Mag-log inภายในเขตเรือนใหญ่มีเสียงสนทนาแว่วจากที่ไม่ไกล ที่มาเสียงอาจจะเป็นข้างเรือนที่ปรายหางตานู้น พอเข้าไปใกล้มากขึ้นฟางหลินก็ได้ยินแยกชัดเจนว่าเป็นเสียงของบุรุษทุ้มต่ำผสานกับเสียงของสตรีที่ฟังดูสนิทสนม แต่เป้าหมายของฟางหลินคือเห็นน่าสามีในนามนางจึงต้องขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นเพื่อพยายามมองลอดผ่านช่องต้นไม้ตรงหน้า
จากตรงนี้นางเห็นเพียงหนึ่งบุรุษร่างสูงใหญ่และหนึ่งสตรีนั่งคุยกันใต้ร่มไม้ ท่าทางที่เห็นดูสนิทสนมกันไม่น้อย แต่ก่อนจะได้ใบหน้าของทั้งสองชัดเจน สายตาคู่หนึ่งก็พลันตวัดมานางฟางหลินหลบอยู่ราวกับรับรู้ถึงการแอบมองนี้!
ดวงตาคมกริบของแม่ทัพหลี่ปรายตามองมา ทำให้ฟางหลินต้องรีบหันหลังกลับ ก่อนจะรีบสาวเท้าหลบหนีออกจากเขตเรือนโดยมิได้เห็นหน้าเขาเลยด้วยซ้ำ
นางเห็นเพียงสายตาดุดันหนึ่งคู่ผ่านศีรษะของสตรีที่หันหลังอยู่เท่านั้น
หลิวฟางหลินกลับมาถึงเรือนของตนแล้ว นางนั่งลงตรงม้านั่งใต้ต้นเหมย ปลดปิ่นที่เหน็บอยู่ในเรือนผมออกอย่างเกียจคร้าน ลมหายใจทอดยาว ขณะเดียวกันในใจกำลังขบคิดถึงสิ่งที่พบเจอ
นางปล่อยให้ตัวเองเอนกายพักใต้ร่มไม้จนกระทั่งถึงเวลาที่บ่าวสาวเจ้าประจำแบกน้ำมาให้นางอาบทุกเย็นเดินเข้ามา ฟางหลินเหลือบตามองตาม
“วันนี้ข้ามีเรื่องอยากถามเจ้า”
บ่าวสาวชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็รีบพยักหน้ารับ “อนุหลิวโปรดถามเถิดเจ้าค่ะ”
ฟางหลินเท้าคาง สายตาเป็นประกายขณะกล่าวเสียงเรียบ “สตรีที่มาหาแม่ทัพหลี่ในวันนี้คือผู้ใด?”
บ่าวสาวนิ่งคิดไปครู่หนึ่ง ก่อนจะยิ้มบาง “อ้อ! หากเป็นวันนี้ก็คงเป็นคุณหนูไป๋ ไป๋ซูฮวาเจ้าค่ะ”
ฟางหลินเลิกคิ้ว “ไป๋ซูฮวา?”
“เจ้าค่ะ คุณหนูไป๋เป็นบุตรสาวของท่านแม่ทัพไป๋ ผู้เป็นสหายสนิทของอดีตเจ้าตระกูลหลี่ บิดาของท่านแม่ทัพหลี่เจ้าค่ะ”
ฟางหลินกระตุกยิ้ม นางนึกสนุกเลยพยักหน้าให้บ่าวสาวเล่าต่อ “ข้าเดาว่านางกับแม่ทัพหลี่สนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็กหรือ?”
“เจ้าค่ะ” บ่าวสาวรีบเล่าต่อด้วยน้ำเสียงกระตือรือร้น “คุณหนูไป๋สนิทกับท่านแม่ทัพมากเพราะเมื่อสิบปีก่อนยามท่านแม่ทัพไปค่ายของอดีตท่านเจ้าตระกูลก็มักจะไปด้วยกัน ไปมาหาสู่ระหว่างสองตระกูลบ่อยมาก ท่านแม่ทัพดูแลคุณหนูไป๋ดีเป็นพิเศษจนบ่าวที่เด็กไม่แพ้กันยังอิจฉาเลยเจ้าค่ะ”
ฟางหลินพยักหน้ารับ แม้ใบหน้าจะยังมีรอยยิ้มแต่ในใจเริ่มรู้ซึ้งถึงความจริงบางอย่างจนยิ้มไม่ออก
"และข้าคิดว่าคุณหนูไป๋น่ารอท่านแม่ทัพกลับมาแต่งงานด้วยแน่ ๆ เจ้าค่ะ เพราะตอนนี้ก็อายุยี่สิบเอ็ดแล้วแต่ยังไม่ออกเรือนเลย"
จากที่ฟางหลินได้ฟังความคิดก่อนหน้าของนางก็ยิ่งมีความเป็นไปได้มากยิ่งขึ้น จากที่คิดว่านางจะมอบกายตอบแทนคุณและใช้ชีวิตในจวนนี้ต่อไปอย่างเช่นสตรีธรรมดานางหนึ่ง แต่พอรับรู้ว่าจะต้องใช้บุรุษร่วมกับสตรีอื่นความคิดไม่ยินยอมแบบสตรียุคอนาคตก็กลับมา
หากเป็นเช่นนี้แล้ว... นางจะอยู่เป็น ‘อนุของแม่ทัพหลี่’ คงไม่สามารถได้ชีวิตสงบสุขอย่างที่นางต้องการแน่
เช่นนั้น...
