INICIAR SESIÓN“องค์หญิงได้เวลาแล้ว”
เสียงของหญิงชราดังแผ่วเบา เสียงนั้นคล้ายมีแรงดึงดูดบางอย่างฉุดกระชากจิตใจขององค์หญิงสิบเอ็ดให้จมลงสู่ความว่างเปล่า ความรู้สึกหนาวเย็นแทรกซึมเข้าไปทั่วร่าง ยิ่งพยายามขยับ ก็ยิ่งเหมือนร่างไม่ใช่ของตัวเอง
ทำไมหนาวเช่นนี้…
ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาดกลัวก็กึกก้องขึ้น
“อันหราน!!! พี่บอกให้เจ้ากลับมา!!”
องค์หญิงสิบเอ็ดลืมตาขึ้นในฉับพลัน นางสำลักออกมาแรงจนทั้งร่างสั่นสะท้าน น้ำเย็นไหลออกจากริมฝีปากของนางอย่างต่อเนื่อง ภาพแรกที่นางเห็นคือเงาร่างหนึ่งทาบทับเหนือศีรษะ พร้อมกับเสียงหอบหายใจแรง ๆ ที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
ชายผู้นี้มิใช่ม่อเหยียนหรือ? เหตุใดมองข้าแล้วร้องไห้ออกมาเช่นนี้ ?
อย่าร้อง...บุรุษที่แกร่งและดุดันเช่นเจ้าไม่เหมาะกับน้ำตาเลยสักนิด
“อันหรานฟื้นแล้ว!”
ม่อเหยียนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้ารีบประคองศีรษะของหญิงสาวขึ้น ใบหน้าคมคายของเขาเปียกชุ่มไปด้วยน้ำ บางส่วนเป็นน้ำในแม่น้ำ และบางส่วนเป็นน้ำตาที่ไม่เคยมีผู้ใดพบเห็น
“หรานเอ๋อร์เจ้าได้ยินพี่หรือไม่ ตอบพี่สิ”
องค์หญิงสิบเอ็ดยามนี้รู้สึกเหนื่อยล้าจนไม่อาจฝืนร่างกายได้อีกต่อไป เปลือกตาของนางรู้สึกหนักอึ้งก่อนที่ทุกอย่างจะดับวูบไป
“อันหราน! อันหราน!! อย่าหลับ! มองพี่ มองพี่สิ!!” ม่อเหยียนมองเห็นเปลือกตาของหญิงสาวค่อย ๆ ปิดลง สีหน้าที่เพิ่งสว่างโล่งของเขากลับซีดเผือดลงอีกครั้ง
“ท่านอ๋องพาแม่นางไป๋กลับจวนก่อนเถิดพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมได้ส่งคนไปตามท่านหมอแล้ว”
ม่อเหยียนไม่กล่าวอะไร เขาเพียงขบกรามแน่นแล้วอุ้มร่างของอันหรานขึ้นอย่างระมัดระวังแต่แข็งแรง ร่างบางของนางเย็นจนทำให้คนอุ้มรู้สึกเสียววาบไปทั้งอก ราวกับกำลังอุ้มก้อนน้ำแข็งที่หากช้าเพียงอึดใจก็อาจแตกสลาย
“อันหราน...หากเจ้าเป็นอะไรไปพี่จะสังหารคนตระกูลชุนให้สิ้น”
ความเงียบงันภายในห้องพักกว้างของจวนอ๋องม่อเหยียนถาโถมเข้ามาเป็นระลอก ราวกับจะบีบคั้นหัวใจให้เต้นช้าลงทีละจังหวะ แสงอาทิตย์ยามเช้าเล็ดลอดผ่านระแนงไม้ ทอดเงาสีทองสลับดำบนพื้นห้อง แต่กระนั้น ความอบอุ่นของแสงกลับไม่อาจขับไล่ความเย็นเฉียบที่แผ่ซ่านออกมาจากร่างหนึ่งบนเตียงใหญ่ได้เลย
องค์หญิงสิบเอ็ดผู้เคยเป็นปีศาจสูงศักดิ์ ใช้ชีวิตบนโลกร่วมหลายร้อยปีค่อย ๆ ลืมตาขึ้น ดวงตาคู่สวยพร่ามัวเพราะอาการปวดศีรษะรุนแรงราวกับสมองกำลังถูกฉีกออกเป็นสองส่วน
“อืม…น่ารำคาญนัก” นางพึมพำด้วยเสียงแผ่ว แต่แฝงความหงุดหงิด
หญิงสาวมองรอบห้อง สายตาคมกริบไล่ไปตามทุกมุมอย่างระวัง ก่อนจะหยุดลงที่ภาพที่ทำให้นางเลิกคิ้วขึ้นอย่างสงสัย ม่อเหยียนฟุบหลับอยู่บนขอบเตียง มือใหญ่ของเขากุมมือของนางไว้แน่นราวกับกลัวว่าหากปล่อยมือเพียงชั่วเสี้ยววินาทีนางจะเลือนหายไปอีกครั้ง
เดี๋ยวนะ...เขากุมมือข้าเหรอ??
“อันหราน…เจ้าคิดจะหนี้อีกแล้วหรือ”
ม่อเหยียนเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของเขาชัดเจนว่าตลอดค่ำคืนอันยาวนานเขาไม่ได้พักผ่อนเลย นัยน์ตาคมมองใบหน้าของหญิงสาวราวกับกลัวว่าหากละสายตาเพียงชั่วครู่นางจะหายไป
องค์หญิงสิบเอ็ดนิ่งไปหนึ่งอึดใจ เดิมแล้วนางเป็นปีศาจใช้ชีวิตมาห้าร้อยปีย่อมไม่ใช่คนเขลา นางมองม่อเหยียนที่นั่งอยู่ตรงหน้าก่อนเริ่มใช้ความคิดประเมินเหตุการณ์
การที่ม่อเหยียนสัมผัสนางได้นั่นหมายถึงนางไม่ใช่วิญญาณเร่ร่อนอีกแล้ว
นั่นหมายความว่า....ไป๋อันหรานสละร่างกายนี้ให้นางแล้ว
“พะ…พี่ชาย?” นางเอ่ยเสียงแผ่วแต่ในแววตากลับไม่มีความสั่นไหว
คำเรียกขานที่เปลี่ยนทำให้ม่อเหยียนชะงักเล็กน้อย แต่เพียงชั่วครู่เท่านั้นเขาก็หันมาเอ่ยตำหนิหญิงสาวทว่าน้ำเสียงกลับไม่ได้รุนแรงนัก
“ยังรู้ด้วยหรือว่าข้าคือพี่ชายของเจ้า หรานเอ๋อร์เจ้ารู้หรือไม่ว่าพี่รู้สึกเช่นไรที่เจ้าทำเช่นนั้น หากเจ้าตายไปจริง ๆ พี่คงตายตามเจ้าไป” เสียงของเขาสั่นไปหมดในตอนท้าย
คำพูดของม่อเหยียนนั้นราวกับช่วยยืนยันในสิ่งที่องค์หญิงสิบเอ็ดคาดการณ์ไว้ทั้งหมด นางในตอนนี้เข้ามาอยู่ในร่างไป๋อันหรานแล้ว
ถ้าเช่นนั้น...แล้วเด็กในท้องเล่ายังอยู่หรือไม่?
เมื่อตระหนักได้ว่าก่อนที่ตนเองจะเข้ามาสวมร่าง ไป๋อันหรานคนเก่าไปกระทำเรื่องโง่เขลาอย่างการกระโดดน้ำฆ่าตัวตาย แรงกระแทกกับผิวน้ำอาจทำให้เด็กในท้องได้รับอันตรายก็ได้ มือบางยกขึ้นลูบที่หน้าท้องนูนของตนเองแผ่วเบาอย่างลืมตัว
ม่อเหยียนมองการกระทำนั้น ก่อนเอ่ยเสียงเย็นปนตำหนิ
“ยังห่วงลูกหรือ…นึกว่าเจ้าหลงสวะนั่นจนละทิ้งทุกอย่างแล้วเสียอีก”
องค์หญิงสิบเอ็ดเม้มริมฝีปากก่อนเอ่ยถามเสียงราบเรียบ “เด็กคนนี้…ปลอดภัยหรือไม่”
“ปลอดภัยดี” ม่อเหยียนตอบทันทีราวกับกลัวนางจะคิดสั้นอีกครั้ง “ท่านหมอบอกว่าเด็กไม่ได้รับอันตราย แม้เจ้าจะกระทำเรื่องโง่เง่านั้นลงไป”
คำว่าโง่เง่าทำให้หญิงสาวหัวเราะขึ้นเบา ๆ
“โง่เง่า? สำหรับข้านางโง่เขลาจนเกินจะเยียวยาด้วยซ้ำ”
ม่อเหยียนขมวดคิ้วทันที ลมหายใจของเขาหนักขึ้นโดยไม่รู้ตัว
