เข้าสู่ระบบชีวิตแรกข้าเชื่อคำหวานของฉู่เลี่ยงหวงและเชื่อไป๋เยว่เล่อสหายรักจนนำไปสู่เคราะห์ใหญ่ของตระกูลหาน แต่ชีวิตที่สองข้า...จะไม่โง่งมอีกแล้ว
ดูเพิ่มเติมเสียงฆ้องมงคลบรรเลงดังไปทั่วเมืองหลวงขบวนรับเจ้าสาวขององค์ชายรอง ฉู่เลี่ยงหวง ผู้ที่กำลังเป็นที่อิจฉาของบุรุษทั้งเมืองหลวงในยามนี้
บุรุษรูปร่างสง่าผ่าเผย ใบหน้าประดับรอยยิ้มอ่อนโยนลงจากหลังม้ามารับเจ้าสาวในจวนตระกูลหาน
หานเจียวจู สาวงามล่มเมือง ถูกประคองออกมาจากเรือนเพื่อเข้าพิธีมงคล ภายในจวนตระกูลหาน มีแต่ความชื่นมื่น รอยยิ้มของผู้เป็นบิดามารดาที่มองมาทางบุตรสาวอย่างยินดี
“เปิ่นหวางจะดูแลจูจูอย่างดี ท่านราชครูมิต้องเป็นห่วง” ฉู่เลี่ยงหวงประคองสาวงามที่ทำพิธีกล่าวลาบิดามารดาเรียบร้อยแล้ว เดินออกจากจวนเพื่อไปขึ้นเกี้ยวแปดคนหามหลังใหญ่
ในตำหนักขององค์ชายรอง หานเจียวจู ที่ถูกพาเข้ามาส่งในห้องหอเรียบร้อยแล้ว กำลังเตรียมเปลี่ยนเสื้อผ้าที่หนักอึ้งออกจากร่างกาย
“พระชายาเพคะ คุณหนูไป๋ขอเข้าพบเพคะ” สาวใช้ร้องแจ้งอยู่หน้าห้องหอ
“รีบพานางเข้ามา” เจียวจูสวมชุดกลับให้เรียบร้อยเช่นเดิม ก่อนจะเดินไปรับสหายรักที่กำลังเดินยิ้มกริ่มเข้ามาหานาง
“จูจูวันนี้เจ้างามนัก” เสียงใสเอ่ยชมนางอย่างยินดี ก่อนจะเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่หนักใจขึ้นมาแทน
“อาเล่อ เจ้ามีเรื่องอันใดเช่นนั้นรึ” เจียวจูดึงมือสหายให้เข้าไปนั่งด้านใน เพื่อจะสอบถามถึงความกังวลของนาง
“ข้ามีสองเรื่องที่จะบอกเจ้า เพียงแต่ว่า...ไม่รู้ควรบอกเรื่องใดก่อนดี”
“พูดมาเถิด ข้ารอฟังเจ้าอยู่”
“จูจู องค์ชายรองรับปากบิดาของข้า เรื่องจะรับข้าเข้ามาเป็นพระชายารอง ข้าคิดว่าควรบอกให้เจ้ารู้เสียก่อน”
เหมือนฟ้าผ่าลงมากลางศีรษะของเจียวจู นางเพิ่งจะแต่งเข้ามาในตำหนักองค์ชายรองได้ไม่ถึงวัน เขาก็คิดจะรับสตรีอื่นเข้ามาแล้วรึ แต่ใบหน้าของเจียวจูก็ยังเรียบเฉยอยู่แม้ภายในใจ จะสั่นสะท้านและไม่ยอมรับก็ตาม
“แล้วอีกเรื่องเล่า” นางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ไป๋เยว่เล่อที่รู้ว่าสหายของนางเป็นเช่นใด ก็ลอบยิ้มมุมปาก ก่อนจะยืดแผ่นหลังขึ้นเพื่อบอกกล่าวเรื่องที่สอง
“เจ้าต้องทำใจไว้ให้ดีเล่า ข้ากลัวว่า...”
