Mag-log inเกริ่น อนุขี้เมาแห่งจวนแม่ทัพหลี่ ในเมื่อท่านแม่ทัพไม่ต้องการอนุเช่นข้า ได้โปรดอย่าเข้ามายุ่งกับข้าด้วยเถอะเจ้าค่ะ อดีตสายลับยุคสองพันเช่นนางอยากมีชีวิตอย่างคนธรรมดา... ข้าขอแค่นี้ได้ไหมมมมม ...... เกริ่น เรื่องสายลับเกิดใหม่กลายเป็นสตรีหย่าสามีไปเสียแล้ว "บุรุษสวะเช่นนี้นางไม่สน! สตรีเช่นนางหาเงินใช้เองได้อยู่แล้ว" ....... ฝากแนวสายลับที่อยากมีชีวิตใหม่ ทั้ง 2 คนด้วยค่า เเนวเรื่องแบบสุขนิยม นางเอกเก่ง ทั้งเรื่อง อนุขี้เมาแห่งจวนแม่ทัพหลี่ และ สายลับเกิดใหม่กลายเป็นสตรีหย่าสามีไปเสียแล้ว
view moreกลิ่นหอมอ่อนของดอกไม้ยามเช้าลอยอ้อยอิ่งในอากาศขณะที่หลิวฟางหลินก้าวออกจากเรือนเล็กของตน เส้นผมยาวดำขลับยังชื้นเล็กน้อยจากการอาบน้ำชะล้างกลิ่นสุราที่นางดื่มด่ำกับมันทั้งคืน ผิวขาวเนียนเปล่งปลั่งด้วยเลือดฝาดที่ถูกกระตุ้นจากน้ำเย็นยามเช้า หลังจากปล่อยให้ตนเองเสพสุขกับสายน้ำเย็นสดชื่นจนหนำใจแล้ว นางก็มุ่งหน้าไปยังโรงครัวอย่างที่ทำประจำวัน ทว่าวันนี้กลับแปลกไปจากทุกวัน
ในจวนหลี่ที่ปกติจะเงียบสงบกลับเต็มไปด้วยความวุ่นวาย บ่าวไพร่ต่างเดินกันขวักไขว่ ใบหน้าแต่ละคนเคร่งเครียดและรีบเร่ง นางเอ่ยทักบ่าวคนหนึ่ง ทว่าฝ่ายนั้นเพียงค้อมศีรษะรับแล้วรีบผละไปโดยไม่มีเวลาให้สนทนา แม้แต่นางที่เป็น ‘อนุของแม่ทัพหลี่’ ยังไม่มีใครใส่ใจ นับว่าจวนหลี่แห่งนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมดีในจุดนี้
ฟางหลิวขมวดคิ้วมุ่นก่อนจะเร่งฝีเท้า ดักบ่าวผู้หนึ่งที่เดินผ่าน นางเอื้อมมือคว้าชายแขนเสื้อเขาเบาๆ “เกิดอะไรขึ้นหรือ ทำไมวันนี้ทุกคนถึงดูยุ่งนัก”
บ่าวหนุ่มหันมามองนางเล็กน้อย สีหน้าฉายแววรีบเร่ง ทว่าก็ไม่กล้าขัดขืนในตอนนี้
“อนุหลิวไม่รู้หรือขอรับ วันนี้แม่ทัพหลี่กำลังเดินทางกลับเมืองหลวงแล้วขอรับ! ขบวนเกียรติยศของกองทัพกำลังมุ่งหน้าเข้าพระราชวังเพื่อรายงานองค์ฮ่องเต้ หลังจากปราบชนเผ่าขอบชายแดนได้สำเร็จ ฮูหยินใหญ่เพิ่งได้รับสารเมื่อเช้านี้เอง ตอนนี้บ่าวในจวนกำลังเร่งเตรียมงานเลี้ยงต้อนรับอยู่ขอรับ”
หลิวฟางหลินนิ่งไปชั่วครู่ ก่อนจะยกยิ้มบาง ริมฝีปากกระตุกอย่างไม่เป็นธรรมชาติ
“เช่นนั้นหรือ” นางไม่แปลกใจที่ตนเป็นคนท้ายสุดที่ได้รับรู้เรื่องนี้ ในฐานะอนุที่ถูกลืม ไม่จำเป็นที่คนต้องมาบอกข่าวดีของสามีผู้นั้นให้นางรู้