นางจะต้องหาทางเป็นอิสระจากสถานะอนุให้ได้!
กลางดึกคืนหนึ่งท้องฟ้ามืดสนิท หลิวฟางหลินในตอนนี้สวมอาภรณ์สีเรียบง่ายไร้ลวดลาย ผ้าหยาบแต่สวมใส่สบาย ผมดำขลับถูกเกล้าอย่างหลวมๆ ให้ดูเหมือนบ่าวรับใช้ที่ไม่มีอะไรสะดุดตา นางมองเงาสะท้อนของตนเองก่อนจะพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็หันไปหยิบไหสุราดอกเหมยที่บ่มมานานอย่างทะนุถนอมใส่ย่ามสะพานไว้ข้างตัว
คืนนี้ นางจะออกไปทำธุระสำคัญ
ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา สุราสูตรของนางได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากเถ้าแก่เนี้ยของโรงสุราขาประจำที่นางไปขายเป็นครั้งคราว และครั้งนี้ นางก็จะนำไหสุรารสเลิศที่หมักมานานที่สุดไปเจรจาเพื่อขายให้ในราคาที่สูงขึ้น
หลิวฟางหลินเดินไปยังมุมหนึ่งของกำแพงท้ายจวน มือเรียวลูบไล้หินที่ซ้อนกันเป็นระเบียบก่อนจะก้มลงไปเปิดช่องลับเล็กๆ ซึ่งมีขนาดพอให้ร่างของนางมุดออกไปได้ นี่คือ ‘ช่องหมารอด’ ที่นางใช้เป็นทางลับออกจากจวนโดยไม่มีผู้ใดล่วงรู้
เมื่อลอดออกไปได้ นางก็ตรงไปยังถนนเส้นหลักซึ่งยังคงคึกคักแม้เป็นยามดึก โรงสุราขนาดใหญ่ตั้งอยู่ท่ามกลางแสงตะเกียงสีแดงที่ส่องสว่าง พร้อมกับเสียงหัวเราะและเสียงพิณจากหอนางโลมขนาดย่อมที่ชิดกันเพราะมีเจ้าของเดียว
นางก้าวเข้าไปในโรงสุราอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเรียกเสี่ยวเอ้อที่คุ้นเคยให้เข้ามาใกล้
"ไปแจ้งเถ้าแก่เนี้ยที บอกว่าวันนี้ข้ามีของเด็ดยิ่งกว่าที่เคยมานำเสนอให้นางได้ลิ้มลอง"
เสี่ยวเอ้อแสดงสีหน้าเสียดายทันที ก่อนเอ่ยปากบอกสาเหตุ
"วันนี้เถ้าแก่เนี้ยไม่ว่างขอรับ นางกำลังต้อนรับแขกสูงศักดิ์ที่ห้องรับรองพิเศษอยู่ เกรงว่าอาจต้องให้แม่นางหลิวกลับมาใหม่ หรือไม่ก็ต้องรอให้เถ้าแก่เนี้ยจัดการเรื่องนั้นเสร็จ"
ฟางหลินเลิกคิ้วฉงน "แขกสูงศักดิ์ขนาดนั้นเชียว?"
เพราะใช่ว่าจะไม่มีแขกสูงศักดิ์มาเสียหน่อยแต่ครั้งกลับต้องให้เจ้าของร้ายไปต้อนรับเชียวหรือ...
"ใช่ขอรับ เป็นขุนนางใหญ่โตมาจองร้านเรากระทันหันขอรับ ข้าเองก็ยังมิกล้าถามมาก แต่ดูจากการต้อนรับแล้ว คงมิใช่ขุนนางธรรมดา"
"เช่นนั้นข้าต้องรอนานเท่าใด?"