“เจ้าพูดเถิด ยังจะมีเรื่องใดร้ายไปกว่าเรื่องที่เจ้าพูดเมื่อครู่อีกรึ” เจียวจูยกยิ้มมุมปาก จ้องมองสหายที่คิดแทงข้างหลังของนางมาตลอด
นางมิใช่สตรีใจแคบ ในเมื่อเลือกแล้วว่าจะแต่งให้คนในราชวงศ์ย่อมต้องรู้ดีว่า สามีของนางไม่อาจมีนางเพียงหนึ่งเดียวได้ เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเป็นสหายรักของนางที่จะแต่งเข้ามาเป็นพระชายารอง
“ท่านราชครูหานถูกคุมขังอยู่ที่คุกหลวง”
“ไม่จริง!!!” นางจะเชื่อได้อย่างไร นางเพิ่งจะขึ้นเกี้ยวเจ้าสาวมาได้ไม่ถึงสองชั่วยาม บิดาของนางจะถูกจับกุมได้อย่างไร
“ให้สาวใช้ของเจ้าออกไปสืบความเจ้าก็จะรู้ได้เอง ข้าหวังดีจึงนำเรื่องนี้มาบอกเจ้า องค์ชายรองคงไม่คิดจะบอกเจ้าแน่ถึงสองเรื่องที่ข้าเพิ่งจะเอ่ยไป” นางยิ้มเยาะมองใบหน้าตื่นตระหนกของเจียวจูอย่างได้ใจ
นางเกลียดความสง่างามของเจียวจูมาตลอด ไม่ว่าเรื่องใดก็ไม่ทำให้นางสั่นคลอนได้เลย แม้แต่เรื่องที่นางจะเข้ามาเป็นพระชายารองก็ดูเหมือนสหายจะไม่มีอาการเสียใจให้ได้เห็น
นับว่าครั้งนี้นางทำเสร็จแล้ว ที่ได้เห็นสหายรักมีท่าทีตื่นตระหนกเสียอาการอย่างที่ไม่เคยมีมา
เจียวจูเรียกสาวใช้ให้ออกไปสืบความทันที ก่อนจะกลับมามีสีหน้าเรียบเฉยเช่นเดิม แล้วจ้องมองไป๋เยว่เล่ออย่างพิจารณา
“เจ้าหวังดีกับข้าจึงรึ อาเล่อ มิใช่ว่าเจ้ารอวันนี้มาตลอดหรือไร”
“หึหึ มีเรื่องใดที่ปิดบังเจ้าได้บ้าง ข้าละเกลียดความเฉลียวฉลาดเกินผู้ใดของเจ้านัก ไหนจะใบหน้าที่เหมือนจิ้งจอกล่อลวงบุรุษของเจ้า หากไม่มีเจ้าสักคนตำแหน่งพระชายาก็ต้องตกเป็นของข้า อ้อ...แต่ว่า บุตรีของขุนนางต้องโทษ อย่างไรก็ต้องถูกถอดจากตำแหน่งพระชายาอยู่แล้วกระมัง” นางยิ้มเยาะออกมาอย่างได้ใจ
“เจ้าคิดรึว่าเจ้าจะได้เป็นพระชายาจริง ถึงต่อให้ข้ามิได้แต่งให้องค์ชายรอง แต่พระองค์ก็คงไม่รับเจ้าที่เป็นเพียงบุตรีขุนนางไร้อำนาจมาเป็นพระชายากระมัง” เจียวจูปรายตามองไป๋เยว่เล่ออย่างดูแคลน
“เหอะ เจ้าจะปากเก่งอีกได้นานเพียงใด ข้าจะบอกให้เจ้าตาสว่างก็แล้วกัน ข้ากับองค์ชายรองชอบพอกันก่อนที่พระองค์จะพบเจ้าเสียอีก แต่ที่เข้าหาเจ้าก็ด้วยบิดาของเจ้าเป็นคนโปรดของฝ่าบาท ในเมื่อตอนนี้มิใช่เช่นนั้นแล้ว เจ้าคิดว่า...เจ้ายังจะเป็นที่ต้องการอยู่หรือไม่เล่า”
