FAZER LOGINบทที่ 6 หนังสือปลดอนุ ความคิดเรื่องกลับหุบเขาเกิดขึ้นในคืนหนึ่ง แต่ชุนเหนียงกลับใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะกล้ายอมรับกับตัวเองว่า นางต้องการไปจริง ๆ สามวันนั้นนางยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ตื่นก่อนฟ้าสาง ล้างหน้า เกล้าผม ตากสมุนไพรที่เหลืออยู่ในเรือนยามได้ยินเสียงประตูด้านตะวันออกเปิด นางยังเผลอชะเง้อมองออกไปตามความเคยชิน หลินเอ๋อร์กำลังจะไปสำนักศึกษา เช้าวันแรกหลังจากเด็กบอกว่าไม่ต้องการให้นางเป็นแม่ ชุนเหนียงยังยืนอยู่หลังหน้าต่าง เห็นเพียงด้านข้างของใบหน้าเล็ก ๆ นางเกือบยกมือขึ้น แต่ก็วางลง วันที่สอง นางไม่ได้เปิดหน้าต่าง เพียงนั่งฟังเสียงฝีเท้าอยู่ด้านในวันที่สาม...ชุนเหนียงไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากสมุนไพรในมืออีกเลย ไม่ใช่เพราะไม่อยากเห็น แต่เพราะกลัวว่า หากเห็นแล้ว นางจะเปลี่ยนใจ นางรักเด็กคนนั้นมาหกปี ต่อให้รู้ว่าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ก็ไม่เคยรู้สึกว่าความรักของตนน้อยกว่ามารดาที่คลอดบุตรออกมาเอง หลินเอ๋อร์เคยเป็นคนที่นางตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเป็นคนแรก เป็นคนสุดท้ายที่เห็นก่อนนอน ยามมีอาหารอร่อยจะนึกถึงเขา ยามเห็นผ้าดีจะคิดว่าเอาไปตัดเสื้อให้เขา ยามเก็บสมุนไพรหายากได้ สิ่งแรกที่คิดคือเก็บไว้เผื่อเด็กป่วย แม้กระทั่งตอนซ่งเฉินโจวเข้ามาในชีวิต สิ่งแรกที่นางถามเขาก่อนตกลงแต่งงานก็คือ “ท่านจะดีกับหลินเอ๋อร์หรือไม่?” ตอนนั้นชายหนุ่มตอบว่า “ลูกของเจ้า ต่อไปก็คือลูกของข้า” เขารักษาคำพูดจริง ๆ เพียงแต่รักษาดีเกินไป ดีจนวันนี้เด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของนางแล้ว ชุนเหนียงเริ่มเก็บของ แล้วจึงพบว่าของที่เป็นของตนเองจริง ๆ มีน้อยเหลือเกิน เสื้อผ้าสี่ชุดรองเท้าสองคู่ เงินเก็บสิบกว่าตำลึง เข็มเงินสำหรับตรวจพิษ มีดเล็กสำหรับตัดสมุนไพร กล่องยาเก่าของท่านตา กับตำราปกดำหนึ่งเล่ม ของที่ซ่งเฉินโจวเคยมอบให้ นางวางแยกไว้ต่างหาก ปิ่นเงิน กำไลสองวง ผ้าพับหลายพับที่นางไม่เคยตัดใช้ แม้แต่เสื้อคลุมขนจิ้งจอกที่เขาส่งมาให้เมื่อฤดูหนาวก่อน นางก็พับเก็บไว้ในตู้ตามเดิม ชุนเหนียงไม่รู้ว่าตามกฎของเมืองหลวง ของที่ชายมอบให้อนุสามารถนำติดตัวไปได้หรือไม่ ไม่เอาเสียดีกว่า จะได้ไม่มีใครบอกว่านางขโมย นางเก็บเพียงของที่นำมาจากหุบเขา สุดท้ายสายตากลับหยุดอยู่ที่หีบใต้เตียงชุนเหนียงดึงออกมา เปิดฝา ม้าไม้ยังอยู่ ตุ๊กตาเสือ รองเท้าคู่เล็ก เสื้อเก่า จานฝนหมึกที่หลินเอ๋อร์ไม่รับ นางนั่งมองอยู่นาน มือแตะตุ๊กตาเสือ จากนั้นค่อย ๆ ปิดฝา ของพวกนี้...