เข้าสู่ระบบคำว่า ‘ไม่ใช่นาง’ ที่หลุดออกจากริมฝีปากของม่อเหยียนยังคงดังก้องอยู่ในโสตประสาทอันหราน ทั้งที่น้ำเสียงนั้นเบาทว่ากลับคมชัดดั่งกระบี่ที่วางพาดคอ หัวใจของนางสะท้านโดยไม่ทันตั้งตัวเขารู้แล้วงั้นหรือ…?รู้ว่านางไม่ใช่ไป๋อันหรานคนนั้นจริง ๆอารมณ์เย็นวาบแล่นผ่านสันหลัง อันหรานไม่อาจปิดบังความตกใจได้ชั่วขณะ แม้สีหน้าจะพยายามนิ่งแต่ภายในกลับปั่นป่วนยิ่งกว่าสายลมกลางพายุ อ้อมแขนของม่อเหยียนที่อุ้มนางที่เคยอกอุ่นกลับรู้สึกเย็นเหยียบจนยากจะอธิบายจวบจนประตูห้องบรรทมถูกผลักเปิดออกอย่างเงียบงัน แสงโคมจากภายนอกวูบเข้ามาแตะแสดงให้เห็นภายในห้องที่อบอวลด้วยกลิ่นไม้จันทน์อ่อน ๆ เครื่องเรือนไม้แกะสลักประณีตสีเข้ม สะท้อนแสงไฟสลัวให้บรรยากาศอบอุ่นแต่กดดันร่างสูงก้าวเข้าไปเงียบ ๆ ก่อนจะวางตัวนางลงบนเตียงใหญ่กลางห้องอย่างเบามือจนน่าแปลกใจ มือที่จับนางมั่นคง แต่กลับอ่อนโยนราวกับวางสมบัติล้ำค่าที่กลัวจะแตกสลายชายหนุ่มยืนมองนางที่นั่งอยู่บนเตียง เงาของเขาทอดยาวบนพื้นคล้ายสัตว์ร้ายที่กำลังข่มเหยื่อ แต่สายตากลับแฝงความเจ็บปวดที่เก็บกลั้นมาเนิ่นนาน“เจ้าเป็นใคร”น้ำเสียงแผ่วเบา หากทุ้มต่ำและกดดันจนหัวใจอันหราน
ภายในโรงเตี๊ยมชื่อดังในเมืองหลวงยามค่ำคืน ไป๋อันหรานนั่งนิ่งอยู่หน้าโต๊ะไม้เนื้อดี นิ้วเรียวขาวซีดลูบไล้แก้วชาอุ่นในมือแต่กลับไม่แม้แต่นึกอยากจะจิบ ลมหายใจของนางหนักอึ้งราวกับมีหินก้อนใหญ่กดทับอยู่บนอก ดวงตาคู่สวยบัดนี้เต็มไปด้วยความสับสนและเดือดดาลปนเวทนาหญิงสาวกำหมัดแน่นจนหลังมือขึ้นเส้นเลือด คำพูดของต้าลู่ยังดังก้องซ้ำไปมาในหัวของนางราวกับค้อนเหล็กทุบลงมาไม่หยุด ไป๋อันหรานคนเก่าได้ยึดครองร่างนี้ตลอดสองเดือนที่ผ่านมาและตลอดสองเดือนนั้นไป๋อันหรานได้สร้างเรื่องราวไว้มากมายต้าลู่ยืนอยู่ข้างกายอย่างเงียบ ๆ แม้สีหน้าสงบนิ่งตามแบบปีศาจผู้รับใช้ แต่ดวงตากลับเต็มไปด้วยความระแวดระวัง นางรู้ดีว่าอารมณ์ขององค์หญิงในเวลานี้ ขุมนรกยังเทียบไม่ติด“สองเดือน…” ไป๋อันหรานเอ่ยช้า ๆ น้ำเสียงแผ่วทว่ากดต่ำจนฟังดูอันตราย “ข้าถูกยึดร่างไปถึงสองเดือนเต็ม ๆ โดยที่ไม่รู้ตัวแม้แต่น้อยงั้นหรือ”นางหลับตาสูดหายใจลึกพยายามประคองสติ แต่เมื่อนึกถึงภาพของทารกน้อยที่ถูกทิ้งให้อยู่ในห้องเก็บฟื้นที่หนาวเหน็บและเต็มไปด้วยฝุ่นหัวใจของนางก็สั่นไหวอย่างรุนแรง“แล้ว...” นางเอ่ยเสียงสั่นเล็กน้อย “ตอนที่นางได้ร่างคืนไป…นา