เจียวจูมองหน้าสหายรักอย่างเรียบเฉย นางคิดทบทวนเรื่องราวที่ผ่านมาทั้งหมดจึงได้รู้ว่า แท้ที่จริงแล้ว ไป๋เยว่เล่อ เป็นผู้ที่พาองค์ชายรองให้มาพบกับนาง ทั้งยังสนับสนุนให้นางและองค์ชายรองรักกันอีกด้วย
“นับว่าข้าได้เปิดหูเปิดตาแล้ว มีสหายเช่นเจ้าเป็นโชคร้ายของข้าเสียจริง แต่ก็ต้องขอบใจเจ้ามาก หากเจ้าไม่นำความมาบอกข้า ข้าก็คงมิรู้เลยว่าที่ผ่านมาตนเองโง่งมเพียงใด” เจียวจูยิ้มออกมา แต่ดวงตาของนางมิได้ยิ้มออกมาด้วย มันมีแต่ความเกลียดชัง โกรธแค้น แม้แต่ไป๋เยว่เล่อยังอดที่จะขนลุกไม่ได้
“หึ รู้ตัวว่าโง่งมก็ดี ข้าหวังว่าเจ้าจะชูคอได้อีกไม่นาน” นางเกลียดท่าทางไม่ทุกข์ร้อนของเจียวจูจนอยากจะเข้าไปบีบคอนาง หากอยู่นานกว่านี้ จึงได้รีบออกไปจากห้องหอทันที
อีกอย่างไป๋เยว่เล่อก็กลัวว่า องค์ชายรองจะมีโทสะ หากพระองค์รู้ว่านางนำเรื่องราวทั้งหมดมาบอกกล่าวเจียวจู จึงได้รีบออกไปก่อนที่จะมีผู้มาพบเห็น
พอไป๋เยว่เล่อออกจากห้องหอไป เจียวจูก็นั่งลงที่เก้าอี้อย่างหมดแรง นางไม่ได้เข้มแข็งอย่างที่แสดงออกมา ภายในออกของนางร้อนรุ่มดั่งไฟสุ่ม ด้วยอยากจะรู้ว่ายามนี้เกิดอันใดขึ้นกับบิดานางกันแน่
ไม่นานสาวใช้ที่ให้ออกไปสืบความก็วิ่งหน้าตื่นกลับเข้ามาหานางภายในห้อง ก่อนจะรีบปิดประตูลงกลอนเพื่อไม่ให้คนนอกเข้ามาได้
“ว่าอย่างไร” เจียวจูร้องถามอย่างร้อนรน
“คุณหนูเป็นเรื่องจริงเจ้าค่ะ จะทำเช่นไรกันดี” นางสะอื้นไห้ไปด้วย
“สงบใจก่อน แล้วค่อยๆ บอกกล่าวข้า ข้าจะได้หาหนทางได้ถูก” เจียวจูต้องลูบหลังปลอบประโลมสาวใช้ที่เสียขวัญ
หลังจากที่เจียวจูนางขึ้นเกี้ยวออกจากจวนตระกูลหาน ผู้ตรวจการไป๋บิดาของไป๋เยว่เล่อก็เข้าทำการจับกุมคนทั้งตระกูลหานไว้ทันที
ความผิดครั้งนี้ของราชครูหานดูจะหนักหนาไม่เบา เมื่อองค์ชายรองร่วมมือกับผู้ตรวจการไป๋ สร้างหลักฐานเรื่องที่ราชครูหาน เป่าหูองค์รัชทายาท เข้าแทรกแซงเรื่องราวภายในราชสำนักมาเป็นเวลานาน
แม้แต่ตัวองค์รัชทายาท ฉู่เลี่ยงรุ่ย ยามนี้ก็ถูกคุมตัวไว้ให้อยู่ภายในตำหนักบูรพา เพื่อจะสอบสวนหาสาเหตุที่เกิดขึ้น
แต่ไม่รู้ว่าตอนจับกุมเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่ ผู้ตรวจการไป๋จึงได้พลั้งมือสังหารราชครูหาน ฮูหยินหานและพี่ชายของเจียวจูทิ้งเสีย ภายหลังเขาอ้างว่า ทานราชครูหานคิดจะต่อสู้ จึงได้ป้องกันตัว
