Mag-log inSET ซีรีส์ชะตานางร้ายทั้งหมด 5 เรื่อง การรวมเรื่องราวของนางร้ายในนิยายเรื่องเดียวกัน ที่แต่ละคนต่างก็ได้ย้อนเวลากลับมาเพื่อแก้ไขอดีตของตนเอง 1.พอแล้ว!บทนางร้ายข้าไม่อยากเป็น:เรื่องราวของลู่ฉู่หรันบุตรสาวเสนาบดีย้อนเวลากลับมาหลายครั้ง ทว่าครั้งนี้นางถอดใจไม่สู้ต่อ แต่มันกลับต่างออกไป 2.นางร้ายผู้นี้วางมือแล้ว:หลินเฟยเฟยบุตรสาวแม่ทัพที่ครั้งหนึ่งเคยหลงบุรุษเสียจนกลายเป็นคนโง่ การย้อนเวลากลับมาครั้งนี้จะช่วยให้รอดพ้นจากชะตาที่ต้องตายทั้งกลมได้หรือไม่ 3.สตรีร้ายเช่นข้าเลือกอะไรได้บ้าง:เซิ่งหวั่นเอ๋อร์สตรีผู้อยากหนีจากบทนางร้ายเพื่อไปสู่อ้อมกอดของพระรอง พระเอกอะไรข้าไม่ต้องการ 4.ทุกชาติไม่อาจเลือน:เย่ชิงลั่วนางร้ายตัวประกอบถูกบีบให้ต้องเลือกจบชีวิตตัวเอง การกลับมาครั้งนี้นางจะทวงคืนให้หมด 5.กลับมาครั้งนี้ข้าจะไม่หายไปอีกแล้ว:เรื่องราวความรักของนักเขียนอย่างเหมยลี่ ผู้ท่องเวลาในโลกมิตินิยายมาแล้วครั้งหนึ่ง อกหักรักคุดก็หลายครั้ง มาดูกันว่าการได้ทะลุมิติกลับมาโลกนิยายอีกครั้ง จะสมหวังในรักหรือไม่
view moreเรื่อง: พอแล้ว! บทนางร้ายข้าไม่อยากเป็น
[บทนำ]
เหมยลี่ เจ้าของนวนิยายชื่อดัง นิยายบุปผชาติสี่ฤดูเข้มข้นเสียจนผู้อ่านวางไม่ลง แค่วางขายสามเรื่องแรกก็ถูกกวาดเรียบแผงทุกเล่ม เหล่าแฟนคลับต่างเรียกร้องให้เธอรีบวางขายเล่มสุดท้ายโดยเร็ว ด้วยเหตุนี้ทำให้เหมยลี่ต้องทำงานหนักหามรุ่งหามค่ำ
เพื่อเขียนนิยายเล่มสุดท้ายให้เสร็จทันเวลา ยี่สิบชั่วโมงถูกใช้ไปกับการเขียนนิยาย สี่ชั่วโมงคือเวลากินและนอน แต่เพื่อผลประกอบการที่ได้ก็นับว่าคุ้มค่า
“พี่สาวนิยายของพี่สนุกจนวางไม่ลงเลย แต่ก็นะพล็อตที่พี่ทำง่ายเกินไปหรือเปล่า นางร้ายและนางเอกเป็นเครือญาติกัน ตัวร้าย พระเอก ตัวประกอบ พระรองก็เป็นเครือญาติกันทั้งนั้น”
“ก็พี่น้องแย่งผู้ชายคนเดียวกันมันสนุกนี่นา” เหมยลี่นอนกระดิกเท้าอย่างสบายใจบนโซฟาตัวใหญ่ ในมือยังมีแอปเปิลลูกหนึ่งที่ถูกกัดกินไปกว่าครึ่งแล้ว ส่วนอีกมือก็ยังเลื่อนหน้าจอโทรศัพท์ดูกระแสนิยายใจโซเชียลอย่างสบายอารมณ์
“พี่ยังไงงานก็เสร็จแล้วหนูว่าพี่นอนหลับสักตื่นเถอะ หนูว่าสภาพพี่ไม่ไหวแล้วนะ” ดูขอบตาดำคล้ำของเหมยลี่นั่นสิ จะไหวแน่หรือ กลัวว่าจะวูบก่อนจะได้รับเงินก้อนใหญ่น่ะสิไม่ว่า
“อ๊อก แอ๊บเอิ๊นอิดออ อ่วยอ้วย อ๊อก (แอปเปิ้นติดคอ ช่วยด้วย)”
“พี่!” ลี่ลี่โยนหนังสือทิ้งทันที ก่อนจะเด้งตัวลงจากเก้าอี้ปราดเข้าช่วยพี่สาวทันที
เหมยลี่ใช้มือทุบอกตาเหลือก พยายามเอาเศษผลไม้ออกจากคอ แต่ไม่ว่าอย่างไรก็เอาไม่ออก เธอเริ่มหายใจลำบากสติเลือนราง รู้สึกมึนหัวราวกับโลกกำลังหมุน หูหรือก็ได้ยินเสียงดังแว่วเหมือนมีใครสักคนเรียกอยู่ในที่ไกลแสนไกล
ใคร ใครเรียกฉัน...