เอาไปด้วยเถอะ อย่างน้อยตอนอยู่หุบเขา หลินเอ๋อร์เคยเป็นลูกของนางจริง ๆ นางไม่อยากทิ้งช่วงเวลานั้นไว้ในจวนแห่งนี้ ปัญหามีเพียงเรื่องเดียว ชุนเหนียงไม่รู้ว่าคนเป็นอนุต้องออกจากจวนอย่างไรตอนเข้ามา นางไม่ได้ขายตัว ไม่มีสัญญาทาส แต่ซ่งเฉินโจวบอกว่าฐานะของนางไม่อาจเป็นภรรยาได้ จึงต้องลงทะเบียนเป็นอนุ วันนั้นนางร้องไห้หนักมาก จำได้เพียงว่ามีเอกสารหลายแผ่นวางอยู่ตรงหน้า ซ่งเฉินโจวบอกให้นางประทับรอยนิ้วมือนางก็ทำ เขาบอกว่าเป็นเพียงเรื่องของกฎเมืองหลวง นางก็เชื่อ ตอนนี้คิดดูแล้ว...ชุนเหนียงไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองประทับนิ้วมือลงบนสิ่งใดบ้าง นางจึงถามสาวใช้ “หากอนุอยากออกจากจวน ต้องทำอย่างไร?” สาวใช้ทำถ้วยชาแทบหลุดมือ “อี๋เหนียงจะไปไหนหรือเจ้าคะ?” “กลับบ้าน” “กลับบ้าน?” ชุนเหนียงพยักหน้า “ข้าอยากกลับหุบเขา” สาวใช้มองนางเหมือนฟังเรื่องไร้สาระ “แล้วท่านราชบุตรเขยเล่าเจ้าคะ?” “เขาก็อยู่ที่นี่” “คุณชายน้อย?” ชุนเหนียงเงียบไปครู่หนึ่ง “เขามีองค์หญิงแล้ว” คำตอบนั้นเบามาก แต่คราวนี้นางไม่ได้แก้ต่างให้ใครอีก สาวใช้ลังเลก่อนตอบ “เรื่องนี้บ่าวไม่รู้เจ้าค่ะ คงต้องขอหนังสือปลดอนุจากองค์หญิงหรือท่านราชบุตรเขยกระมัง” หนังสือปลดอนุ ชุนเหนียงจำคำนี้ไว้ นางไปขอพบองค์หญิงในบ่ายวันนั้น รออยู่หน้าตำหนักเกือบหนึ่งชั่วยาม จนหัวเข่าที่เพิ่งหายจากการถูกลงโทษเริ่มปวดขึ้นมาอีกครั้ง จึงมีสาวใช้ออกมาเรียก องค์หญิงฉางเล่อกำลังเลือกเครื่องประดับ บนโต๊ะมีหีบเปิดอยู่หลายใบ ไข่มุก หยก ทองคำ อัญมณีสีสด ชุนเหนียงไม่เคยเห็นของมากมายเช่นนี้มาก่อน นางเข้าไปคารวะ องค์หญิงไม่ได้บอกให้ลุกชุนเหนียงจึงคุกเข่าอยู่เช่นนั้น “มีอะไร?” “หม่อมฉันมาขอหนังสือปลดอนุเพคะ” มือที่กำลังหยิบปิ่นหยกหยุดลง องค์หญิงหันมา “อะไรนะ?” “หม่อมฉันอยากกลับบ้านเกิด จึงมาขอให้องค์หญิงเมตตา มอบหนังสือปลดอนุให้หม่อมฉันเพคะ” ความเงียบอยู่เพียงครู่เดียว จากนั้นองค์หญิงก็หัวเราะ “ในที่สุดก็เล่นวิธีนี้แล้วหรือ?” ชุนเหนียงงุนงง “เพคะ?” “ก่อนหน้านี้แสร้งเป็นแม่ผู้แสนดี ตามรังควานหลินเอ๋อร์ไม่เลิก พอเด็กไม่เอาเจ้า ก็เปลี่ยนมาขู่จะออกจากจวน” องค์หญิงวางปิ่นลง “คิดว่าราชบุตรเขยจะรั้งเจ้าหรือ?” ชุนเหนียงรีบส่ายหน้า “หม่อมฉันไม่ได้คิดเช่นนั้น” “แล้วคิดอะไร?” “เพียงอยากกลับบ้านเพคะ” “เพราะหลินเอ๋อร์?” ชุนเหนียงนิ่ง ก่อนตอบตามจริง “ส่วนหนึ่งเพคะ” สีหน้าองค์หญิงเย็นลงทันที “ยังคิดจะแย่งลูกข้า?” “ไม่เพคะ!”