LOGIN“นางไม่ใช่แม่ข้า นางเป็นเพียงอี๋เหนียงในจวน” เพียงประโยคเดียวจากเด็กที่นางเลี้ยงมาตั้งแต่หัดพูด ชุนเหนียงก็รู้ว่าตนไม่เหลืออะไรอีกแล้ว สามีเป็นขององค์หญิง ลูกก็เป็นขององค์หญิง เช่นนั้นนาง...ขอคืนทุกอย่างให้ก็แล้วกัน
View Moreบทที่ 1 ท่านไม่ใช่แม่ของข้า หลินเอ๋อร์ไม่ยอมเรียกนางว่าแม่มาสองปีแล้ว แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่เขาบอกต่อหน้าผู้อื่นว่า...นางไม่ใช่มารดาของเขา ยามนั้นแสงแดดต้นฤดูใบไม้ผลิกำลังทอดผ่านกิ่งหลิวหน้าสำนักศึกษาหลวง เงาไม้ไหวระริกอยู่บนกำแพงสีชาดสูงใหญ่ รถม้าของเหล่าขุนนางจอดเรียงรายเต็มสองฝั่งถนน บ่าวไพร่ในเครื่องแต่งกายสะอาดสะอ้านยืนรอรับคุณชายน้อยของแต่ละจวนอย่างเป็นระเบียบท่ามกลางผู้คนเหล่านั้น หญิงสาวในชุดสีเขียวหม่นยืนกอดกล่องยาอยู่เพียงลำพัง นางอายุเพียงสิบแปดปี ใบหน้าไม่ได้งดงามจนทำให้ผู้คนต้องหยุดหายใจ หากแต่สะอาดหมดจดและน่ามองอย่างยิ่ง คิ้วเรียวยาว ดวงตาดำใส ผิวขาวนวลเพราะไม่ค่อยต้องแสงแดดจัด และใต้หางตาซ้ายมีไฝชาดเม็ดเล็กแต้มอยู่ ราวกับปลายพู่กันของผู้ใดเผลอแตะสีลงบนภาพวาดที่เรียบง่ายเกินไป จนภาพนั้นพลันมีชีวิตขึ้นมา นางชื่อ ชุนเหนียง ไม่มีแซ่ที่ผู้ใดในเมืองหลวงอยากจดจำ วันนี้นางมาที่นี่เพราะได้ยินว่าหลินเอ๋อร์ได้รับบาดเจ็บ ข่าวมาถึงเรือนเล็กของนางตอนเกือบยามอู่ เด็กชายทะเลาะกับเพื่อนร่วมสำนัก ถูกผลักล้มจนแขนกระแทกกับขอบบันได บ่าวรับใช้บอกว่าไม่หนัก เพียงมีเลือดออกเล็กน้อย หมอประจำสำนักดูให้แล้ว แต่คำว่า เลือดออก เพียงสองคำก็ทำให้นางวางเข็มเย็บผ้าในมือลง ชุนเหนียงไม่ทันเปลี่ยนเสื้อผ้าเสียด้วยซ้ำนางหยิบกล่องยาแล้วออกมา รถม้าของจวนองค์หญิงไม่มีให้ใช้ นางจึงเดินมาเอง ระยะทางไม่ใกล้ แต่ก็ไม่ได้ไกลสำหรับคนที่เคยเดินข้ามเขาหลายลูกเพื่อไปเก็บสมุนไพร นางเพียงรู้สึกว่าเมืองหลวงแห่งนี้ช่างเดินยากกว่าทางบนภูเขาเสียอีก ผู้คนมาก รถม้ามาก กฎเกณฑ์ก็มากเสียจนบางครั้งนางไม่รู้ว่าตนควรวางมือวางเท้าไว้ตรงไหนจึงจะไม่ถูกตำหนิ เมื่อมาถึง นางจึงมีเหงื่อบาง ๆ เกาะอยู่ตรงไรผม แต่พอเห็นเด็กชายในชุดนักเรียนสีน้ำเงินเดินออกมาจากประตูสำนัก ดวงตาของนางก็สว่างไสวขึ้นทันที “หลินเอ๋อร์” เด็กชายชะงักรอยยิ้มของชุนเหนียงก็ค่อย ๆ ชะงักตามไปด้วย เด็กชายอายุเจ็ดขวบแล้ว เมื่อสามปีก่อนเขายังเป็นก้อนแป้งอ้วนกลมที่ชอบเกาะชายเสื้อนาง ร้องเรียก ท่านแม่ ตั้งแต่ตื่นจนหลับ บัดนี้เขาสูงขึ้นมาก ใบหน้าอวบกลมเริ่มเรียว มีเครื่องแต่งกายเนื้อดีคลุมกาย เส้นผมถูกมัดด้วยกวานหยกขาว รองเท้าปักลายเมฆไม่มีแม้แต่ฝุ่นสักเม็ด เขาดูเหมือนคุณชายน้อยของตระกูลสูงศักดิ์ทุกกระเบียดนิ้ว ดีเหลือเกิน ชุนเหนียงเคยคิดเช่นนี้อยู่เสมอ อย่างน้อยสิ่งที่นางให้เขาไม่ได้ องค์หญิงก็ให้ได้ทั้งหมด นางรีบเดินเข้าไปหา สายตาตกลงบนแขนข้างหนึ่งของเด็กชายทันที “เจ็บตรงไหน ให้แม่ดูหน่อย” เด็กชายถอยหลัง เพียงก้าวเดียวเท่านั้นแต่กลับทำให้มือที่กำลังยื่นออกไปของนางค้างอยู่กลางอากาศ ด้านหลังหลินเอ๋อร์มีเด็กชายอีกสามสี่คนเดินตามออกมา แต่ละคนล้วนแต่งกายดี บ้างเป็นบุตรขุนนาง บ้างเป็นหลานเชื้อพระวงศ์ เมื่อเห็นหญิงสาวแปลกหน้ามายืนขวางทาง จึงพากันมองด้วยความสนใจ เด็กคนหนึ่งถามขึ้นว่า “นางเป็นใครหรือ?” ใบหน้าหลินเอ๋อร์แดงขึ้น ไม่รู้เพราะเจ็บแขน หรือเพราะอับอาย ชุนเหนียงไม่ทันสังเกต นางกำลังมองรอยเลือดที่ซึมผ่านผ้าพันแขนของเขา พันแน่นเกินไป นิ้วมือเริ่มซีดแล้วด้วยหมอที่สำนักพันแผลเช่นนี้ได้อย่างไร นางขมวดคิ้ว ก้าวเข้าไปอีกครั้ง “ผ้าพันแน่นเกินไป หากปล่อยไว้นานเลือดจะไหลเวียนไม่สะดวก มาเถอะ แม่แกะให้ ” “อย่าแตะต้องข้า!” เสียงตวาดของเด็กชายดังเสียจนผู้คนบริเวณนั้นหันมามอง ชุนเหนียงนิ่งไป หลินเอ๋อร์เองก็นิ่งไปครู่หนึ่ง แต่เมื่อเหลือบเห็นสายตาของเพื่อน ๆ เขากลับเม้มริมฝีปาก ก่อนเงยหน้าขึ้น “ข้ามีหมอประจำจวน ไม่ต้องให้ท่านรักษา” “แต่แขนเจ้า…” “ข้าบอกว่าไม่ต้อง!” เด็กอีกคนหัวเราะคิก “ตกลงนางเป็นใครกันแน่ เหตุใดเอาแต่เรียกตัวเองว่าแม่เจ้า?” คราวนี้ใบหน้าหลินเอ๋อร์แดงจัด ชุนเหนียงไม่รู้ว่าตัวเองกำลังรอฟังอะไร ทั้งที่นางรู้อยู่แล้ว รู้มาตั้งแต่สองปีก่อนแล้วด้วยซ้ำ แต่เมื่อเด็กชายที่นางเคยอุ้มจนแขนชาในคืนที่เขาเป็นไข้ เงยหน้าขึ้นแล้วตอบเพื่อนด้วยน้ำเสียงกระด้าง หัวใจของนางก็ยังเจ็บราวกับถูกของมีคมแทงลงไปอย่างแม่นยำ “นางไม่ใช่แม่ข้า” เงียบไปชั่วขณะ จากนั้นเด็กชายจึงพูดต่อ “นางเป็นเพียงอี๋เหนียงในจวน” ชุนเหนียงก้มมองมือของตนเอง มือคู่นี้เคยอุ้มเขาขึ้นมาจากกองซากศพเมื่อห้าปีก่อน ตอนนั้นเขายังพูดไม่ชัดด้วยซ้ำ สงครามที่ชายแดนทำให้หมู่บ้านหลายแห่งถูกเผาจนเหลือแต่เถ้าถ่าน ท่านตาพานางไปรักษาผู้บาดเจ็บอยู่หลายเดือน วันหนึ่งนางได้ยินเสียงร้องเบา ๆ ดังมาจากใต้เกวียนที่พลิกคว่ำ เด็กตัวเล็ก ๆ คนหนึ่งนั่งอยู่ตรงนั้น หน้าเปื้อนเลือด ตัวสั่น มือเล็กกำชายเสื้อของสตรีที่ตายไปแล้วแน่น ชุนเหนียงในวัยสิบสองปีคลานเข้าไปอุ้มเขาออกมา เด็กไม่ยอมปล่อยนาง กลางคืนก็ไม่ยอมนอนหากไม่มีนางอยู่ข้าง ๆ หลายวันต่อมา เขาเริ่มเรียกนางว่า แม่ในางเคยแก้ครั้งหนึ่ง สองครั้งสามครั้ง สุดท้ายท่านตาหัวเราะแล้วบอกว่า เด็กอยากเรียกก็ปล่อยให้เรียกเถิด ตั้งแต่นั้นมา นางจึงมีลูกชายคนหนึ่ง ทั้งที่ตัวเองยังเป็นเด็กหญิงเสียด้วยซ้ำ ชุนเหนียงไม่เคยคิดว่าต้องมีเลือดของตนอยู่ในตัวเขาจึงจะรักได้ เขาหิว นางป้อน เขาป่วย นางเฝ้า เขาร้อง นางอุ้ม เขาเดินครั้งแรกแล้วล้มจนเข่าแตก คนที่ร้องไห้กลับเป็นนางมากกว่าเขาเสียอีก กระทั่งท่านตาจากไป บนโลกกว้างใหญ่ใบนี้ก็เหลือเพียงนางกับหลินเอ๋อร์สองคน นางเคยคิดเช่นนั้นจริง ๆ จนกระทั่งบุรุษผู้หนึ่งตกลงมาจากหน้าผา และพาพวกนางเข้ามายังเมืองหลวง “อี๋เหนียง?” เสียงหัวเราะของเด็กคนหนึ่งดึงนางกลับมาจากอดีต “แต่เมื่อครู่นางเรียกตัวเองว่าแม่เจ้านี่” หลินเอ๋อร์กัดริมฝีปาก “นางไม่รู้กฎเกณฑ์” ประโยคนั้นเบามาก แต่ชุนเหนียงได้ยินชัดเจน นางไม่รู้กฎเกณฑ์ ใช่ นางไม่รู้จริง ๆ ตอนเข้าจวนวันแรก นางไม่รู้แม้กระทั่งว่าเหตุใดต้องคุกเข่าให้สตรีอีกคน ไม่รู้ว่าคำว่า ภรรยา ซึ่งบุรุษผู้นั้นเคยใช้เรียกนางอยู่เกือบหนึ่งปี เมื่อมาถึงเมืองหลวงกลับใช้ไม่ได้อีกแล้ว ไม่รู้ว่าเด็กชายซึ่งนอนกอดคอนางทุกคืนสามารถถูกพาออกจากเรือนของนางไปได้เพียงเพราะองค์หญิงเอ่ยว่า “ต่อไปเขาจะเป็นลูกของข้า” ตอนนั้นนางยังโง่มาก นางคิดเพียงว่าองค์หญิงมีฐานะสูง มีเงิน มีอาจารย์เก่ง ๆ และสามารถมอบอนาคตที่ดีให้หลินเอ๋อร์ได้ นางจึงปล่อยมือ ทีละนิ้ว ทีละนิ้ว จนวันนี้จึงเพิ่งพบว่า มือของตนว่างเปล่ามานานแล้ว เสียงล้อรถม้าดังขึ้นหน้าสำนัก