Masukบทส่งท้าย: กาลเวลา ลิขิตสวรรค์ และนิรันดร์ของเราห้าปีต่อมา ณ เมืองเจียงหนานสายลมวสันต์พัดพาความอบอุ่นและกลิ่นหอมของดอกท้อให้ลอยอวลไปทั่วทั้งคฤหาสน์ตระกูลไป๋ บรรยากาศภายในจวนเต็มไปด้วยความคึกคักและเสียงหัวเราะสดใสที่ดังแว่วมาจากลานกว้างหน้าเรือนใหญ่“ท่านพ่อ! จับข้าให้ได้สิขอรับ!”เด็กชายตัวน้อยวัย
บทที่ 69: พยานรักแห่งสองห้วงเวลาหลายสัปดาห์ผ่านไป ชีวิตในจวนตระกูลไป๋กลับมาสงบสุขและอบอวลไปด้วยความหวาน เมิ่งซีกลับไปดูแลกิจการหอวิจิตรซีซีอย่างขยันขันแข็ง โดยมีไป๋อวี้เฉินคอยรับส่งและดูแลแทบไม่ห่างกายทว่าในช่วงเช้าของวันหนึ่ง ขณะที่เมิ่งซีกำลังนั่งร่วมโต๊ะอาหารกับไป๋อวี้เฉินและฮูหยินผู้เฒ่า กลิ่น
บทที่ 68: พันธนาการแห่งรักราตรีเยือกเย็นปกคลุมไปทั่วจวนตระกูลไป๋ ทว่าภายในเรือนนอนใหญ่กลับอบอวลไปด้วยไออุ่นจากถ่านในเตาผิง แสงเทียนวับแวมส่องกระทบผ้าม่านแพรไหมสีนวลที่พลิ้วไหวตามแรงลมเมิ่งซีนั่งอยู่บนเตียงกว้าง นางเอื้อมมือไปหยิบกระเป๋าเป้ใบย่อมที่ติดตัวมาจากโลกอนาคตขึ้นมาเปิดออก ท่ามกลางสายตาใคร่
บทที่ 67: เรื่องเล่าจากห้วงอนาคตแสงแดดยามเช้าสาดส่องเข้ามาภายในโถงของเรือนใหญ่ บรรยากาศที่เคยอึมครึมมาตลอดหกเดือนถูกแทนที่ด้วยรอยยิ้มและเสียงพูดคุยที่อบอุ่นบนตั่งไม้ตัวใหญ่ ฮูหยินผู้เฒ่าไป๋ นั่งอยู่ตรงกลาง ดวงตาที่ผ่านโลกมามาก รื้นไปด้วยหยาดน้ำตาแห่งความปีติ สองมือเหี่ยวย่นกอบกุมมือของ เมิ่งซี เอา
บทที่ 66: ฮูหยินที่หวนคืนแสงแดดสีทองยามเช้าสาดส่องลอดผ่านหน้าต่าง ขับไล่ความมืดมิดและเงียบเหงาที่ปกคลุมเรือนนอนแห่งนี้มาตลอดหกเดือนให้มลายหายไปขวัญฤทัยในร่างของเมิ่งซีค่อยๆ ขยับตัวตื่น สิ่งแรกที่นางสัมผัสได้คือวงแขนแกร่งที่กอดนางเอาไว้แน่น และลมหายใจอุ่นๆ ที่รดอยู่บริเวณหน้าผาก เมื่อเงยหน้าขึ้น นา
บทที่ 65: ปาฏิหาริย์แห่งหยาดฝนนี่เขาไม่ได้กำลังฝันไปใช่หรือไม่...ไป๋อวี้เฉินยืนตัวแข็งทื่อ นัยน์ตาคมเบิกกว้างเมื่อทอดสบเห็นร่างบางในชุดเสื้อผ้าแปลกประหลาด กำลังนั่งสะอื้นไห้อยู่เบื้องหน้าเรือนนอนทว่าเมื่อ 'หมิงซาน' ที่ยืนอยู่เบื้องหลังหลุดเสียงอุทานเรียก “ฮูหยิน!” ชายหนุ่มจึงตระหนักได้ในวินาทีนั้
บทที่ 64: การจากลาที่ไร้ปาฏิหาริย์ลุงเหล่าไป๋ไขกุญแจทองเหลืองที่ดูเก่าแก่ก่อนจะผลักบานประตูไม้แกะสลักให้เปิดออก กลิ่นอายของไม้กฤษณาและเครื่องหอมจางๆ ที่ขวัญจำได้ติดจมูกพุ่งเข้าปะทะใบหน้าทันที หญิงสาวก้าวเข้าไปในห้องอย่างเลื่อนลอย ราวกับเวลาหลายร้อยปีที่ผ่านไปไม่มีผลต่อสถานที่แห่งนี้เลยทุกอย่างถูกว
บทที่ 63: คำบอกเล่าจากผู้สืบทอดสายฝนโปรยปรายบางเบาเหนือเมืองเจียงหนาน สร้างม่านหมอกจางๆ ปกคลุมไปทั่วลำคลองและสะพานหิน ขวัญฤทัยในชุดเสื้อโค้ทสีครีม สะพายกระเป๋าเป้ใบย่อมก้าวลงจากรถแท็กซี่มายืนอยู่หน้าประตูไม้บานยักษ์ที่มีป้ายเขียนว่า ‘พิพิธภัณฑ์จวนสกุลไป๋’เพียงแค่ทอดสายตามองกำแพงสีขาวที่หม่นหมองไปต
บทที่ 62: เบาะแสจากอดีตเวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าครึ่งปี...หลังจากที่ขวัญพยายามค้นหาทุกวิถีทางเพื่อกลับไปหาเขา แม้กระทั่งใช้วิธีสิ้นคิดอย่างการปลิดชีพตัวเอง ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับมีเพียงรอยน้ำตาและความเจ็บปวดแสนสาหัสของครอบครัวที่อยู่เบื้องหลัง เมื่อตระหนักได้เช่นนั้น เธอจึงทำได้เพียงก้มหน้ายอมรับชะตากร
บทที่ 61: เศษซากแห่งห้วงเวลา“ยัยขวัญ! ลูกแม่!”ประตูห้องพักฟื้นถูกเปิดออกอย่างแรง พร้อมกับร่างของหญิงวัยกลางคนที่ถลันเข้ามากอดขวัญไว้แน่น เสียงร้องไห้โฮด้วยความโล่งใจของคนเป็นแม่ และฝ่ามืออุ่นๆ ของ ‘พี่ชาย’ ที่ยืนลูบหัวเธออยู่ข้างเตียงด้วยขอบตาแดงก่ำ ทำให้หญิงสาวที่เพิ่งฟื้นจากความตายตระหนักได้ว่า.