ชุนเหนียงรีบเงยหน้า “หม่อมฉันจะไปคนเดียว” คราวนี้องค์หญิงชะงัก “คนเดียว?” “เพคะ” “ไม่เอาหลินเอ๋อร์ไป?” ชุนเหนียงหลุบตา ความเจ็บปวดแล่นผ่านสีหน้าเพียงชั่ววูบ “เขาไม่ต้องการไปกับหม่อมฉันหรอกเพคะ” องค์หญิงมองนางอยู่นาน ราวกับพยายามหามารยาบางอย่างจากใบหน้าซื่อ ๆ นั้นแต่หาไม่พบ “เจ้าจะไปจริง?” “เพคะ” “ราชบุตรเขยรู้หรือยัง?” “ยังเพคะ” “เหตุใดไม่ไปขอเขา?” ชุนเหนียงเงียบ นางไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เพราะกลัวหรือ? อาจใช่ หรือเพราะรู้แล้วว่าในสายตาซ่งเฉินโจว นางเป็นเพียงหญิงคนหนึ่งที่เขา “เก็บไว้ในเรือน” หากไปขอเขา นางไม่รู้ว่าจะต้องได้ยินคำพูดอะไรอีก “หม่อมฉันคิดว่าองค์หญิงเป็นนายหญิงของจวน จึงมาขอพระเมตตาจากองค์หญิงเพคะ” คำตอบนี้ทำให้ฉางเล่อพอใจอย่างเห็นได้ชัด นางเอนหลัง มองชุนเหนียงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า “ก็ดี” ชุนเหนียงเงยหน้า “ข้าเองก็เบื่อจะเห็นหน้าเจ้าเต็มที” ไม่มีการเสแสร้งองค์หญิงฉางเล่อไม่เคยคิดว่าจำเป็นต้องเสแสร้งต่อหน้าหญิงผู้นี้ “ตั้งแต่เจ้าเข้ามา ราชบุตรเขยก็ต้องมีรอยด่างพร้อยเพราะเคยแต่งกับหญิงบ้านป่า หากไม่ใช่เพราะเจ้าเคยช่วยชีวิตเขา คิดหรือว่าคนอย่างเจ้าจะได้เหยียบเข้าประตูจวนของข้า?” ชุนเหนียงก้มหน้า “หม่อมฉันทราบเพคะ” “เจ้าทราบ?” องค์หญิงหัวเราะเยาะ “ถ้าทราบจริง คงไม่ทำตัวน่ารำคาญอยู่สามปี” ชุนเหนียงไม่ตอบ “ไปเสียก็ดี หลินเอ๋อร์กำลังโต ต่อไปต้องเข้าสังคม ต้องรู้จักคนใหญ่คนโต หากมีมารดาอย่างเจ้าคอยโผล่มาให้ผู้อื่นเห็น ยิ่งเป็นภาระ”ในิ้วมือที่วางบนตักของชุนเหนียงค่อย ๆ กำเข้าหากัน องค์หญิงพูดต่ออย่างสบายอารมณ์ “เด็กฉลาด รู้จักเลือกสิ่งที่ดีกว่าให้ตัวเอง นับว่าไม่เสียแรงที่ข้าอบรม” ทุกคำทิ่มแทงลงมา เจ็บ แต่ไม่เหมือนเมื่อก่อน เมื่อก่อนนางมักรีบคิดว่าองค์หญิงพูดถูกตรงไหนบ้างคิดว่าตนควรแก้ไขอะไร วันนี้นางเพียงฟัง แล้วคิดว่า—เช่นนั้นก็ดีแล้ว เมื่อทุกคนเห็นตรงกันว่านางเป็นส่วนเกิน การจากไปคงง่ายขึ้น “หม่อมฉันขอเพียงหนังสือปลดอนุเพคะ” องค์หญิงมองนาง ก่อนหันไปสั่งสาวใช้ “ไปตามพ่อบ้านมา” ชุนเหนียงกลับถึงเรือนตอนเย็น ในมือมีเอกสารหนึ่งฉบับ นางอ่านหนังสือออก แต่เอกสารทางการใช้ถ้อยคำที่นางไม่คุ้นเคย พ่อบ้านบอกว่านี่คือหนังสือปลดอนุ องค์หญิงลงตราแล้ว เมื่อนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ นางก็สามารถออกจากเมืองหลวงและกลับภูมิลำเนาได้ชุนเหนียงเชื่อ เหมือนที่เคยเชื่อซ่งเฉินโจวตอนเขาให้นางประทับรอยนิ้วมือเมื่อสามปีก่อน นางพับเอกสารอย่างระมัดระวัง เก็บไว้ในอกเสื้อ พรุ่งนี้ นางจะไปพรุ่งนี้ คืนนั้นซ่งเฉินโจวมาหานาง ชุนเหนียงไม่คิดว่าเขาจะมา ชายหนุ่มเดินเข้าห้องตามปกติ ถอดเสื้อคลุมส่งให้สาวใช้ ก่อนเห็นห่อผ้าบนโต๊ะ “จะไปไหน?” ชุนเหนียงชะงัก “กลับหุบเขาเจ้าค่ะ” ซ่งเฉินโจวหันมามองเต็มตา “กลับไปทำอะไร?” “อยู่ที่นั่น” คิ้วของเขาขมวด “นานเท่าใด?” ชุนเหนียงไม่ตอบทันที นางกำลังคิดว่าจะพูดอย่างไร สุดท้ายจึงตอบตามจริง “คงไม่กลับมาแล้วเจ้าค่ะ” ห้องเงียบลง ซ่งเฉินโจวมองนางเหมือนเพิ่งได้ยินเรื่องไร้สาระ “เพราะหลินเอ๋อร์พูดไม่กี่คำ?” ชุนเหนียงส่ายหน้า “ไม่ใช่เพราะเขาคนเดียว” “แล้วเพราะอะไร?” นางเงียบ จะให้บอกหรือว่า เพราะรู้แล้วว่าเขาหลอกนางตั้งแต่ต้น? เพราะรู้ว่าเขาไม่เคยมองนางเป็นภรรยา? เพราะอยู่ที่นี่มาสามปีแล้วเหนื่อยเหลือเกิน? แต่พอคิดจริง ๆ กลับไม่อยากถามอะไรอีก คำตอบไม่สำคัญแล้ว “ข้าเพียงอยากกลับบ้านเจ้าค่ะ” ซ่งเฉินโจวหัวเราะเย็น “บ้าน?” คำเดียวทำให้ชุนเหนียงเงยหน้า“หุบเขาร้างที่มีเรือนไม้หลังเดียวเรียกว่าบ้านหรือ?” นางนิ่ง “ท่านตาเจ้าก็ตายแล้ว ไม่มีญาติ ไม่มีตระกูล ไม่มีผู้ใดรออยู่ เจ้าจะกลับไปหาอะไร?” ทุกคำเป็นความจริง เพราะจริงจึงเจ็บ แต่ชุนเหนียงกลับตอบเบา ๆ “ถึงไม่มีใครรอ ที่นั่นก็ยังเป็นบ้านของข้าเจ้าค่ะ” ซ่งเฉินโจวมองนาง แววตาเยียบเย็น “ชุนเหนียง อย่าเอาแต่ใจ” นางเม้มริมฝีปาก “ข้าไม่ได้เอาแต่ใจ” “ไม่เอาแต่ใจแล้วนี่คืออะไร? เพราะเด็กไม่เรียกแม่สองสามครั้งก็เก็บของหนีกลับหุบเขา เจ้าคิดว่าหลินเอ๋อร์จะรู้สึกผิดแล้วตามเจ้าไปหรือ?” ใบหน้าชุนเหนียงซีดลง “ข้าไม่เคยคิดให้เขาตามไป” “หรือคิดให้ข้าตาม?” นางมองเขา ชั่วขณะนั้นกลับพูดไม่ออก ซ่งเฉินโจวเห็นสีหน้าของนางแล้วเหมือนยิ่งมั่นใจ “วิธีเรียกร้องความสนใจเช่นนี้ใช้กับข้าไม่ได้” ชุนเหนียงค่อย ๆ ก้มหน้า แปลกจริง เมื่อก่อนหากเขาพูดเช่นนี้ นางคงร้องไห้ วันนี้กลับเพียงเหนื่อยใจ “ข้าทราบแล้วเจ้าค่ะ” คำตอบสงบเกินไปจนชายหนุ่มขมวดคิ้ว “ทราบอะไร?” “ท่านไม่ต้องตาม” ชุนเหนียงตอบ “หลินเอ๋อร์ก็ไม่ต้องตาม” นางเงยหน้ามองเขา “ไม่มีใครต้องตามข้าทั้งนั้น” ซ่งเฉินโจวนิ่งไป ชุนเหนียงกลับเป็นฝ่ายหลบตาก่อน“องค์หญิงมอบหนังสือปลดอนุให้ข้าแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะออกเดินทางแต่เช้าเจ้าค่ะ” สีหน้าของชายหนุ่มเปลี่ยนไปทันที “ฉางเล่อให้เจ้า?” “เจ้าค่ะ” “เอามาให้ข้าดู” ชุนเหนียงหยิบเอกสารออกจากอกเสื้อ ซ่งเฉินโจวรับไป เขาคลี่อ่าน สีหน้าอ่านไม่ออก จากนั้นพับคืนให้นาง “นางอนุญาตแล้ว?” “เจ้าค่ะ” ชายหนุ่มเงียบอยู่นาน ก่อนกล่าวเพียง “ตามใจเจ้า” ชุนเหนียงไม่รู้ว่าทำไม เมื่อได้ยินสามคำนี้ หัวใจกลับเจ็บขึ้นมาเล็กน้อย อาจเพราะส่วนลึกที่สุดยังโง่อยู่ ยังเคยหวังว่าเขาจะถามสักคำว่า—จะไปจริงหรือ? แต่ไม่มี “ขอบคุณเจ้าค่ะ” ซ่งเฉินโจวไม่ตอบ คืนนั้นเขาไม่ได้กลับเรือนหลัก เขายังคงนอนที่นี่ เหมือนคืนธรรมดาทุกคืน ก่อนดับตะเกียง เขายังดึงชุนเหนียงเข้ามาใกล้ตามความเคยชิน นางตัวแข็งทื่อ แต่ไม่ได้ผลักเพราะคิดว่า...