นางยิ้มให้เขาเล็กน้อยรอยยิ้มที่ดูราวกับอันหราน แต่ดวงตาคู่นั้นกลับเย็นยะเยือกและลึกล้ำจนทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกใจชั่วขณะ
“พี่ชาย ข้าขออยู่คนเดียวสักครู่เถิด” นางพูด
“ไม่” เขาตอบทันควัน
หญิงสาวขยับยิ้มบาง ๆ ยิ้มแบบปีศาจที่อ่านความปรารถนาของผู้อื่นออกอย่างง่ายดาย นางรู้ดีว่าบุรุษตรงหน้าคงกลัวว่านางจะคิดฆ่าตัวตายอีก หากปล่อยให้อยู่คนเดียวคงเป็นเรื่องอันตรายเกินไป
แต่ว่าข้าในตอนนี้ไม่ใช่ไป๋อันหรานผู้โง่งมในรักคนนั้นเสียหน่อย
“ข้าสัญญา จะไม่ทำเช่นนั้นแล้ว”
ม่อเหยียนจ้องหน้านางนิ่ง ก่อนก้มใบหน้าลงใกล้พลางพูดด้วยน้ำเสียงต่ำ นิ่ง แต่ทรงพลังจนทำให้นางต้องเลิกคิ้วอีกครั้ง
“อันหรานหากเจ้าคิดทำอะไรโง่ ๆ อีก ข้าจะฆ่ามู่หยางให้มันตายตามเจ้าไป” เขาสบตากับนางนิ่งก่อนเอ่ยต่อเสียงเย็น “เจ้า รู้ใช่ไหม…ว่าข้าพูดจริง”
องค์หญิงสิบเอ็ดหัวเราะในลำคอเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“พี่ชาย…ท่านน่าสนใจยิ่งกว่าที่ข้าคิดไว้เสียอีก” นางยิ้มให้เขารอยยิ้มที่หวานแต่แฝงพิษร้าย
รอยยิ้มของหญิงสาวตรงหน้าทำให้ม่อเหยียนเผลอใจเต้นแรงไปชั่วขณะ เขาถอนหายใจแรงก่อนจะหันกายเดินออกจากห้องไปโดยไม่พูดอะไรอีก ทิ้งให้นางอยู่ลำพังในห้องเงียบ ๆ
เมื่อเสียงประตูปิดลง ความเย็นเฉียบราวกับแรงดันพลังปีศาจก็แผ่กระจายออกมาจากร่างของไป๋อันหรานทันที แววตาของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีแดงเรื่อเหมือนโลหิต ผมยาวสลวยพลิ้วขึ้นเล็กน้อยตามแรงพลังงานที่ปลดปล่อย
“ข้าใช้พลังปีศาจได้…อย่างหญิงชราคนนั้นกล่าวจริง ๆ” นางพูดอย่างพอใจ
ทว่าไม่นานนักภายในห้องก็มีร่างหนึ่งก็ค่อย ๆ ปรากฏกายขึ้นกลางอากาศ หญิงสาวในอาภรณ์สีดำสนิทค่อย ๆ คุกเข่าลงตรงหน้าหญิงสาวด้วยความเคารพ
“องค์หญิง”
“ต้าลู่?” นางเรียกชื่อรับใช้ที่คุ้นเคยพลางขมวดคิ้วด้วยความประหลาดใจ
“ข้ารับรู้ถึงพลังของท่านจึงตามมา องค์หญิงยังไม่ตายจริง ๆ แต่เหตุใดใบหน้าของท่านถึง.....”
ยังไม่ทันที่ต้าลู่จะเอ่ยจบ องค์หญิงสิบเอ็ดหรือไป๋อันหรานในยามนี้ก็พูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงเยียบเย็นและขี้เล่นปนกันแปลกประหลาด
“เจ้าพวกพี่ชายโง่ของข้าเป็นเช่นไรบ้าง?”