บ่าวหนุ่มเห็นว่านางมิได้กล่าวอะไรเพิ่มเติมก็รีบกล่าวต่ออย่างหวังดี
“คืนนี้โปรดอยู่แต่ในเรือนของท่านเถิดขอรับ งานเลี้ยงจะจัดที่ลานท้ายจวนซึ่งใกล้เรือนของท่าน ทหารชั้นต่ำจากกองทัพจะมาฉลองกัน น่าจะวุ่นวายพอดู ข้ากลัวว่าอนุหลิวจะได้รับความลำบาก”
กล่าวจบก็รีบผละไปทำงานของตนต่อ ทิ้งให้นางยืนอยู่ที่เดิม แววตาเปล่งประกายกว่าก่อนหน้ามากนัก ฟางหลินหัวเราะเบาๆ ส่ายหน้าอย่างนึกขัน
ให้นางอยู่แต่ในเรือน? เหตุใดนางต้องทำเรื่องโง่เง่าเช่นนั้นด้วย!
เมื่อคืนนี้เป็นคืนสำคัญพอดี สุราที่นางบ่มเองมาตลอดหนึ่งปีถึงเวลาหมักได้ที่พอดิบพอดี งานเลี้ยงฉลองของทหารกองทัพหลี่ก็มิใช่เรื่องของนาง ทว่าการเฉลิมฉลองของพวกเขากลับเป็นข้อดีสำหรับสุราเลิศรสโดยแท้
คิดได้ดังนั้น หลิวฟางหลินก็หมุนกายกลับเรือนของตน รีบรุดไปยังมุมลับของเรือนหลังเล็กที่ไม่มีผู้ใดใส่ใจ บริเวณนั้นมีหลุมเล็กๆ ที่ถูกปิดไว้ด้วยฝาไม้ซึ่งปูด้วยก้อนหินธรรมดาเพื่อมิให้เป็นที่สังเกต นางคุกเข่าลง ปัดฝุ่นดินออกเบาๆ ก่อนจะค่อยๆ ขุดมันขึ้นมา
โอสวรรค์! กลิ่นหอมของสุราที่ถูกหมักไว้ดีลอยโชยขึ้นมาทันทีที่ฝาปิดถูกเปิดออก
หลิวฟางหลินสูดลมหายใจลึก ดวงตาคู่งามทอประกายระยับ นางยกไหสุราขึ้นมาอุ้มไว้ ใช้มือปัดเศษดินออกเบาๆ ก่อนจะยิ้มอย่างพึงใจ
“ความครื้นเครงคืนนี้… ผสานกับสุรากลิ่นหอมแล้วช่างอยากเร่งเวลาให้เดินเร็วขึ้นยิ่งนัก”
เสียงเฮฮาและเสียงแก้วกระทบกันดังก้องไปทั่วลานท้ายจวน กลิ่นอาหารปิ้งย่างโชยมาแตะจมูก ผสมกับกลิ่นสุราแรงที่ทหารพากันดื่มฉลองชัยชนะของพวกเขา หลิวฟางหลินนั่งเอนกายซ่อนตัวอยู่บนหลังคา ห่างออกไปจากวงสนทนาในมุมมืดที่ไร้ผู้คนจะสังเกตเห็นได้ ใบหน้างดงามฉาบไปด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ ดวงตาพราวระยับด้วยความสนุกสนาน ไหสุราที่อุตส่าห์หมักเองมาตลอดปีถูกกระดกขึ้นจิบเบาๆ ความหวานปนขมปร่านั้นชวนให้รู้สึกผ่อนคลาย
นางทอดสายตาลงไปเบื้องล่าง มองพวกบุรุษซัดสุราเข้าปากแล้วหัวเราะเฮฮากันอย่างเมามาย ในจังหวะที่เสียงโห่ร้องดังขึ้น นางก็ใช้ช่วงเวลานั้นลงไปขโมยน่องไก่จากจานของทหารนายหนึ่งไปอย่างรวดเร็ว
“อ้าวเฮ้ย! น่องไก่ข้าไปไหน?!”
