Masukหลิวฟางหลินขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ แสงแดดอ่อนยามสายลอดผ่านม่านบางเข้ามากระทบผิวขาวระเรื่อของนาง ทอประกายจางๆ บนพวงแก้มที่ยังคงอบอวลด้วยไอสุราจากค่ำคืนที่ผ่านมา หลังจากหนีกลับมาเรือนก็ร่ำสุราจนหมดไหแล้วนอนหลับที่ระเบียงเรือนอย่างไม่รู้ตัว
นางขยับกายพลางถอนถอนใจ หยัดกายขึ้นนั่งพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ร่างเพรียวระหงทอดยาวอยู่บนผ้าผืนบาง ทรวดทรงสมส่วนได้รูปงดงามแม้ในท่วงท่าที่ไร้ระเบียบเรียบร้อยเช่นตอนนี้ หน้าท้องเรียบแบนป้องเล็กน้อยเนื่องจากศึกหนักเมื่อคืน ยามนี้เปิดเผยให้เห็นเนื้อผิวขาวเนียนใต้ชุดมุ้งแสนบางที่เลิกขึ้นเล็กน้อย นางเพียงกระชับมันให้เข้าที่อย่างเกียจคร้านพลางก่นบ่นตนเองในใจ
“สายถึงเพียงนี้แล้วหรือ?” ฟางหลินเหยียดแขนออกไล่ความเมื่อยล้า
ทุกเช้านางมักจะตื่นแต่แต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเพื่อออกกำลังกายให้ร่างกายยืดหยุ่น ทว่าเช้านี้กลับพลาดเสียแล้ว นางคงดื่มสุรามากเกินไปเมื่อคืน จนมิอาจตื่นทันช่วงเวลาดีแห่งการออกกำลังได้
หลิวฟางหลินในตอนนี้มิใช่สตรีที่เกิดมาในยุคสมัยนี้ นางเกิดอีกยุคสมัยหนึ่งในอีกหลายพันปีข้างหน้า นางเกิดมาโดยไร้ครอบครัวดูแลอาศัยอยู่ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าจนถูกอุปการะโดยเจ้าขององค์กรสายลับผู้หนึ่ง นางเติบโตม็ทำเพียงหน้าที่เดียวที่ได้รับคือการเป็นสายลับหากแต่สุดท้ายกลับถูกหักหลังโดยสหายที่ไว้ใจที่สุดจนได้มาเกิดใหม่ในร่างสตรีที่ตายเพราะทนชีวิตบัดซบของตนเองไม่ไหว
‘หลิวฟางหลิน’ อนุของแม่ทัพหลี่ผู้ยิ่งใหญ่
ชีวิตของร่างนี้ หาใช่ชีวิตของสตรีที่มีความสุขไม่ หลิวฟางหลินเดิมเป็นเพียงเด็กหญิงที่ถูกบิดานำมาขายให้จวนหลี่เพื่อปลดเปลื้องหนี้สิน ฮูหยินใหญ่ของตระกูลหลี่รับนางไว้และกำหนดชะตาให้เป็น ‘อนุ’ ของหลี่หยวน บุรุษที่จำยอมต้องรับอนุที่เด็กกว่าเขาเกือบสิบปี
หลี่หยวนออกศึกตั้งแต่อายุสิบแปด เกือบสิบปีผ่านไปเขามิได้เหยียบย่างกลับมาที่จวนหลี่เลย มีเพียงข่าวสารการทำศึกและเงินทองที่ถูกส่งมาให้มารดาและน้องสาว รวมถึงค่าเลี้ยงดูอนุที่เขาแต่งงานด้วยก่อนออกศึกเท่านั้น สตรีที่ควรมีครอบครัวที่ดีกลับอยู่อย่างโดดเดี่ยวในเรือนท้ายจวนไร้คนเคียงข้าง วันๆได้เจอแต่ความมืดและเงินทองที่ส่งมาให้ใช้ทำให้เจ้าของร่างเดิมทนชีวิตน่าอดสูไม่ไหวตรอมใจตายและได้อดีตสายลับอย่างฟางหลินในตอนนี้มาแทนที่
หนึ่งปีกว่าแล้วที่นางอยู่ในร่างนี้ ใช้ชีวิตอย่างสงบเงียบในเรือนท้ายจวน มิได้สนใจชะตากรรมใด ๆ ที่เกี่ยวพันกับบุรุษที่ถูกเรียกว่าสามี
นับแต่วันแรกที่ได้ลืมตาขึ้นมาในร่างของหลิวฟางหลิน นางก็ตัดสินใจแล้วว่าในชาตินี้ นางจะมิยอมใช้ชีวิตบนเส้นทางเดิมเช่นในชาติก่อนอีกต่อไป สายลับที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายเพื่อองค์กร เพื่อเป้าหมายที่ไม่เคยเป็นของตนเอง นางปล่อยให้มันตายไปพร้อมกับร่างเดิมแล้ว ชีวิตที่สองนี้ นางมิปรารถนาจะต่อสู้เพื่อใคร ไม่คิดจะปกป้องใคร นางต้องการเพียงชีวิตธรรมดา เยี่ยงสตรีที่ใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้อย่างเรียบง่ายก็พอ...