ครั้งสุดท้ายแล้ว ต่อไปคงไม่ได้พบกันอีก กลางดึก ชุนเหนียงตื่นขึ้นมา แขนของซ่งเฉินโจวยังพาดอยู่บนเอว ใบหน้าของเขายามหลับดูเหมือนชายที่นางเคยช่วยจากใต้หน้าผาเมื่อหลายปีก่อน ชุนเหนียงมองอยู่นาน ก่อนค่อย ๆ ยกแขนเขาออก นางลุกจากเตียง นั่งอยู่ข้างหน้าต่างจนฟ้าสาง รุ่งเช้า ซ่งเฉินโจวออกไปก่อน ก่อนออก เขาหันมามองห่อผ้าของนางอีกครั้งม“เดินทางระวังตัว” ชุนเหนียงหลุบตา นั่นเป็นคำพูดดีที่สุดที่เขาพูดกับนางนอกเตียงในรอบหลายเดือน นางจึงยิ้มเล็กน้อย “เจ้าค่ะ” เขาจากไป ไม่หันกลับมา ชุนเหนียงรอจนเสียงฝีเท้าหายไป จึงสะพายห่อผ้า นางไม่ได้ไปหาหลินเอ๋อร์ เพราะรับปากแล้วว่าจะไม่รบกวนเขาอีกเพียงตอนเดินผ่านทางแยกไปเรือนของเด็ก ฝีเท้าหยุดอยู่ครู่หนึ่ง นานมาก สุดท้ายก็เดินต่อ ไม่เป็นไร เขามีชีวิตที่ดีแล้ว เขามีบิดา มีมารดา มีบ้านมีอนาคต คนที่ไม่มีอะไร...กลับเป็นนางอีกครั้งเท่านั้นเอง ชุนเหนียงก้าวออกจากประตูจวนราชบุตรเขยในยามเฉิน ไม่มีรถม้า ไม่มีคนไปส่ง นางมีห่อผ้าหนึ่งใบ กล่องยาเก่าหนึ่งกล่อง และเงินเก็บสิบกว่าตำลึง แต่ฝีเท้ากลับเบากว่าทุกวันที่ผ่านมา สามปีแล้ว นางแทบไม่เคยเดินอยู่บนถนนเมืองหลวงเพียงลำพัง ทุกอย่างดูแปลกตา เสียงพ่อค้า กลิ่นขนม เสียงล้อรถ ชุนเหนียงยืนงงอยู่ตรงทางแยกครู่หนึ่ง ก่อนถามทางไปประตูเมือง จากเมืองหลวงไปหุบเขาต้องเดินทางไกล นางคิดว่าจะออกจากเมืองก่อน แล้วค่อยหารถม้าที่รับคนร่วมทางหากประหยัดหน่อย เงินที่มีคงพอ เมื่อถึงหุบเขา นางจะซ่อมเรือน ปลูกสมุนไพรใหม่ เปิดรับรักษาคนเหมือนเมื่อก่อน หากมีเงินมากขึ้น อาจลงจากเขาไปเปิดโรงหมอเล็ก ๆ ในเมืองใกล้ ๆ ชุนเหนียงคิดไปเรื่อย เป็นครั้งแรกในรอบสามปีที่นางเริ่มคิดถึงชีวิตของตนเอง โดยไม่มีซ่งเฉินโจว ไม่มีองค์หญิง และไม่มีหลินเอ๋อร์อยู่ในภาพนั้น นางเดินมาถึงประตูเมือง หยิบหนังสือปลดอนุออกมา ยื่นให้ทหารรักษาประตู ชายคนนั้นรับไป อ่านอยู่ครู่หนึ่งแล้วสีหน้าก็เปลี่ยน “เจ้าได้เอกสารนี้มาจากที่ใด?” ชุนเหนียงงุนงง “จวนราชบุตรเขยเจ้าค่ะ” ทหารอีกคนเดินเข้ามา รับเอกสารไปดูใจากนั้นมองหน้านาง “ชื่อ?” “ชุนเหนียงเจ้าค่ะ” “แซ่อะไร?” “หลี่เจ้าค่ะ หลี่ชุนเหนียง” อีกฝ่ายหยิบสมุดทะเบียนออกมาตรวจ ชุนเหนียงยืนรออย่างสงบก่อนจะเห็นสายตาของทหารเปลี่ยนไป เขาเงยหน้าขึ้น “หลี่ชุนเหนียง” “เจ้าค่ะ?” “เจ้ามิใช่อนุที่ถูกปลด” ชุนเหนียงนิ่ง “อะไรนะเจ้าคะ?” ทหารพลิกเอกสารในมือให้นางดู “ตรานี่ไม่ใช่ตราที่ใช้ยกเลิกทะเบียน” นางไม่เข้าใจ “แต่องค์หญิงบอกว่า—”“ในทะเบียนเมืองหลวง เจ้าถูกลงชื่อไว้ในฐานะทาสในเรือนราชบุตรเขย” ชุนเหนียงมองชายตรงหน้า “ทาส...หรือ?” “ใช่” นางส่ายหน้าอย่างช้า ๆ “ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้ขายตัวเป็นทาส ข้าเป็นอนุ...” “ทะเบียนเขียนไว้เช่นนี้” ทหารตัดบท “หากไม่มีหนังสือปลดทาสจากเจ้าของ เจ้าก็ออกจากเมืองไม่ได้” ชุนเหนียงมองเอกสารที่องค์หญิงมอบให้ มือเริ่มสั่น “แต่นี่...” “เป็นเพียงกระดาษรับรองจากจวน ไม่มีผลต่อทะเบียนทาส” นางไม่เข้าใจจริง ๆ ไม่เข้าใจเลย สามปีก่อน ซ่งเฉินโจวบอกให้นางประทับรอยนิ้วมือ เขาบอกว่าเป็นกฎของเมืองหลวง นางเชื่อ องค์หญิงบอกว่านี่คือหนังสือปลดอนุ นางก็เชื่อ ชุนเหนียงยืนอยู่ตรงนั้น ท่ามกลางผู้คนมากมายที่เดินผ่านประตูเมือง ก่อนทหารจะเอ่ยเสียงเข้ม “ทาสหลบหนีออกจากจวนโดยไม่ได้รับอนุญาต มีความผิด”ใบหน้าของนางซีดเผือด “ข้าไม่ได้หนี...” “จับตัวไว้ก่อน!” โซ่เหล็กถูกนำออกมา ชุนเหนียงถอยหลังโดยสัญชาตญาณ “เดี๋ยวก่อนเจ้าค่ะ!” ไม่มีผู้ใดฟัง ข้อมือบางถูกจับ เสียงเหล็กกระทบกันดังแกร๊ก ชุนเหนียงก้มมองโซ่ที่กำลังคล้องข้อมือตนเอง สามปีที่ผ่านมา นางเคยคิดว่าตนเป็นอนุต่ำกว่าภรรยาเอก แต่ยังเป็นคน วันนี้นางเพิ่งรู้ว่า—แม้แต่สิ่งนั้น...ก็ไม่ใช่ และเป็นครั้งแรกที่ชุนเหนียงเริ่มสงสัยว่า กระดาษหลายแผ่นที่ซ่งเฉินโจวเคยวางตรงหน้า แล้วบอกให้นางประทับรอยนิ้วมือลงไปอย่างว่าง่ายเมื่อสามปีก่อนนั้น แท้จริงแล้วเขาให้นางลงชื่อขายตัวเองเป็นอะไรกันแน่
บทที่ 60 จากนี้ ข้าจะอยู่ในที่ที่ข้าเลือกคณะทูตออกจากเมืองหลวงในเช้าวันที่สาม ชุนเหนียงตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง ข้าวของของนางมีไม่มาก หีบยา ตำราปกดำ เสื้อผ้าสองหีบของใช้เล็กน้อยที่ซื้อระหว่างเดินทาง และเสือผ้าเก่าตัวหนึ่ง นางมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางลงข้างตำราของท่านตาเมื่อปิดหีบ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น ชุนเหนียงคิดว่าเป็นสาวใช้ แต่เมื่อเปิดออกกลับพบเด็กชายคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอก หลินเอ๋อร์ เขามาเร็วจนปลายจมูกแดงจากอากาศหนาว ในมือกอดกล่องไม้ใบเล็กไว้แน่น “ท่านแม่” ครั้งนี้ชุนเหนียงไม่ได้ตกใจแล้ว“เหตุใดมาเช้านัก”“ข้ากลัวมาไม่ทัน”เด็กชายมองรถม้าที่กำลังเตรียมอยู่ด้านนอก ก่อนรีบเปิดกล่อง ด้านในคือจานฝนหมึกใบนั้น ของขวัญวันเกิดที่ครั้งหนึ่งเขาเคยไม่ต้องการ“ข้ายังเก็บไว้”“ข้ารู้”“ข้าอยากให้ท่านเห็น”ชุนเหนียงมองรอยตำหนิเล็ก ๆ บนขอบจาน เมื่อก่อนนางเคยใช้เงินที่เก็บอยู่นานเพื่อซื้อของชิ้นนี้ ตอนนั้นเพียงหวังว่าหลินเอ๋อร์จะชอบ แต่เขากลับอับอายที่ของขวัญจากนางราคาถูกเกินไป วันนี้เด็กชายกลับกอดมันราวกับกลัวว่าจะหายชุนเหนียงไม่ได้รู้สึกสะใจ มีเพียงความเศร้าเล็ก ๆ เพราะบางสิ่งต้องสูญเสี
บทที่ 59 คนที่ไม่มีสิทธิ์ขอให้นางช่วยงานเลี้ยงส่งคณะทูตถูกจัดขึ้นก่อนกำหนดเดินทางกลับสามวัน เดิมทีชุนเหนียงไม่คิดเข้าร่วมนางไม่ชอบงานเลี้ยงในวัง และยิ่งไม่ชอบสถานที่ซึ่งต้องนั่งยิ้มให้คนแปลกหน้าหลายชั่วยาม แต่ครั้งนี้นางต้องไป ไม่ใช่ในฐานะหมอประจำคณะ แต่ในฐานะคู่หมั้นของซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอ๋องก่อนออกจากเรือน ชุนเหนียงมองตนเองในกระจกอยู่ครู่หนึ่ง ชุดกระโปรงสีอ่อนเรียบกว่าบรรดาสตรีสูงศักดิ์มาก เครื่องประดับมีเพียงหยกชิ้นเล็กกับปิ่นที่ชายหนุ่มมอบให้ ไฝชาดใต้ดวงตาปรากฏชัด