Beranda / รักโบราณ / องค์หญิงสิบเอ็ด / บทที่ 7 แก้แค้นให้เจ้าก้อนแป้ง

Share

บทที่ 7 แก้แค้นให้เจ้าก้อนแป้ง

last update Tanggal publikasi: 2026-03-10 21:38:07

ความเงียบสงบยามค่ำคืนโรยตัวปกคลุมเรือนพักอย่างอ่อนละมุน แสงตะเกียงน้ำมันตรงหัวเตียงส่องสว่างไหวระริกไปตามแรงลมที่ลอดเข้ามาทางหน้าต่าง นอกจากเสียงลมหายใจของอันหรานแล้ว เรือนทั้งหลังแทบไม่มีสิ่งใดเคลื่อนไหว

‘ข้าจะดูแลทั้งเจ้าและลูกไปตลอดชีวิต แค่เจ้าไม่หนีข้าไปอีกก็พอ’

เสียงกระซิบแผ่วเบาของม่อเหยียนดังก้องอยู่ในหัวของนาง หญิงสาวยกแขนขึ้นวางพาดเหนือหน้าผาก ดวงตาจับจ้องเพดานไม้ที่คุ้นเคยอย่างเลื่อนลอย ภาพในความทรงจำผุดขึ้นเหมือนม่านหมอกที่เริ่มแผ่คลุมจิตใจ

วันที่ไป๋อันหรานตัดสินใจกระโดดลงจากสะพานเพื่อจบทุกสิ่ง นางเห็นสายตาของม่อเหยียนที่มองตามด้วยความสิ้นหวังราวกับฟ้าถล่มลงมา เขากระโดดตามไป๋อันหรานลงไปในแม่น้ำโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย ท่าทีของเขาราวกับว่ายินดีตายไปพร้อมกับไป๋อันหรานด้วยซ้ำ

“ม่อเหยียน หากเจ้ารู้ว่านางตายไปแล้ว เจ้าจะเสียใจมากเพียงใด”

อันหรานกระซิบกับความมืดด้วยเสียงที่แฝงความกังวลบางเบา ใจของนางไม่เคยยอมรับความผูกพันกับมนุษย์ แต่เหตุใดกัน เมื่อคิดว่าเขาต้องร้องไห้เมื่อรู้ความจริง หัวใจของนางกลับเหมือนถูกบีบจนแน่น รู้สึกเจ็บปวดเสียยิ่งกว่าตอนถูกเล่นงานด้วยวิชาเหล็กเย็นของราชาปีศาจเสียอีก

เสียงลมกรูเข้ามาอย่างแรง ประตูไม้ก็เปิดออกโดยไร้ผู้แตะต้อง ก่อนที่เงาร่างหนึ่งจะก้าวออกมาจากความมืดยามราตรีอย่างเงียบงัน

“องค์หญิง ท่านจะกลับแดนปีศาจเลยไหมเพคะ”

เสียงของต้าลู่ ผู้ติดตามคนสนิท และมือขวาที่ไป๋อันหรานไว้วางใจที่สุดดังขึ้นแผ่วเบา แต่ท่าทีของนางกลับดูร้อนรนยิ่งกว่าปกติ

อันหรานถอนหายใจยกมือขึ้นนวดขมับอย่างอ่อนล้า

“กลับเลยหรือ?” นางทวนคำ “ต้าลู่ เจ้าไม่เข้าใจหัวใจมนุษย์ พวกเขาเปราะบางกว่าที่เจ้าคิด หากข้าจากไปในตอนนี้ ข้าเกรงว่าม่อเหยียนอาจจะเสียสติไปเลยก็ได้”

ต้าลู่นิ่งไปครู่หนึ่งก่อนถามต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลง “เช่นนั้น ท่านคิดจะอยู่ต่อหรือ?”

“อยู่เที่ยวเล่นในโลกมนุษย์สักหน่อยก็ไม่เลว” อันหรานเหยียดยิ้มมุมปากอย่างเจ้าเล่ห์ “ท่านพี่คงไม่ว่าอะไรข้าหรอก อีกอย่าง…เด็กในท้องนี่ ยังไงก็ต้องรอให้คลอดเสียก่อนถึงจะกลับได้”

ต้าลู่มองท้องขององค์หญิงอย่างเกรงใจ “เพคะ คือว่า…”

อันหรานปรายตามองอย่างเฉียบคม “เจ้ามีอะไรก็พูดมา ไม่ต้องกลัว”

ต้าลู่กลืนน้ำลายก่อนเอ่ยอย่างระมัดระวัง

“นายบำเรอลำดับหกสิบแปดผู้ที่เคยเป็นคนโปรดขององค์หญิง ข้าพบว่าเขาแอบมีสัมพันธ์กับปีศาจนกเพคะ”

ทันทีที่คำว่าแอบมีสัมพันธ์หลุดออกมา ดวงตาแดงของอันหรานก็แวบวาวขึ้นราวกับมีเปลวเพลิงวิญญาณส่องประกาย นางเหยียดหลังตรงขึ้นจากหมอนที่พิงอยู่ ความเย็นเยียบแผ่กระจายไปทั่วห้องราวอากาศกำลังถูกแช่แข็ง

ริมฝีปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบาง รอยยิ้มที่ทั้งหวานและอันตรายอย่างยิ่ง

“เลี้ยงไม่เชื่องเสียจริง…” นางพึมพำด้วยน้ำเสียงเยาะหยัน “ดูท่าเขาจะลืมไปว่าข้าให้ชีวิตและความโปรดปรานแก่เขามากเพียงใด”

ต้าลู่รีบคุกเข่ารอรับคำสั่ง เนื้อตัวสั่นเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะความกลัวต่อโทสะขององค์หญิง แต่เพราะรับรู้ถึงพลังปีศาจที่ปะทุขึ้นอย่างไม่อาจควบคุม

“ต้าลู่” อันหรานหันมามอง ขณะนัยน์ตาสีแดงวาวกำลังเรืองขึ้นช้า ๆ “ในเมื่อดวงตาของเขามองไปหาอย่างอื่นที่ไม่ใช่ข้า เช่นนั้นก็ควักมันออกมาเสียเถิด ดวงตาที่ใช้ไม่ได้ ก็ไม่มีเหตุผลให้เก็บไว้”

น้ำเสียงของนางราบเรียบ แต่แฝงความเหี้ยมเกรียมอย่างยากหาผู้ใดเทียบ ต้าลู่พยักหน้าอย่างยอมรับแต่ก็ยังถามอย่างลังเล

“แล้ว…ปีศาจนกผู้นั้นเล่าเพคะ?”

อันหรานหัวเราะเบา ๆ ราวกับเรื่องทั้งหมดเป็นเกมฆ่าเวลาที่นางเพลิดเพลินเสียเหลือเกิน

“ในเมื่อนางชื่นชอบของของข้านัก ก็จงหักปีกให้นาง แล้วมอบชายคนนั้นให้ไปอยู่กับนางตลอดชีวิตเสียถือว่าเป็นของขวัญจากข้า”

ต้าลู่เงยหน้ามองด้วยสีหน้าประหลาดใจ

“เพคะ? ง่ายเพียงนี้เลยหรือเพคะ?”

ปกติองค์หญิงของนางไม่เคยปล่อยผู้ทรยศไว้ แม้กระทั่งเงายังไม่อาจเหยียบแดนปีศาจได้แต่คราวนี้กลับใจดีอย่างน่าประหลาด

อันหรานหันมามอง สายตาคมเฉียบราวใบมีด

“ต้าลู่ เจ้าอยู่รับใช้ข้ามาหลายปีเหตุใดถึงยังไม่เข้าใจอีก” นางถามเสียงเย็นเยียบ “นกที่ไร้ปีก ก็เป็นเพียงนกไร้ประโยชน์ ชายตาบอดก็ไม่ต่างกัน สองสิ่งที่ไร้ค่ามาคู่กันช่างเหมาะสมยิ่งนัก”

ดวงตาสีแดงเข้มของนางเรืองแสงขึ้นทีละน้อย ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบที่ทำให้สยองไปถึงสันหลัง

“อีกอย่าง....เจ้าคิดจริง ๆ หรือว่าพี่ชายของข้าจะยอมปล่อยให้ผู้ที่ทรยศข้าไปอย่างสงบสุข”

ต้าลู่เบิกตาเล็กน้อย ก่อนค่อย ๆ ยิ้มออกมาด้วยความภาคภูมิใจ ดวงตาเป็นประกายเหมือนย้อนรำลึกว่าองค์หญิงของนางเป็นใคร

ใช่แล้ว…นี่แหละคือองค์หญิงปีศาจที่แท้จริง

นางอาจอยู่ในร่างมนุษย์ แต่จิตใจและอำนาจยังคงเป็นเจ้าแห่งหุบเหวอเวจี

อัจฉริยะด้านวางแผนการหลอกใช้ผู้อื่นและลงทัณฑ์ทรยศอย่างแยบยล

ต้าลู่ก้มหน้าเคารพทันที “ข้าเข้าใจแล้วเพคะ”

อันหรานเอนหลังพิงหมอน ใบหน้างดงามมีรอยยิ้มเย็นเยียบประดับ หัวใจมนุษย์ของนางอาจทำให้ลังเลเรื่องของม่อเหยียน แต่สำหรับผู้อื่นที่กล้าหักหลังนางหรือเหยียบศักดิ์ศรีของนาง

นางจะไม่มีวันปราณีพวกมันเป็นอันขาด

หลายวันผ่านไปอย่างเงียบสงบ ฤดูหนาวเริ่มคืบคลานเข้ามาทุกค่ำคืน ท้องฟ้าในยามเช้าปกคลุมด้วยม่านหมอกบางสีขาวขุ่นราวปุยสำลีที่ลอยอ้อยอิ่งอยู่เหนือหลังคาเรือนทั้งหลาย ลมหนาวพัดพากลิ่นหอมอ่อน ๆ ของดอกไม้จากสวนหลังเรือนให้ลอยวนเข้ามาปะทะปลายจมูกของอันหราน ร่างบางนั่งอยู่ใต้ศาลาไม้ ใช้มือแกว่งช้า ๆ ในอากาศเพื่อไล่กลีบดอกไม้ที่ปลิวลงมา

เป็นความสงบที่นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน สงบจนเกือบทำให้นางลืมไปว่าตนเป็นปีศาจที่ครั้งหนึ่งเคยสนุกกับการทรมานผู้อื่น เสียงฝีเท้าหนึ่งดังขึ้นจากทางเดินกรวดพร้อมกับประโยคที่ดังขึ้นอย่างร่าเริงจนผิดวิสัยขุนนางผู้สงบเยือกเย็น

“อันหราน เจ้าดูสิ!”