จวนตระกูลชุนสองเดือนต่อมาความเงียบในยามค่ำคืนปกคลุมไปทั่วจวนตระกูลชุน ไอเย็นจากลมราตรีพัดผ่านผ้าม่านสีเข้มที่ปลิวไหวเบา ๆ เงียบสงบราวกับทุกอย่างในที่แห่งนี้ดำเนินไปตามปกติ ไม่มีสิ่งผิดแปลก ไม่มีเสียงกรีดร้อง ไม่มีความปั่นป่วนเหมือนในวันคลอดนั้นแต่ภายในห้องพักหลังหนึ่ง…กำลังมีบางสิ่งเคลื่อนไหวอย่างเงียบงันดวงตาคู่สวยของอันหรานค่อย ๆ ลืมขึ้นช้า ๆ เปลือกตาหนักอึ้งราวกับถูกถ่วงด้วยหินพันชั่ง สติที่เคยฟุ้งซ่านและพร่าเลือนของนางเริ่มกลับมาพบว่าตนเองนั่งอยู่บนเตียงในห้องนอนของชุนมู่หยางเกิดอะไรขึ้น?ข้า…ไม่ใช่พึ่งคลอดบุตรหรือ?เหตุใดข้าถึงมาอยู่ที่นี่…?ในขณะที่ความสับสนถาโถมเข้ามา ไป๋อันหรานก็เหลือบไปเห็นร่างของชายหนุ่มผู้หนึ่งกำลังนั่งอยู่ใกล้เตียง เขากำลังเป่ายาร้อน ๆ ในชามไม้ใบหนึ่งอย่างตั้งใจ ริมฝีปากของเขาเผยรอยยิ้มอ่อนโยนมู่หยาง?“มา อันหราน…ดื่มยาเถอะ ไม่ร้อนแล้ว”เสียงของมู่หยางนุ่มนวลราวกับเขาเป็นสามีแสนดีที่เฝ้าดูแลภรรยาป่วย กระนั้นความอ่อนโยนนี้กลับทำให้อันหรานรู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมาแทน ชายหนุ่มตักยาขึ้นมาหนึ่งช้อน ยื่นไปจ่อริมฝีปากของนางเหมือนนางเป็นเด็กเล็กที่ต้องถูกดูแลทว่า
ลานหน้าจวนตระกูลไป๋ในยามค่ำคืนถูกปกคลุมด้วยม่านหมอกสีเลือด กลิ่นคาวคละคลุ้งทั่วอากาศจนผู้มีชีวิตเหลือน้อยนิดในจวนแทบสำลัก เสียงกรีดร้องโหยหวนที่สะท้อนก้องไปทั่วราตรีสลับกับเสียงกระแทกของร่างเนื้อ และเสียงเนื้อฉีกอันน่าสะอิดสะเอียนศพของคนรับใช้ถูกกองระเกะระกะตามลานทางเดิน เสื้อผ้าของพวกเขาขาดรุ่งริ่ง เลือดไหลเป็นทางราวกับลำธารสายเล็ก เด็กหนุ่มคนหนึ่งที่ยังไม่สิ้นใจดีนักกำลังเอื้อมมือสั่นเทาพยายามจะคลานหนี แต่ก่อนที่เขาจะพ้นพุ่มไม้ไปไม่กี่ก้าว เงาดำของปีศาจรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่ดวงตาสีแดงโลหิตก็ปรากฏขึ้นเหนือร่าง มันเงื้อกรงเล็บลงมาอย่างเฉยชาราวกับกำลังบี้มดตัวเล็ก เสียงกระดูกแตกดังกร๊อบพร้อมกับวิญญาณของเด็กหนุ่มที่ถูกกระชากลงสู่ห้วงนรกปีศาจทั้งห้าตัวที่องค์ชายสามส่งมาในครั้งนี้ล้วนสูงใหญ่เกินมนุษย์ธรรมดาแต่ละตนมีเขา ดวงตาของพวกมันแดงฉานและยังมีความกระหาย พวกมันรู้สึกพอใจที่ได้ลิ้มรสเนื้อสดใหม่หลังจากถูกกักขังมานานนับพันปี ทำให้ลานหน้าจวนตระกูลไป๋ยามนี้ดูราวกับสนามล่าสัตว์ของพวกมันท่ามกลางความสยดสยองนั้น หญิงสาวผู้หนึ่งเดินผ่านกองศพอย่างสง่างามราวผู้ชมภาพวาดที่ไร้ซึ่งความรู้สึก นางสวม