ไม่มีผงสมุนไพรปิดบัง ไม่มีเสื้อผ้าบุรุษไม่มีชื่อหลี่ชุนให้ซ่อนอยู่ข้างหลัง นางเพียงมองแล้วลุกขึ้น “ไปกันเถิด”องค์หญิงฉางเล่อเห็นนางตั้งแต่ก้าวเข้าห้องโถง ถ้วยชาในมือหยุดค้าง ตลอดหลายวันที่ผ่านมา นางได้ยินข่าวแล้ว ได้ยินว่าชุนเหนียงกลับมา ได้ยินว่านางเป็นคู่หมั้นของซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอ๋อง กระทั่งได้ยินว่าหมอผู้รักษาซื่อจื่อจนหายจากอาการวิปลาสก็คือนางแต่การได้ยินกับการเห็นด้วยตาตนเองไม่เหมือนกัน หญิงที่เคยสวมเสื้อผ้าเก่า ๆ เดินก้มหน้าอยู่ในจวนของนาง เวลานี้กลับเดินเข้ามาเคียงข้างบุรุษซึ่งมีฐานะสูงศักดิ์ไม่ด้อยกว่าผู้ใด
บทที่ 58 คนที่เคยเรียกนางว่าท่านแม่หลินเอ๋อร์รู้ว่าชุนเหนียงกลับมาในวันที่สามไม่มีผู้ใดตั้งใจบอกเขา เด็กอายุสิบขวบไม่ควรรับรู้เรื่องการต้อนรับคณะทูตมากนัก ยิ่งช่วงนี้องค์หญิงฉางเล่ออารมณ์ไม่ดี คนในจวนยิ่งระมัดระวังคำพูด แต่เด็กย่อมมีหูของตนเอง บ่าวสองคนคุยกันขณะเดินผ่านสวน พวกนางพูดถึงสตรีผู้หนึ่งซึ่งเดินทางมากับซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอ๋อง งดงามมีไฝชาดใต้ดวงตา เป็นหมอ และชื่อ...หลี่ชุนเหนียงพู่กันในมือหลินเอ๋อร์ตกลงบนกระดาษ หมึกดำกระจายเป็นวงใหญ่ เด็กชายไม่ได้ถามอะไรเพียงกลับเรือนเร็วกว่าปกติ จากนั้นปิดประตูลากหีบใบเล็กใต้เตียงออกมา จานฝนหมึกใบนั้นยังอยู่ข้างใต้มีเสือผ้าตัวหนึ่ง เก่าเสียจนสีซีด หูข้างหนึ่งเย็บไม่เท่ากันมันคือของจากหุบเขาที่เขาเคยบอกว่าไม่ต้องการ หลังชุนเหนียงหายไป บ่าวคนหนึ่งกำลังจะเอาไปทิ้ง เขากลับแอบเก็บคืนมาโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเพราะเหตุใด หลินเอ๋อร์นั่งอยู่บนพื้น มือเล็กกว่าฝ่ามือผู้ใหญ่เล็กน้อยแล้ว แต่เมื่อลูบเสือผ้า เขากลับนึกถึงมือของตนตอนยังเล็กตอนนั้นมือของเขาเล็กมาก เคยกำชายเสื้อหญิงสาวคนหนึ่งไว้แน่น เคยร้องเรียกท่านแม่ ครั้งแล้วครั้งเล่า จนกระทั่งวันหนึ่ง...เ
บทที่ 57 คนที่เขาไม่เคยรู้จักการเจรจาระหว่างสองแคว้นเริ่มขึ้นในวันรุ่งขึ้น ชุนเหนียงไม่ได้เข้าร่วม นางไม่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับราชสำนัก และไม่คิดใช้ฐานะคู่หมั้นของซื่อจื่อเข้าไปนั่งในสถานที่ซึ่งไม่ใช่ของตนนางมีงานของนางเอง คณะจากแดนใต้เดินทางมาไกลหลายร้อยลี้ มีทั้งทหาร คนเลี้ยงม้า และผู้ติดตามจำนวนมาก ระหว่างทางย่อมมีคนเจ็บป่วย ดังนั้นในขณะที่คนผู้หนึ่งเข้าไปเจรจาเรื่องเส้นทางการค้าในวัง ชุนเหนียงจึงเปิดหีบยาอยู่ในเรือนรับรองจนกระทั่งมีทหารคนหนึ่งถูกม้าดีด กระดูกไม่หัก แต่บาดแผลตรงต้นขาฉีกลึก หมอหลวงที่ถูกส่งมาช่วยดูแลคณะทูตตรวจแล้วลังเล เพราะตำแหน่งแผลอยู่ใกล้เส้นเลือดใหญ่ เว่ยจงจึงไปตามชุนเหนียงนางมาถึงพร้อมกล่องเข็ม เพียงเปิดบาดแผลดู สีหน้าก็เปลี่ยนเป็นจริงจัง “ต้มน้ำ เตรียมสุรา แล้วเอาผ้าสะอาดมา” ไม่มีความลังเลว่าอีกฝ่ายเป็นบุรุษ ไม่มีความกระดากอาย มีเพียงสายตาของหมอที่เที่ยงตรง ตอนซ่งเฉินโจวมาถึงเรือนรับรอง การรักษาดำเนินไปเกือบครึ่งทางแล้ว เขาเพียงมาตามซื่อจื่อไปพบขุนนางอีกกลุ่มหนึ่ง แต่เมื่อเดินผ่านห้องด้านข้างกลับเห็นคนมุงอยู่หลายคน กลิ่นเลือดปนกลิ่นยาลอยออกมา แล้วเสียงหน
