Masukจากพยาบาลสาวสู่องค์หญิงใหญ่ในยุคโบราณ ร้ายกว่านั้นคือนางต้องแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้น เมื่ออยู่ก็ไม่สู้ตาย เช่นนั้นนางขอไปตายเอาดาบหน้ายังดีกว่า แต่ใครจะรู้ว่าเขาจะให้นางเป็นเพียงแค่สาวใช้
Lihat lebih banyakสงครามระหว่างแคว้นฉินกับแคว้นเว่ยยืดเยื้อกันมานานแรมปี แคว้นเว่ยค่อย ๆ ยึดครองดินแดนของแคว้นฉินเข้ามาเรื่อย ๆ และในที่สุดแคว้นเว่ยก็สามารถยึดดินแดนทางฝั่งตะวันตกเฉียงใต้ของแคว้นฉินได้ถึงสิบเมือง
นั่นจึงเป็นสาเหตุให้ฉินตงฮ่องเต้ของแคว้นฉินยอมยกธงขาวขอเจรจาสงบศึก การเจรจาระหว่างฮ่องเต้ทั้งสองแคว้นเป็นไปอย่างราบรื่น และได้ข้อสรุปว่าแคว้นฉินต้องส่งเครื่องบรรณาการไปยังแคว้นเว่ยทุกปี
ตอนนี้สงครามสงบมาเป็นเดือนแล้ว และเครื่องบรรณาการก็ถูกจัดเตรียมไว้อย่างเรียบร้อยแล้ว อีกเจ็ดวันขบวนส่งเครื่องบรรณาการก็จะออกเดินทางแล้ว
แต่ใครจะคาดคิดว่าเมื่อสองวันก่อนกลับมีจดหมายด่วนจากแคว้นเว่ย ขอให้แคว้นฉินส่งองค์หญิงไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ระหว่างแคว้นกับเว่ยอ๋อง ซึ่งมีศักดิ์เป็นเสด็จอาของเซียวเจ๋อฮ่องเต้แห่งของแคว้นเว่ย หากทางแคว้นฉินไม่ทำตามคำขอ สงครามระหว่างแคว้นก็คงเริ่มต้นขึ้นอีกครั้ง
ฉินตงฮ่องเต้ผู้คลั่งไคล้ในนารีเร่งรีบประชุมกับเหล่าขุนนางในราชสำนักมาสองวันแล้ว แต่ก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ เรื่องนี้ทำให้ฮ่องเต้ปวดศีรษะเป็นอย่างยิ่ง คืนนี้พระองค์ต้องเสด็จไปยังตำหนักของกุ้ยเฟย สีหน้าจึงดูไม่แช่มชื่นนัก หัวคิ้วเดี๋ยวขมวดเดี๋ยวคลายอยู่ตลอดเวลา
สือเยี่ยนฟางอดไม่ได้จึงเอ่ยถามเสียงอ่อนโยนเจือออดอ้อน “ฝ่าพระบาท ทรงมีเรื่องที่ทำให้ไม่สบายพระทัยหรือเพคะ”
เพราะเป็นพระสนมคนโปรด ฮ่องเต้จึงไม่ได้เล่าเรื่องนี้ให้นางฟังตั้งแต่แรก แต่วันนี้เห็นทีคงเก็บไว้ไม่ได้แล้ว ฉินตงฮ่องเต้ถอนหายใจอย่างเหนื่อยอ่อน กล่าวออกคล้ายลำบากใจหนักหนา “ฟางเอ๋อร์ เราต้องส่งเยว่เอ๋อร์ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเว่ยอ๋องแห่งแคว้นเว่ย”
ดวงตาของนางเบิกกว้างขึ้นด้วยความตื่นตระหนกสุดขีด “ทำไมต้องเป็นเยว่เอ๋อร์เพคะ” น้ำเสียงของนางไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง จะให้องค์หญิงรองฉินเฟินเยว่ ซึ่งเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนางไปแต่งงานกับเว่ยอ๋องได้อย่างไร