ม่อเหยียนในชุดขุนนางสีเข้มก้าวเข้ามาในศาลา ใบหน้าของเขาเจือรอยยิ้มสดใสอย่างที่ไม่ค่อยเห็นบ่อยนัก เขาถือบางสิ่งไว้ในมือเมื่อเข้าใกล้จนพอเห็นได้ชัด อันหรานถึงกับยกคิ้วขึ้นเล็กน้อย

“อีกแล้วหรือ…” อันหรานพึมพำแผ่วเบา นี่นับเป็นชิ้นที่เท่าไหร่กันในช่วงหลายวันที่ผ่านมา ทั้งเสื้อผ้า ผ้าอ้อม ของเล่น และตอนนี้ก็รองเท้าอีกคู่

ม่อเหยียนยื่นมือตรงเข้ามาเหมือนเด็กที่อยากอวดของเล่นใหม่

“ข้ารับรองเจ้าก้อนแป้งของพวกเรา ถ้าใส่คู่นี้ไม่มีวันเจ็บเท้าแน่นอน” น้ำเสียงเขานุ่มจนฟังแล้วเหมือนละอองหิมะกำลังละลายบนผิว

อันหรานกลั้นขำพลางส่ายหน้าเบา ๆ “เจ้าก้อนแป้งคงถูกพี่ชายตามใจจนเสียคนแน่ ๆ ว่าแต่วันนี้ท่านกลับมาเร็วนะเจ้าค่ะ”

“อืม” ม่อเหยียนวางรองเท้าคู่นั้นลงบนโต๊ะหินข้างศาลา แล้วนั่งลงตรงข้ามนาง “ข้าไม่อยากให้เจ้ากับลูกเหงา หากกลับมาเร็วเจ้ายังมีเพื่อนคุย”

อันหรานมองเขาอย่างเงียบงันพักหนึ่ง สายตาค่อย ๆ อ่อนลงหลายวันมานี้นางตัดสินใจแล้วว่าจะใช้ชีวิตเป็นไป๋อันหรานอยู่เป็นเพื่อนม่อเหยียน ตอบแทนหญิงสาวที่ยอมสละร่างกายให้วิญญาณของนางเข้ามาอาศัย นางตั้งใจว่าจะอยู่ดูแลพี่ชายของอีกฝ่ายจนนาทีสุดท้ายในชีวิตของเขา

และเมื่อนึกถึงคำว่าตอบแทนนางก็จำบางเรื่องขึ้นมาได้

อันหรานเอนหลังเล็กน้อย ก่อนเอ่ยเสียงนุ่ม

“พี่ชาย ข้าอยากไปจวนตระกูลชุนเจ้าค่ะ”

คำพูดนั้นทำให้บรรยากาศอุ่นสบายราวแดดอ่อนของฤดูหนาวหยุดลงราวกับโดนน้ำแข็งสาดใส่ ม่อเหยียนที่กำลังจะหยิบรองเท้ามาดูอีกรอบชะงัก เขาหันมามองนางอย่างช้า ๆ ดวงตาคู่นั้นที่เคยอ่อนโยนราวทะเลสาบพลันแข็งกร้าวขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

“อันหราน” เสียงเขาแผ่วลง แต่แฝงประกายกังวลลึก

“พี่ตามใจเจ้าทุกเรื่องแต่เรื่องนี้” เขาพูดช้า ๆ ทีละคำ ราวกลัวว่าเธอจะไม่ยอมฟัง “ไม่ได้”

“แต่ว่า….”

ม่อเหยียนยืนขึ้นก่อนที่นางจะพูดจบ การเคลื่อนไหวของเขาเด็ดขาดเกินกว่าจะเถียงต่อได้ เขาไม่มองหน้า ไม่พูดอะไรอีก เพียงหมุนตัวแล้วเดินออกไปจากศาลาอย่างรวดเร็ว ราวกับว่าหากเขาอยู่ต่ออีกเพียงลมหายใจเดียวก็อาจจะทำให้เขาใจอ่อน

เสียงฝีเท้าของเขาจางลงเรื่อย ๆ จนอันหรานเหลือเพียงเสียงลมหนาวพัดผ่านใบเหมยร่วงกราว นางเท้าคางบนหลังมือจ้องแผ่นหลังที่ไกลออกไปอย่างชั่งใจ ความเงียบปกคลุมบริเวณนั้นอยู่ครู่หนึ่งก่อนที่นางจะเอ่ยเสียงเบาราวกระซิบ

“ต้าลู่”

เพียงพริบตา ลมเย็นก็หมุนวนในศาลา ร่างของต้าลู่ปรากฏขึ้นคุกเข่าอยู่ตรงหน้าของอันหรานราวกับรอรับคำสั่งจากผู้เป็นนาย

“เพคะ องค์หญิง”