บทที่ 56 คนที่เขาคิดว่าจะกลับมาเสมอข่าวคณะทูตจากแคว้นใต้จะเดินทางมาถึงในอีกสามวัน ถูกส่งเข้ากรมตั้งแต่เช้า ซ่งเฉินโจวอ่านรายชื่อผู้มาเยือนอย่างละเอียด ชื่อแรก ๆ ล้วนเป็นคนที่เขารู้จักจากการเจรจาครั้งก่อน จนถึงชื่อหนึ่ง ซื่อจื่อแห่งจวนจิ้งอ๋อง มือที่ถือกระดาษหยุดเล็กน้อย ข่าวการกลับมาของซื่อจื่อผู้นี้แพร่ไปทั่วหลายแคว้นแล้วบุรุษที่ถูกเล่าลือว่าเสียสติและใกล้ตายกลับปรากฏตัวอีกครั้งอย่างสมบูรณ์ ทั้งยังเปิดโปงเรื่องถูกวางยาติดต่อกันหลายปี ซ่งเฉินโจวเคยสนใจเพียงในฐานะเรื่องการเมืองของต่างแคว้น แต่วันนี้คนผู้นั้นกำลังเดินทางมาที่นี่เขาจึงอ่านรายชื่อผู้ติดตามต่อ ขุนนาง นายทหาร ล่าม หมอประจำคณะ ไม่มีชื่อใดทำให้เขาหยุดอีก เพราะรายชื่อสตรีที่ติดตามในฐานะส่วนตัวไม่ได้ถูกเขียนไว้ในเอกสารราชการซ่งเฉินโจวจึงไม่รู้เลยว่า คนที่เขาตามหามาสองปี กำลังเดินทางกลับมาแล้ว สองปีที่ผ่านมา จวนราชบุตรเขยเปลี่ยนไปมาก เรือนของซูเหยายังคงปิดอยู่ ข้าวของหลายอย่างอยู่ในตำแหน่งเดิมแม้แต่ม้วนตำราที่นางอ่านค้างไว้ ซ่งเฉินโจวก็ไม่ยอมให้ผู้ใดแตะเขายังตามหา จากเมืองหลวงไปถึงชายแดน จากท่าเรือไปถึงเมืองการค้า เคยมีข่าว
บทที่ 55 ชื่อที่เขาจะมอบให้นางหนึ่งเดือนก่อนออกเดินทาง ไม่มีวันใดในจวนจิ้งอ๋องสงบจริง ๆ การสอบสวนเรื่องพิษดำเนินไปเร็วกว่าที่คาด คนส่งยาสองคนยอมเปิดปากหลังถูกจับได้ขณะหลบหนี หมอเก่าที่เคยถูกบังคับให้ออกจากจวนก็นำสมุดบันทึกการรักษาในช่วงหลายปีก่อนออกมาเมื่อหลักฐานหลายทางต่อกัน เรื่องที่เคยถูกเรียกว่า อาการวิปลาสหลังสงคราม จึงไม่อาจใช้ปิดบังได้อีก พระชายารองไม่ได้เป็นเพียงคนที่รู้เห็น นางเป็นผู้สั่งการ พิษถูกใส่ทีละน้อยในยาบำรุงและอาหารบางชนิดเป็นเวลาหลายปีไม่มากพอให้ตายในทันที แต่เพียงพอให้มือสั่น นอนไม่หลับ เห็นภาพหลอน ควบคุมอารมณ์ไม่ได้ และท้ายที่สุดทำให้คนรอบข้างเชื่อว่าเขาเสียสติเมื่อเรื่องถูกส่งถึงราชสำนัก ตำแหน่งและอำนาจที่พระชายารองเคยถืออยู่จึงถูกถอนทั้งหมด นางถูกกักไว้ในเรือน บุตรชายของนางถูกปลดออกจากงานในจวนและถูกสอบสวนเรื่องการโยกย้ายเงินกับกำลังคนชายหนุ่มไม่ได้ไปไถ่ถามและไม่ยอมให้คำว่า เลี้ยงดูมาหลายปี ถูกนำมาใช้หักล้างสิ่งที่เกิดขึ้นบุญคุณกับหนี้แค้นเป็นคนละเรื่อง สิ่งใดควรตอบแทน เขาเคยตอบแทนแล้ว ส่วนสิ่งใดควรชดใช้...ก็ต้องชดใช้ชุนเหนียงรับรู้เรื่องทั้งหมดจากเขาในคืน