คำถามของนางไม่ได้มีแววห่วงใยสักเสี้ยว กลับมีเพียงความหงุดหงิดในหางเสียงเหมือนผู้เป็นพี่สาวที่เลี้ยงดูน้องชายมาตลอดหลายร้อยปี แต่เจอพวกน้องไม่เอาไหนจนอยากจะเด็ดหัวทิ้งทุกคนให้รู้แล้วรู้รอด
ต้าลู่ก้มศีรษะตอบ “เหล่าองค์ชายในตอนนี้ต่างโศกเศร้าให้กับการจากไปขององค์หญิงเพคะ พวกเขาและบรรดาอนุของท่านต่างปิดตำหนักไม่ออกมาเจอผู้ใดเลย”
อันหรานถึงกับถอนหายใจแรง ดวงตาแดงเรื่อวาววับ เผยความไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง
“เจ้าพวกโง่…เช่นนี้อำนาจก็ตกอยู่ที่ท่านพ่อหมดน่ะสิ” น้ำเสียงนางเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองจริงจังต่างจากใบหน้าที่ดูสงบนิ่ง
ตลอดหลายร้อยปีนางสร้างฐานอำนาจให้พวกเขา ตั้งใจเดินหมากอย่างระมัดระวังเพียงใด แต่นี่กลับกำลังถูกพวกพี่ชายโง่ทำแตกกระจายเพราะมัวแต่ร้องไห้เสียใจให้ความตายของนาง
ช่างน่าหงุดหงิดนัก…
ต้าลู่เอ่ยเสียงนุ่มหวังปลอบใจ “ข้าคิดว่าอีกไม่นานองค์ชายจะรับรู้ถึงพลังของท่าน และคงจะตามมาหาท่านเพคะ”
อันหรานกระตุกยิ้มเย็น
“ว่าแต่เจ้าเถอะ รับรู้พลังข้าเร็วเช่นนี้…ตามหามาตลอดหรือ”
คำถามที่เหมือนแหย่ แต่ในน้ำเสียงนั้นกลับคล้ายว่าองค์หญิงรู้คำตอบอยู่แล้ว เมื่อเห็นต้าลู่ชะงักไปครู่หนึ่ง อันหรานก็หัวเราะเบา ๆ พลางเอื้อมมือบรรจงลูบศีรษะของต้าลู่แผ่วเบา
“เด็กดี”
เพียงสองคำ ความอดทนที่ต้าลู่เก็บกลั้นมาตลอดหลายวันก็ตัดขาดลงทันที หญิงสาวเงยหน้าขึ้นก่อนพุ่งเข้าไปกอดองค์หญิงแน่น พลางเอ่ยเสียงสั่นพร่า
“องค์หญิง…ข้าคิดถึงท่านนัก”
ความสูญเสียที่นางเผชิญในวันที่องค์หญิงตายเกือบผลักให้ต้าลู่ปลิดชีพตัวเองตายตามผู้เป็นนายไป หากไม่ใช่ว่าหญิงชราแปลกหน้ามาปรากฏตัว บอกว่าวงเวียนชะตายังไม่จบและองค์หญิงจะกลับมาอีกครั้งนางคงไม่มีชีวิตยืนอยู่ตรงนี้แล้ว
อันหรานแตะไหล่ของต้าลู่เบา ๆ
“ต้าลู่…อย่ากอดแน่นนัก ข้าตั้งครรภ์อยู่”
คำพูดนั้นทำให้ทั้งบรรยากาศหยุดนิ่งทันควัน ต้าลู่ผละออกอย่างตกใจ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างจนดูเหมือนจะหลุดออกมา
“ตั้งครรภ์? ผู้ใดกัน ผู้ใดมันบังอาจ…”
ความโกรธของหญิงสาวทำให้ไอสีดำของปีศาจแผ่ออกมาจนเหมือนอากาศจะสั่นสะเทือน แต่ยังไม่ทันได้ถามต่อ เสียงทุ้มจากด้านนอกก็ดังขึ้นขัดจังหวะเสียก่อน
“อันหราน ข้าเข้าไปนะ”
เพียงได้ยินเสียงของม่อเหยียนรอยยิ้มของอันหรานก็หายไปทันที นางกระพริบตาครั้งหนึ่งเพื่อปรับสีดวงตาจากแดงเรื่อให้กลับมาเป็นสีน้ำตาลอ่อนเฉกเช่นมนุษย์ธรรมดา พร้อมกำจัดกลิ่นอายปีศาจในห้องให้หายไปอย่างรวดเร็ว
ด้านต้าลู่เองแม้จะอยากถามเรื่องเกี่ยวกับเด็กในท้องแต่นางก็ต้องเก็บความสงสัยเอาไว้ ร่างบางพลันหายวับไปทันทีราวไม่เคยอยู่ในห้องตั้งแต่แรก
ประตูบานไม้ถูกผลักเข้ามาในห้องพร้อมร่างสูงสง่าของม่อเหยียนที่แบกอ่างน้ำหนักไม่น้อยไว้ด้วยแขนเพียงข้างเดียว ไอน้ำร้อนผสมกลิ่นสมุนไพรโชยออกมาจาง ๆ เกิดเป็นกลิ่นหอมอุ่นที่ไม่ฉุนมาก
“มา เจ้าไปนั่งก่อน” เขาพูดด้วยท่าทีจริงจังแต่แฝงความระมัดระวังลึก ๆ
อันหรานยกคิ้วเล็กน้อยเมื่อเห็นเขาถืออ่างน้ำเข้ามา ร่างบางเดินไปนั่งตามที่เขาบอกอย่างว่าง่าย พร้อมเอียงหัวมองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างประเมินพฤติกรรม
“ท่านจะทำอะไร?”