แต่การเป็น ‘อนุเพียงในนาม’ ก็มีข้อดีของมันเช่นกัน หลี่หยวนไม่กลับมาหลายปี ฮูหยินใหญ่ก็ไม่ใส่ใจคนที่ตนเองซื้อมาเพียงเพื่อเป็นเงารองของอนาคตภรรยาเอกของบุตรชาย นางอยู่ที่เรือนท้ายสุดของจวน มีบ่าวไพร่เพียงคนเดียวที่มาดูแลตามหน้าที่ นั่นทำให้นางมีอิสระมากอย่างที่นางอยากได้
เงินที่ได้รับในแต่ละเดือนเหลือใช้ยิ่งนัก นางนำเงินที่มีปรนเปรอสิ่งที่ชาติก่อนไม่เคยทำอย่างเช่น การลิ้มรสสุรา ไม่พอเท่านั้นชีวิตที่ไม่ต้องทำอะไรของนางทำให้นางสามารถค้นคว้าและได้ทำการผลิตสุราหลากรสด้วยมือตนเอง
...จากประสบการณ์ตลอดหนึ่งปีมานี้จะบอกว่านางคือผู้เชี่ยวชาญทางด้านหมักสุราเลยก็ว่าได้
ฟางหลินลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เดินไปทางเรือนชำระกายที่อยู่ด้านข้าง ที่นั่น มีถังน้ำไม้ไผ่ตั้งอยู่พร้อมหยดน้ำเย็นยังเกาะผิวถัง บ่าวไพร่คงมาตระเตรียมไว้แต่เช้าอย่างที่ทำเป็นประจำ เช้าขึ้นมาสิ่งที่ฟางหลินต้องทำคือการแช่น้ำดอกเหมยสูตรของนางเพื่อผ่อนคลายความตรึงเครียดในวันที่ผ่านมา...
ในห้องโถงใหญ่ของจวนหลี่ บรรยากาศภายในเรือนเต็มไปด้วยความห่างเหิน หลี่หยวนในชุดสีเข้มเรียบง่ายนั่งอยู่ตรงข้ามมารดาและน้องสาวหลี่จื่อเหยา ผู้เป็นมารดา แม้จะมีความยินดีที่ได้เห็นบุตรชายกลับมา แต่ก็มิอาจปิดบังความแปลกแยกที่เกิดขึ้นจากกาลเวลาสิบปีที่ผ่านไปได้
"เจ้ากลับมาก็ดีแล้ว" ฮูหยินใหญ่กล่าวขึ้น เสียงของนางคงสุขุมและเรียบเฉย "สิบปีที่ผ่านมามิใช่เวลาสั้น ๆ เจ้าทิ้งมารดาและน้องสาวอยู่เพียงลำพัง จวนหลี่แม้ไม่ลำบากแต่ก็มิอาจเรียกได้ว่ามีความสุข"
"ข้าทำเพื่อแคว้นขอรับ ต้องขออภัยที่ทำให้ท่านแม่ลำบาก"
หลี่หยวนตอบเสียงหนักแน่น สีหน้ามิได้เผยความรู้สึกใด ๆ ยังคงนิ่งเช่นเคยติดจะดุดันราวเขากำลังฝึกทหารด้วยซ้ำ
ฮูหยินใหญ่ทอดถอนใจราวทำเพื่อบอกกลายๆว่าปล่อยให้ทุกอย่างเป็นเพียงเรื่องในอดีต ก่อนจะกล่าวขึ้น
"เจ้าอยู่ชายแดนนานในเมื่อจัดการข้าศึกได้แล้วก็คงกลับมาอยู่เมืองหลวงตลอดแล้วสินะ”
“เรื่องเหล่านี้ล้วนไม่แน่นอน...” หลี่หยวนเอ่ยเสียงแข็งจนบางทีดูเหมือนคนกำลังไม่พอใจ
“หึ ช่างเรื่องพวกนั้นก็แล้วกัน อีกไม่นานเจ้าจะอายุสามสิบแล้ว ถึงเวลาที่เจ้าควรสร้างครอบครัวแล้ว"
