LOGINหลี่หยวนวางถ้วยชาลง แววตาเฉยชาพลันดุดันขึ้นทันใด "ข้าไม่ต้องการสร้างครอบครัว"
"ไม่ได้!? เจ้าจะยอมให้ตระกูลหลี่ล่มสลายเพราะไร้มายาทสืบทอดไปเช่นนั้นหรือ?"
"ข้ามิใช่บุรุษที่เหมาะจะมีใคร ชีวิตแม่ทัพเช่นข้าหาได้ควรนำใครเข้ามาร่วมทรมานด้วยไม่ เรื่องนี้มารดาก็น่าจะรู้ดี..."
แน่นอนว่าหลี่หยวนหมายถึงชีวิตของมารดาที่ต้องคอยเป็นห่วงยามบิดาออกศึกนั่นเอง หรือแม้แต่ตอนที่บิดาถูกฆ่าศึกฆ่าในสนามรบเขายังจำความเสียใจที่มารดาเผชิญได้ดี เขาไม่อยากให้ต้องมีใครมาเจอชะตาเดียวกันอีก
ผู้ถูกกล่าวอ้างอย่างฮูหยินใหญ่หลี่ถึงกลับนิ่งอึ้งค้างไปทันที ความโศกเศร้าในอดีตเป็นสิ่งที่นางไม่อยากนึกถึงจริงๆ ทว่าเรื่องนี้ก็มิใช่เหตุผลที่นางจะยอมโอนอ่อนตามบุตรชายตรงหน้าเสียหน่อย
“หากเจ้าห่วงข้าผู้เป็นมารดาจริง ก็ควรสร้างครอบครัวและมีหลานให้ข้าเลี้ยงเสีย อย่าได้นำเรื่องเหล่านั้นมาเป็นข้ออ้างเลยอาหยวน”
หลี่หยวนไม่ตอบอันใดกลับมา เขาเพียงแค่ลุกขึ้นคำนับมารดา "หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าขอไปจัดการธุระอื่นต่อ"
มารดามิได้รั้งไว้ เพียงมองส่งบุตรชายไปจนสุดสายตา เมื่อร่างสูงหายไปแล้ว จื่อเหยาเม้มปากเล็กน้อย มองมารดาอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาหลังจากเงียบมาตลอด
"หรือเพราะพี่ใหญ่ยังไม่เคยสัมผัสกับสิ่งเหล่านั้นกันเจ้าคะท่านแม่?"
แน่นอนว่าฮูหยินใหญ่ผู้ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาจนอายุเท่านี้ เข้าใจคำว่าสิ่งเหล่านั้นดี คราวนี้แววตาของนางฉายความแน่วแน่ก่อนนางพยักหน้าให้บุตรสาวเบา ๆ อย่างเห็นด้วย
“เขาอยู่แต่กับพวกบุรุษในสนามรบ คลุกดินคลุกทรายคงไม่เข้าใจรสชาติหอมหวานของดอกไม้งามสินะ”
จื่อเหยาหัวเราะเบา ๆ ดวงตาเป็นประกายซุกซนไม่แพ้ผู้เป็นมารดาตอนนี้
"ท่านแม่ยังจำสตรีนางนั้นที่ท่านซื้อนางมอบให้พี่ใหญ่ได้ไหมเจ้าคะ ในเมื่อท่านเสียเงินซื้อนางมาแล้ว เหตุใดไม่ให้นางทำหน้าที่ของตนเสียหน่อยเล่าเจ้าคะ!?"
ฮูหยินใหญ่นึกย้อนกลับไปในความทรงจำทันที นางนึกถึงเด็กสาววัยเกือบสิบขวบที่มีดวงตาสุดสว่างแต่ตามผิวกายเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำจากการถูกทุบตีจากบิดามารดาของนางขึ้น สีหน้าก็เกิดลังเลใจ
"เป็นความคิดที่ไม่เลว ผ่านมาสิบปีแล้วนางเติบโตเต็มทีพร้อมทำหน้าที่แล้วกระมัง ข้าลืมนางไปจนมิได้สั่งสอนในสิ่งที่ควรเลยน่ะสิ แม่เกรงว่าจะไม่ถูกใจพี่ใหญ่ของเจ้า..."
"เรื่องนั้นมิใช่ปัญหาเจ้าค่ะ ไม่แน่ว่าความไร้เดียงสาของนางอาจชนะใจพี่ใหญ่ก็เป็นได้ เรื่องนี้ลูกขอจัดการเองเจ้าค่ะ"
สองแม่ลูกหันมองกันด้วยความมุ่งมั่น พวกนางเชื่อว่าแผนนี้จะทำให้หลี่หยวนรู้จักความสุขที่แท้จริงเสียที!