อันหรานยกนิ้วแตะโต๊ะหินเบา ๆ นัยน์ตาสีดำสนิทเปลี่ยนเป็นแดงเรื่อราวแสงเลือดในคืนจันทร์ดับ

“ยาที่ข้าให้เจ้านำมาจากแดนปีศาจ เห็นทีต้องใช้ได้แล้ว”

เสียงของนางนุ่ม แต่ความเย็นเยียบแผ่ซ่านจนต้นไม้รอบศาลาไหวระริกเหมือนรับรู้ถึงพลังมืดที่เจ้าของมันกำลังกระตุ้น

ต้าลู่เงยหน้าขึ้นเล็กน้อย “เพคะองค์หญิง ข้าจะไปจัดเดี๋ยวนี้”

หลังจากได้รับคำสั่งร่างของต้าลู่ก็สลายไปในสายลม ไม่มีคำถาม ไม่มีความลังเล มีเพียงการเชื่อฟังคำสั่งของเจ้านายแต่เพียงผู้เดียว

บรรยากาศกลับสู่ความเงียบอีกครั้ง อันหรานยื่นมือลงแตะท้องของตนเองลูบอย่างแผ่วเบาราวปลอบประโลมทารกในครรภ์ ริมฝีปากนางโค้งขึ้นช้า ๆ เป็นรอยยิ้มที่งดงามราวดอกเหมยยามบานแต่แฝงความดุดันของหนามพิษ

“เด็กน้อย…” น้ำเสียงของนางทั้งหวานทั้งเยียบเย็น “ข้าแก้แค้นแทนเจ้าแล้ว”

นิ้วเรียวลากผ่านหน้าท้องอย่างรักใคร่ แต่คำพูดกลับเต็มไปด้วยดวงไฟเลือดที่ลุกโชนในดวงตา

“สวะเช่นพ่อของเจ้า เมื่อมันไม่อยากมีบุตร…” อันหรานหัวเราะเบา ๆ “ข้าก็จะทำให้มันสมใจเสียเลย”

ลมหนาวพัดผ่านกลีบเหมยปลิววนรอบนาง อันหรานหลับตาลงอย่างสงบ ในหัวมีเพียงความคิดเดียวถึงเวลาที่นางจะทำให้บุรุษสวะนั่นรับกรรมที่ก่อไว้แล้ว

หลายเดือนผ่านไป เสียงลมหนาวพัดส่วนปลายของยอดสนให้เสียดสีกันดังครืดคราด บรรยากาศโดยรอบจวนตระกูลชุนหนักอึ้งเช่นเดียวกับความหวาดหวั่นที่เกาะกินใจของทุกคนในบ้านหลังนี้

เรือนพักของคุณชายมู่หยางเงียบสงัดจนแม้แต่เสียงถอนหายใจยังดังสะท้อนไปทั่วห้อง กลิ่นยาสมุนไพรที่ถูกต้มจนข้นติดอยู่ในอากาศอย่างไม่จางหาย ทำให้ห้องทั้งห้องอบอวลด้วยกลิ่นขมที่ชวนให้อึดอัด เครื่องเรือนไม้ที่เคยดูสง่างามกลับดูหม่นหมองลงเมื่อถูกปกคลุมด้วยความเงียบและความสิ้นหวัง

บนเตียงนอน มู่หยางนั่งพิงหมอนสูง ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาที่เคยคมกริบของเขาบัดนี้แฝงด้วยความเหน็ดเหนื่อยและโทสะที่สะสมอยู่ในทรวงอกเป็นเวลานาน

ท่านหมอผู้สูงวัยนั่งลงข้างเตียงมือจับชีพจรอย่างละเอียด มือเหี่ยวย่นสั่นเล็กน้อยเพราะอากาศที่เย็นจัด แต่สายตากลับมั่นคงเพราะผ่านการรักษาผู้ป่วยมาหลายสิบปี ทว่าเมื่อเขาปล่อยข้อมือของมู่หยางลง สีหน้าของเขาเปลี่ยนเป็นความเคร่งเครียดที่ปิดไม่มิด

“บุตรชายข้าเป็นอย่างไรบ้าง ท่านหมอ…พอมีหวังหรือไม่”

เสียงของมารดามู่หยางสั่นปนความหวาดกลัว นางยืนอยู่หัวเตียง ดวงตาแดงก่ำเพราะทั้งคืนไม่ได้หลับ เดิมนางเป็นสตรีที่ภูมิฐาน แต่หลายเดือนมานี้ความกังวลทำให้นางดูราวกับแก่ลงหลายปี

ท่านหมอถอนหายใจยาวอย่างหนักใจ ก่อนส่ายหัวช้า ๆ ราวกับไม่อยากทำร้ายความรู้สึกของผู้เป็นแม่ แต่ก็ไม่อาจโกหกความจริงได้อีกต่อไป

“ฮูหยินเกรงว่าคุณชายจะไม่สามารถกลับมาเป็นปกติได้แล้วขอรับ”

“หมายความว่าอย่างไรท่านหมอ!” เสียงนางสูงขึ้นอย่างไม่ตั้งใจ นิ้วมือกำชายเสื้อแน่นจนปลายเล็บขาวซีด ท่านหมอโค้งคำนับเล็กน้อย ก่อนพูดด้วยเสียงหนัก