ณ โรงเตี๊ยมหวงตี้เหลา
โรงเตี๊ยมหวงตี้เหลาขึ้นชื่อที่สุดในเมืองหลวงแคว้นต้าเหลียง เหล่าลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการทั้งด้านอาหารและศิลปะทุกแขนง
ทว่าตอนนี้ผู้คนกลับมิได้สนใจอาหารหรือการแสดง ด้วยเหตุการณ์ตรงหน้าพวกเขาตอนนี้หาดูได้ยากยิ่ง เมื่อเหล่าตัวแทนบุปผชาติทั้งสี่มารวมตัวกัน ทั้งยังมีสถานะพิเศษเป็นถึงบุปผชาติแห่งสี่ฤดู จึงไม่แปลกที่ใคร ๆ ต่างก็ให้ความสนใจ
ข้างกายของพวกนางยังมีเหล่าบุรุษสูงศักดิ์นั่งแนบชิด สายตาทุกคู่ต่างพากันจับจ้องไปที่พวกเขาแปดคน โดยเฉพาะอีกกลุ่มสตรีที่อยู่ทิศทางฝั่งตรงข้าม เมื่อได้เห็นภาพความรักอันหวานชื่นพวกนางเหล่านั้นกลับถอนหายใจขึ้นพร้อมกัน ราวกับว่านัดหมายกันไว้ก่อนแล้วอย่างไรอย่างนั้น ต่างฝ่ายต่างความคิดทว่าจุดหมายกลับไปในทางเดียวกัน
สี่สตรีนั่งร่วมโต๊ะเพ่งมองคนทั้งแปด สายตาพวกนางหลากหลายอารมณ์ยากจะคาดเดา ทว่าเมื่อได้รับสายตาตอบกลับของคนที่นั่งจากฝั่งตรงข้าม กลับทำเอาสี่สตรีตระกูลใหญ่พานไม่ชอบใจเอาเสียเลย
“เป็นแค่ลูกอนุหาบุรุษสูงศักดิ์เกาะได้แค่นี้คิดว่าตนเองสูงส่งนักหรือไง” บุตรสาวคนโตจวนเสนาบดีลู่ ลู่ฉู่หรัน
“แค่ลูกพี่ลูกน้องทำตัวราวกับปลิงตัวหนึ่ง คิดจะเทียบชั้นข้าคงต้องรอไปอีกสิบชาติกระมัง” บุตรสาวเพียงคนเดียวแห่งจวนแม่ทัพหลิน หลินเฟยเฟย
“โชคดีมีวาสนาได้ก็เพราะพึ่งบารมีผู้อื่น แต่กลับทำตัวหยิ่งผยองหลงลืมชาติกำเนิด มีอะไรน่าอิจฉากัน” บุตรสาวคนรองแห่งจวนกั๋วกงตระกูลเซิ่ง เซิ่งหวั่นเอ๋อร์
“เด็กข้างถนนไม่มีแม้แต่บ้านอยู่ในวันนั้น กลายเป็นคนที่วางตัวเหนือผู้อื่นไปแล้วหรือนี่” บุตรสาวคนโตจวนมหาเสนาบดีฝ่ายขวาตระกูลเย่ เย่ชิงลั่ว
สตรีทั้งสี่สบถขึ้นพร้อมกัน ต่างคนต่างตกอยู่ในภวังค์ของตนเอง จมอยู่กับอดีตแห่งความเจ็บช้ำที่พวกนางได้รับ ไม่ว่าตอนไหน ไม่ว่าเมื่อไร ก็เป็นได้เพียงนางร้ายที่ไม่มีสิทธิ์เลือก ไม่ทำเขา เขาก็ทำเรา พวกนางก็แค่ปกป้องตนเอง กลับถูกตราหน้าว่าเป็นคนไม่ดีเช่นนั้นน่ะหรือ
“บุปผชาติสี่ฤดูมันก็แค่นิยายประโลมโลก มีสิทธิ์อะไรมาบงการชีวิตข้า”