“น้ำสมุนไพร ท่านหมอบอกว่าเจ้าควรแช่เท้า มันจะดีต่อเจ้าและ…ลูก” ม่อเหยียนเอ่ยเสียงแผ่วลงเล็กน้อย
ร่างสูงย่อตัวลงต่อหน้าหญิงสาว เขาวางอ่างลงตรงหน้านางอย่างระมัดระวัง ก่อนเอื้อมมือไปจับข้อเท้าของไป๋อันหรานเพื่อถอดถุงเท้าออกอย่างแผ่วเบาและช้า ๆ ราวกับกลัวนางเจ็บเพียงนิดเดียว
“ให้ข้าทำเองเถิด พี่ชายมาทำเช่นนี้มันดูไม่ดี”
ม่อเหยียนเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย มองเธอด้วยสายตาที่อ่อนโยนปนดื้อดึง
“อันหราน…ให้พี่ดูแลเจ้าเถอะ ให้พี่ได้ทำอะไรเพื่อเจ้าบ้าง”
ความเงียบปกคลุมทั่วห้อง อันหรานมองชายตรงหน้าไม่วางตา ใบหน้าคมเข้มที่กำลังตั้งใจนวดเท้าให้นางด้วยความอ่อนโยนที่คนภายนอกไม่มีทางได้เห็น อันหรานอดชื่นชมชายผู้นี้ในใจไม่ได้ ช่างเสียดายที่นางอยู่ในร่างไป๋อันหรานน้องสาวของเขา หากนางอยู่ในร่างเดิมคงก็พาม่อเหยียนแต่งเข้าตำหนักไปแล้ว
ชายหนุ่มในอุดมคติของนางหาใช่คนอ่อนโยนไม่ แต่เป็นผู้ที่พร้อมจะร้ายกับคนทั้งโลกเพื่อปกป้องนาง และม่อเหยียน…ช่างเข้ากับคำนิยามนั้นไม่มีผิด
“ช่วงนี้เจ้าก็อยู่แต่ในจวนไปก่อน ข้างนอกอากาศหนาว ไม่ดีต่อเจ้ากับลูก”
อันหรานพยักหน้าอย่างแผ่วเบา “เจ้าค่ะ”
ชายหนุ่มค่อย ๆ แช่เท้านางลงในน้ำอุ่นที่ผสมสมุนไพร สัมผัสนั้นทำให้หญิงสาวรู้สึกถึงความใส่ใจที่ม่อเหยียนมีต่อไป๋อันหรานว่ามากมายเพียงใด
ไป๋อันหรานเจ้ามีพี่ชายดีเช่นนี้ยังจะต้องการอะไรอีก...