“หลายเดือนมานี้ข้าเฝ้ารักษาอย่างเต็มความสามารถ แต่คุณชายมู่หยางร่างกายอ่อนกำลังลงเรื่อย ๆ และที่สำคัญ…”

เขาหยุดไปเล็กน้อยราวกับลังเลว่าจะกล่าวต่อดีหรือไม่

“คุณชายไม่อาจมีบุตรได้อีกแล้วขอรับ ท่านควรรับเด็กจากข้างนอกมาเลี้ยงสักคน เพื่อสืบสายตระกูลจะดีกว่า”

คำพูดนั้นเหมือนฟ้าผ่ากลางใจมู่หยาง เขาเงยหน้าขึ้นทันที โทสะแล่นปราดขึ้นไปยังดวงตาของเขาอย่างรุนแรง

“สวะ! เจ้าพูดอะไรของเจ้า ข้ายังแข็งแรงดีอยู่!”

เสียงตะโกนของเขาแหบพร่าจนสะท้อนความอ่อนแอของร่างกายออกมาโดยไม่ตั้งใจ แต่ยิ่งตะโกนก็ยิ่งเผยให้เห็นว่าภายในใจของเขาสั่นคลอนเพียงใด

หลายเดือนมานี้ เขาพยายามมีบุตรกับเจินเจิน สตรีที่เขาเลือกเข้ามาเป็นภรรยาโดยเชื่อว่านางเหมาะสมกว่าใคร แต่ไม่ว่าจะพยายามมากเพียงใด นางก็ไม่ตั้งครรภ์สักครั้ง ยิ่งไปกว่านั้น ร่างกายของเขายังทรุดลงเรื่อย ๆ ราวกับถูกสูบพลังชีวิตทีละน้อย

ไม่อาจมีบุตรได้?

เป็นไปไม่ได้!

เป็นไปไม่ได้อย่างแน่นอน!

“ร่างกายของคุณชายมันบ่งชี้เช่นนั้นขอรับ หากท่านไม่เชื่อ ข้าก็ไม่อาจทำอะไรได้มากกว่านี้ ข้าขอตัว”

ท่านหมอประสานมือคำนับอย่างสุภาพ ก่อนเดินออกจากห้องไปท่ามกลางสายตาโกรธเกรี้ยวของมู่หยาง เมื่อประตูปิดลงเสียงถ้วยชามกระแทกพื้นก็ดังตามมา

“ไอ้หมอไร้ประโยชน์!!”

มู่หยางปาถ้วยยาวางข้างเตียงจนแตกกระจาย เศษถ้วยกระเด็นไปทั่วพื้น แต่เขาไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาหอบหายใจถี่รัวราวกับสัตว์ป่าที่ถูกต้อนจนจนมุม

มารดาของเขามองสภาพบุตรชายด้วยหัวใจบีบแน่น นางก้าวเข้ามานั่งข้างเตียง ดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมตัวมู่หยางช้า ๆ แม้เขาจะยังคงหงุดหงิดแต่ก็ไม่อาจผลักนางออกได้เพราะเรี่ยวแรงแทบหายไปเกือบหมด

“มู่หยาง…” นางเรียกเขาด้วยเสียงอ่อนล้า

“ท่านแม่ ข้าบอกแล้วว่าข้าแข็งแรงดี!” เขาตอบกลับทันที แต่เสียงกลับแผ่วลงในตอนท้ายราวกับไร้เรี่ยวแรงจะโต้เถียงอีกต่อไป

มารดาขยับมือจับแขนของเขาเบา ๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงหนักแน่นขึ้น

“พอได้แล้ว…เจ้าจะแข็งแรงได้เช่นไร ในเมื่อเจ้าแต่งเจินเจินเข้ามาตั้งนาน แต่ไม่มีทีท่าว่านางจะตั้งครรภ์บุตรของเจ้าเลยสักคน”

มู่หยางกัดฟันแน่น ใบหน้าซีดเผือดของเขาบิดเบี้ยวด้วยความคับแค้น

“ข้าจะเป็นหมันได้เช่นไร! ในเมื่อในตอนนั้นอันหรานนางเคยตั้งครรภ์บุตรของข้า!”

Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 29 ขอบคุณ END

    "เอามาให้ข้า ถ้าข้าไม่รีบตามไปเสี่ยวผิงนางจะเหงานะ เอามาให้ข้าสิ""ตั้งสติ ม่อเหยียน เห้อข้าไม่น่าใจอ่อนพาเจ้ามาเลย""ข้าอยู่ไม่ได้จริง ๆ หากไม่มีนาง"เจียวมิ่งมองม่อเหยียนก่อนจะถอนหายใจออกมา สิบเอ็ดเป็นแบบนี้แล้วเจ้ายังคิดว่าม่อเหยียนรักเจ้าเพราะพลังอีกหรือไม่ เห็นหรือไม่เจ้าสำคัญต่อพวกข้ายิ่งนัก"ข้าช่วยให้นางกลับมาได้ เพราะฉะนั้นตั้งสติได้แล้ว"เจียวมิ่งพูดจบก็เดินออกไป ม่อเหยียนเองที่ได้ยินเช่นนั้นก็รีบเช็ดน้ำตาลวก ๆ ก่อนจะเดินตามไปทันที เจียวมิ่งก้มลงมองกล่องเล็ก ๆ ในมือของเขา สิบเอ็ดข้าไม่มีทางยอมให้เจ้าจากไปแล้วทิ้งเจ้าตัวภาระทั้งสองคนไว้ให้ข้าหรอก"เจียวมิ่ง""เจ้ารออยู่ข้างนอก เดี๋ยวข้ามา"เจียวมิ่งพูดออกไป มีเพียงต้องขอสิ่งนั้น จึงจะนำร่างนางคืนมาได้ เขาสูดหายใจเขาก่อนจะเปิดประตูเข้าไปด้านใน สระน้ำที่มีบัววิเศษมากมายอยู่"เหมือนข้าจะบอกแล้วว่าอย่าวุ่นวาย"จอมปีศาจพูดออกมาเสียงเรียบ เขามองเจียวมิ่งที่เดินเข้ามาหาเขา "ข้าต้องการดอกบัวที่ฟื้นฟูร่างปีศาจได้""ไม่ให้"เหอะ ไอ้ปีศาจใจแคบ "ข้าจะเอาไปช่วยสิบเอ็ด""นั่นยิ่งไม่ได้"จอมปีศาจพูดออกมา เขายกยิ้มมองเจียงมิ่งที่มีสีหน้ากำ

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 28 เสียสละเพื่อปกป้อง

    “สิบเอ็ด ไหน…อธิบายมาเสียที เจ้าสนใจในตัวมนุษย์ผู้นั้นจริงหรือไม่”เสียงนั้นเต็มไปด้วยแรงกดดันประหนึ่งกำลังจะบีบคอใครสักคนให้ขาดใจ นางเงยหน้าขึ้นช้า ๆ แต่ยังคงก้มศีรษะต่ำอย่างนอบน้อม“จริง…เพคะ” น้ำเสียงของนางสั่นแต่หนักแน่น “ข้า…สนใจในตัวมนุษย์ผู้นั้นจริง”คำตอบได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้แก่ทุกองค์ชายในท้องพระโรงทันที“มันเป็นใคร?” องค์ชายอีกองค์หนึ่งลุกพรวดขึ้น ดวงหน้าเชิดขึ้นอย่างขุ่นเคือง“จับมันมาทรมานดีหรือไม่?”“อย่าลืมตัดหัวมันมาเป็นของขวัญให้สิบเอ็ดด้วยล่ะ” อีกองค์ชายหนึ่งยิ้มเหี้ยม ดวงตาเต็มไปด้วยความรื่นรมย์ผิดเพี้ยน“ถลกหนังของมันออกมาก็ไม่เลว ปล่อยให้มันตายทั้งที่ยังรู้สึกเจ็บปวด… ฮ่า ๆ ๆ”เหล่าองค์ชายต่างเหลือบตามองกันด้วยรอยยิ้มอำมหิต พวกเขาไม่ได้โกรธที่นางสนใจมนุษย์ หากแต่โกรธที่มนุษย์ผู้นั้นบังอาจดึงความสนใจขององค์หญิงสิบเอ็ดไปจากพวกเขาราวกับคำพูดเหล่านั้นยังไม่พอ องค์ชายสองก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาที่ทำให้ร่างเสี่ยวผิงชาวาบ“จริงสิ… เด็กคนนั้นยังอยู่หรือไม่ เด็กที่ทำให้สิบเอ็ดเจ็บปวดในตอนนั้น หากยังอยู่…จับมันมาด้วย”ภายใต้ความวุ่นวายของเสียงสนับสนุนให้สังหารมนุษย์

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 27 กลับแดนปีศาจ

    กลางดึกภายในกระโจมที่ตั้งอยู่ในท่านทหาร เสี่ยวผิงนอนหลับอยู่ทว่าจิตใจกลับไม่สงบ เงาดำมืดและเสียงสะอื้นยังคงก้องอยู่ในฝัน‘สิบเอ็ด… ดูสิดูคนที่เจ้ารัก’ เสียงแหบพร่าของราชาปีศาจอย่างดังขึ้น“ไม่…พี่ใหญ่อย่าทำเช่นนั้น!” นางกรีดร้อง ร่างกายสั่นเทาเหมือนถูกกระชากด้วยความหวาดกลัว น้ำตาไหลอาบแก้ม ทำให้หน้าเลอะเลือดฝันและเหงื่อ‘มนุษย์ผู้นี้หรือ… ที่จะแย่งเจ้าไปจากข้า? สิบเอ็ดปีศาจอย่างเราจะรักมนุษย์ได้ยังไง’ภาพม่อเหยียนและป๋อหลินถูกกระบี่สีดำจ้วงแทงกลางอก เส้นเลือดแดงพุ่งกระจาย ความเจ็บปวด ความสิ้นหวังและความสูญเสียประหนึ่งมีมือเย็น ๆ บีบแน่นอยู่บนหัวใจของนาง เสี่ยวผิงทรุดตัวลงบนพื้น แข้งขาอ่อนแรง ก่อนนางจะร้องไห้ออกมาราวกับสตรีเสียสติ‘องค์หญิงข้าบอกท่านแล้วไง หากอยู่เคียงข้างท่านพวกเขาจะต้องตาย’ เสียงหนึ่งดังขึ้นก่อนมือเย็นหนึ่งจะสัมผัสปลายคางของนาง จิ้งจอกขาวสบตานางด้วยดวงตาที่เย็นเฉียบและใบหน้าที่เรียบเฉยแต่แฝงความน่ากลัว‘การแลกเปลี่ยนของเราจะจบหลังจากเจ้าและข้าตาย’ เสียงนั้นไม่ใช่คำขู่ธรรมดา แต่เหมือนคำสั่งแห่งชะตากรรมเฮือก!เสี่ยวผิงสะดุ้งตื่นขึ้นกลางดึก ใจเต้นแรง นางหันมองไปรอบ ๆ