“เจ้าแย่งไปใช่หรือไม่?! เจ้ามันมือไว!”
“ไร้สาระ! ข้าจะไปขโมยของเจ้าทำไม น่องไก่ข้าก็มี!”
ทหารสองนายเริ่มทะเลาะกันเพราะอาหารที่หายไป ขณะที่ตัวต้นเหตุอย่างหลิวฟางหลินนั่งเคี้ยวอย่างสบายใจ หัวเราะคิกคักกับความวุ่นวายที่เกิดขึ้น
นางกระดกเหล้าเพิ่มอีกคำ ก่อนจะจ้องเหยื่อชิ้นใหม่ที่อยู่ไม่ไกล จังหวะที่ทุกคนกำลังตั้งวงเล่นพนันกัน นางก็ฉวยโอกาสเอื้อมไปฉกซี่โครงหมูไปอีกชิ้น ขบกัดอย่างสำราญ ทว่าครานี้นางคงเผลอหัวเราะออกมาดังไปหน่อย เพราะเหมือนว่านางจะถูกคนจับได้เสียแล้ว
“เฮ้… ใครอยู่ข้างบนนั่นน่ะ?”
ดวงตาของทหารนายหนึ่งที่เริ่มกรึ่มๆ ช้อนขึ้นมองหลังคา ใบหน้าของเขาตึงเครียดทันทีที่รู้สึกว่ามีเงาตะคุ่มวิ่งออกไปอย่างรวดเร็ว
หลิวฟางหลินกลั้นหายใจ ก่อนจะกระชับไหสุราในมือแน่น รีบขยับกายเปลี่ยนตำแหน่ง ทว่าพื้นหลังคาที่มีไอน้ำค้างกลับลื่นกว่าที่คิด นางพลาดไปก้าวหนึ่ง เท้าลื่นไถลออกจากขอบกระเบื้อง ก่อนที่ทั้งร่างจะร่วงลงไปด้านล่าง
นางหล่นลงมาอย่างไม่ทันตั้งตัว และสิ่งที่รองรับร่างของนางก็ไม่ใช่พื้นแข็งเย็นชืด แต่เป็นร่างของบุรุษผู้หนึ่ง!
ความหนักจากแรงกระแทกทำให้บุรุษที่ยืนอยู่ถอยกรูดไปหลายก้าวและล้มลง ทว่าความตกใจของหลิวฟางหลินกลับมิได้อยู่ที่การตกลงมาทับคนจนเขาล้มหงายหลังกับพื้น แต่มันอยู่ที่ตำแหน่งที่นาง ‘นั่งทับ’ มากกว่า
ดวงตาคู่สวยเบิกกว้าง นางรู้สึกได้ว่ามีบางสิ่งที่แข็งและแน่นหนาอยู่ใต้ร่างของตนเอง เสียงทุ้มต่ำของบุรุษดังขึ้นอย่างเย็นชา
“อย่าขยับ… ถ้าเจ้ายังขยับ ข้าจะบีบคอเจ้าตายเดี๋ยวนี้”
เสียงนั้นเต็มไปด้วยความดุดันของเบาะรองนั่งมนุษย์ หลิวฟางหลินชะงักกึก หยุดนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่จะทำอันใดไม่มากกว่านี้ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากข้างหลังไกลๆ ที่ค่อยใกล้เข้ามา...
“ท่านแม่ทัพ! ท่านแม่ทัพอยู่ที่นั่นใช่หรือไม่?!”