รถม้าหรูหราประดับตราพระราชทานหยุดลง บ่าวรับใช้รอบข้างรีบหลีกทางแทบจะพร้อมกัน หลินเอ๋อร์ซึ่งเมื่อครู่ยังมีสีหน้าอึดอัดพลันมีประกายในดวงตา ประตูรถม้าเปิดออก หญิงวัยยี่สิบกว่าปีในอาภรณ์สีแดงเข้มก้าวลงมา เครื่องประดับทองบนศีรษะสะท้อนแสงแดดจนผู้คนแทบไม่กล้ามองตรง ๆ องค์หญิงฉางเล่อ ภรรยาที่ถูกต้องตามราชโองการของราชบุตรเขย และเป็นสตรีที่หลินเอ๋อร์เรียกว่าแม่ เด็กชายรีบเดินเข้าไปหา “ท่านแม่!” เพียงสองคำ ชุนเหนียงกลับรู้สึกเหมือนหัวใจถูกบีบจนเล็กลง องค์หญิงฉางเล่อก้มลงตรวจแขนเด็กชาย สีหน้าเดิมทีเป็นห่วง แต่เมื่อเห็นชุนเหนียงยืนอยู่ไม่ไกลก็พลันเปลี่ยนเป็นรังเกียจอย่างไม่คิดปิดบัง “เจ้ามาทำอะไรที่นี่?” ชุนเหนียงกอดกล่องยาแน่นขึ้น “หม่อมฉันได้ยินว่าหลินเอ๋อร์บาดเจ็บ จึง..” “ใครอนุญาตให้เจ้าออกจากจวน?” ไม่มีความอ่อนโยน ไม่มีรอยยิ้มเสแสร้ง องค์หญิงฉางเล่อไม่เคยเห็นความจำเป็นต้องเสแสร้งกับนางตั้งแต่แรกเพราะเหตุใดพระธิดาของฮ่องเต้จึงต้องแสร้งทำดีกับหญิงบ้านป่าคนหนึ่ง? “หม่อมฉันเป็นห่วงเขา…” “เขาเป็นลูกของข้า!” เสียงขององค์หญิงดังขึ้นทันที “หมอในสำนักมี หมอในจวนก็มี เจ้ามีสิทธิ์อันใดวิ่งมาทำขายหน้าถึงที่นี่? หรือกลัวคนอื่นไม่รู้ว่าราชบุตรเขยมีอนุบ้านป่าที่ไม่รู้จักกฎเกณฑ์?” รอบด้านเงียบลง ชุนเหนียงรู้สึกถึงสายตาหลายคู่ที่มองมา นางไม่ชอบสายตาเช่นนี้ สามปีแล้วก็ยังไม่เคยชิน นางอยากบอกว่า ข้าไม่ได้มาทำขายหน้า นางเพียงมาดูลูก แต่เมื่อมองเด็กชายที่ยืนอยู่ข้างองค์หญิง นางกลับพูดไม่ออก เพราะแม้แต่เขาเองก็ไม่อยากให้นางมา องค์หญิงปรายตามองกล่องยาเก่าที่นางถือ ก่อนหัวเราะเย็น “เก็บยาบ้านป่าของเจ้าไว้รักษาตัวเองเถิด หมอหลวงตรวจเขาแล้ว ไม่ต้องให้เจ้ามาอวดฝีมือ” ชุนเหนียงไม่เถียง นางไม่เคยบอกองค์หญิงว่าตัวเองเก่ง อันที่จริงนางไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเก่งหรือไม่ ท่านตาเคยดุนางเรื่องเย็บแผลเบี้ยวตั้งหลายครั้ง ตอนอายุสิบสามยังเคยจำปริมาณยาผิดจนถูกเคาะหน้าผาก หากเทียบกับท่านตา นางยังห่างไกลนัก เพราะฉะนั้นเมื่อคนในเมืองหลวงเรียกนางว่า หมอยาบ้านป่า นางจึงไม่เคยโกรธ ชุนเหนียงเพียงมองมือของหลินเอ๋อร์อีกครั้ง ปลายนิ้วยังซีด นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนอดพูดไม่ได้ “ผ้าพันแขนแน่นเกินไปจริง ๆ เพคะ อย่างน้อยให้คลายออกสัก....” เพียะ! กล่องยาในมือถูกปัดตก ฝาไม้เปิดออกทันที ขวดยา เข็มเย็บแผล ผ้าสะอาด และสมุนไพรบดแห้งกระจัดกระจายเต็มพื้น ผู้คนรอบข้างสูดลมหายใจ องค์หญิงฉางเล่อมองนางอย่างเย็นชา “ข้าบอกว่าไม่ต้อง” ชุนเหนียงค่อย ๆ ย่อตัวลง เก็บของทีละชิ้น นางเห็นรองเท้าหลายคู่เดินผ่านไปมา แต่ไม่มีใครช่วย เข็มเล่มหนึ่งกลิ้งไปหยุดตรงปลายรองเท้าของหลินเอ๋อร์ เด็กชายก้มมอง ชุนเหนียงก็เงยหน้ามองเขา เพียงชั่วขณะหนึ่ง นางเห็นความลังเลในดวงตาของเด็ก นางจึงยิ้มให้เหมือนเมื่อก่อน เหมือนทุกครั้งที่เขาทำผิดแล้วกลัวนางโกรธ แต่หลินเอ๋อร์กลับเบือนหน้าหนี จากนั้นถอยไปยืนชิดองค์หญิงอีกก้าว ชุนเหนียงจึงก้มหน้าลงเก็บเข็มเอง นางไม่ได้ร้องไห้ เพียงรู้สึกว่าตรงอกว่างเปล่าเจ็บแปลบ เมื่อเก็บของเสร็จ องค์หญิงก็พาหลินเอ๋อร์ขึ้นรถม้า ก่อนไปเด็กชายหันกลับมามองนางครั้งหนึ่ง ชุนเหนียงคิดว่าเขาอาจจะพูดอะไร แต่ไม่มี ม่านรถม้าปิดลง ล้อรถค่อย ๆ เคลื่อนจากไป หญิงสาวยืนกอดกล่องยาอยู่หน้าสำนักศึกษาหลวงเพียงลำพังอีกครั้ง ฝนเริ่มตกลงมาทีละเม็ดชุนเหนียงเงยหน้ามองท้องฟ้า นางนึกถึงหุบเขาขึ้นมาอย่างไม่มีสาเหตุ ที่นั่นเวลาฝนตก กลิ่นดินจะหอมมาก หลินเอ๋อร์ชอบถอดรองเท้าวิ่งเหยียบแอ่งน้ำ นางต้องถือไม้ไล่ตีทุกครั้ง แต่ไม่เคยตีทัน เพราะเด็กตัวอ้วนวิ่งเร็วเหลือเกิน บางครั้งท่านตาจะนั่งหัวเราะอยู่ใต้ชายคา ตอนนั้นพวกนางไม่มีเสื้อผ้าดี ๆ ไม่มีรถม้า ไม่มีอาจารย์จากสำนักศึกษาหลวง ไม่มีฐานะอะไรเลย แต่หลินเอ๋อร์เรียกนางว่าแม่ ชุนเหนียงก้มมองกล่องยาในอ้อมแขน แล้วจู่ ๆ ก็คิดขึ้นมาได้ว่า—นางไม่ได้ยินคำว่า “ท่านแม่” จากปากเด็กคนนั้นมานานเพียงใดแล้วนะ สองปี? หรือมากกว่านั้น? นางจำไม่ได้เสียแล้ว ค่ำวันนั้น ราชบุตรเขยกลับจวนเร็วกว่าปกติชุนเหนียงเพิ่งเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เปียกฝนเสร็จ ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าหนักดังมาจากด้านนอก ประตูถูกผลักเปิดโดยไม่มีการแจ้งล่วงหน้า บุรุษร่างสูงก้าวเข้ามา สามปีผ่านไป