"เช่นนั้นข้าต้องรอนานเท่าใด?""ข้าไม่แน่ใจนัก ขึ้นอยู่กับว่าแขกพวกนั้นจะอยู่ดื่มกันนานแค่ไหน เถ้าแก่เนี้ยต้องดูแลพวกเขาจนกว่าจะเสร็จสิ้นนั่นแหละขอรับ"ฟางหลินนิ่งคิด ก่อนจะยิ้มบางๆแววตาเปลี่ยนไปเพราะนางมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา"ไม่เป็นไร เจ้ากลับไปทำงานของเจ้าเถิด ข้าจะรออยู่ตรงนี้ หากรอไม่ไหว ข้าจะกลับเอง"เสี่ยวเอ้อพยักหน้าก่อนจะจากไปนางหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปทางชั้นสองของโรงสุรา แสงสลัวจากห้องรับรองพิเศษส่องลอดออกมาผ่านบานหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยหากแขกของเถ้าแก่เนี้ยเป็นขุนนางระดับสูงจริงๆ บางทีนางอาจใช้เรื่องนี้เป็นตัวช่วยในการเจรจาขายสุราในราคาที่สูงขึ้นได้อีก เมื่อคิดได้เช่นนั้น ร่างของหลิวฟางหลินก็เคลื่อนตัวไปทางชั้นสองของโรงสุรา ก่อนจะลอบเข้าใกล้ห้องรับรองพิเศษโดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า...หลิวฟางหลินลอบเร้นเข้าไปยังบริเวณห้องรับรองพิเศษอย่างเงียบงัน นางอาศัยเงามืดเป็นที่กำบัง พลางเงี่ยหูฟังการสนทนาที่ดังมาจากหน้าประตูที่นางเห็นเถ้าแก่เนี้ยยืนหน้าเคร่งเครียดอยู่“ใต้เท้าเหมยต้องการนางโลมด้วยหรือ?” เสียงเถ้าแก่เนี้ยกล่าวขึ้น น้ำเสียงของนางค่อนข้างเร่งรีบ“ใช่ขอร
ภายในเขตเรือนใหญ่มีเสียงสนทนาแว่วจากที่ไม่ไกล ที่มาเสียงอาจจะเป็นข้างเรือนที่ปรายหางตานู้น พอเข้าไปใกล้มากขึ้นฟางหลินก็ได้ยินแยกชัดเจนว่าเป็นเสียงของบุรุษทุ้มต่ำผสานกับเสียงของสตรีที่ฟังดูสนิทสนม แต่เป้าหมายของฟางหลินคือเห็นน่าสามีในนามนางจึงต้องขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นเพื่อพยายามมองลอดผ่านช่องต้นไม้ตรงหน้าจากตรงนี้นางเห็นเพียงหนึ่งบุรุษร่างสูงใหญ่และหนึ่งสตรีนั่งคุยกันใต้ร่มไม้ ท่าทางที่เห็นดูสนิทสนมกันไม่น้อย แต่ก่อนจะได้ใบหน้าของทั้งสองชัดเจน สายตาคู่หนึ่งก็พลันตวัดมานางฟางหลินหลบอยู่ราวกับรับรู้ถึงการแอบมองนี้!ดวงตาคมกริบของแม่ทัพหลี่ปรายตามองมา ทำให้ฟางหลินต้องรีบหันหลังกลับ ก่อนจะรีบสาวเท้าหลบหนีออกจากเขตเรือนโดยมิได้เห็นหน้าเขาเลยด้วยซ้ำนางเห็นเพียงสายตาดุดันหนึ่งคู่ผ่านศีรษะของสตรีที่หันหลังอยู่เท่านั้นหลิวฟางหลินกลับมาถึงเรือนของตนแล้ว นางนั่งลงตรงม้านั่งใต้ต้นเหมย ปลดปิ่นที่เหน็บอยู่ในเรือนผมออกอย่างเกียจคร้าน ลมหายใจทอดยาว ขณะเดียวกันในใจกำลังขบคิดถึงสิ่งที่พบเจอนางปล่อยให้ตัวเองเอนกายพักใต้ร่มไม้จนกระทั่งถึงเวลาที่บ่าวสาวเจ้าประจำแบกน้ำมาให้นางอาบทุกเย็นเดินเข้ามา ฟางหลิ