ร่างของนางแข็งทื่อทันที คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน ก่อนที่นางจะก้มลงมองใบหน้าของบุรุษที่ตนเองกำลังคล่อมทับอยู่ ความมืดนี้ทำให้นางไม่เห็นใบหน้าของเขาอย่างที่คิด
หัวใจของนางก็กระตุกวูบ
เบาะรองนั่งมนุษย์ที่นางทับอยู่หาใช่ใครอื่น แต่คือ ‘หลี่หยวน’ แม่ทัพใหญ่แห่งกองทัพปราบชนเผ่าขอบชายแดนที่ทำแม่ทัพแคว้นตายไปไม่รู้กี่คนหรือนี่ ไหนจะการที่เขายังเป็นสามีของนางอีกด้วย!
ดวงตาของนางเบิกกว้าง ตอนนี้สำคัญกว่าอื่นใดคือนางต้องรีบหนีไปให้พ้นก่อนจะถูกจับได้ ฟางหลินรีบยันกายลุกขึ้นหมายจะกระโดดหนี ทว่าเพื่อไม่ให้ถูกตามทัน นางตัดสินใจทำสิ่งที่แม้แต่นางเองยังตกใจ
ฝ่าเท้าเล็กถีบเข้าไปตรง ‘จุดสำคัญ’ ของบุรุษตรงหน้าอย่างไม่ลังเล
เสียงร้องต่ำแหบทุ้มดังขึ้นพร้อมกับร่างของแม่ทัพหลี่ที่งอตัวอย่างเจ็บปวด ใบหน้าคมเข้มขึ้นสีแดงก่ำท่ามกลางความมืด นางไม่รอให้เขาตั้งตัว รีบพุ่งทะยานหนีหายเข้าไปในความมืดของเรือนด้านข้างทันใด
เสียงฝีเท้าของนายกองคนสนิทวิ่งเข้ามาใกล้ หยุดยืนตรงหน้าหลี่หยวนที่ยังคงทรุดอยู่กับพื้นอย่างเป็นกีงวล
“ท่านแม่ทัพ! เกิดอะไรขึ้น?! เหตุใดท่านถึงร้องเสียงหลงเช่นนั้น?!”
หลี่หยวนกัดฟันแน่น กล้ามเนื้อทั้งร่างบิดเกร็งด้วยความเจ็บปวดจนไม่อาจเอ่ยคำใดออกมาได้ เขาเพียงแค่โบกมือไล่ลูกน้องออกไปอย่างไม่ต้องการให้ใครเข้ามาใกล้ในขณะนี้
ทว่าตอนนี้มีสิ่งที่ทำให้เขาหงุดหงิดยิ่งกว่าความเจ็บปวด!
… ความรู้สึกบางอย่างที่ติดค้างอยู่ในร่างกายของเขาตั้งแต่เมื่อครู่แล้ว
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับทำให้ร่างกายของเขา ‘ตอบสนอง’ อย่างที่เขาไม่เคยเป็นมาก่อน
เพราะความมืดบริเวณนี้ทำให้เขาไม่อาจเห็นใบหน้าของนางได้เลยแม้แต่น้อย สิ่งที่ติดตรึงตอนนี้มีเพียงกลิ่นหอมหวานของดอกเหมยจากร่างของสตรีปริศนาที่ยังค้างคาใจไม่เสื่อมคลาย...