หลายเดือนต่อมาสายลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านกลีบดอกเหมยสีชมพูซีดให้ลอยละล่องราวหิมะอุ่น ผืนหญ้าในสวนทอดยาวอยู่ใต้แสงแดดอ่อนที่ส่องผ่านเรือนยอดของต้นเหมยเก่าแก่ เป็นบ่ายที่สงบและเงียบพอให้ได้ยินแม้กระทั่งเสียงใบไม้ปลิวไป๋อันหรานที่ตั้งครรภ์สิบเดือนเดินช้า ๆ ตามทางหินในสวน นางสวมชุดผ้าบางสีอ่อนที่รับกับแสงแดด ดวงตาของนางทอดมองเหล่าดอกเหมยที่ร่วงหล่นด้วยแววตาสงบอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อนทว่าความสงบก็ถูกทำลายลงเมื่อจู่ ๆ มีเสียงตะโกนดังขึ้นจากด้านหลัง“ไป๋อันหราน!!”หญิงสาวหันกลับช้า ๆ พบชายชราร่างผอมแคระเดินตรงเข้ามา ใบหน้าเหี่ยวย่นของอีกฝ่ายฉายความเกรี้ยวกราด อันหรานขมวดคิ้วด้วยความสงสัยตั้งใจจะเอ่ยถามว่าเขาคือผู้ใด ทว่ายังไม่ทันได้เอ่ยคำพูดใดออกไป ใบหน้าของนางก็ถูกฝ่ามือของชายชราตบอย่างแรงเพี๊ยะ!!ฝ่ามือหนักประหนึ่งเหล็กกระแทกเข้าที่แก้มของนางเต็มแรง กลิ่นเลือดคาวบาง ๆ ตีขึ้นในปากทันที ใบหน้าของนางหันไปตามแรงตบแก้มซ้ายชาวูบ ความเงียบปกคลุมไปทั่วทั้งสวนก่อนเสียงเหี้ยมเต็มไปด้วยโทสะจากชายชราจะดังขึ้น“ลูกชั่ว!” เขาตะโกน เส้นเลือดบนขมับปูดโปน “ทำให้ตระกูลอับอายขายขี้หน้าถึงเพียงนี้ ยังมีหน้ามาเดิ
ภายในพระตำหนักทรงอักษรเงียบงันจนแม้แต่ลมหายใจยังเหมือนจะดังเกินไป ลมปลายวสันต์พัดผ่านสวนด้านนอกเสียงใบไผ่เสียดสีกันเบา ๆ ม่านสีทองของตำหนักปลิวไหวด้วยแรงลมอ่อน แต่กลับสะท้อนเงาของอ๋องม่อเหยียนยืนอยู่เบื้องหน้าฮ่องเต้ผู้ปกครองแคว้นใบหน้าของเขาแม้พยายามสงบนิ่ง แต่แววตาที่ซ่อนอยู่ลึก ๆ กลับเต็มไปด้วยความกังวลจนปิดไม่มิด ราวกับกำลังอุ้มความกลัวหนักประหนึ่งหินก้อนใหญ่ไว้ในอก“เสด็จพี่”เสียงของม่อเหยียนทุ้มต่ำและเต็มไปด้วยความลังเลเล็ก ๆ ก่อนที่เขาจะตัดสินใจเอ่ยต่อ“ตอนพี่สะใภ้ตั้งครรภ์…นางเคยมีอาการนอนไม่หลับ อาเจียน และเบื่ออาหารหรือไม่?”ฮ่องเต้ยกสายตาขึ้นจากเอกสารในมือ มองน้องชายอย่างจับสังเกต มุมปากของพระองค์ตวัดขึ้นเล็กน้อยราวกับรู้คำตอบก่อนแล้ว“เรื่องของไป๋อันหรานอีกแล้วหรือ?” น้ำเสียงไม่ได้ตำหนิ แต่ปนความเอ็นดูและเหนื่อยใจในเวลาเดียวกันผู้ใดในเมืองหลวงไม่รู้บ้างว่าความรักของม่อเหยียนที่มีต่อไป๋อันหรานลึกซึ้งเพียงใด ในคราแรกที่นางแต่งงานก็คิดว่าเขาคงจะตัดใจได้แล้ว แต่นี่ไม่ตัดใจไม่พอยังถึงขนาดรับสตรีผู้นั้นและลูกเข้ามาดูแลในจวนอีกม่อเหยียนเม้มริมฝีปากแน่น เขาไม่ได้โต้กลับ เพราะม