เจียวจูที่ได้ฟังสิ่งที่สาวใช้แจ้งนางก็เกือบจะเป็นลมล้มไปกองกับพื้น
“คุณหนู!!!” สาวใช้รีบเข้ามาประคองตัวของเจียวจูให้ลุกขึ้นนั่ง พร้อมทั้งรินน้ำชาให้นางดื่ม
“เจ้าออกไปก่อน เฝ้าหน้าห้องไว้ อย่าให้ผู้ใดเข้ามา” เมื่อนางกลับมาควบคุมอารมณ์ให้เรียบเฉยได้เช่นเดิม จึงร้องบอกสาวใช้
“แต่ว่า...” นางมองมาที่เจียวจูด้วยความกังวล
“ข้ามิเป็นอันใด เพียงแต่อยากอยู่เพียงผู้เดียว” นางยิ้มออกมาเล็กน้อย เพื่อให้สาวใช้วางใจ
ผ่านไปสามเดือนฉู่เลี่ยงรุ่ยก็พาเจียวจูย้ายไปอยู่เหลียงเป่ย คนตระกูลหาน ฮูหยินผู้เฒ่าซู ซูหยางและซูเหยียนออกมาส่งขบวนเดินทางที่หน้าประตูเมืองทางทิศเหนือด้วย“หากท่านอ๋องมิได้มีงานต้องไปจัดการ แม่ก็อยากให้เจ้าอยู่คลอดที่เมืองหลวงเสียก่อน” ซูซื่อมองบุตรสาวอย่างอาลัยอาวรณ์“อีกสามเดือนข้าลางานเพื่อพาเจ้าไปเหลียงเป่ยแล้ว ถึงอย่างไรเจ้าทันได้ดูแลจูจูก่อนคลอดแน่นอน” หานเหวินลางานกับองค์รัชทายาทเรียบร้อยแล้ว“เหลียงเป่ยอยู่ไกลนัก ไม่รู้ว่ายายจะได้เจอเจ้าเมื่อใด”“หลังจากบุตรของข้าแข็งแรงดีแล้ว ท่านอ๋องจะพากลับมาเมืองหลวงทุกปีเจ้าค่ะ อย่างไรก็ต้องได้กลับมาดูแลท่านยายแน่นอน” ฮูหยินผู้เฒ่าซูค่อยยิ้มออกมาได้ซูหยางและซูเหยียนก็เข้ามาร่ำลาเจียวจูคนละสองสามประโยคก่อนจะถอยออกไป หานหมินเดินเข้ามามองน้องสาวอย่างอาลัยอาวรณ์“จูจู ดูแลตัวเองให้ดี เจ้าไม่ชอบอากาศหนาวต้องสวมใส่เสื้อผ้าหนาๆ เล่า”“มีเปิ่นหวางอยู่ เจ้ากลัวสิ่งใดอาหมิน” ฉู่เลี่ยงรุ่ยถลึงตามองหานหมิน“กระหม่อมเพียงแค่พูดด้วยความเป็นห่วงพ่ะย่ะค่ะ เออ...ไว้พี่จะไปเยี่ยมเจ้าก็แล้วกัน”“เจ้าค่ะ”เจียวจูกอดลาบิดามารดา ท่านยายแล้วขึ้นรถม้าเตรียมตัว
หมอหลวงตรวจชีพจรไม่นาน เขาก็ลุกขึ้นแสดงความยินดีกับฉู่เลี่ยงรุ่ย “ยินดีด้วยพ่ะย่ะค่ะ แม้ชีพจรลื่นจะยังไม่แน่ชัด แต่ข้าน้อยมั่นใจว่าพระชายาตั้งครรภ์ได้เกินหนึ่งเดือนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”ฉู่เลี่ยงรุ่ยยิ้มกว้างออกมาอย่างยินดี จ้าวมามาก็รีบวิ่งออกไปแจ้งเซี่ยฮองเฮาที่รออยู่ด้านนอก เจียวจูนางนั่งนิ่งราวกับร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้ว เพราะคิดไม่ถึงว่าความตั้งใจของฉู่เลี่ยงรุ่ยจะมาเร็วถึงเพียงนี้“ตั้งครรภ์? เหตุใดข้าถึงไม่มีอาการแพ้หรืออาเจียนเล่า” นางคิดว่าหากตั้งครรภ์ย่อมเหมือนไป๋เยว่เล่อที่ได้กลิ่นอาหารก็อาเจียน“สตรีตั้งครรภ์มิจำเป็นต้องแพ้ท้องหรืออาเจียนทุกคนพ่ะย่ะค่ะ อาหารของพระชายาคือมีความอยากอาหารเพิ่มมากขึ้น ก็เกิดจากการตั้งครรภ์เช่นกันพ่ะย่ะค่ะ”ฉู่เลี่ยงรุ่ยตกรางวัลให้หมอหลวง แล้วพาเขาออกไปส่งด้านนอก ก่อนจะกลับเข้ามาดูเจียวจูภายในห้อง “กลับตำหนักกันเถิด”“เจ้าค่ะ”ฉู่เลี่ยงรุ่ยยังส่งคนไปแจ้งที่จวนตระกูลหานถึงเรื่องข่าวมงคลของเจียวจู อายุครรภ์ยังน้อยจึงยังมิได้ประกาศออกไป ภายในรถม้าเจียวจูสูดดมกลิ่นกายของฉู่เลี่ยงรุ่ยที่ไม่ได้กลิ่นมาเสียหลายวัน“ข้ายังมิได้ล้างตัวเจ้าไม่เหม็นเลยหรือ”“ไม่เจ้
พอฮ่องเต้เสด็จมาถึง พิธียกน้ำชาจึงได้เริ่มขึ้น ยามที่ต้องยกน้ำชาให้ฉู่เลี่ยงรุ่ยและเจียวจู สีหน้าของฉู่เลี่ยงหวงและไป๋เยว่เล่อก็ไม่ใคร่จะดีนัก“พี่ใหญ่ พี่สะใภ้โปรดรับน้ำชาของข้าด้วย” เขากัดฟันพูดออกมา ส่วนไป๋เยว่เล่อได้แต่มองเจียวจูอย่างอิจฉา เพราะใบหน้าของนางอิ่มเอิบดูก็รู้ว่าได้ความรักจากสามีอย่างดีพอเสร็จสิ้นพิธียกน้ำชา ทั้งหมดก็นั่งร่วมโต๊ะรับอาหารเช้าพร้อมกัน อาหารถูกยกขึ้นมาตั้งบนโต๊ะ เพียงแค่ได้กลิ่นของอาหารไป๋เยว่เล่อนางก็อยากจะอาเจียนออกมาแล้ว หลัวกุ้ยเฟยเห็นเช่นนั้นนางก็รีบหาทางหนีออกจากความวุ่นวายก่อนทันที“ฝ่าบาท ฮองเฮา หม่อมฉันไม่ใคร่สบายตัวนัก ขอกลับไปพักก่อนได้หรือไม่เพคะ” ฉู่เลี่ยงหวงจ้องมองเสด็จแม่ของตนอย่างไม่ใคร่สบอารมณ์ เพราะรู้ดีว่านางกำลังจะทิ้งตนให้เผชิญปัญหาผู้เดียว“ไปเถิด เจ้ากินให้มากเสียหน่อย อยากกินอันใดก็สั่งให้ห้องเครื่องทำ” ถึงอย่างไรบุตรในท้องก็เป็นสายเลือดของตน“ขอบพระทัยเพคะ” หลัวกุ้ยเฟยมองเตือนไป๋เยว่เล่อมิให้นางแสดงพิรุธออกมา ก่อนจะให้นางกำนัลประคองกลับตำหนักไปหลัวกุ้ยเฟยนางมิได้อยากทิ้งให้ฉู่เลี่ยงหวงต้องแก้ปัญหาเอง เพียงแต่ครรภ์ของนางมิค่อยแข็
เพียงแค่คิดว่ามีหิมะตกหนักตลอดหลายเดือนนางก็หวาดกลัวเสียแล้ว “แล้วแต่ท่านเห็นสมควรเจ้าค่ะ ข้ายังไม่เคยไปเหลียงเป่ยไม่รู้ว่าเป็นเช่นใด อากาศหนาวมากหรือไม่เจ้าคะ”“ข้าให้คนสร้างพื้นอุ่นทั่วทั้งตำหนัก เจ้าไม่ต้องห่วง จูจู...