เข้าสู่ระบบ“องค์หญิงได้เวลาแล้ว”
เสียงของหญิงชราดังแผ่วเบา เสียงนั้นคล้ายมีแรงดึงดูดบางอย่างฉุดกระชากจิตใจขององค์หญิงสิบเอ็ดให้จมลงสู่ความว่างเปล่า ความรู้สึกหนาวเย็นแทรกซึมเข้าไปทั่วร่าง ยิ่งพยายามขยับ ก็ยิ่งเหมือนร่างไม่ใช่ของตัวเอง
ทำไมหนาวเช่นนี้…
ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัวก็กึกก้องขึ้น
“อันหราน!!! พี่บอกให้เจ้ากลับมา!!”
องค์หญิงสิบเอ็ดลืมตาขึ้นในฉับพลัน นางสำลักออกมาแรงจนทั้งร่างสั่นสะท้าน น้ำเย็นไหลออกจากริมฝีปากของนางอย่างต่อเนื่อง ภาพแรกที่นางเห็นคือเงาร่างหนึ่งทาบทับเหนือศีรษะ พร้อมกับเสียงหอบหายใจแรง ๆ ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ชายผู้นี้มิใช่ม่อเหยียนหรือ? เหตุใดมองข้าแล้วร้องไห้ออกมาเช่นนี้ ?
อย่าร้อง...บุรุษที่แกร่งและดุดันเช่นเจ้าไม่เหมาะกับน้ำตาเลยสักนิด
“อันหรานฟื้นแล้ว!”
ม่อเหยียนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้ารีบประคองศีรษะของหญิงสาวขึ้น ใบหน้าคมคายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ บางส่วนเป็นน้ำในแม่น้ำ และบางส่วนเป็นน้ำตาที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็น
“หรานเอ๋อร์เจ้าได้ยินพี่หรือไม่ ตอบพี่สิ”
องค์หญิงสิบเอ็ดยามนี้รู้สึกเหนื่อยล้าจนไม่อาจฝืนร่างกายได้อีกต่อไป เปลือกตาของนางรู้สึกหนักอึ้งก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป
“อันหราน! อันหราน!! อย่าหลับ! มองพี่ มองพี่สิ!!” ม่อเหยียนมองเห็นเปลือกตาของหญิงสาวค่อย ๆ ปิดลง สีหน้าที่เพิ่งสว่างโล่งของเขากลับซีดเผือดลงอีกครั้ง
“ท่านอ๋องพาแม่นางไป๋กลับจวนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ส่งคนไปตามท่านหมอแล้ว”
ม่อเหยียนไม่กล่าวอะไร เขาเพียงขบกรามแน่นแล้วอุ้มร่างของอันหรานขึ้นอย่างระมัดระวังแต่แข็งแรง ร่างบางของนางเย็นจนทำให้คนอุ้มรู้สึกเสียววาบไปทั้งอก ราวกับกำลังอุ้มก้อนน้ำแข็งที่หากช้าเพียงอึดใจก็อาจแตกสลาย
“อันหราน...หากเจ้าเป็นอะไรไปพี่จะสังหารคนตระกูลชุนให้สิ้น”
ความเงียบงันภายในห้องพักกว้างของจวนอ๋องม่อเหยียนถาโถมเข้ามาเป็นระลอก ราวกับจะบีบคั้นหัวใจให้เต้นช้าลงทีละจังหวะ แสงอาทิตย์ยามเช้าเล็ดลอดผ่านระแนงไม้ ทอดเงาสีทองสลับดำบนพื้นห้อง แต่กระนั้น ความอบอุ่นของแสงกลับไม่อาจขับไล่ความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างหนึ่งบนเตียงใหญ่ได้เลย
องค์หญิงสิบเอ็ดผู้เคยเป็นปีศาจสูงศักดิ์ ใช้ชีวิตบนโลกร่วมหลายร้อยปีค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่สวยพร่ามัวเพราะอาการปวดศีรษะรุนแรงราวกับสมองกำลังถูกฉีกออกเป็นสองส่วน
“อืม…น่ารำคาญนัก” นางพึมพำด้วยเสียงแผ่ว แต่แฝงความหงุดหงิด
หญิงสาวมองรอบห้อง สายตาคมกริบไล่ไปตามทุกมุมอย่างระวัง ก่อนจะหยุดลงที่ภาพที่ทำให้นางเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ม่อเหยียนฟุบหลับอยู่บนขอบเตียง มือใหญ่ของเขากุมมือของนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงชั่วเสี้ยววินาทีนางจะเลือนหายไปอีกครั้ง
เดี๋ยวนะ...เขากุมมือข้าเหรอ??
“อันหราน…เจ้าคิดจะหนี้อีกแล้วหรือ”
ม่อเหยียนเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาชัดเจนว่าตลอดค่ำคืนอันยาวนานเขาไม่ได้พักผ่อนเลย นัยน์ตาคมมองใบหน้าของหญิงสาวราวกับกลัวว่าหากละสายตาเพียงชั่วครู่นางจะหายไป
องค์หญิงสิบเอ็ดนิ่งไปหนึ่งอึดใจ เดิมแล้วนางเป็นปีศาจใช้ชีวิตมาห้าร้อยปีย่อมไม่ใช่คนเขลา นางมองม่อเหยียนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก่อนเริ่มใช้ความคิดประเมินเหตุการณ์
การที่ม่อเหยียนสัมผัสนางได้นั่นหมายถึงนางไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อนอีกแล้ว
นั่นหมายความว่า....ไป๋อันหรานสละร่างกายนี้ให้นางแล้ว
“พะ…พี่ชาย?” นางเอ่ยเสียงแผ่วแต่ในแววตากลับไม่มีความสั่นไหว
คำเรียกขานที่เปลี่ยนทำให้ม่อเหยียนชะงักเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้นเขาก็หันมาเอ่ยตำหนิหญิงสาวทว่าน้ำเสียงกลับไม่ได้รุนแรงนัก
“ยังรู้ด้วยหรือว่าข้าคือพี่ชายของเจ้า หรานเอ๋อร์เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่รู้สึกเช่นไรที่เจ้าทำเช่นนั้น หากเจ้าตายไปจริง ๆ พี่คงตายตามเจ้าไป” เสียงของเขาสั่นไปหมดในตอนท้าย
คำพูดของม่อเหยียนนั้นราวกับช่วยยืนยันในสิ่งที่องค์หญิงสิบเอ็ดคาดการณ์ไว้ทั้งหมด นางในตอนนี้เข้ามาอยู่ในร่างไป๋อันหรานแล้ว
ถ้าเช่นนั้น...แล้วเด็กในท้องเล่ายังอยู่หรือไม่?
เมื่อตระหนักได้ว่าก่อนที่ตนเองจะเข้ามาสวมร่าง ไป๋อันหรานคนเก่าไปกระทำเรื่องโง่เขลาอย่างการกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แรงกระแทกกับผิวน้ำอาจทำให้เด็กในท้องได้รับอันตรายก็ได้ มือบางยกขึ้นลูบที่หน้าท้องนูนของตนเองแผ่วเบาอย่างลืมตัว
ม่อเหยียนมองการกระทำนั้น ก่อนเอ่ยเสียงเย็นปนตำหนิ
“ยังห่วงลูกหรือ…นึกว่าเจ้าหลงสวะนั่นจนละทิ้งทุกอย่างแล้วเสียอีก”
องค์หญิงสิบเอ็ดเม้มริมฝีปากก่อนเอ่ยถามเสียงราบเรียบ “เด็กคนนี้…ปลอดภัยหรือไม่”
“ปลอดภัยดี” ม่อเหยียนตอบทันทีราวกับกลัวนางจะคิดสั้นอีกครั้ง “ท่านหมอบอกว่าเด็กไม่ได้รับอันตราย แม้เจ้าจะกระทำเรื่องโง่เง่านั้นลงไป”
คำว่าโง่เง่าทำให้หญิงสาวหัวเราะขึ้นเบา ๆ
“โง่เง่า? สำหรับข้านางโง่เขลาจนเกินจะเยียวยาด้วยซ้ำ”
ม่อเหยียนขมวดคิ้วทันที ลมหายใจของเขาหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นางยิ้มให้เขาเล็กน้อยรอยยิ้มที่ดูราวกับอันหราน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นยะเยือกและลึกล้ำจนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจชั่วขณะ
“พี่ชาย ข้าขออยู่คนเดียวสักครู่เถิด” นางพูด
“ไม่” เขาตอบทันควัน
