นคิดถึงนางอยู่หลายวัน อยากพบเจอทำความรู้จักให้มากขึ้น แน่นอนว่าเขาอยากได้นางมาอยู่ข้างกาย"
ลู่เสียนมองสิ่งแวดล้อมด้านนอกแทนการประสานสายสายตากับชางที่นั่งอมยิ้มมองนางสลับกับดูเส้นทาง ท่าทางของเขาดูสง่าผ่าเผยนั่งหลังตรงไปตลอดทาง แต่นางยังทำสีหน้าเรียบนิ่งพร้อมลอบถอนหายใจเป็นระยะ ไม่ว่าจะพยายามเก็บอาการถอนหายใจให้แผ่วเบาเพียงใดก็ไม่พ้นสายตาของชางไปได้ คิ้วหนาทรงดาบขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ขบคิดสักครู่จึงเอ่ยปากถามขึ้น"เจ้ามีเรื่องไม่สบายใจหรือ ระบายกับข้าได้นะ" เขาถามขึ้นท่ามกลางความเงียบที่เกิดขึ้นมาตลอดครึ่งทาง นางส่ายหน้าเล็กน้อย ใบหน้าสวยเริ่มตึงขึ้น ชางพอจะมองออกว่านางคงอึดอัดที่มีเขาอยู่ใกล้"เจ้าไม่สบายใจเพราะข้าหรือไม่" เขาถามขึ้นตรงๆ ใบหน้าเงียบขรึมลงในแบบที่นางไม่เคยเห็นมาก่อนลู่เสียนอึกอักรู้สึกลำบากใจ ไม่อยากทำร้ายน้ำใจเขา"บอกมาตามตรงเถิด ข้ายอมรับได้" น้ำเสียงของเขาจริงจังขึ้นอีกครั้ง นางสัมผัสได้ถึงรังสีของความน่าเกรงขามที่แผ่กระจาย"เอ่อ...ข้าแค่...ไม่เข้าใจว่าเจ้าติดตามข้าไปเพราะเหตุใด ข้าเคยไปไหนมาไหนคนเดียว มันอึดอัดนิดหน่อย"นางเผลอปากพูดออกไปโดยลืมไปว่าตอนนี้เข้ามาอยู่ในยุคโบราณที่ความป่าเถื่อน และอันตรายมีรอบด้านสำหรับสตรีชางจ้องมองหน้าลู่เสียนนิ่ง เขาพูด
ชางมองดูการกินข้าวของลู่เสียน จากที่เขาสังเกตหลายครั้ง ถึงแม้นางจะดูหิวโหยสักเพียงใดแต่ไม่เคยกินมูมมามเลยสักครั้ง ดูสำรวมทุกครั้งที่ร่วมโต๊ะกันเหมือนนางถูกอบรมมาจากตระกูลขุนนางอย่างไรอย่างนั้น ส่วนลู่เสียนนั้นนางเองก็ลอบสังเกตบุรุษที่นั่งอยู่ตรงข้ามเช่นกันถึงเขาจะเป็นดั่งคนพเนจรแต่เขาก็ดูคล้ายคุณชายที่มีมารยาทกิริยาแตกต่างจากสามัญชนทั่วไป ท่าทางการกินอาหารออกจะเรียบร้อยกว่าบุรุษผู้อื่นอยู่บ้าง ทั้งคู่ได้แต่สงสัยกันและกันโดยไม่มีคำพูดใดออกจากปากแม้จะอยากรู้ภูมิหลังกันอยู่มากก็ตามเป็นไปตามคาดเมื่อกินอาหารไม่หมดทั้งคู่จึงได้ห่อกลับไปกินที่บ้าน ซึ่งลู่เสียนให้ชางเป็นคนถือกลับไป เขาออกจะรู้สึกแปลกๆ อยู่บ้างแต่ก็ยินยอมทำตามที่นางบอก"กิจการวันแรกของเจ้าผ่านพ้นไปได้ด้วยดีสินะ ถือว่าเป็นฤกษ์มงคลที่เริ่มต้นค้าขายในวันนี้ พรุ่งนี้เจ้าก็ต้องเริ่มต้นเวลาเดิมคงดีไม่น้อย ข้าคิดว่าต้องขายดีเช่นวันนี้เป็นแน่"ชางเริ่มชวนคุยขณะที่ทั้งคู่เดินทางกลับบ้านด้วยกัน ลู่เสียนพยักพเยิดยิ้มกว้างให้เขา แววตาของนางเปล่งประกายสดใสรอยยิ้มสวยหวานสะกดสายตาชายหนุ่มทำให้เขาเก้อเขินเล็กน้อย"ได้สิ ช่วงนี้ข้าจะจัดโปรโมช
ผักหลากหลายชนิดที่ปลูกเอาไว้เริ่มเติบโตขึ้น ลู่เสียนเสาะหาปุ๋ยที่พอจะมีคงไม่พ้นมูลสัตว์ราคาถูกที่นางซื้อมาจากคนเลี้ยงวัวในหมู่บ้าน หลายวันที่ผ่านมานางไม่พบหน้าชาง คิดว่าเขาอาจจะยุ่งกับเรื่องส่วนตัวที่นางไม่มีสิทธิ์ก้าวก่ายถึงแม้จะนึกสงสัยอยู่บ้าง แต่ก็ไม่อยากวุ่นวายกับเขามากนักได้แต่ตั้งหน้าตั้งตาดูแลผักในสวนอย่างเงียบๆ คอยถอนหญ้าพรวนดินตั้งแต่เช้าจรดเย็นเป็นกิจวัตร ไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่นแม้แต่ธุรกิจใหม่ๆ นางเองก็ยังไม่ได้เริ่มต้นแม่เฒ่าจินแวะมาหาลู่เสียนเพื่อเอาเบี้ยมาให้พร้อมแจ้งข่าวดีว่าเสื้อผ้าของนางขายจนหมดได้ราคาไม่เลวเลยทีเดียว"ข้านำไปเสนอฮูหยินของขุนนางสองสาม คน พวกนางชอบมากยังถามอีกว่ามีอีกหรือไม่ เสื้อผ้าของเจ้าฝีมือปราณีตลวดลายปักงดงามยิ่งนัก นี่คือเบี้ยของเจ้า" แม่เฒ่าจินยื่นเงินให้ลู่เสียนนางจึงแบ่งให้เป็นการตอบแทน"ข้ารับเอาไว้ไม่ได้หรอก นี่เป็นของของเจ้า ไม่เป็นไรเก็บเอาไว้ใช้ฉุกเฉินเถิด"แม่เฒ่าจินไม่ยอมรับเบี้ยจากลู่เสียน"แต่ว่า...""เก็บเอาไว้เถิด ข้าอยากช่วย""ขอบคุณเจ้าค่ะแม่เฒ่า ข้าไม่รู้จะตอบแทนอย่างไร" นางรู้สึกเกรงใจที่แม่เฒ่าช่วยเหลืออยู่ตลอดเวลา ทั้งคู่พูด

