ณ เรือนท้ายจวนที่เคยเงียบสงบมาตลอด ในวันนี้กลับมีบางสิ่งผิดแผกออกไป หลิวฟางหลินมองสำรับอาหารที่ถูกจัดวางตรงหน้าอย่างประหลาดใจ อาหารมื้อนี้ช่างแตกต่างจากทุกวันนัก อาหารตรงหน้าถูกจัดเตรียมอย่างพิถีพิถัน เนื้อปลาแล่บางอย่างประณีต ซุปตุ๋นที่มีกลิ่นหอมเย้ายวน เครื่องเคียงถูกจัดเรียงอย่างงดงามราวกับอาหารที่ถูกจัดให้เจ้านายในจวนหลัก
"นี่... พวกเจ้าไม่มีอะไรทำหรืออย่างไร ถึงได้ทำอาหารมามากเพียงนี้เพื่อข้าที่เป็นสตรีเพียงคนเดียว?"
นางถามด้วยน้ำเสียงเรียบง่าย ขณะหยิบตะเกียบขึ้นมาอย่างเชื่องช้า
บ่าวสาวที่นำสำรับอาหารมาส่งให้ชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มกว้างตอบอย่างจริงใจ
"คุณหนูไม่รู้หรือเจ้าคะ? วันนี้ฮูหยินใหญ่เพิ่งสนทนากับท่านแม่ทัพอย่างจริงจังคราแรก เห็นว่าท่านพูดเกี่ยวกับเรื่องจะหาสตรีมาแต่งให้คุณชายด้วย"
ฟางหลินเลิกคิ้ว ดวงตาเรียวหรี่ลงเล็กน้อยและชะงักตะเกียบที่คีบเนื้อหมูทันใด "เรื่องแต่งภรรยาให้แม่ทัพหลี่?"
"ใช่เจ้าค่ะ!" บ่าวสาวรีบพูดต่ออย่างตื่นเต้น "แต่พวกข้ามิรู้หรอกนะเจ้าคะ ว่าเจรจากันได้ผลว่าอย่างไร ทว่า... หลังจากที่ท่านแม่ทัพออกไป ฮูหยินใหญ่กับคุณหนูรองก็สั่งให้โรงครัวเตรียมสำรับอาหารให้ท่าน ท่านเองก็คงรู้ใช่ไหมเจ้าคะว่าไม่เคยมีเรื่องเช่นนี้มาก่อน?"
มือที่กำลังคีบอาหารชะงักลงเล็กน้อย หลิวฟางหลินไม่ตอบในทันที นางเพียงจ้องมองเนื้อปลาที่แล่บางตรงหน้าอย่างครุ่นคิด ก่อนจะถามต่ออย่างไม่เร่งรีบ
"เช่นนั้นเลยหรือ... น่าประหลาดยิ่งนักนะ"
"โอ้ ใช่เจ้าค่ะ!" บ่าวสาวหัวเราะเบา ๆ "ก่อนที่พวกข้าจะนำสำรับมาให้ บ่าวคนสนิทของฮูหยินใหญ่มาตรวจดูอาหารที่โรงครัวอยู่นานเลย ก่อนจะอนุญาตให้พวกข้านำมาให้ท่านได้"
คราวนี้ฟางหลินวางตะเกียบลงอย่างตัดใจได้แล้ว นางไม่แตะต้องอาหารอีกต่อไปเหตุผลเพราะความไม่ปกติพวกนั้นเป็นสิ่งที่ฟางหลินคุ้นชินดี
"นี่ชีวิตที่อิสระของข้าใกล้จะหมดลงแล้วเช่นนั้นหรือ?" นางพึมพำเสียงเบา ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงสบาย ๆกับบ่าวสองคนตรงหน้า "ข้าชื่นใจยิ่งนัก ฮะฮ่า"
บ่าวสาวหัวเราะคิกคักสมทบ "ไม่แน่นะเจ้าคะ อนุหลิวอาจได้เลื่อนขั้นก็เป็นได้ ท่านแม่ทัพเพิ่งกลับมา หากฮูหยินใหญ่ดันท่านขึ้นเป็นเจ้านายอนุคนแรกของจวนหลี่ในอนาคต ท่านอย่าลืมข้านะเจ้าคะ!"