หญิงสาวขยับยิ้มบาง ๆ ยิ้มแบบปีศาจที่อ่านความปรารถนาของผู้อื่นออกอย่างง่ายดาย นางรู้ดีว่าบุรุษตรงหน้าคงกลัวว่านางจะคิดฆ่าตัวตายอีก หากปล่อยให้อยู่คนเดียวคงเป็นเรื่องอันตรายเกินไป
แต่ว่าข้าในตอนนี้ไม่ใช่ไป๋อันหรานผู้โง่งมในรักคนนั้นเสียหน่อย
“ข้าสัญญา จะไม่ทำเช่นนั้นแล้ว”
ม่อเหยียนจ้องหน้านางนิ่ง ก่อนก้มใบหน้าลงใกล้พลางพูดด้วยน้ำเสียงต่ำ นิ่ง แต่ทรงพลังจนทำให้นางต้องเลิกคิ้วอีกครั้ง
“อันหรานหากเจ้าคิดทำอะไรโง่ ๆ อีก ข้าจะฆ่ามู่หยางให้มันตายตามเจ้าไป” เขาสบตากับนางนิ่งก่อนเอ่ยต่อเสียงเย็น “เจ้า รู้ใช่ไหม…ว่าข้าพูดจริง”
องค์หญิงสิบเอ็ดหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“พี่ชาย…ท่านน่าสนใจยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก” นางยิ้มให้เขารอยยิ้มที่หวานแต่แฝงพิษร้าย
รอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้าทำให้ม่อเหยียนเผลอใจเต้นแรงไปชั่วขณะ เขาถอนหายใจแรงก่อนจะหันกายเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งให้นางอยู่ลำพังในห้องเงียบ ๆ
เมื่อเสียงประตูปิดลง ความเย็นเฉียบราวกับแรงดันพลังปีศาจก็แผ่กระจายออกมาจากร่างของไป๋อันหรานทันที แววตาของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเหมือนโลหิต ผมยาวสลวยพลิ้วขึ้นเล็กน้อยตามแรงพลังงานที่ปลดปล่อย
“ข้าใช้พลังปีศาจได้…อย่างหญิงชราคนนั้นกล่าวจริง ๆ” นางพูดอย่างพอใจ
ทว่าไม่นานนักภายในห้องก็มีร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ หญิงสาวในอาภรณ์สีดำสนิทค่อย ๆ คุกเข่าลงตรงหน้าหญิงสาวด้วยความเคารพ
“องค์หญิง”
“ต้าลู่?” นางเรียกชื่อรับใช้ที่คุ้นเคยพลางขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
“ข้ารับรู้ถึงพลังของท่านจึงตามมา องค์หญิงยังไม่ตายจริง ๆ แต่เหตุใดใบหน้าของท่านถึง.....”
ยังไม่ทันที่ต้าลู่จะเอ่ยจบ องค์หญิงสิบเอ็ดหรือไป๋อันหรานในยามนี้ก็พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นและขี้เล่นปนกันแปลกประหลาด
“เจ้าพวกพี่ชายโง่ของข้าเป็นเช่นไรบ้าง?”
คำถามของนางไม่ได้มีแววห่วงใยสักเสี้ยว กลับมีเพียงความหงุดหงิดในหางเสียงเหมือนผู้เป็นพี่สาวที่เลี้ยงดูน้องชายมาตลอดหลายร้อยปี แต่เจอพวกน้องไม่เอาไหนจนอยากจะเด็ดหัวทิ้งทุกคนให้รู้แล้วรู้รอด
ต้าลู่ก้มศีรษะตอบ “เหล่าองค์ชายในตอนนี้ต่างโศกเศร้าให้กับการจากไปขององค์หญิงเพคะ พวกเขาและบรรดาอนุของท่านต่างปิดตำหนักไม่ออกมาเจอผู้ใดเลย”
อันหรานถึงกับถอนหายใจแรง ดวงตาแดงเรื่อวาววับ เผยความไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง
“เจ้าพวกโง่…เช่นนี้อำนาจก็ตกอยู่ที่ท่านพ่อหมดน่ะสิ” น้ำเสียงนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองจริงจังต่างจากใบหน้าที่ดูสงบนิ่ง