เขาแทบไม่เปลี่ยนจากชายที่นางเคยช่วยขึ้นมาจากก้นหุบเขา เพียงเสื้อผ้าบนกายกลายเป็นผ้าแพรชั้นดี เส้นผมถูกครอบด้วยกวานหยก และดวงตาที่ครั้งหนึ่งเคยมองนางอย่างอ่อนโยน บัดนี้เหลือเพียงความเย็นชาเจือรำคาญ เขาโยนบางสิ่งลงบนโต๊ะ เป็นขวดใบเล็กชุนเหนียงจำได้ ยาที่องค์หญิงให้คนส่งมาให้นางทุกครั้งหลังเขาค้างคืน “องค์หญิงบอกว่าเดือนก่อนเจ้าไม่ได้ดื่มยา” ชุนเหนียงเงียบ “เหตุใด?” นางมองขวดยาอยู่ครู่หนึ่ง ยานั้นแรงเกินไปหากกินต่อเนื่องหลายปี ต่อให้ภายหลังอยากมีบุตร ก็อาจไม่มีโอกาสอีกแล้ว แต่เรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นต้องอธิบาย เพราะนางมียาของตนเอง “ข้าจัดการเองเจ้าค่ะ” ชายหนุ่มขมวดคิ้ว “เจ้าจัดการ?” น้ำเสียงนั้นเต็มไปด้วยความไม่เชื่อ ชุนเหนียงพยักหน้า เขามองนางตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า ก่อนหัวเราะออกมาเบา ๆ “อย่าคิดว่ารู้จักสมุนไพรบนเขาไม่กี่ชนิดแล้วจะทำตัวเป็นหมอขึ้นมาได้” ชุนเหนียงนิ่งไป ก่อนตอบเพียง “เจ้าค่ะ” นางไม่เถียง เหมือนที่ไม่เคยเถียงมาตลอดสามปี ชายหนุ่มจึงไม่มีวันรู้ว่า หญิงบ้านป่าที่เขาคิดว่ารู้จักสมุนไพรเพียงไม่กี่ชนิดนั้น เคยเย็บบาดแผลให้ทหารจนมือเปื้อนเลือดตั้งแต่อายุสิบสอง ไม่มีวันรู้ว่า นางเคยเดินทางข้ามแคว้นกับหมอที่ผู้คนจำนวนมากยอมเดินทางนับพันลี้เพื่อขอให้เขาช่วยรักษา และยิ่งไม่มีวันรู้ว่า..ตลอดสองปีที่ผ่านมา นางไม่เคยปล่อยให้ตนเองมีโอกาสตั้งครรภ์กับเขาเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะหลินเอ๋อร์สอนนางแล้ว เด็กคนหนึ่งสามารถถูกพรากออกจากอ้อมแขนของนางได้ง่ายเพียงใด ชุนเหนียงยอมเสียลูกไปแล้วหนึ่งคน นางจะไม่มีวันสร้างอีกคนขึ้นมาให้องค์หญิงแย่งไปเป็นอันขาด
บทที่ 9 ทางหนีที่ไม่มีผู้ใดรู้หอชิงเฟิงอยู่ในตรอกแคบทางตะวันตกของเมืองหลวง ไม่ได้ใหญ่โต ไม่มีป้ายทอง ไม่มีบ่าวคอยต้อนรับ เมื่อเทียบกับโรงน้ำชาบนถนนสายหลักที่ชุนเหนียงเดินผ่านมา ที่นี่แทบดูเหมือนร้านเก่าซึ่งใกล้จะปิดกิจการเสียด้วยซ้ำ ประตูไม้สีซีดเปิดค้างไว้ครึ่งหนึ่ง บนชายคามีกระดิ่งทองแดงเก่า ๆ แขวนอยู่ เมื่อลมพัดจะดังกรุ๊งกริ๊งเบา ๆ ชุนเหนียงยืนอยู่หน้าร้านครู่หนึ่ง ก่อนก้มมองกระดาษในมืออีกครั้ง