3อนุหลิวเมื่อถึงช่วงยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) ดวงจันทร์ส่องแสงนวลเหนือจวนหลี่ ขณะที่หลี่หยวนเดินกลับจากเรือนทำงานมุ่งตรงสู่ห้องนอนท่ามกลางเส้นทางในจวนเงียบสงัดนั้นเขาถูกพ่อบ้านกู้ก็ก้าวออกมาจากเงามืดที่ยืนรอเจ้านายมานานขวางไว้ เขาค้อมกายเคารพก่อนเอ่ยเสียงเบา"นายท่านขอรับ มีบางคนรอท่านอยู่ในห้องนอนขอรับ"หลี่หยวนหยุดฝีเท้าลง หันไปมองพ่อบ้านที่เป็นคนสนิทของตนด้วยแววตานิ่งเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังทันใด"เช่นนั้นหรือ?" เขาถามเสียงเรียบ"ขอรับ เป็นความต้องการของฮูหยินใหญ่ขอรับ"แค่นั้นก็เพียงพอให้เข้าใจทุกอย่างแล้วว่าคนที่รอในห้องนอนของเขานั้นน่าจะเพื่ออะไรหลี่หยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจกับการกระทำของมารดา เหตุผลหนึ่งที่เขาไม่อยากอยู่ที่จวนก็เพราะเขาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นนั่นล่ะ"จัดห้องทำงานของข้าเสีย ข้าจะนอนที่นั่นแทน""ขอรับ" พ่อบ้านกู้รับคำโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติมแต่รีบหมุนกายไปทำตามคำสั่งทันทีเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากได้รับรู้จากพ่อบ้านกู้แล้วว่าคนของมารดาออกไปเขาก็เดินกลับไปยังห้องนอนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้าเฝ้าประชุมที่พระราชวังยามเช้า
บ่าวสาวหัวเราะคิกคักสมทบ "ไม่แน่นะเจ้าคะ อนุหลิวอาจได้เลื่อนขั้นก็เป็นได้ ท่านแม่ทัพเพิ่งกลับมา หากฮูหยินใหญ่ดันท่านขึ้นเป็นเจ้านายอนุคนแรกของจวนหลี่ในอนาคต ท่านอย่าลืมข้านะเจ้าคะ!"คำพูดนี้ทำให้หลิวฟางหลินหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขบขันเสียมากกว่ากลับมาสนใจ? ดันขึ้นเป็นเจ้านาย? หึ... มิใช่หรอกหากฮูหยินใหญ่ตั้งใจจะหาภรรยาให้บุตรชายจริง ๆ นางที่เป็นเพียงอนุเก่าที่ถูกลืมมานับสิบปี คงไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกแน่อนุเช่นนางเป็นได้เพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น...ดวงตาของฟางหลินฉายแววเย็นชาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมามีรอยยิ้มอ่อนโยนตามเดิม นางโบกมือไล่พวกบ่าวออกไป"เอาเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะกินมันให้หมดเลย พวกเจ้ากลับไปเถิด ข้ากินเสร็จแล้วจะนำชามพวกนี้ไปคืนที่โรงครัวเอง""เจ้าค่ะ!" บ่าวสาวสองคนโค้งศีรษะ ก่อนจะเดินออกไปอย่างอารมณ์ดีหลิวฟางหลินรอจนพวกบ่าวกลับไปแล้ว นางจึงเริ่มลงมือกำจัดอาหารที่ถูกจัดเตรียมมาให้ด้วยความระแวดระวัง ส่วนหนึ่งถูกเททิ้งในลานหลังเรือน อีกส่วนหนึ่งถูกนำไปทิ้งไว้ใกล้โรงครัวเพื่อให้พวกหนูในจวนได้ลิ้มลองไม่นานนัก หนูตัวหนึ่งก็รี