ม่อเหยียนยังคงก้มหน้านวดฝ่าเท้าให้หญิงสาวอย่างเงียบงัน ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยถามเสียงต่ำแฝงไปด้วยความกังวลอย่างชัดเจน
“อันหราน…เจ้ายังคิดจะตายเพราะไอ้สวะนั่นอยู่อีกหรือไม่”
ประโยคที่ทิ่มแทงด้วยความเจ็บปวดลึก ๆ นี้ทำให้ห้องเหมือนจะหยุดเคลื่อนไหว อันหรานมองเขาอยู่นาน ก่อนโน้มตัวลงอย่างช้า ๆ มือบางของนางแตะปลายคางของเขา แล้วใช้ปลายนิ้วเชยให้เขาเงยหน้าขึ้นสบตา หญิงสาวคลี่ยิ้มออกมา
“ข้าจะไม่ตาย ข้าจะอยู่กับพี่ชาย” น้ำเสียงอ่อนโยนแต่เจือเสน่ห์อันตรายบางอย่าง “พี่ชายช่วยดูแลข้าต่อไปได้หรือไม่”
คำถามนั้นเหมือนพันธนาการกำรอบหัวใจชายหนุ่มจนแน่น ม่อเหยียนจับมือของนางไว้ราวกลัวว่านางจะหายไปอีกครั้ง
“ย่อมได้” เขาตอบเสียงทุ้มต่ำ “ข้าจะดูแลทั้งเจ้าและลูกไปตลอดชีวิต แค่เจ้าไม่หนีข้าไปอีกก็พอ”
อันหรานหัวเราะเบา ๆ ยกยิ้มมุมปากสวยราวปีศาจในเงามืด
“ท่านดีเช่นนี้ ข้าจะหนีไปได้เช่นไร”
ในสายตาหญิงสาว ม่อเหยียนไม่รู้เลยว่าเขากำลังค่อย ๆ ถูกปีศาจล่อลวงโดยไม่รู้ตัว
และในสายตาม่อเหยียน นางคือสิ่งเดียวที่เขาต้องการปกป้อง แม้ต้องแลกด้วยทุกอย่างบนโลกใบนี้ก็ตาม
คำว่า ‘ไม่ใช่นาง’ ที่หลุดออกจากริมฝีปากของม่อเหยียนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทอันหราน ทั้งที่น้ำเสียงนั้นเบาทว่ากลับคมชัดดั่งกระบี่ที่วางพาดคอ หัวใจของนางสะท้านโดยไม่ทันตั้งตัวเขารู้แล้วงั้นหรือ…?รู้ว่านางไม่ใช่ไป๋อันหรานคนนั้นจริง ๆอารมณ์เย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง อันหรานไม่อาจปิดบังความตกใจได้ชั่วขณะ แม้สีหน้าจะพยายามนิ่งแต่ภายในกลับปั่นป่วนยิ่งกว่าสายลมกลางพายุ อ้อมแขนของม่อเหยียนที่อุ้มนางที่เคยอกอุ่นกลับรู้สึกเย็นเหยียบจนยากจะอธิบายจวบจนประตูห้องบรรทมถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบงัน แสงโคมจากภายนอกวูบเข้ามาแตะแสดงให้เห็นภายในห้องที่อบอวลด้วยกลิ่นไม้จันทน์อ่อน ๆ เครื่องเรือนไม้แกะสลักประณีตสีเข้ม สะท้อนแสงไฟสลัวให้บรรยากาศอบอุ่นแต่กดดันร่างสูงก้าวเข้าไปเงียบ ๆ ก่อนจะวางตัวนางลงบนเตียงใหญ่กลางห้องอย่างเบามือจนน่าแปลกใจ มือที่จับนางมั่นคง แต่กลับอ่อนโยนราวกับวางสมบัติล้ำค่าที่กลัวจะแตกสลายชายหนุ่มยืนมองนางที่นั่งอยู่บนเตียง เงาของเขาทอดยาวบนพื้นคล้ายสัตว์ร้ายที่กำลังข่มเหยื่อ แต่สายตากลับแฝงความเจ็บปวดที่เก็บกลั้นมาเนิ่นนาน“เจ้าเป็นใคร”น้ำเสียงแผ่วเบา หากทุ้มต่ำและกดดันจนหัวใจอันหราน
ภายในโรงเตี๊ยมชื่อดังในเมืองหลวงยามค่ำคืน ไป๋อันหรานนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เนื้อดี นิ้วเรียวขาวซีดลูบไล้แก้วชาอุ่นในมือแต่กลับไม่แม้แต่นึกอยากจะจิบ ลมหายใจของนางหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่บนอก ดวงตาคู่สวยบัดนี้เต็มไปด้วยความสับสนและเดือดดาลปนเวทนาหญิงสาวกำหมัดแน่นจนหลังมือขึ้นเส้นเลือด คำพูดของต้าลู่ยังดังก้องซ้ำไปมาในหัวของนางราวกับค้อนเหล็กทุบลงมาไม่หยุด ไป๋อันหรานคนเก่าได้ยึดครองร่างนี้ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาและตลอดสองเดือนนั้นไป๋อันหรานได้สร้างเรื่องราวไว้มากมายต้าลู่ยืนอยู่ข้างกายอย่างเงียบ ๆ แม้สีหน้าสงบนิ่งตามแบบปีศาจผู้รับใช้ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง นางรู้ดีว่าอารมณ์ขององค์หญิงในเวลานี้ ขุมนรกยังเทียบไม่ติด“สองเดือน…” ไป๋อันหรานเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงแผ่วทว่ากดต่ำจนฟังดูอันตราย “ข้าถูกยึดร่างไปถึงสองเดือนเต็ม ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยงั้นหรือ”นางหลับตาสูดหายใจลึกพยายามประคองสติ แต่เมื่อนึกถึงภาพของทารกน้อยที่ถูกทิ้งให้อยู่ในห้องเก็บฟื้นที่หนาวเหน็บและเต็มไปด้วยฝุ่นหัวใจของนางก็สั่นไหวอย่างรุนแรง“แล้ว...” นางเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย “ตอนที่นางได้ร่างคืนไป…นา
จวนตระกูลชุนสองเดือนต่อมาความเงียบในยามค่ำคืนปกคลุมไปทั่วจวนตระกูลชุน ไอเย็นจากลมราตรีพัดผ่านผ้าม่านสีเข้มที่ปลิวไหวเบา ๆ เงียบสงบราวกับทุกอย่างในที่แห่งนี้ดำเนินไปตามปกติ ไม่มีสิ่งผิดแปลก ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีความปั่นป่วนเหมือนในวันคลอดนั้นแต่ภายในห้องพักหลังหนึ่ง…กำลังมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันดวงตาคู่สวยของอันหรานค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ เปลือกตาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินพันชั่ง สติที่เคยฟุ้งซ่านและพร่าเลือนของนางเริ่มกลับมาพบว่าตนเองนั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนของชุนมู่หยางเกิดอะไรขึ้น?ข้า…ไม่ใช่พึ่งคลอดบุตรหรือ?เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่…?ในขณะที่ความสับสนถาโถมเข้ามา ไป๋อันหรานก็เหลือบไปเห็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ใกล้เตียง เขากำลังเป่ายาร้อน ๆ ในชามไม้ใบหนึ่งอย่างตั้งใจ ริมฝีปากของเขาเผยรอยยิ้มอ่อนโยนมู่หยาง?“มา อันหราน…ดื่มยาเถอะ ไม่ร้อนแล้ว”เสียงของมู่หยางนุ่มนวลราวกับเขาเป็นสามีแสนดีที่เฝ้าดูแลภรรยาป่วย กระนั้นความอ่อนโยนนี้กลับทำให้อันหรานรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาแทน ชายหนุ่มตักยาขึ้นมาหนึ่งช้อน ยื่นไปจ่อริมฝีปากของนางเหมือนนางเป็นเด็กเล็กที่ต้องถูกดูแลทว่า
ลานหน้าจวนตระกูลไป๋ในยามค่ำคืนถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเลือด กลิ่นคาวคละคลุ้งทั่วอากาศจนผู้มีชีวิตเหลือน้อยนิดในจวนแทบสำลัก เสียงกรีดร้องโหยหวนที่สะท้อนก้องไปทั่วราตรีสลับกับเสียงกระแทกของร่างเนื้อ และเสียงเนื้อฉีกอันน่าสะอิดสะเอียนศพของคนรับใช้ถูกกองระเกะระกะตามลานทางเดิน เสื้อผ้าของพวกเขาขาดรุ่งริ่ง เลือดไหลเป็นทางราวกับลำธารสายเล็ก เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยังไม่สิ้นใจดีนักกำลังเอื้อมมือสั่นเทาพยายามจะคลานหนี แต่ก่อนที่เขาจะพ้นพุ่มไม้ไปไม่กี่ก้าว เงาดำของปีศาจรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ดวงตาสีแดงโลหิตก็ปรากฏขึ้นเหนือร่าง มันเงื้อกรงเล็บลงมาอย่างเฉยชาราวกับกำลังบี้มดตัวเล็ก เสียงกระดูกแตกดังกร๊อบพร้อมกับวิญญาณของเด็กหนุ่มที่ถูกกระชากลงสู่ห้วงนรกปีศาจทั้งห้าตัวที่องค์ชายสามส่งมาในครั้งนี้ล้วนสูงใหญ่เกินมนุษย์ธรรมดาแต่ละตนมีเขา ดวงตาของพวกมันแดงฉานและยังมีความกระหาย พวกมันรู้สึกพอใจที่ได้ลิ้มรสเนื้อสดใหม่หลังจากถูกกักขังมานานนับพันปี ทำให้ลานหน้าจวนตระกูลไป๋ยามนี้ดูราวกับสนามล่าสัตว์ของพวกมันท่ามกลางความสยดสยองนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งเดินผ่านกองศพอย่างสง่างามราวผู้ชมภาพวาดที่ไร้ซึ่งความรู้สึก นางสวม