ทั้งสี่พูดขึ้นพร้อมกันโดยมิได้นัดหมายแต่อย่างใด ทว่าเมื่อตั้งสติได้ทุกคนต่างมีสีหน้าตกใจ คำพูดที่ออกจากปากมันเหมือนกันราวกับพบเจอเรื่องเดียวกันมาอย่างไรอย่างนั้น
“มิใช่ว่าพวกเจ้า...” ลู่ฉู่หรันเอ่ยไว้เพียงเท่านั้นทุกคนก็รู้ถึงความหมายที่นางต้องการสื่อถึงทันที พานทำให้ประหลาดใจไม่น้อย นางหรือก็นึกว่ามีแค่ตัวเองที่รู้เรื่องนี้เสียอีก
บุตรสาวจากตระกูลใหญ่พยักหน้าพร้อม ๆ กัน เป็นอันว่ารู้กันดี พวกนางเป็นเพียงนางร้ายในนิยายเรื่องหนึ่งก็เท่านั้น นั่นเท่ากับว่าทุกคนจะต้องพบจุดจบเหมือนกัน ถ้าไม่ตายก่อนก็กลายเป็นบ้าเสียสติ ทว่าหนึ่งในสี่นางร้ายกลับมีคนผู้หนึ่งที่เหมือนจะวนเวียนซ้ำ ๆ มากกว่าใคร
“เช่นนั้นก็เท่ากับว่าพวกเรามีชะตาเดียวกัน พวกเรามาเป็นพันธมิตรชั่วคราวกันเถอะ หลังจากนี้หากมีใครต้องการให้ข้าช่วยเหลือขายินดี” ลู่ฉู่ หรันถือว่าตนนั้นมีประสบการณ์มากกว่าใคร ทั้งนางยังมีชีวิตยืนยาวมากกว่าคนอื่น นั่นเท่ากับว่านางสามารถให้คำแนะนำคุณหนูทั้งสามคนได้ กระนั้นการอยู่ของนางก็ไม่รู้ว่าจะมีประโยชน์หรือไม่ ไม่รู้ว่าจะเปลี่ยนชะตาไปทำไมในเมื่อไม่เคยทำสำเร็จเลยสักครั้ง
“ได้ ท่านก็เช่นกัน หากต้องการความช่วยเหลือมาหาข้าได้ทุกเมื่อ” หลินเฟยเฟยยิ้มอ่อน กระนั้นการช่วยเหลือของนางก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง เพราะนางได้วางแผนไว้แล้วว่าอีกครึ่งปีจะไปจากที่นี่ ออกไปใช้ชีวิตกับบุตรที่กำลังจะเกิดมาในอนาคตในอีกไม่ช้า
“ข้าก็เช่นกัน ยินดีต้อนรับพี่สาวน้องสาวทุกเมื่อ แต่ว่าต้องรีบหน่อยนะ หากช้าข้าอาจจะช่วยใครไม่ได้” เซิ่งหวั่นเอ๋อร์หัวเราะร่วน ชีวิตนางต่อจากนี้อาจจะต้องตกต่ำกลายเป็นอนุของใครบางคนก็ได้ใครจะไปรู้ แต่ใช่ว่าชะตาเช่นนี้นางจะยอมอยู่เฉย ๆ ให้เกิดขึ้นกันเล่า
“จวนมหาเสนาบดียินดีต้อนรับพี่สาวน้องสาวเช่นกัน” เย่ชิงลั่วยกจอกสุราแห่งพันธมิตรยื่นออกไปตรงหน้า ชะตานางร้ายอะไรกัน ข้านี้แหละจะเป็นคนแหกทุกกฎเกณฑ์นั้นเอง
“ดี แด่มิตรภาพที่ดีของเรา” แม้แต่คนนอกก็ยังดีกว่าคนในครอบครัวเสียอีก ฉู่หรันยิ้มรับให้กับมิตรภาพใหม่ ยกจอกสุราชนกับเย่ชิงลั่วแด่ผู้มีชะตาเดียวกันกับนาง