หลี่หยวนวางถ้วยชาลง แววตาเฉยชาพลันดุดันขึ้นทันใด "ข้าไม่ต้องการสร้างครอบครัว""ไม่ได้!? เจ้าจะยอมให้ตระกูลหลี่ล่มสลายเพราะไร้มายาทสืบทอดไปเช่นนั้นหรือ?""ข้ามิใช่บุรุษที่เหมาะจะมีใคร ชีวิตแม่ทัพเช่นข้าหาได้ควรนำใครเข้ามาร่วมทรมานด้วยไม่ เรื่องนี้มารดาก็น่าจะรู้ดี..."แน่นอนว่าหลี่หยวนหมายถึงชีวิตของมารดาที่ต้องคอยเป็นห่วงยามบิดาออกศึกนั่นเอง หรือแม้แต่ตอนที่บิดาถูกฆ่าศึกฆ่าในสนามรบเขายังจำความเสียใจที่มารดาเผชิญได้ดี เขาไม่อยากให้ต้องมีใครมาเจอชะตาเดียวกันอีกผู้ถูกกล่าวอ้างอย่างฮูหยินใหญ่หลี่ถึงกลับนิ่งอึ้งค้างไปทันที ความโศกเศร้าในอดีตเป็นสิ่งที่นางไม่อยากนึกถึงจริงๆ ทว่าเรื่องนี้ก็มิใช่เหตุผลที่นางจะยอมโอนอ่อนตามบุตรชายตรงหน้าเสียหน่อย“หากเจ้าห่วงข้าผู้เป็นมารดาจริง ก็ควรสร้างครอบครัวและมีหลานให้ข้าเลี้ยงเสีย อย่าได้นำเรื่องเหล่านั้นมาเป็นข้ออ้างเลยอาหยวน”หลี่หยวนไม่ตอบอันใดกลับมา เขาเพียงแค่ลุกขึ้นคำนับมารดา "หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าขอไปจัดการธุระอื่นต่อ"มารดามิได้รั้งไว้ เพียงมองส่งบุตรชายไปจนสุดสายตา เมื่อร่างสูงหายไปแล้ว จื่อเหยาเม้มปากเล็กน้อย มองมารดาอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยเสี
1.1เจ้าควรสร้างครอบครัวแล้วหลิวฟางหลินขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ แสงแดดอ่อนยามสายลอดผ่านม่านบางเข้ามากระทบผิวขาวระเรื่อของนาง ทอประกายจางๆ บนพวงแก้มที่ยังคงอบอวลด้วยไอสุราจากค่ำคืนที่ผ่านมา หลังจากหนีกลับมาเรือนก็ร่ำสุราจนหมดไหแล้วนอนหลับที่ระเบียงเรือนอย่างไม่รู้ตัวนางขยับกายพลางถอนถอนใจ หยัดกายขึ้นนั่งพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ร่างเพรียวระหงทอดยาวอยู่บนผ้าผืนบาง ทรวดทรงสมส่วนได้รูปงดงามแม้ในท่วงท่าที่ไร้ระเบียบเรียบร้อยเช่นตอนนี้ หน้าท้องเรียบแบนป้องเล็กน้อยเนื่องจากศึกหนักเมื่อคืน ยามนี้เปิดเผยให้เห็นเนื้อผิวขาวเนียนใต้ชุดมุ้งแสนบางที่เลิกขึ้นเล็กน้อย นางเพียงกระชับมันให้เข้าที่อย่างเกียจคร้านพลางก่นบ่นตนเองในใจ“สายถึงเพียงนี้แล้วหรือ?” ฟางหลินเหยียดแขนออกไล่ความเมื่อยล้าทุกเช้านางมักจะตื่นแต่แต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเพื่อออกกำลังกายให้ร่างกายยืดหยุ่น ทว่าเช้านี้กลับพลาดเสียแล้ว นางคงดื่มสุรามากเกินไปเมื่อคืน จนมิอาจตื่นทันช่วงเวลาดีแห่งการออกกำลังได้หลิวฟางหลินในตอนนี้มิใช่สตรีที่เกิดมาในยุคสมัยนี้ นางเกิดอีกยุคสมัยหนึ่งในอีกหลายพันปีข้างหน้า นางเกิดมาโดยไร้ครอบครัวดูแลอาศัยอยู่ที่สถานเลี