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 26 การแก้แค้นของอันหราน

    สายลมเย็นพัดผ่านหน้าต่างบานไม้ในห้องนอนของอันหราน กลิ่นชาอุ่น ๆ ลอยคลุ้งอยู่ในอากาศ นางวางถ้วยชาลงบนโต๊ะไม้แกะสลักอย่างเรียบง่าย แต่กลับแฝงความประณีต สายตาของนางทอดมองไปยังทหารหนุ่มผู้เข้ามาในห้อง ใบหน้าของเขาแดงระเรื่อจากความตื่นเต้นหรือความกังวลก็ไม่อาจบอกได้ แต่เมื่อเขากล่าวออกมา เสียงเรียบแต่ออกแน่วิตกนั้นก็กระแทกใจนางทันที“ฮูหยิน ปลาติดเบ็ดแล้วขอรับ”อันหรานเงยหน้ามองเขาอย่างนิ่งสงบ ไม่แสดงอาการดีใจหรือตื่นเต้นใด ๆ นางเพียงยกถ้วยชาขึ้นดื่มอย่างใจเย็น ลิ้มรสชาอุ่นที่ปลอบประโลมจิตใจในขณะที่ความคิดของนางหมุนวนอยู่รอบไป๋เจินเจินและนายโลมผู้นั้นไป๋เจินเจิน เจ้าไม่ระวังตัวเลยสินะ...นางคิดในใจ สีหน้าเรียบเฉยของอันหรานไม่ได้สะท้อนความดีใจหรือพึงพอใจ กลับเต็มไปด้วยความเยือกเย็นเหมือนผิวน้ำที่สงบนิ่ง แต่ด้านใต้ความสงบนี้กลับแฝงด้วยแผนการที่ซับซ้อนไป๋อันหรานให้คนของตนเข้าไปติดตามไป๋เจินเจินเพื่อหวังจับชู้รักของนาง จนได้รู้ความจริงว่าไป๋เจินเจินมีชู้กับนายโลม ส่วนเด็กคนนั้นก็เป็นบุตรสาวของนางโลมที่นางตั้งท้อง ไป๋อันหรานนึกสมเพชแต่ก็อดไม่ได้ที่จะประเมินความกล้าของฝ่ายตรงข้าม ไป๋เจินเจินคง

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 25 เมียข้า

    ยามค่ำคืนภายในโรงเตี๊ยมยังคงเงียบสงัด มีเพียงเสียงลมหนาวพัดลอดช่องหน้าต่างและเสียงฝีเท้าผู้คนประปรายจากชั้นล่างเท่านั้น อันหรานเปิดประตูห้องออกมาช้า ๆ ก้าวเท้าพ้นธรณีบานประตูอย่างมั่นคงผิดไปจากก่อนหน้าในมือนางกำขวดเล็ก ๆ สีดำสนิทแน่นราวกับเป็นสิ่งเดียวที่สามารถยึดเหนี่ยวสตินางได้ตอนนี้แววตาของนางไม่เหมือนเมื่อครู่อีกแล้ว ไม่ใช่ความสิ้นหวัง ไม่ใช่ความสับสน แต่เป็นความสงบนิ่งอันอันตรายเหมือนบ่อน้ำที่ดูเรียบสงบ แต่ซ่อนความลึกจนไม่อาจหยั่งถึงม่อเหยียนและป๋อหลินที่ยืนรออยู่กลางโถงต่างหันมามองทันทีที่เห็นนาง ม่อเหยียนก้าวมาหนึ่งก้าว สีหน้าของเขาแสดงถึงความห่วง“เจ้าจะไปแล้วหรือ?” เขาถามเสียงทุ้มต่ำ สายตาจับจ้องนางไม่วางตาอันหรานยกยิ้มให้เขาและป๋อหลิน รอยยิ้มบาง ๆ ที่ไม่เจือความเศร้าอีกแล้ว แต่กลับเหมือนคนที่ตัดสินใจอะไรบางอย่างเด็ดขาดจนไม่อาจห้ามได้นางเดินเข้าไปหาป๋อหลินช้า ๆ แล้วโอบกอดเด็กหนุ่มแน่นเสียจนเจ้าตัวถึงกับสะดุ้ง“นี่…ท่าน?” ป๋อหลินอึดอัดอย่างเห็นได้ชัด เขาไม่เคยได้รับสัมผัสเช่นนี้จากนางมาก่อนอันหรานซบหน้าที่ไหล่ของเด็กหนุ่มลมหายใจสั่นน้อย ๆ แต่กลับเปี่ยมด้วยความหนักแน่นกว่า