หลายเดือนต่อมาสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกลีบดอกเหมยสีชมพูซีดให้ลอยละล่องราวหิมะอุ่น ผืนหญ้าในสวนทอดยาวอยู่ใต้แสงแดดอ่อนที่ส่องผ่านเรือนยอดของต้นเหมยเก่าแก่ เป็นบ่ายที่สงบและเงียบพอให้ได้ยินแม้กระทั่งเสียงใบไม้ปลิวไป๋อันหรานที่ตั้งครรภ์สิบเดือนเดินช้า ๆ ตามทางหินในสวน นางสวมชุดผ้าบางสีอ่อนที่รับกับแสงแดด ดวงตาของนางทอดมองเหล่าดอกเหมยที่ร่วงหล่นด้วยแววตาสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทว่าความสงบก็ถูกทำลายลงเมื่อจู่ ๆ มีเสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหลัง“ไป๋อันหราน!!”หญิงสาวหันกลับช้า ๆ พบชายชราร่างผอมแคระเดินตรงเข้ามา ใบหน้าเหี่ยวย่นของอีกฝ่ายฉายความเกรี้ยวกราด อันหรานขมวดคิ้วด้วยความสงสัยตั้งใจจะเอ่ยถามว่าเขาคือผู้ใด ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยคำพูดใดออกไป ใบหน้าของนางก็ถูกฝ่ามือของชายชราตบอย่างแรงเพี๊ยะ!!ฝ่ามือหนักประหนึ่งเหล็กกระแทกเข้าที่แก้มของนางเต็มแรง กลิ่นเลือดคาวบาง ๆ ตีขึ้นในปากทันที ใบหน้าของนางหันไปตามแรงตบแก้มซ้ายชาวูบ ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งสวนก่อนเสียงเหี้ยมเต็มไปด้วยโทสะจากชายชราจะดังขึ้น“ลูกชั่ว!” เขาตะโกน เส้นเลือดบนขมับปูดโปน “ทำให้ตระกูลอับอายขายขี้หน้าถึงเพียงนี้ ยังมีหน้ามาเดิ
ภายในพระตำหนักทรงอักษรเงียบงันจนแม้แต่ลมหายใจยังเหมือนจะดังเกินไป ลมปลายวสันต์พัดผ่านสวนด้านนอกเสียงใบไผ่เสียดสีกันเบา ๆ ม่านสีทองของตำหนักปลิวไหวด้วยแรงลมอ่อน แต่กลับสะท้อนเงาของอ๋องม่อเหยียนยืนอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้นใบหน้าของเขาแม้พยายามสงบนิ่ง แต่แววตาที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ กลับเต็มไปด้วยความกังวลจนปิดไม่มิด ราวกับกำลังอุ้มความกลัวหนักประหนึ่งหินก้อนใหญ่ไว้ในอก“เสด็จพี่”เสียงของม่อเหยียนทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความลังเลเล็ก ๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยต่อ“ตอนพี่สะใภ้ตั้งครรภ์…นางเคยมีอาการนอนไม่หลับ อาเจียน และเบื่ออาหารหรือไม่?”ฮ่องเต้ยกสายตาขึ้นจากเอกสารในมือ มองน้องชายอย่างจับสังเกต มุมปากของพระองค์ตวัดขึ้นเล็กน้อยราวกับรู้คำตอบก่อนแล้ว“เรื่องของไป๋อันหรานอีกแล้วหรือ?” น้ำเสียงไม่ได้ตำหนิ แต่ปนความเอ็นดูและเหนื่อยใจในเวลาเดียวกันผู้ใดในเมืองหลวงไม่รู้บ้างว่าความรักของม่อเหยียนที่มีต่อไป๋อันหรานลึกซึ้งเพียงใด ในคราแรกที่นางแต่งงานก็คิดว่าเขาคงจะตัดใจได้แล้ว แต่นี่ไม่ตัดใจไม่พอยังถึงขนาดรับสตรีผู้นั้นและลูกเข้ามาดูแลในจวนอีกม่อเหยียนเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่ได้โต้กลับ เพราะม