ตลอดหลายร้อยปีนางสร้างฐานอำนาจให้พวกเขา ตั้งใจเดินหมากอย่างระมัดระวังเพียงใด แต่นี่กลับกำลังถูกพวกพี่ชายโง่ทำแตกกระจายเพราะมัวแต่ร้องไห้เสียใจให้ความตายของนาง
ช่างน่าหงุดหงิดนัก…
ต้าลู่เอ่ยเสียงนุ่มหวังปลอบใจ “ข้าคิดว่าอีกไม่นานองค์ชายจะรับรู้ถึงพลังของท่าน และคงจะตามมาหาท่านเพคะ”
อันหรานกระตุกยิ้มเย็น
“ว่าแต่เจ้าเถอะ รับรู้พลังข้าเร็วเช่นนี้…ตามหามาตลอดหรือ”
คำถามที่เหมือนแหย่ แต่ในน้ำเสียงนั้นกลับคล้ายว่าองค์หญิงรู้คำตอบอยู่แล้ว เมื่อเห็นต้าลู่ชะงักไปครู่หนึ่ง อันหรานก็หัวเราะเบา ๆ พลางเอื้อมมือบรรจงลูบศีรษะของต้าลู่แผ่วเบา
“เด็กดี”
เพียงสองคำ ความอดทนที่ต้าลู่เก็บกลั้นมาตลอดหลายวันก็ตัดขาดลงทันที หญิงสาวเงยหน้าขึ้นก่อนพุ่งเข้าไปกอดองค์หญิงแน่น พลางเอ่ยเสียงสั่นพร่า
“องค์หญิง…ข้าคิดถึงท่านนัก”
ความสูญเสียที่นางเผชิญในวันที่องค์หญิงตายเกือบผลักให้ต้าลู่ปลิดชีพตัวเองตายตามผู้เป็นนายไป หากไม่ใช่ว่าหญิงชราแปลกหน้ามาปรากฏตัว บอกว่าวงเวียนชะตายังไม่จบและองค์หญิงจะกลับมาอีกครั้งนางคงไม่มีชีวิตยืนอยู่ตรงนี้แล้ว
อันหรานแตะไหล่ของต้าลู่เบา ๆ
“ต้าลู่…อย่ากอดแน่นนัก ข้าตั้งครรภ์อยู่”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งบรรยากาศหยุดนิ่งทันควัน ต้าลู่ผละออกอย่างตกใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างจนดูเหมือนจะหลุดออกมา
“ตั้งครรภ์? ผู้ใดกัน ผู้ใดมันบังอาจ…”
ความโกรธของหญิงสาวทำให้ไอสีดำของปีศาจแผ่ออกมาจนเหมือนอากาศจะสั่นสะเทือน แต่ยังไม่ทันได้ถามต่อ เสียงทุ้มจากด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“อันหราน ข้าเข้าไปนะ”
เพียงได้ยินเสียงของม่อเหยียนรอยยิ้มของอันหรานก็หายไปทันที นางกระพริบตาครั้งหนึ่งเพื่อปรับสีดวงตาจากแดงเรื่อให้กลับมาเป็นสีน้ำตาลอ่อนเฉกเช่นมนุษย์ธรรมดา พร้อมกำจัดกลิ่นอายปีศาจในห้องให้หายไปอย่างรวดเร็ว
ด้านต้าลู่เองแม้จะอยากถามเรื่องเกี่ยวกับเด็กในท้องแต่นางก็ต้องเก็บความสงสัยเอาไว้ ร่างบางพลันหายวับไปทันทีราวไม่เคยอยู่ในห้องตั้งแต่แรก
ประตูบานไม้ถูกผลักเข้ามาในห้องพร้อมร่างสูงสง่าของม่อเหยียนที่แบกอ่างน้ำหนักไม่น้อยไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว ไอน้ำร้อนผสมกลิ่นสมุนไพรโชยออกมาจาง ๆ เกิดเป็นกลิ่นหอมอุ่นที่ไม่ฉุนมาก
“มา เจ้าไปนั่งก่อน” เขาพูดด้วยท่าทีจริงจังแต่แฝงความระมัดระวังลึก ๆ
อันหรานยกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาถืออ่างน้ำเข้ามา ร่างบางเดินไปนั่งตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย พร้อมเอียงหัวมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างประเมินพฤติกรรม
“ท่านจะทำอะไร?”