งานเลี้ยงล่าสัตว์เจ้าไม่ต้องไป ไว้ย้ายไปอยู่เหลียงเป่ย ข้าจะพาเจ้าไปเที่ยวเล่นเอง”เจียวจูเห็นความกังวลในสายตาของเขา นางก็ซุกเข้าหาอกแกร่ง “ข้าอยากไปเสียที่ไหนเล่าเจ้าคะ ข้ารอท่านล่าจิ้งจอกมาทำเสื้อคลุมให้ข้าไปสวมใส่ที่เหลียงเป่ยอยู่ที่ตำหนักดีกว่า”“ข้าจะปล่อยให้เจ้าอยู่ตำหนักผู้เดียวได้อย่างไร ข้าจะให้เจ้าเข้าไปอยู่ในวังเป็นกับเสด็จแม่”“ฮองเฮามิได้เสด็จไปด้วยหรือเจ้าคะ”“ฮองเฮาอันใดของเจ้ากัน เรียกเสด็จแม่ได้แล้ว” เขาบีบจมูกของเจียวจูอย่างมันเขี้ยว “เสด็จแม่ร่างกายมิค่อยแข็งแรงนัก ปีนี้เลยมิได้ไป”“เจ้าค่ะ ข้าจะไปดูแลเสด็จแม่ให้เอง ท่านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”“ขอบใจเจ้ามาก” เขาดึงตัวนางมาสวมกอดเอาไว้แน่น หากไม่กลัวว่านางจะต้องตกอยู่ในอันตราย ฉู่เลี่ยงรุ่ยไม่มีทางทิ้งเจียวจูไว้ที่วังหลวงเป็นแน่ เขาแทบอยากจะให้นางอยู่ในสายตาตลอดเวลาวันมงคลของไป๋เยว่เล่อ ฉู่เลี่ยงหวงมิ
เจียวจูยกยิ้มที่มุมปากมองไป๋เยว่เล่ออย่างเย็นชา “ได้ ข้าจะรออยู่ภายในห้อง หวังว่า...เจ้าจะรีบกลับมาเช่นที่พูดเอาไว้”ไป๋เยว่เล่อเมื่อเห็นว่าเจียวจูยอมเชื่อนางก็ยิ้มกว้างออกมา “ได้ ข้าจะรีบกลับมา ไม่ปล่อยให้เจ้ารอนานแน่นอน”พอไป๋เยว่เล่อออกมาจากห้องรับรอง นางก็ส่งสัญญาณให้คนของฉู่เลี่ยงหวงที่รออยู่
เพียงแค่ได้ยินเสียงเย็นของฉู่เลี่ยงรุ่ย สวีซื่อก็รีบเปลี่ยนคำทันที “เอ่อ...นางเพียงพบเห็นผู้ที่ดูคล้ายองค์ชายใหญ่เท่านั้นเพคะ อาจจะไม่ใช่พระองค์ จูจูนางน่าจะอยู่กับผู้อื่นเพคะ”“ดูท่า ท่านป้าสะใภ้ต้องการให้ข้าเสียชื่อเสียงให้ได้ ไม่รู้ว่าข้าไปทำอันใดให้ท่านขุ่นเคืองรึเจ้าคะ” เจียวจูแสร้งก้มหน้าลงอย
เจียวจูมองฉู่เลี่ยงรุ่ยอย่างมองคนโง่ ที่เขาถามอะไรนางไม่เข้าท่า “เห็นจะไม่เกี่ยวกับองค์ชาย ต่อไปได้โปรดอย่าเอ่ยถึงเรื่องเก่าอีกเลยเพคะ”“จูจู เจ้ากล้าทิ้งเปิ่นหวางไปหมั้นกับเจ้าคนแซ่หวังก็ลองดู” เลี่ยงรุ่ยเดินเข้ามาจับแขนของนางไว้แน่น พร้อมทั้งเอ่ยเสียงเย็นออกมาอย่างไม่พอใจ“ทิ้ง!!! หม่อมฉันว่าองค์
ซูซื่อถึงใบหน้าของนางจะประดับไปด้วยรอยยิ้ม แต่ดวงตาของนางกลับจ้องมองสวีซื่ออย่างแข็งกร้าว ทั้งยังเน้นย้ำเรื่องที่ตระกูลหานไม่ถือสาเอาความกับการหักหลังของไป๋เยว่เล่อ“หึ มีเพียงเจ้ากระมังที่ใจแคบ” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยดูแคลนลูกสะใภ้ของนาง“ท่านแม่!!!”“ท่านยาย ข้าอยากเห็นดอกมู่ตานของท่านแล้วว่าจะงามมากเ












ความคิดเห็น