แต่ฉินตงฮ่องเต้ยังกล่าวออกอย่างใจเย็น “เจ้าก็รู้ว่าเรามีธิดาอยู่แค่สองคน ฉีเอ๋อร์เพิ่งอายุเพียงสิบขวบปี จะให้นางไปแต่งงานกับเว่ยอ๋องได้อย่างไร” เหมือนโชคชะตาเล่นตลกกับฉินตงฮ่องเต้ ในพระราชวังมีนางสนมมากมายหลายร้อยหลายพันคน แต่พวกนางกลับให้กำเนิดเพียงธิดา แม้ฮ่องเต้จะทรงงานหนักเรื่องกามกิจมากเพียงใดก็ไม่สามารถให้กำเนิดโอรสได้แม้แต่คนเดียว เรื่องนี้ก็ทำให้ฮ่องเต้หนักใจเป็นอย่างมาก
สือกุ้ยเฟยแสร้งบีบน้ำตาให้ดูน่าสงสารยิ่งขึ้นอีก “ฝ่าบาท ใครต่างก็รู้ว่าเว่ยอ๋องพิการเดินไม่ได้ ไปไหนมาไหนต้องนั่งรถเข็น หรือจะพูดกันตามตรงก็คือเป็นผู้ป่วยติดเตียง เช่นนี้แล้วจะให้หม่อมฉันทำใจยอมรับได้อย่างไรเพคะ”
“แต่เรื่องนี้เราหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว หากเราไม่ส่งเยว่เอ๋อร์ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ครั้งนี้ สงครามระหว่างสองแคว้นก็คงต้องเริ่มขึ้นอีก และไม่รู้ว่าครั้งนี้เราจะเสียเมืองไปอีกเท่าไร”
เดิมทีเจิ้งกั๋วกงซื่อจื่อหรือแม่ทัพหยวนที่อยู่ชายแดนตะวันตกสามารถต้านทัพข้าศึกได้เป็นอย่างดี การรบมีแพ้มีชนะสลับกันไป แต่หนึ่งปีที่ผ่านมาแคว้นฉินกลับเสียดินแดนให้กับศัตรูถึงสิบเมือง เรื่องนี้ฮ่องเต้ไม่ได้โทษแม่ทัพหยวน พระองค์ทรงคิดว่า เพราะการศึกยึดเยื้อมานาน พละกำลังของเหล่าทหารก็คงถดถอยลงไปด้วย จึงทำให้ไม่สามารถต้านทัพข้าศึกไว้ได้
ทันใดนั้นดวงตาดอกท้อที่คลอด้วยหยาดน้ำตาก็พราวระยับขึ้นมา สือกุ้ยเฟยคล้ายคิดบางอย่างขึ้นมาได้ จึงรีบกราบทูล “ฝ่าบาททรงลืมองค์หญิงใหญ่ไปแล้วหรือเพคะ”
ดวงตาของฉินตงฮ่องเต้กระตุกวูบหนึ่ง เขาลืมนางไปแล้วจริง ๆ ยี่สิบปีแล้วที่เขาไม่เคยคิดถึงธิดาคนนี้เลย ตลอดเวลาเขาคิดว่าตนมีธิดาเพียงสองคนมาตลอด “เจ้าหมายความว่า…”
สือกุ้ยเฟยพยักหน้าช้า ๆ พลางกล่าวเสียงอ่อนโยน “เพคะ ในเมื่อทางนั้นไม่ได้ระบุว่าต้องเป็นองค์หญิงองค์ใด เราก็สามารถส่งองค์หญิงใหญ่ไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์กับเว่ยอ๋องได้ อีกอย่างไม่ใช่เป็นการดีหรือเพคะที่เราสามารถส่งตัวอัปมงคลออกนอกแคว้นฉินได้”
ฉินตงฮ่องเต้ดวงตาเปล่งประกายขึ้นมาทันที “จริงดั่งที่เจ้าว่า” เดิมทีฉินตงฮ่องเต้ก็ไม่ได้รักธิดาคนนี้อยู่แล้ว หากจะส่งนางไปแต่งงานเชื่อมสัมพันธ์ จะต่างอะไรกับสาดน้ำทิ้ง มิหนำซ้ำยังเป็นการช่วยแคว้นฉิน “ขอบใจเจ้ามาก หากวันนี้เราไม่มาพบเจ้า ก็คงคิดมากอยู่เช่นนี้”
“ทำให้ฝ่าบาทผ่อนคลายพระทัยลงได้ นับเป็นหน้าที่ของหม่อมฉันแล้วเพคะ” นางก้มหน้าหลุบตาลงต่ำ มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย แอบซ่อนแววตาดุร้ายเอาไว้