“น้ำสมุนไพร ท่านหมอบอกว่าเจ้าควรแช่เท้า มันจะดีต่อเจ้าและ…ลูก” ม่อเหยียนเอ่ยเสียงแผ่วลงเล็กน้อย
ร่างสูงย่อตัวลงต่อหน้าหญิงสาว เขาวางอ่างลงตรงหน้านางอย่างระมัดระวัง ก่อนเอื้อมมือไปจับข้อเท้าของไป๋อันหรานเพื่อถอดถุงเท้าออกอย่างแผ่วเบาและช้า ๆ ราวกับกลัวนางเจ็บเพียงนิดเดียว
“ให้ข้าทำเองเถิด พี่ชายมาทำเช่นนี้มันดูไม่ดี”
ม่อเหยียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนปนดื้อดึง
“อันหราน…ให้พี่ดูแลเจ้าเถอะ ให้พี่ได้ทำอะไรเพื่อเจ้าบ้าง”
ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง อันหรานมองชายตรงหน้าไม่วางตา ใบหน้าคมเข้มที่กำลังตั้งใจนวดเท้าให้นางด้วยความอ่อนโยนที่คนภายนอกไม่มีทางได้เห็น อันหรานอดชื่นชมชายผู้นี้ในใจไม่ได้ ช่างเสียดายที่นางอยู่ในร่างไป๋อันหรานน้องสาวของเขา หากนางอยู่ในร่างเดิมคงก็พาม่อเหยียนแต่งเข้าตำหนักไปแล้ว
ชายหนุ่มในอุดมคติของนางหาใช่คนอ่อนโยนไม่ แต่เป็นผู้ที่พร้อมจะร้ายกับคนทั้งโลกเพื่อปกป้องนาง และม่อเหยียน…ช่างเข้ากับคำนิยามนั้นไม่มีผิด
“ช่วงนี้เจ้าก็อยู่แต่ในจวนไปก่อน ข้างนอกอากาศหนาว ไม่ดีต่อเจ้ากับลูก”
อันหรานพยักหน้าอย่างแผ่วเบา “เจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มค่อย ๆ แช่เท้านางลงในน้ำอุ่นที่ผสมสมุนไพร สัมผัสนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงความใส่ใจที่ม่อเหยียนมีต่อไป๋อันหรานว่ามากมายเพียงใด
ไป๋อันหรานเจ้ามีพี่ชายดีเช่นนี้ยังจะต้องการอะไรอีก...
ม่อเหยียนยังคงก้มหน้านวดฝ่าเท้าให้หญิงสาวอย่างเงียบงัน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยถามเสียงต่ำแฝงไปด้วยความกังวลอย่างชัดเจน
“อันหราน…เจ้ายังคิดจะตายเพราะไอ้สวะนั่นอยู่อีกหรือไม่”
ประโยคที่ทิ่มแทงด้วยความเจ็บปวดลึก ๆ นี้ทำให้ห้องเหมือนจะหยุดเคลื่อนไหว อันหรานมองเขาอยู่นาน ก่อนโน้มตัวลงอย่างช้า ๆ มือบางของนางแตะปลายคางของเขา แล้วใช้ปลายนิ้วเชยให้เขาเงยหน้าขึ้นสบตา หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมา
“ข้าจะไม่ตาย ข้าจะอยู่กับพี่ชาย” น้ำเสียงอ่อนโยนแต่เจือเสน่ห์อันตรายบางอย่าง “พี่ชายช่วยดูแลข้าต่อไปได้หรือไม่”
คำถามนั้นเหมือนพันธนาการกำรอบหัวใจชายหนุ่มจนแน่น ม่อเหยียนจับมือของนางไว้ราวกลัวว่านางจะหายไปอีกครั้ง
“ย่อมได้” เขาตอบเสียงทุ้มต่ำ “ข้าจะดูแลทั้งเจ้าและลูกไปตลอดชีวิต แค่เจ้าไม่หนีข้าไปอีกก็พอ”
อันหรานหัวเราะเบา ๆ ยกยิ้มมุมปากสวยราวปีศาจในเงามืด
“ท่านดีเช่นนี้ ข้าจะหนีไปได้เช่นไร”
ในสายตาหญิงสาว ม่อเหยียนไม่รู้เลยว่าเขากำลังค่อย ๆ ถูกปีศาจล่อลวงโดยไม่รู้ตัว
และในสายตาม่อเหยียน นางคือสิ่งเดียวที่เขาต้องการปกป้อง แม้ต้องแลกด้วยทุกอย่างบนโลกใบนี้ก็ตาม