ผลของการกระทำในบ้านร้างนั้น...หมิงจูเดินสำรวจไปตามความมืด นางรู้สึกถึงเสียงฝีเท้าที่พยายามจะเงียบย่างเข้ามาจากด้านหลัง นางหยุดเดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบโดยไม่หันไปมอง“เจ้าจะออกมาจากที่ซ่อนหรือให้ข้าไปลากออกมาเอง?”เสียงฝีเท้าชะงักลง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากมุมมืดที่มาของเสียงฝีเท้านั้น“เจ้านี่ฉลาดเกินไปจริงๆ น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้าจะใช้ไม่ทันการณ์”บุรุษในชุดดำหลายคนเดินออกมาพร้อมท่อนไม้ในมือหมิงจูยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความนิ่งสงบ “เจ้าคิดว่าข้าจะหลงกลแผนตื้นๆ เช่นนี้หรือ?”สีหน้าตระหนกเกิดขึ้นบนหน้ายับย่นของบุรุษชุดดำชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนเป็นหยักยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างคนเหนือกว่า“เป็นสตรีอย่าได้ปากเก่งนักเลย แม้เจ้าจะสู้ไม้ในมือพวกข้าได้แต่จะสามารถสู้ธูปปลุกกำหนัดได้หรือไม่นั้นก็ต้องมาดูกัน! หึหึ”อา ใช่แล้ว กลิ่นแรกที่หมิงจูเข้ามานั้นคือกลิ่นหอมอ่อนจนพาลให้นึกถึงคราที่นางถูกพิษกำหนัดของฮ่าวเทียนขึ้นมา เพียงแต่คนละกลิ่นเท่านั้น!ดูท่าแล้วชาวเมืองหลวงยุคนี้เขาจะนิยมจัดการศัตรูด้วยการใช้พิษกำหนัดเสียจนน่ารำคาญสิ้นดีสินะที่เบื้องนอกบ้านร้าง... จวิ้นอี้ยืนรออย
ยามเย็นที่จวนของหมิงจูถูกปกคลุมด้วยแสงอาทิตย์อัสดง รถม้าของนางจอดนิ่งอยู่ที่ลานหน้าจวนอย่างเรียบง่าย เมื่อหมิงจูก้าวลงจากรถม้าสายตาของนางก็เผลอจับจ้องไปที่จวนข้างเคียง รถม้าคันหรูประดับตราสัญลักษณ์ตระกูลเฉินจอดอยู่เช่นกันเฉินอวี่ในชุดหรูหราทรงภูมิกำลังลงจากรถม้าด้วยท่าทีสง่างาม ดวงตาคมกริบของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหมิงจูที่กลับมาจวนเร็วกว่าปกติ"เจ้ากลับมาเร็วนัก เหตุใดจึงไม่ไปที่ร้านหรือ?"เฉินอวี่ถามด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัย พลางก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความเป็นห่วงหมิงจูที่ยืนสงบนิ่งอยู่สูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้ามองเขา แววตาของนางฉายแววบางอย่างที่เฉินอวี่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดูเจ้าเล่ห์เกินบรรยายจนพาลให้จังหวะหัวใจหยุดไปโดยพลัน"ข้าพบเรื่องยุ่งยากมาเล็กน้อย..." นางเอ่ยพลางเม้มปากเล็กน้อย "และ...โดนพิษกำหนัดเข้าอีกครั้ง"คำพูดของหมิงจูทำให้เฉินอวี่ตัวแข็งค้าง ความเป็นห่วงพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจเขาในทันที"เจ้าว่าอะไรนะ! เจ้าได้รับพิษอีกแล้ว? ใครกันกล้าทำเช่นนี้กับเจ้า!"หมิงจูแค่นยิ้มบาง ๆ ท่ามกลางสายตาของเฉินอวี่ที่เต็มไปด้วยความร้อนรน นางเอ่ยเสียงแผ่ว"เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าการแก้พิษ ครา
บทส่งท้ายยามเช้าที่แสงตะวันสาดผ่านม่านเมฆอย่างอ่อนโยน ลานพิธีที่จวนตระกูลเฉินถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยผ้าสีแดงสด ประดับด้วยโคมไฟและดอกไม้หอมที่อบอวลในอากาศ เสียงขับร้องและดนตรีจีนดั้งเดิมขับขานด้วยความไพเราะเจ้าบ่าวเฉินอวี่ในชุดแต่งงานสีแดงหรูหราประดับลวดลายประดับดิ้นทอง เดินนำหน้าออกมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ข้างกายของเขาคือ หมิงจูในชุดเจ้าสาวสีแดงลายดอกโบตั๋นทองอันอ่อนช้อย สวมผ้าคลุมหน้าบางเบาร่างกายขยับเคียงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เสียงประทัดดังสนั่นขึ้นในยามที่ทั้งสองคุกเข่าเบื้องหน้าฟ้าดิน“คารวะฟ้าดิน!”