“กรี๊ด!” เสียงกรีดร้องดังขึ้นจนสุดเสียงเมื่อรับราชโองการจากขันทีผู้แทนพระองค์งเสร็จ มือบอบบางโยนราชโองการทิ้งอย่างไม่ไยดี พลางกวาดข้าวของบนตั่งโต๊ะร่วงลงพื้นจนแตกหักเสียหาย เสียงดังก้องไปทั่วตำหนัก แต่ยังดีที่ในตำหนักนี้มีคนอยู่เพียงสองนายบ่าวเท่านั้น
“องค์ องค์หญิงใหญ่ใจเย็น ๆ ก่อนนะเจ้าคะ” เจียวฝางสาวใช้ข้างกายกล่าวออกเสียงสั่นเครือ
“เจ้าไปตายซะ” ว่าจบก็ใช้เท้าน้อย ๆ ถีบสาวใช้จนล้มลงบนพื้น
เจียวฝางรีบหมอบกราบกับพื้นด้วยความหวาดกลัว ร่างกายสั่นเทาไปหมด “องค์หญิงโปรดไว้ชีวิตบ่าวด้วยเจ้าค่ะ”
“เจ้าไปทำอันใด เขาถึงได้ตามฆ่าเจ้า” เรื่องที่ตู้ซือซงถูกสังหารเขาทราบแล้ว แต่ไม่คิดว่าตู้หนิงอวี่จะกล้ากลับมาอยู่ที่จวนของเขา “เพราะข้า เพราะข้ารู้ความลับของเขาเจ้าค่ะ” “ความลับอะไร” “เอ่อ… ความลับที่พวกเขาส่งทองคำให้แคว้นฉินเพื่อแลกกับสิบเมืองนั้นเจ้าค่ะ” ตู้หนิงอวี่คุกเข่าลงบนพื้นแล้วคลานไปกอดขาเขาไว้แน่น “ท่านอ๋องต้องช่วยข้านะเจ้าคะ ข้าไม่มีที่ให้ไปแล้วจริง ๆ ท่านอ๋องจะให้ข้าเป็นชายารองหรืออนุภรรยาก็ได้เจ้าค่ะ ขอแค่ให้อยู่รับใช้ท่านอ๋อง ข้ายอมทุกอย่าง” เซียวเหิงแค่นยิ้ม พลางสะบัดขาแรง มือของนางที่เกาะกุมอยู่จึงหลุดออก ร่างของนางฟุบลงกับพื้น แต่เซียวเหิงหาได้สนใจไม่ ตู้หนิงอวี่ตกใจกับการกระทำของเขาเป็นอย่างมาก “ท่านอ๋อง” เขาไม่อ่อนโยนกับนางเหมือนที่เคยเป็นแล้ว “ตอนที่เจ้าหนีไปจากที่นี่เคยไปอยู่ที่ใดก็จงกลับไปอยู่ที่นั่น” “ไม่นะเจ้าคะท่านอ๋อง ข้าจะอยู่กับท่าน ข้าสัญญาว่าจะไม่หนีท่านไปอีกแล้ว” เว้นช่วงไปสองลมหายใจนางจึงกล่าวต่อ “ที่ผ่านมาข้าหนีไปสวดมนต์ที่วัดเพื่อขอพรให้ท่านอ๋องหายเป็นปกติโดยเร็ว และท่านอ๋องก็หายจริง
สิบวันต่อมาเว่ยอ๋องกวาดต้อนข้าศึกกระทั่งเข้ายึดเมืองเจิ้งโจวได้สำเร็จ เติ้งคุณต่อสู้อยู่กับขงซีห่าวเพื่อแก้แค้นที่เขาบังอาจมาหลอกลวงเขาถึงค่ายทหาร แม้ตอนนี้เลือดหลั่งไหลท่วมกายแล้วยังเอ่ย “ข้าจะฆ่าเจ้า” ว่าจบก็ถือดาบวิ่งเข้าหาขงซีห่าวอีกครั้ง ทั้งสองฟาดฟันกันอย่างเอาเป็นเอาตาย แต่สุดท้ายเติ้งคุณก็โดนขงซีห่าวฟันเอวจนร่างกายขาดเป็นสองท่อน หยวนหงเจี๋ยฮ่องเต้ที่กำลังต่อสู้อยู่กับเว่ยอ๋องเห็นแม่ทัพเติ้งสิ้นใจไปแล้วถึงกับหน้าถอดสี อีกทั้งความแค้นยิ่งเพิ่มมากขึ้น “หากวันนี้ข้าฆ่าเจ้าไม่ได้ก็อย่ามาเรียกข้าว่าฮ่องเต้” เซียวเหิงยิ้มหยัน “ข้าไม่เคยเรียกเจ้าว่าฮ่องเต้อยู่แล้ว” “หากเจ้าตายวันนี้ข้าจะเอามี่มี่ของข้ากลับแคว้นฉินไปด้วย” “หุบปากเน่า ๆ ของเจ้าเสีย หากเจ้าอยากได้มี่มี่ก็ข้ามศพข้าไปก่อน ข้าจะไม่ยอมให้เจ้าแตะต้องแม้แต่เส้นผมของนางอีก” สิ้นคำเว่ยอ๋องก็ออกกระบวนท่าพร้อมกับดาบคู่ใจ หยวนหงเจี๋ยยังแปลกใจว่าเหตุใดแว่ยอ๋องถึงได้แสดงท่าทีว่าหึงหวงฉินมี่ออกมา ทั้งที่เขาให้นางเป็นเพียงสาวใช้ อีกทั้งยังทำให้เขาออกกระบวนท่าอย่างบ้าคลั่งเ