"เอามาให้ข้า ถ้าข้าไม่รีบตามไปเสี่ยวผิงนางจะเหงานะ เอามาให้ข้าสิ""ตั้งสติ ม่อเหยียน เห้อข้าไม่น่าใจอ่อนพาเจ้ามาเลย""ข้าอยู่ไม่ได้จริง ๆ หากไม่มีนาง"เจียวมิ่งมองม่อเหยียนก่อนจะถอนหายใจออกมา สิบเอ็ดเป็นแบบนี้แล้วเจ้ายังคิดว่าม่อเหยียนรักเจ้าเพราะพลังอีกหรือไม่ เห็นหรือไม่เจ้าสำคัญต่อพวกข้ายิ่งนัก"ข้าช่วยให้นางกลับมาได้ เพราะฉะนั้นตั้งสติได้แล้ว"เจียวมิ่งพูดจบก็เดินออกไป ม่อเหยียนเองที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเช็ดน้ำตาลวก ๆ ก่อนจะเดินตามไปทันที เจียวมิ่งก้มลงมองกล่องเล็ก ๆ ในมือของเขา สิบเอ็ดข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าจากไปแล้วทิ้งเจ้าตัวภาระทั้งสองคนไว้ให้ข้าหรอก"เจียวมิ่ง""เจ้ารออยู่ข้างนอก เดี๋ยวข้ามา"เจียวมิ่งพูดออกไป มีเพียงต้องขอสิ่งนั้น จึงจะนำร่างนางคืนมาได้ เขาสูดหายใจเขาก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน สระน้ำที่มีบัววิเศษมากมายอยู่"เหมือนข้าจะบอกแล้วว่าอย่าวุ่นวาย"จอมปีศาจพูดออกมาเสียงเรียบ เขามองเจียวมิ่งที่เดินเข้ามาหาเขา "ข้าต้องการดอกบัวที่ฟื้นฟูร่างปีศาจได้""ไม่ให้"เหอะ ไอ้ปีศาจใจแคบ "ข้าจะเอาไปช่วยสิบเอ็ด""นั่นยิ่งไม่ได้"จอมปีศาจพูดออกมา เขายกยิ้มมองเจียงมิ่งที่มีสีหน้ากำ
“สิบเอ็ด ไหน…อธิบายมาเสียที เจ้าสนใจในตัวมนุษย์ผู้นั้นจริงหรือไม่”เสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันประหนึ่งกำลังจะบีบคอใครสักคนให้ขาดใจ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แต่ยังคงก้มศีรษะต่ำอย่างนอบน้อม“จริง…เพคะ” น้ำเสียงของนางสั่นแต่หนักแน่น “ข้า…สนใจในตัวมนุษย์ผู้นั้นจริง”คำตอบได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ทุกองค์ชายในท้องพระโรงทันที“มันเป็นใคร?” องค์ชายอีกองค์หนึ่งลุกพรวดขึ้น ดวงหน้าเชิดขึ้นอย่างขุ่นเคือง“จับมันมาทรมานดีหรือไม่?”“อย่าลืมตัดหัวมันมาเป็นของขวัญให้สิบเอ็ดด้วยล่ะ” อีกองค์ชายหนึ่งยิ้มเหี้ยม ดวงตาเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ผิดเพี้ยน“ถลกหนังของมันออกมาก็ไม่เลว ปล่อยให้มันตายทั้งที่ยังรู้สึกเจ็บปวด… ฮ่า ๆ ๆ”เหล่าองค์ชายต่างเหลือบตามองกันด้วยรอยยิ้มอำมหิต พวกเขาไม่ได้โกรธที่นางสนใจมนุษย์ หากแต่โกรธที่มนุษย์ผู้นั้นบังอาจดึงความสนใจขององค์หญิงสิบเอ็ดไปจากพวกเขาราวกับคำพูดเหล่านั้นยังไม่พอ องค์ชายสองก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ทำให้ร่างเสี่ยวผิงชาวาบ“จริงสิ… เด็กคนนั้นยังอยู่หรือไม่ เด็กที่ทำให้สิบเอ็ดเจ็บปวดในตอนนั้น หากยังอยู่…จับมันมาด้วย”ภายใต้ความวุ่นวายของเสียงสนับสนุนให้สังหารมนุษย์
กลางดึกภายในกระโจมที่ตั้งอยู่ในท่านทหาร เสี่ยวผิงนอนหลับอยู่ทว่าจิตใจกลับไม่สงบ เงาดำมืดและเสียงสะอื้นยังคงก้องอยู่ในฝัน‘สิบเอ็ด… ดูสิดูคนที่เจ้ารัก’ เสียงแหบพร่าของราชาปีศาจอย่างดังขึ้น“ไม่…พี่ใหญ่อย่าทำเช่นนั้น!” นางกรีดร้อง ร่างกายสั่นเทาเหมือนถูกกระชากด้วยความหวาดกลัว น้ำตาไหลอาบแก้ม ทำให้หน้าเลอะเลือดฝันและเหงื่อ‘มนุษย์ผู้นี้หรือ… ที่จะแย่งเจ้าไปจากข้า? สิบเอ็ดปีศาจอย่างเราจะรักมนุษย์ได้ยังไง’ภาพม่อเหยียนและป๋อหลินถูกกระบี่สีดำจ้วงแทงกลางอก เส้นเลือดแดงพุ่งกระจาย ความเจ็บปวด ความสิ้นหวังและความสูญเสียประหนึ่งมีมือเย็น ๆ บีบแน่นอยู่บนหัวใจของนาง เสี่ยวผิงทรุดตัวลงบนพื้น แข้งขาอ่อนแรง ก่อนนางจะร้องไห้ออกมาราวกับสตรีเสียสติ‘องค์หญิงข้าบอกท่านแล้วไง หากอยู่เคียงข้างท่านพวกเขาจะต้องตาย’ เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนมือเย็นหนึ่งจะสัมผัสปลายคางของนาง จิ้งจอกขาวสบตานางด้วยดวงตาที่เย็นเฉียบและใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงความน่ากลัว‘การแลกเปลี่ยนของเราจะจบหลังจากเจ้าและข้าตาย’ เสียงนั้นไม่ใช่คำขู่ธรรมดา แต่เหมือนคำสั่งแห่งชะตากรรมเฮือก!