ผู้ทำพิธีเอ่ยเสียงดัง ขณะทั้งสองคนก้มลงคารวะฟ้าดินเป็นครั้งแรก เสียงผู้ร่วมงานส่งเสียงแสดงความยินดีดังกระหึ่ม“คารวะบิดามารดา!” หมิงจูและเฉินอวี่หันไปยัง ฮูหยินเฉินและเจ้าตระกูลเฉิน ซึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งสำคัญ ฮูหยินเฉินนั้นมีน้ำตาคลอเบ้ากลับยิ้มอย่างปลื้มปีติ เจ้าตระกูลเฉินก็เอ่ยอย่างอารมณ์ดีไม่ต่างกัน“หมิงจู เจ้าได้บุตรชายข้าไปแล้ว ขอฝากให้เจ้าช่วยปรามเขาให้หน่อย”ฮูหยินเฉินกล่าวแทรกด้วยเสียงขำ “ใช่แล้ว หมิงจู เจ้าต้องเป็นสะใภ้ที่เด็ดขาดในแบบของเจ้าเองนั่นแหละ แล้วก็ขอให้มีลูกเต็มบ้านห
ช่วงกลางวันวันหนึ่ง ณ ห้องโถงทานอาหารในจวนเฉินฮูหยินเฉินนั่งหัวโต๊ะอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าของนางยิ้มแย้มตั้งแต่ต้นมื้ออาหาร ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ส่งไปยังว่าที่สะใภ้คนโปรดอย่างหมิงจู หมิงจูเองก็นั่งตัวตรงอย่างสำรวม แม้นางจะคีบอาหารของตัวเองแต่กลับถูกแย่งชิงคีบให้อยู่เรื่อยไป“หมิงจู ทานนี่สิ ไก่ตุ๋นยาแม่ครัวใหญ่ทำพิเศษวันนี้เพื่อเจ้าทีเดียว” ฮูหยินเฉินคีบเนื้อไก่นุ่มละมุนใส่ชามของหมิงจูจนแทบล้น “แล้วนี่ก็เป็ดรมควันที่ข้าสั่งมาจากห้องครัวหลังจวน เขาว่ากันว่าช่วยบำรุงเลือดลม”หมิงจูยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าวขอบคุณ นางไม่ได้มีโอกาสคีบอาหารใส่ถ้วยด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะไม่ทันไร ฮูหยินเฉินก็ยื่นตะเกียบมาอีกครั้งพร้อมซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งหอมกรุ่น“กินเยอะๆ เถอะอย่ามัวแต่ทำงาน” ฮูหยินเฉินกล่าวอย่างอาทร “เจ้าเป็นสตรีที่ซูบผอมเกินไป ถ้าหากแต่งเข้าจวนเราแล้วข้าอยากให้เจ้าเปล่งปลั่งดูสุขภาพดี”เฉินอวี่ที่นั่งข้างๆ หมิงจูหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่แดงระเรื่อของหมิงจูด้วยความชอบใจ “ท่านแม่เอ็นดูนางจนลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง”ฮูหยินเฉินหันขวับไปหาเฉินอวี่ ตบโต๊ะเบาๆ อย่างหยอก
“อาจู... เจ้าไม่เห็นบอกบิดาเลยเล่าว่าเจ้าสนิทกับคุณชายเฉินถึงเพียงนี้ ไว้จัดเวลาได้ก็พาคุณชายเฉินไปนั่งคุยที่จวนเราบ้างเถอะ...”การเปลี่ยนท่าทีของเจ้าตระกูลไป๋ชั่งน่าไม่อายเกินกว่าใครจะรับไหวเสียจริง หมิงจูหรี่ตามองตอบกลับอย่างเย็นชา นางไม่ได้ตอบรับคำชมของเจ้าตระกูลไป๋ นางเมินคำพูดของเขาแสดงออกถึงความห่างเหินชัดเจน“ข้าเกรงว่าท่านเจ้าตระกูลไป๋อาจเข้าใจผิดไปเล็กน้อย ข้าหาใช้คนตระกูลไป๋อีกต่อไปแล้ว และในอนาคตก็คงจะไม่ใช่อีกแน่นอน”หมิงจูวางตัวชัดเจนเพื่อตัดโอกาสการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากนางและคนที่เกี่ยวข้องกับนางแบบเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ยังทางฮูหยินเฉินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเมื่อครู่“ฮูหยินเฉินโปรดเรียกข้าว่าหมิงจูเถอะเจ้าค่ะ การเรียกข้าด้วยแซ่ไป๋นั้น คงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก...”คำกล่าวนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ที่อยากคืนดีด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด จวิ้นอี้กำมือแน่นไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาฮูหยินเฉินนั้นมองเรื่องราวนี้แล้วกลับหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ นางลอบยิ้มมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่ต่างจากตอนแรก เป็นสายตาชื่นชมและยินดีที่ส่งไปหาเฉินอวี่เพราะเขาทำสิ่งที่นางถูกใจยิ่งนั่นเอง
หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่างเข