ช่วงกลางวันวันหนึ่ง ณ ห้องโถงทานอาหารในจวนเฉินฮูหยินเฉินนั่งหัวโต๊ะอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าของนางยิ้มแย้มตั้งแต่ต้นมื้ออาหาร ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ส่งไปยังว่าที่สะใภ้คนโปรดอย่างหมิงจู หมิงจูเองก็นั่งตัวตรงอย่างสำรวม แม้นางจะคีบอาหารของตัวเองแต่กลับถูกแย่งชิงคีบให้อยู่เรื่อยไป“หมิงจู ทานนี่สิ ไก่ตุ๋นยาแม่ครัวใหญ่ทำพิเศษวันนี้เพื่อเจ้าทีเดียว” ฮูหยินเฉินคีบเนื้อไก่นุ่มละมุนใส่ชามของหมิงจูจนแทบล้น “แล้วนี่ก็เป็ดรมควันที่ข้าสั่งมาจากห้องครัวหลังจวน เขาว่ากันว่าช่วยบำรุงเลือดลม”หมิงจูยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าวขอบคุณ นางไม่ได้มีโอกาสคีบอาหารใส่ถ้วยด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะไม่ทันไร ฮูหยินเฉินก็ยื่นตะเกียบมาอีกครั้งพร้อมซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งหอมกรุ่น“กินเยอะๆ เถอะอย่ามัวแต่ทำงาน” ฮูหยินเฉินกล่าวอย่างอาทร “เจ้าเป็นสตรีที่ซูบผอมเกินไป ถ้าหากแต่งเข้าจวนเราแล้วข้าอยากให้เจ้าเปล่งปลั่งดูสุขภาพดี”เฉินอวี่ที่นั่งข้างๆ หมิงจูหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่แดงระเรื่อของหมิงจูด้วยความชอบใจ “ท่านแม่เอ็นดูนางจนลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง”ฮูหยินเฉินหันขวับไปหาเฉินอวี่ ตบโต๊ะเบาๆ อย่างหยอก
“อาจู... เจ้าไม่เห็นบอกบิดาเลยเล่าว่าเจ้าสนิทกับคุณชายเฉินถึงเพียงนี้ ไว้จัดเวลาได้ก็พาคุณชายเฉินไปนั่งคุยที่จวนเราบ้างเถอะ...”การเปลี่ยนท่าทีของเจ้าตระกูลไป๋ชั่งน่าไม่อายเกินกว่าใครจะรับไหวเสียจริง หมิงจูหรี่ตามองตอบกลับอย่างเย็นชา นางไม่ได้ตอบรับคำชมของเจ้าตระกูลไป๋ นางเมินคำพูดของเขาแสดงออกถึงความห่างเหินชัดเจน“ข้าเกรงว่าท่านเจ้าตระกูลไป๋อาจเข้าใจผิดไปเล็กน้อย ข้าหาใช้คนตระกูลไป๋อีกต่อไปแล้ว และในอนาคตก็คงจะไม่ใช่อีกแน่นอน”หมิงจูวางตัวชัดเจนเพื่อตัดโอกาสการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากนางและคนที่เกี่ยวข้องกับนางแบบเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ยังทางฮูหยินเฉินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเมื่อครู่“ฮูหยินเฉินโปรดเรียกข้าว่าหมิงจูเถอะเจ้าค่ะ การเรียกข้าด้วยแซ่ไป๋นั้น คงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก...”คำกล่าวนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ที่อยากคืนดีด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด จวิ้นอี้กำมือแน่นไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาฮูหยินเฉินนั้นมองเรื่องราวนี้แล้วกลับหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ นางลอบยิ้มมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่ต่างจากตอนแรก เป็นสายตาชื่นชมและยินดีที่ส่งไปหาเฉินอวี่เพราะเขาทำสิ่งที่นางถูกใจยิ่งนั่นเอง
หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่างเข
“ตามข้ามา แล้วเจ้าจะรู้เอง”หมิงจูมองเขานิ่ง มีความสงสัยในแววตาแฝงด้วยการอ่านสถานการณ์ตลอดเวลา แต่ในที่สุดนางก็ยอมเดินตามเขาไปอย่างไม่เอ่ยถามอะไรไปมากกว่านี้ทั้งสองยังเดินไปไม่ถึงสถานที่ที่เฉินอวี่ตั้งใจพาหมิงจูไป ก็พลันต้องหยุดฝีเท้า เมื่อพบกับคนตระกูลไป๋ซึ่งกำลังเดินสวนออกมาจากทางเดินอีกด้าน ดวงตาของพวกเขาเปี่ยมไปด้วยความสงสัยทันทีที่เห็นเจ้าสำนักเงาพยัคฆ์เดินนำหมิงจูผู้ซึ่งตามมาด้านหลัง“เหตุใดท่านเจ้าสำนักอวี่ถึงได้มาอยู่ที่จวนตระกูลเฉินได้กัน?!”จวิ้นอี้รีบเอ่ยถามทันควันด้วยน้ำเสียงฉงน แต่ยังไม่ทันได้คำตอบ เสียงฝีเท้าที่เร่งร้อนดังขึ้นตามมาติดๆ ฮูหยินเฉินปรากฏตัวพร้อมกับสีหน้าเปี่ยมด้วยอารมณ์ผสมระหว่างความยินดีและความขุ่นเคือง ราวกับภูเขาไฟที่พร้อมจะปะทุได้ทุกเมื่อ“อวี่! เจ้า…เจ้า! กลับมาเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อใดกัน?!”น้ำเสียงของนางดังกังวานจนทั้งบริเวณพลันเงียบสนิท ผู้คนที่อยู่รอบต่างชะงักงันด้วยความเกรงใจ “แม่เรียกตัวเจ้ากลับมากี่ครั้งต่อกี่ครั้ง เจ้ากลับไม่แม้แต่จะตอบ! แล้วคราวนี้กลับมาโดยไม่บอกกล่าว เจ้ามีเหตุผลสิ่งใดกันแน่?!”เฉินอวี่ยืนนิ่งสงบอยู่เบื้องหน้า แม้สีหน้าของเขา
11ว่าที่ภรรยาเอกค่ายทหารตั้งอยู่นอกกำแพงเมืองหลวง กินพื้นที่กว้างขวางราวกับเมืองเล็ก ๆ แห่งหนึ่งภายในแบ่งเป็นเขตต่าง ๆ อย่างเป็นระเบียบ มีทั้งลานฝึก ที่พักของทหาร โรงอาหาร และคอกม้า กลิ่นเหงื่อและดินฝุ่นปะปนกับอากาศอุ่นของยามสาย เสียงฝีเท้าของทหารที่เดินลาดตระเวน เสียงตะโกนสั่งการของแม่ทัพนายกอง
"ข้ายินดี ยิ่งเป็นการประลองของสตรีที่งดงามทั้งสองเช่นนี้ ข้ายิ่งชอบ"หลี่หยวนขมวดคิ้วอย่างไม่ค่อยพอใจนัก ทว่าแม้เขาจะไม่อยากให้เรื่องนี้เกิดขึ้น แต่ในเมื่อองค์ชายรองตรัสอนุญาตออกมาแล้ว หากเขาห้ามต่อหน้าเหล่าทหารเช่นนี้จะเป็นการดูหมิ่นและแสดงความไม่เชื่อฟังต่อเชื้อพระวงศ์ อันสามารถใช้เป็นข้ออ้างเรื่
9หน้าด้านเกินไปแล้ว!แสงอรุณแรกของวันใหม่ทอดผ่านม่านหน้าต่าง ลมเย็นจากสวนหลังเรือนพัดเข้ามาเบา ๆ หลี่หยวนตื่นขึ้นเช่นทุกวัน เขามิใช่คนที่นอนตื่นสาย ตั้งแต่กลับมาอยู่ที่จวนหลี่ การฝึกดาบในยามเช้ากลายเป็นกิจวัตรที่มิอาจละเลยที่ลานฝึกดาบของเรือนหลัก หลี่หยวน ในสภาพเปลือยท่อนบน เผยให้เห็นร่างกายที่ผ่
10เรือนใหม่กับเรื่องไม่คาดคิดสายของวัน หลังจากฝึกดาบและอาบน้ำชำระร่างกายเรียบร้อยแล้ว หลี่หยวนก็นั่งลงที่โต๊ะทำงานในห้องทำงานของตนกลิ่นชาหอมกรุ่นลอยอวลอยู่ในอากาศ พ่อบ้านกู้ ยืนอยู่ด้านข้างคอยรินชาและฝนหมึกให้เขาเหมือนเช่นทุกวันภายในห้องเงียบสงบ มีเพียงเสียงแผ่วเบาของพู่กันที่ขูดกับกระดาษ ทว่าห
Rebyu