เสี่ยวผิงสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก ใจเต้นแรง นางหันมองไปรอบ ๆ
สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างบานไม้ในห้องนอนของอันหราน กลิ่นชาอุ่น ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้แกะสลักอย่างเรียบง่าย แต่กลับแฝงความประณีต สายตาของนางทอดมองไปยังทหารหนุ่มผู้เข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาแดงระเรื่อจากความตื่นเต้นหรือความกังวลก็ไม่อาจบอกได้ แต่เมื่อเขากล่าวออกมา เสียงเรียบแต่ออกแน่วิตกนั้นก็กระแทกใจนางทันที“ฮูหยิน ปลาติดเบ็ดแล้วขอรับ”อันหรานเงยหน้ามองเขาอย่างนิ่งสงบ ไม่แสดงอาการดีใจหรือตื่นเต้นใด ๆ นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างใจเย็น ลิ้มรสชาอุ่นที่ปลอบประโลมจิตใจในขณะที่ความคิดของนางหมุนวนอยู่รอบไป๋เจินเจินและนายโลมผู้นั้นไป๋เจินเจิน เจ้าไม่ระวังตัวเลยสินะ...นางคิดในใจ สีหน้าเรียบเฉยของอันหรานไม่ได้สะท้อนความดีใจหรือพึงพอใจ กลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นเหมือนผิวน้ำที่สงบนิ่ง แต่ด้านใต้ความสงบนี้กลับแฝงด้วยแผนการที่ซับซ้อนไป๋อันหรานให้คนของตนเข้าไปติดตามไป๋เจินเจินเพื่อหวังจับชู้รักของนาง จนได้รู้ความจริงว่าไป๋เจินเจินมีชู้กับนายโลม ส่วนเด็กคนนั้นก็เป็นบุตรสาวของนางโลมที่นางตั้งท้อง ไป๋อันหรานนึกสมเพชแต่ก็อดไม่ได้ที่จะประเมินความกล้าของฝ่ายตรงข้าม ไป๋เจินเจินคง
ยามค่ำคืนภายในโรงเตี๊ยมยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดลอดช่องหน้าต่างและเสียงฝีเท้าผู้คนประปรายจากชั้นล่างเท่านั้น อันหรานเปิดประตูห้องออกมาช้า ๆ ก้าวเท้าพ้นธรณีบานประตูอย่างมั่นคงผิดไปจากก่อนหน้าในมือนางกำขวดเล็ก ๆ สีดำสนิทแน่นราวกับเป็นสิ่งเดียวที่สามารถยึดเหนี่ยวสตินางได้ตอนนี้แววตาของนางไม่เหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว ไม่ใช่ความสิ้นหวัง ไม่ใช่ความสับสน แต่เป็นความสงบนิ่งอันอันตรายเหมือนบ่อน้ำที่ดูเรียบสงบ แต่ซ่อนความลึกจนไม่อาจหยั่งถึงม่อเหยียนและป๋อหลินที่ยืนรออยู่กลางโถงต่างหันมามองทันทีที่เห็นนาง ม่อเหยียนก้าวมาหนึ่งก้าว สีหน้าของเขาแสดงถึงความห่วง“เจ้าจะไปแล้วหรือ?” เขาถามเสียงทุ้มต่ำ สายตาจับจ้องนางไม่วางตาอันหรานยกยิ้มให้เขาและป๋อหลิน รอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่เจือความเศร้าอีกแล้ว แต่กลับเหมือนคนที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างเด็ดขาดจนไม่อาจห้ามได้นางเดินเข้าไปหาป๋อหลินช้า ๆ แล้วโอบกอดเด็กหนุ่มแน่นเสียจนเจ้าตัวถึงกับสะดุ้ง“นี่…ท่าน?” ป๋อหลินอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เคยได้รับสัมผัสเช่นนี้จากนางมาก่อนอันหรานซบหน้าที่ไหล่ของเด็กหนุ่มลมหายใจสั่นน้อย ๆ แต่กลับเปี่ยมด้วยความหนักแน่นกว่า