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 24 รักมากเท่าไหร่ยิ่งแค้นมากเท่านั้น

    ยามดึกของจวนเจ้าเมืองเงียบงันจนได้ยินเพียงเสียงลมหนาวพัดลอดช่องหน้าต่าง ไอเย็นที่แทรกเข้ามาปะทะผิวทำให้ไป๋อันหรานสะดุ้งเฮือก นางลืมตาขึ้นอย่างตื่นตระหนกหัวใจเต้นแรงราวกับถูกบีบแน่นในความเงียบงันภายในห้องนอน กลิ่นกำยานสงบจิตใจที่มู่หยางมักจุดไว้ก่อนนอนยังคงคลุ้งอยู่จาง ๆ แต่ตัวเขากลับหายไป...ไป๋อันหรานพลิกกายหันไปด้านซ้าย ด้านที่เขามักนอนอยู่แต่กลับพบเพียงความว่างเปล่าและผ้าห่มที่เย็นเฉียบ“ท่านพี่…” เสียงเรียกเบาราวลมหายใจ แต่ไม่มีผู้ใดตอบความกังวลพุ่งขึ้นราวกับคลื่นทะเลโถมเข้ากระแทกยอดเขา นางกัดริมฝีปากที่เริ่มซีดก่อนจะลุกพรวดขึ้นนัยน์ตาคู่งามเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นไม่จริง…เขาบอกว่าจะมีข้าเพียงผู้เดียวแล้วมิใช่หรือ…ความคิดนั้นหมุนวนในหัวราวกับมีเสียงหนึ่งกำลังย้ำซ้ำไปมา ไป๋อันหรานรีบดึงเสื้อคลุมบาง ๆ มาสวมแล้วเดินออกจากห้องไปด้วยฝีเท้าที่สั่นเล็กน้อย บ่าวรับใช้หลายคนยังคงตื่นอยู่แต่เมื่อเห็นนางก็ทำเพียงหลบสายตา ไม่มีผู้ใดกล้าทัก นางไม่สนใจทุกสายตา ไม่สนใจเสียงกระซิบใด ๆตอนนี้ในใจของนางมีเพียงความรู้สึกเดียวหวาดกลัว...หญิงสาวเดินตรงไปยังเรือนเล็กทางด้านตะวันตกที่พักของไป๋เจินเจ

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 6 สวมร่าง

    “องค์หญิงได้เวลาแล้ว”เสียงของหญิงชราดังแผ่วเบา เสียงนั้นคล้ายมีแรงดึงดูดบางอย่างฉุดกระชากจิตใจขององค์หญิงสิบเอ็ดให้จมลงสู่ความว่างเปล่า ความรู้สึกหนาวเย็นแทรกซึมเข้าไปทั่วร่าง ยิ่งพยายามขยับ ก็ยิ่งเหมือนร่างไม่ใช่ของตัวเองทำไมหนาวเช่นนี้…ทันใดนั้นเอง เสียงตะโกนที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและความหวาด

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 5 ความรักของอันหราน

    ลมอ่อนจากหน้าต่างกระทบกับผ้าม่านสีงาช้างพลิ้วไหวเบาบาง ในห้องนอนกว้างของจวนอ๋องม่อเหยียนมีกลิ่นสมุนไพรอบอวลเจือกลิ่นยาจีนร้อน ๆ ที่ยังคงลอยกรุ่นอยู่บนโต๊ะข้างเตียง ชายหนุ่มผู้เป็นเจ้าของจวนฟุบหลับอยู่บนเก้าอี้ไม้แกะสลัก ศีรษะเอนพาดแขนที่วางทับขอบเตียง คนที่ดูเย็นชาและเฉยเมยต่อผู้คนทั้งแคว้น กลับมีส

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 2 องค์หญิงเผ่ามาร

    แดนปีศาจ ตำหนักองค์หญิงสิบเอ็ดภายในดินแดนปีศาจ แผ่นฟ้าถูกบดบังด้วยม่านหมอกสีม่วงแดงลอยวนอย่างน่าหวาดหวั่น เสียงคำรามของสัตว์ปีศาจในป่าด้านหลังตำหนักดังแผ่วเหมือนคำสาปที่ไม่เคยเงียบลง ตำหนักขององค์หญิงสิบเอ็ดตั้งอยู่บนยอดผา บนยอดหลังคาประดับด้วยโคมไฟโลหิตซึ่งลุกไหม้ด้วยเปลวเพลิงสีดำที่ไม่มีวันดับค

  • องค์หญิงสิบเอ็ด   บทที่ 1 เจ้าสาวที่ไม่ต้องการ

    ตึง! ตึง!เสียงกลองพิธีดังผสานเสียงขลุ่ยโหยหวนที่ล่องลอยอยู่เหนือเรือนใหญ่ของตระกูลชุน ภายในลานกว้างประดับด้วยผ้าแพรสีแดงสดระย้าเรียงราย แต่ถึงแม้สีแดงจะชวนให้ชื่นมื่นเพียงใด บรรยากาศทั้งงานกลับอบอวลด้วยความอึดอัดหม่นหมอง ผู้คนที่ถูกเชิญมาร่วมงานต่างยืนเรียงรายกันอย่างเก้ๆ กังๆ ไม่มีเสียงหัวเราะ ไม

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status