ราวหนึ่งชั่วยามซูลี่จึงกลับมาพร้อมกับท่าทางเหนื่อยหอบเจือตกใจ “คุณหนู คุณหนูเจ้าคะ…” “พูดให้มันดี ๆ” “คือว่า คือว่ายานี้ ยานี้เป็นยาบำรุงครรภ์เจ้าค่ะ” นัยน์ตาของตู้หนิงอวี่ขยายใหญ่ขึ้น พูดออกเสียงแผ่ว “ยาบำรุงครรภ์อย่างนั้นหรือ” ทำท่าคล้ายคิดหนัก “ไม่ได้การแล้ว ต้องรีบกำจัดนางเสีย” “บ่าวต้องทำอย่างไรบ้างเจ้าคะ” “เจ้าเต็มใจช่วยข้าหรือไม่” “เต็มใจเจ้าคะ ข้าเต็มใจทำเพื่อท่านทุกอย่าง” เพื่อในอนาคตนางจะได้ใกล้ชิดกับเว่ยอ๋อง ซูลี่ย่อมทำได้ทุกอย่าง “เช่นนั้นก็ดี เข้ามาใกล้ ๆ ข้า” ซูลี่ขยับกายเข้าไปใกล้ ตู้หนิงอวี่โน้มใบหน้าเข้าใกล้หูพลางกระซิบ ดวงตาของซูลี่วาวโรจน์เมื่อได้ยินแผนการนั้น “บ่าวเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ” สามวันต่อมาตู้หนิงอวี่ออกมาเดินเล่นที่ริมสระน้ำข้างเรือนรับรอง จึงบอกซูลี่ว่าอยากดื่มชาดอกไม้ของเรือนดอกโบตั๋น ซึ่งฉินมี่เป็นคนทำเอง นางจึงเข้าไปบอกแก่เจ้าของเรือน และให้เจียวฝางยกออกไปให้ และยังกล่าวทิ้งท้ายไว้ว่า “เพียงแค่นี้คงไม่เป็นการรบกวนเจ้ามากเกินไ
ชิวหมัวมัวได้ยินทุกประโยคที่ทั้งสองฝ่ายคุยกันจึงได้รู้นิสัยที่แท้จริงของตู้หนิงอวี่ แต่เรื่องที่ตู้หนิงอวี่จะอยู่หรือไปไม่ใช่หน้าที่ของนาง ชิวหมัวมัวจึงพูดเพียงว่า “เช่นนั้นคุณหนูตู้ก็ควรพักอยู่แต่ในเรือน อย่าได้เดินเพ่นพ่านไปทั่วจวนเช่นนี้” คราวนี้ตู้หนิงอวี่ถึงกับเบิกตาโต ไม่คิดว่าชิวหมัวมัวก็กล้าด่านางเช่นกัน ได้ ในเมื่ออยากเป็นศัตรูกับนาง นางจะรอวันที่เว่ยอ๋องกลับมา แล้วกำจัดพวกนางให้ออกจากจวนไปพร้อมกัน ตู้หนิงอวี่ยิ้มอย่างไร้เดียงสา “ได้ ข้าจะอยู่อย่างเจียมเนื้อเจียมตัว” แต่ภายในใจกำลังหาวิธีบีบบังคับให้ฉินมี่ออกจากจวนโดยเร็ว คล้อยหลังตู้หนิงอวี่ ชิวหมัวมัวจึงเอ่ย “แม่นางฉินอย่าได้ถือสานางเลยเจ้าค่ะ รอท่านอ๋องกลับมาค่อยให้ท่านอ๋องจัดการกับนาง” เจียวฝางรีบแย้ง “ข้าเกรงว่าจะไม่เป็นอย่างนั้นน่ะสิ ชิวหมัวมัวเคยบอกว่าท่านอ๋องรักนางมากไม่ใช่หรือ” เรื่องนี้หมัวมัวก็ให้คำตอบไม่ได้เหมือนกัน ถึงแม้นางจะรู้ว่าเซียวเหิงมีใจให้กับฉินมี่ แต่กับตู้หนิงอวี่นางอ่านใจเขาไม่ออกเลยจริง ๆ “ข้าเชื่อว่าท่านอ๋องไม่ใช่คนโง่” “แต่ความรักไม่

