ยามดึกของจวนเจ้าเมืองเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหนาวพัดลอดช่องหน้าต่าง ไอเย็นที่แทรกเข้ามาปะทะผิวทำให้ไป๋อันหรานสะดุ้งเฮือก นางลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนกหัวใจเต้นแรงราวกับถูกบีบแน่นในความเงียบงันภายในห้องนอน กลิ่นกำยานสงบจิตใจที่มู่หยางมักจุดไว้ก่อนนอนยังคงคลุ้งอยู่จาง ๆ แต่ตัวเขากลับหายไป...ไป๋อันหรานพลิกกายหันไปด้านซ้าย ด้านที่เขามักนอนอยู่แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าและผ้าห่มที่เย็นเฉียบ“ท่านพี่…” เสียงเรียกเบาราวลมหายใจ แต่ไม่มีผู้ใดตอบความกังวลพุ่งขึ้นราวกับคลื่นทะเลโถมเข้ากระแทกยอดเขา นางกัดริมฝีปากที่เริ่มซีดก่อนจะลุกพรวดขึ้นนัยน์ตาคู่งามเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นไม่จริง…เขาบอกว่าจะมีข้าเพียงผู้เดียวแล้วมิใช่หรือ…ความคิดนั้นหมุนวนในหัวราวกับมีเสียงหนึ่งกำลังย้ำซ้ำไปมา ไป๋อันหรานรีบดึงเสื้อคลุมบาง ๆ มาสวมแล้วเดินออกจากห้องไปด้วยฝีเท้าที่สั่นเล็กน้อย บ่าวรับใช้หลายคนยังคงตื่นอยู่แต่เมื่อเห็นนางก็ทำเพียงหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าทัก นางไม่สนใจทุกสายตา ไม่สนใจเสียงกระซิบใด ๆตอนนี้ในใจของนางมีเพียงความรู้สึกเดียวหวาดกลัว...หญิงสาวเดินตรงไปยังเรือนเล็กทางด้านตะวันตกที่พักของไป๋เจินเจ
ความเงียบสงบยามค่ำคืนโรยตัวปกคลุมเรือนพักอย่างอ่อนละมุน แสงตะเกียงน้ำมันตรงหัวเตียงส่องสว่างไหวระริกไปตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง นอกจากเสียงลมหายใจของอันหรานแล้ว เรือนทั้งหลังแทบไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว‘ข้าจะดูแลทั้งเจ้าและลูกไปตลอดชีวิต แค่เจ้าไม่หนีข้าไปอีกก็พอ’เสียงกระซิบแผ่วเบาของม่อเหยียนด
ลมอ่อนจากหน้าต่างกระทบกับผ้าม่านสีงาช้างพลิ้วไหวเบาบาง ในห้องนอนกว้างของจวนอ๋องม่อเหยียนมีกลิ่นสมุนไพรอบอวลเจือกลิ่นยาจีนร้อน ๆ ที่ยังคงลอยกรุ่นอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของจวนฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ศีรษะเอนพาดแขนที่วางทับขอบเตียง คนที่ดูเย็นชาและเฉยเมยต่อผู้คนทั้งแคว้น กลับมีส
“ข้าจะแต่งเจินเจินเป็นอนุขอรับ”“อันหรานเองก็ดีกับเจ้ามาก มู่หยางเจ้าคิดให้ดีอีกครั้งเถิด”“ท่านแม่ให้ข้าทำดีกับนาง ข้าก็ทำแล้วตอนนี้ถึงคราวที่ท่านแม่จะทำตามสัญญาที่ให้ไว้กับข้าได้แล้วขอรับ”“ข้าแค่หวังว่าเจ้าจะเห็นความดีของนางบ้าง…เอาเถิด ในเมื่อเจ้ามันตาบอด ก็แล้วแต่เจ้าเถิด”“ขอรับ”“เจ้าจงแจ้งแ
หลายเดือนมานี้องค์หญิงสิบเอ็ดได้เฝ้าติดตามการใช้ชีวิตของไป๋อันหรานในฐานะวิญญาณเร่ร่อนอยู่เงียบ ๆ ยิ่งนานวันก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดจนกัดฟันแน่น ไป๋อันหรานที่ถูกมู่หยางผู้เป็นสามีรังแกแทบทุกคราแต่กลับไม่เคยตอบโต้เลยสักคำ“สตรีโง่งม” องค์หญิงสิบเอ็ดพึมพำด้วยสีหน้าเอือมระอา ขณะมองไป๋อันหรานซึ่งกำลังถือน้ำ