จากนั้นเหล่านางร้ายทั้งสี่ต่างยกจอกสุราชนกัน ฉลองให้กับมิตรใหม่และการหลุดพ้นจากบทบาทที่พวกนางไม่ต้องการ
ในเวลาที่นางคิดว่าจัดท่าได้ดีที่สุดแล้ว แต่ก็ดันลื่นเพราะมือมีเหงื่อออกเยอะ ข้างที่ต้องจับปลายเท้าไว้ดันลื่นหลุด จึงทำให้ทรงตัวต่อไปไม่ได้ ทำให้ล้มหน้าทิ่มพื้นอย่างไม่ทันตั้งตัวหน้าผากปูด คางแตก กำเดาไหล รวมไปถึงฝ่ามือมีรอยแตกจากการใช้ค้ำพื้นคิดมาถึงตรงนี้ หญิงสาวก็ปาดน้ำตาอีกหนึ่งครั้ง ไม่ได้เจ็บเพราะล้ม แต่ร้องเพราะอับอายต่างหาก เวลานั้นสายตาทุกคู่ต่างก็มองมาที่นางเป็นตาเดียวกัน ถึงไม่มีคำพูด แต่นางรู้ว่าทุกคนต้องหัวเราะอยู่เป็นแน่โชคดีนักที่เด็ก ๆ ไม่อยู่บ้าน ต่างก็เติบโตมีช่องทางทำมาหากินเป็นของตนเอง ถ้าหากอยู่บ้านกันครบน่ะหรือ เสี่ยวหลินคงได้ล้อนางไม่หยุดแน่ส่วนเหตุผลที่นางไม่บอกสามี ไม่ใช่ว่าไม่อยากบอก ทว่าตอนที่อีกฝ่ายเข้ามาเล่นใหญ่ออกปานนั้น เสียงดังลั่นออกไปถึงด้านนอก ทั้งบ่าวไพร่ทั้งผู้คนนอกจวนต่างก็ได้ยินกันถ้วนหน้า ยังไม่นับรวมถึงทหารนายกองที่พามาอีกคิดดูสิว่า หากมีคนพูดปากต่อปาก ฮูหยินนายอำเภอล้มคางแตกเอง แต่ทำทีเป็นว่ามีคนปองร้าย เพื่อกลบเกลื่อนเรื่องความน่าอับอายของตนเองน่ะ มันจะเป็นเช่นไร สู้นางไม่พูดเสียยังดีกว่าด้านนอก ภายในห้องโถงสวีเซียวนั่งอยู่เก้าอี้ตรงกลา
สวีเซียวอยู่บนหลังม้าใบหน้าบึ้งตึง หากตอนนี้เขาฆ่าใครได้เขาทำไปแล้ว ทว่าคนผู้นั้นเป็นใครเขาไม่อาจทราบได้หลังจากบ่าวในจวนมาแจ้งเขาว่าฮูหยินเกิดเรื่อง เขาก็รีบรุดมาที่เกิดเหตุทันที พร้อมกับทหารรักษาการณ์นับสิบนายตามมาด้วย ชาวบ้านละแวกนั้นให้ความสนใจ เกิดอะไรขึ้น เหตุใดท่านนายอำเภอถึงได้พาทหารมามากมายถึงเพียงนั้นเมื่อมาถึงลานกลางเรือน ก็เห็นว่าภรรยารักหน้าผากปูดบวม คางแตก ฝ่ามือทั้งสองข้างแตกเป็นแผลถลอก เป็นเช่นนี้จะไม่ให้เขาโมโหได้อย่างไร ตนหรือทะนุถนอมนางราวกับไข่ในหิน แต่กลับมีคนทำร้ายนางให้บาดเจ็บถึงเพียงนี้ร่างสูงช้อนอุ้มภรรยาขึ้นมาแนบอก ก่อนจะออกคำสั่งให้คนไปตามหมอ จากนั้นตัวเขาก็พานางเข้าไปพักในห้องแค่เห็นนางต้องเจ็บตัวเช่นนี้เขาก็ใจแทบขาด มันผู้ใดกล้ามาทำร้ายภรรยารัก ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห กระนั้นก็ยังทำอะไรไม่ได้ เมื่อเหมยลี่ไม่ยอมปริปากให้เบาะแสเลยสักคำ สวีเซียวจึงได้แต่สั่งให้ทหารที่ติดตามมารอฟังคำสั่งอีกทีทว่ายังไม่ทันจะได้ถามอะไร ท่านหมอก็เข้าห้องมาพอดี สวีเซียวจึงถอยออกมาให้ท่านหมอรักษาบาดแผลของนางก่อน หลังจากท่านหมอกลับไป เขาจึงไม่รอที่จะหาความกระจ่าง ซักถามถึงสาเหตุที่ทำใ
ดังนั้นเมื่อตนออกตามหาเหมยลี่ไปตามที่ต่าง ๆ อาเหิงที่อยู่ในความดูแล ชื่นชอบการท่องเที่ยว มีหรือจะยอมอยู่ในพระราชวัง ที่เปรียบเสมือนกรงขังนั้นได้ในระหว่างงานพิธีดำเนินต่อไปตามขั้นตอน คนที่เกร็งที่สุดเห็นทีจะเป็นเถ้าแก่เปียว เขาที่นั่งอยู่ข้างผู้สูงศักดิ์ ได้ยินเหล่าท่านผู้นั้นพูดคุยกันชัดเจน ก็ได้แต่คิดว่า ตนรับใครมาเป็นบุตรสาวบุญธรรมกันแน่แม้แต่พระชายาและท่านอ๋องผู้ทรงอำนาจ เหมยลี่ก็ยังรู้จัก เมื่อครู่บทสนทนาจากพระชายารุ่ยอ๋องบอกว่า นางเป็นอดีตองค์หญิงใหญ่ ที่ฝ่าบาททรงตามใจมากที่สุด และยังเป็นผู้มีพระคุณต่อทุกพระองค์อีกด้วยได้ยินดังนั้น เถ้าแก่เปียวก็ถึงกับแอบเช็ดเหงื่อ ใจคอไม่ค่อยดี เกรงว่าจะไปทำให้บุตรสาวคนนี้ไม่พอใจเข้าสักวัน ในตอนรับถ้วยชาคารวะของคู่บ่าวสาว มือคู่นั้นก็ยังสั่นไม่หยุด เกือบทำคว่ำใส่เหมยลี่อยู่รอมร่ออยู่ดีไม่ว่าดีได้เกี่ยวดองกับเชื้อพระวงศ์เสียอย่างนั้น มิรู้ว่านี่เป็นวาสนาหรือวิบากกรรมกันแน่ ต่อจากนี้จะทำอะไรก็คงต้องคิดให้ดีเสียก่อน ไม่เช่นนั้นชีวิตในบั้นปลายของตน คงไม่ได้สงบสุขเป็นแน่เมื่อถึงยามค่ำ เป็นช่วงเวลาที่ต้องเข้าหอ แต่กลับต้องใช้ไปกับการร่วมโต๊ะอาหาร
เถ้าแก่เปียวยกแขนเสื้อขึ้นซับน้ำตาด้วยความปลื้มปีติ ไม่คิดว่าเหมยลี่คนที่ตนรักเหมือนบุตรสาวคนหนึ่ง ที่ผ่านมาเป็นห่วงอยู่ไม่น้อย ห่วงว่าจะพาลูกทั้งสามไปได้ตลอดรอดฝั่งหรือไม่ ห่วงว่านางและหลาน ๆ จะกินอิ่ม หรือได้รับความลำบากไหมแต่มาวันนี้ พอได้เห็นเหมยลี่ได้ดี เขาก็อดดีใจด้วยไม่ได้ ตนมองคนไม่ผิดจริง ๆ ความช่วยเหลือที่ให้ไปไม่สูญเปล่าเลย อีกทั้งไม่คิดว่าเจ้าเด็กคนนี้ จะมาขอให้ตนเป็นพ่อในวันแต่งงาน จะไม่ให้รู้สึกปลาบปลื้มได้อย่างไร“เมื่อครู่ เจ้าว่าอะไรนะ” เถ้าแก่เปียวยังคงไม่เชื่อหู ถึงขั้นถามย้ำสองครั้งเพื่อความมั่นใจ“ช่วยเป็นญาติฝั่งเจ้าสาวให้ข้าได้หรือไม่เจ้าคะ ท่านพ่อ” เหมยลี่นั่งคุกเข่าตรงหน้าเถ้าแก่ พร้อมกับยกถ้วยชาค้างไว้เช่นนั้น ในใจก็แอบกังวลอยู่สักหน่อย ไม่รู้ว่าเถ้าแก่จะรับไหว้นางหรือไม่“ดี ๆ ในเมื่อลูกสาวจะออกเรือนแล้ว พ่อคนนี้จะไม่ยอมได้อย่างไร”เปาเปียวรับถ้วยน้ำชาจากมือบุตรสาวบุญธรรม ก่อนจะยกขึ้นจิบหนึ่งอึกเพื่อเป็นการรับไหว้ พิธีรับเป็นบุตรสาวก็เป็นอันเสร็จสิ้น ใบหน้าเหี่ยวย่นเต็มไปด้วยรอยยิ้ม พลางคิดว่าตอนนี้ตนมีทั้งบุตรสาวบุตรชายแล้วหรือนี่ ช่างดีจริง ๆ มิหนำซ้ำยังม
บทที่ 12ยังไม่ทันจะได้พูดสิ่งใดหรือแม้แต่คิดหาวิธีที่รั้งจ้าวหลิวหมิงไว้กับตัว ลู่เยี่ยนถิงกลับถูกทิ้งให้เดียวดายท่ามกลางสายตาผู้คน นางอยากกรีดร้องให้สาสมกับความอัดอั้นตันใจ เมื่อก่อนตนพูดแค่ไม่กี่ประโยคท่านอ๋องก็ล้วนแล้วแต่ยอมทั้งนั้น เพราะนังฉู่หรันพระองค์ถึงได้เปลี่ยนไปเป็นคนละคนเช่นนี้ลู่เยี่
บทที่ 12“เพ่ยซานเสด็จพ่อเล่า เหตุใดถึงมีแค่เจ้าอยู่ตรงนี้” เจ้าเฟยเฟิงได้ของเล่นเป็นที่พอใจแล้ว เขาหมายใจจะขอกลับก่อนเพื่อเปิดโอกาสให้เสด็จพ่อได้อยู่กับเสด็จแม่ตามลำพัง ทว่ารู้ตัวอีกทีกลับเห็นแค่คนสนิทของบิดา แต่บิดาไม่อยู่แล้ว“เรียนซื่อจื่อท่านอ๋องอยู่กับจวิ้นอ๋องด้านบนโรงเตี๊ยมพ่ะย่ะค่ะ”“อยู่ก
บทที่ 11ท่านหญิงแห่งจวนโหวถึงกับคลึงขมับเพื่อคลายอาการปวดหัว ทำงานมาทั้งวันต้องมาเจอเรื่องให้หนักใจ ให้ตรวจบัญชีและสินค้าในร้านค้าต่อไปไม่ไหวแล้ว ออกไปสูดอากาศสักหน่อยก็คงจะดีทว่าอีกใจกลับรู้สึกเป็นห่วงบุตรชายขึ้นมาเสียดื้อ ๆ มิใช่ว่าเชื่อคำของลู่เยี่ยนถิง นางเชื่อว่าเจ้าเด็กดื้อเอาตัวรอดได้ แต่เ
บทที่ 11“คุณหนู ท่านหญิงสือจี้อยู่ทางโน้นเจ้าค่ะ” สาวใช้ผู้ติดตามวิ่งหน้าตั้งรายงานผู้เป็นนาย พลางชี้มือชี้ไม้ให้นายสาวเห็นเป้าหมาย“ดี” ลู่เยี่ยนถิงจ้องมองเป้าหมายไม่วางตา นับตั้งแต่ท่านอ๋องแต่งงานกับพี่สาว พระองค์ก็ทำตัวห่างเหินอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เข้าหาก็ถูกปฏิเสธ ไม่เคยได้อยู่กันสองต่อสองอย่