หอชิงเฟิง — เฉินจิ่ว ถูกแล้วนางจึงเก็บกระดาษเข้าแขนเสื้อ แล้วเดินเข้าไป ภายในร้านมีแขกเพียงสามโต๊ะ ชายชรากำลังงีบอยู่ริมหน้าต่าง คนงานแบกของสองคนกินบะหมี่อยู่มุมหนึ่ง ส่วนหลังเคาน์เตอร์มีชายร่างผอมอายุประมาณสี่สิบกว่าปีกำลังดีดลูกคิด เขาเงยหน้ามองชุนเหนียง สายตาไล่ตั้งแต่ชุดผ้าธรรมดา กล่องยา ไปจนถึงใบหน้า“ดื่มชาหรือ?” “ข้ามาหาคนเจ้าค่ะ” ชายผู้นั้นวางลูกคิด “ผู้ใด?” “เฉินจิ่ว” เขามองนางอีกครั้ง “ข้าเอง” ชุนเหนียงชะงักเล็กน้อย ก่อนหยิบกระดาษออกมา “แม่เฒ่าหวังฝากข้ามา” ชื่อเดียวทำให้สีหน้าของชายตรงหน้าเปลี่ยนไป เขาไม่รับกระดาษ เพียงถาม “นางยังมีชีวิตอยู่?” “เจ้าค่ะ ตอนข้าออกมา...ยังสบายดี”
บทที่ 8 คนที่กำลังจะหายไปชุนเหนียงกลับถึงจวนราชบุตรเขยในยามบ่าย ประตูข้างเปิดรับนางเงียบ ๆ ไม่มีใครมารอไม่มีใครถามว่าเหตุใดจึงผอมลงมากถึงเพียงนี้ ไม่มีใครถามว่าหลายสิบวันที่อยู่ในคุกนั้นนางกินอยู่เช่นไร สาวใช้ที่เฝ้าเรือนเห็นนางเดินเข้ามาก็เพียงชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนรีบย่อกายคารวะ “อี๋เหนียงกลับมาแล้วหรือเจ้าคะ” น้ำเสียงธรรมดาเหลือเกิน เหมือนนางเพียงออกไปค้างนอกจวนไม่กี่คืน ชุนเหนียงพยักหน้า “อืม” นางเดินเข้าห้อง ทุกอย่างยังอยู่ที่เดิม ถ้วยชา เตียง ตู้เสื้อผ้า โต๊ะที่เคยวางกล่องยา แม้แต่ฝุ่นบาง ๆ ตรงขอบหน้าต่างยังดูคุ้นตา สิ่งเดียวที่เปลี่ยนไป...คือนางเอง ชุนเหนียงวางห่อผ้าลงบนโต๊ะ จากนั้นนั่งนิ่งอยู่นาน เมื่อก่อนทุกครั้งที่กลับจากที่ใด นางมักคิดก่อนว่าจะมีใครรออยู่หรือไม่ ตอนอยู่หุบเขา นางรู้ว่าหลินเอ๋อร์ต้องวิ่งมาหา ตอนท่านตายังอยู่ ก็รู้ว่าจะมีเสียงไอเบา ๆ ดังมาจากใต้ชายคา ตอนเข้าจวนใหม่ ๆ อย่างน้อยก็ยังเคยคิดว่า ซ่งเฉินโจวอาจมาหาในค่ำคืนหนึ่ง แต่วันนี้...ไม่มีแล้ว ชุนเหนียงก้มมองข้อมือของตน รอยโซ่จางลงมากแล้ว แต่ยังเห็นอยู่ นางใช้นิ้วลูบเบา ๆ จากนั้นจึงลุกขึ้น สิ่งแรกที่ทำไม่ใช่พ
บทที่ 7 ท่านแม่ของเจ้าอยู่ตรงนี้ประตูห้องขังปิดลงในยามสาย เสียงเหล็กกระทบกันดัง เคร้ง ก่อนแม่กุญแจจะถูกคล้องจากด้านนอก ชุนเหนียงยืนอยู่กลางห้องขังอย่างไม่รู้ว่าควรทำอะไร นางยังสะพายห่อผ้า กล่องยาของท่านตาถูกยึดไปแล้ว แม้แต่เข็มเงินที่พกติดตัวมาตั้งแต่อายุสิบสองก็ถูกเจ้าหน้าที่เอาไปเก็บ บอกว่าของมีคมไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องขัง เหลือเพียงเสื้อผ้าบนร่างกับห่อผ้าเล็ก ๆ ใบหนึ่ง นางมองไปรอบตัว ห้องขังแคบกว่าห้องเก็บฟืนในหุบเขาเสียอีก พื้นชื้น มุมหนึ่งมีฟางดำ ๆ กองอยู่ กลิ่นเหม็นอับปะปนกับกลิ่นปัสสาวะและเลือดเก่าจนชวนคลื่นไส้ กำแพงมีคราบดำ ไม่มีหน้าต่าง มีเพียงช่องเล็กเหนือประตูเหล็กให้แสงลอดเข้ามา ชุนเหนียง ไม่เคยเข้าคุก ตลอดชีวิตนางไม่เคยแม้แต่ทะเลาะกับผู้ใดจริงจังตอนติดตามท่านตาเดินทางรักษาคน เคยผ่านที่ว่าการมาหลายแห่ง เคยเห็นนักโทษถูกลากออกมา แต่ทุกครั้งท่านตาจะจับมือนางแล้วพาเดินผ่านไป ตอนนั้นนางเคยถามว่า “คนในนั้นทำอะไรผิดหรือเจ้าคะ?” ท่านตาตอบว่า “มีทั้งคนผิดและคนไม่ผิด” นางไม่เข้าใจ “คนไม่ผิดเหตุใดจึงอยู่ในคุก?” ท่านตาลูบศีรษะนาง “เพราะโลกไม่ได้ตัดสินคนด้วยถูกผิดเพียงอย่างเดียว” ตอนนั
บทที่ 6 หนังสือปลดอนุความคิดเรื่องกลับหุบเขาเกิดขึ้นในคืนหนึ่ง แต่ชุนเหนียงกลับใช้เวลาถึงสามวันกว่าจะกล้ายอมรับกับตัวเองว่า นางต้องการไปจริง ๆ สามวันนั้นนางยังใช้ชีวิตเหมือนเดิม ตื่นก่อนฟ้าสาง ล้างหน้า เกล้าผม ตากสมุนไพรที่เหลืออยู่ในเรือนยามได้ยินเสียงประตูด้านตะวันออกเปิด นางยังเผลอชะเง้อมองออกไปตามความเคยชิน หลินเอ๋อร์กำลังจะไปสำนักศึกษา เช้าวันแรกหลังจากเด็กบอกว่าไม่ต้องการให้นางเป็นแม่ ชุนเหนียงยังยืนอยู่หลังหน้าต่าง เห็นเพียงด้านข้างของใบหน้าเล็ก ๆ นางเกือบยกมือขึ้น แต่ก็วางลง วันที่สอง นางไม่ได้เปิดหน้าต่าง เพียงนั่งฟังเสียงฝีเท้าอยู่ด้านในวันที่สาม...ชุนเหนียงไม่ได้เงยหน้าขึ้นจากสมุนไพรในมืออีกเลย ไม่ใช่เพราะไม่อยากเห็น แต่เพราะกลัวว่า หากเห็นแล้ว นางจะเปลี่ยนใจ นางรักเด็กคนนั้นมาหกปี ต่อให้รู้ว่าไม่ใช่ลูกแท้ ๆ ก็ไม่เคยรู้สึกว่าความรักของตนน้อยกว่ามารดาที่คลอดบุตรออกมาเอง หลินเอ๋อร์เคยเป็นคนที่นางตื่นขึ้นมาแล้วเห็นเป็นคนแรก เป็นคนสุดท้ายที่เห็นก่อนนอน ยามมีอาหารอร่อยจะนึกถึงเขา ยามเห็นผ้าดีจะคิดว่าเอาไปตัดเสื้อให้เขา ยามเก็บสมุนไพรหายากได้ สิ่งแรกที่คิดคือเก็บไว้เผื่อเด็กป่วย

