"เช่นนั้นข้าต้องรอนานเท่าใด?""ข้าไม่แน่ใจนัก ขึ้นอยู่กับว่าแขกพวกนั้นจะอยู่ดื่มกันนานแค่ไหน เถ้าแก่เนี้ยต้องดูแลพวกเขาจนกว่าจะเสร็จสิ้นนั่นแหละขอรับ"ฟางหลินนิ่งคิด ก่อนจะยิ้มบางๆแววตาเปลี่ยนไปเพราะนางมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา"ไม่เป็นไร เจ้ากลับไปทำงานของเจ้าเถิด ข้าจะรออยู่ตรงนี้ หากรอไม่ไหว ข้าจะกลับเอง"เสี่ยวเอ้อพยักหน้าก่อนจะจากไปนางหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปทางชั้นสองของโรงสุรา แสงสลัวจากห้องรับรองพิเศษส่องลอดออกมาผ่านบานหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยหากแขกของเถ้าแก่เนี้ยเป็นขุนนางระดับสูงจริงๆ บางทีนางอาจใช้เรื่องนี้เป็นตัวช่วยในการเจรจาขายสุราในราคาที่สูงขึ้นได้อีก เมื่อคิดได้เช่นนั้น ร่างของหลิวฟางหลินก็เคลื่อนตัวไปทางชั้นสองของโรงสุรา ก่อนจะลอบเข้าใกล้ห้องรับรองพิเศษโดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า...หลิวฟางหลินลอบเร้นเข้าไปยังบริเวณห้องรับรองพิเศษอย่างเงียบงัน นางอาศัยเงามืดเป็นที่กำบัง พลางเงี่ยหูฟังการสนทนาที่ดังมาจากหน้าประตูที่นางเห็นเถ้าแก่เนี้ยยืนหน้าเคร่งเครียดอยู่“ใต้เท้าเหมยต้องการนางโลมด้วยหรือ?” เสียงเถ้าแก่เนี้ยกล่าวขึ้น น้ำเสียงของนางค่อนข้างเร่งรีบ“ใช่ขอร
ภายในเขตเรือนใหญ่มีเสียงสนทนาแว่วจากที่ไม่ไกล ที่มาเสียงอาจจะเป็นข้างเรือนที่ปรายหางตานู้น พอเข้าไปใกล้มากขึ้นฟางหลินก็ได้ยินแยกชัดเจนว่าเป็นเสียงของบุรุษทุ้มต่ำผสานกับเสียงของสตรีที่ฟังดูสนิทสนม แต่เป้าหมายของฟางหลินคือเห็นน่าสามีในนามนางจึงต้องขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นเพื่อพยายามมองลอดผ่านช่องต้นไม้ตรงหน้าจากตรงนี้นางเห็นเพียงหนึ่งบุรุษร่างสูงใหญ่และหนึ่งสตรีนั่งคุยกันใต้ร่มไม้ ท่าทางที่เห็นดูสนิทสนมกันไม่น้อย แต่ก่อนจะได้ใบหน้าของทั้งสองชัดเจน สายตาคู่หนึ่งก็พลันตวัดมานางฟางหลินหลบอยู่ราวกับรับรู้ถึงการแอบมองนี้!ดวงตาคมกริบของแม่ทัพหลี่ปรายตามองมา ทำให้ฟางหลินต้องรีบหันหลังกลับ ก่อนจะรีบสาวเท้าหลบหนีออกจากเขตเรือนโดยมิได้เห็นหน้าเขาเลยด้วยซ้ำนางเห็นเพียงสายตาดุดันหนึ่งคู่ผ่านศีรษะของสตรีที่หันหลังอยู่เท่านั้นหลิวฟางหลินกลับมาถึงเรือนของตนแล้ว นางนั่งลงตรงม้านั่งใต้ต้นเหมย ปลดปิ่นที่เหน็บอยู่ในเรือนผมออกอย่างเกียจคร้าน ลมหายใจทอดยาว ขณะเดียวกันในใจกำลังขบคิดถึงสิ่งที่พบเจอนางปล่อยให้ตัวเองเอนกายพักใต้ร่มไม้จนกระทั่งถึงเวลาที่บ่าวสาวเจ้าประจำแบกน้ำมาให้นางอาบทุกเย็นเดินเข้ามา ฟางหลิ
3อนุหลิวเมื่อถึงช่วงยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) ดวงจันทร์ส่องแสงนวลเหนือจวนหลี่ ขณะที่หลี่หยวนเดินกลับจากเรือนทำงานมุ่งตรงสู่ห้องนอนท่ามกลางเส้นทางในจวนเงียบสงัดนั้นเขาถูกพ่อบ้านกู้ก็ก้าวออกมาจากเงามืดที่ยืนรอเจ้านายมานานขวางไว้ เขาค้อมกายเคารพก่อนเอ่ยเสียงเบา"นายท่านขอรับ มีบางคนรอท่านอยู่ในห้องนอนขอรับ"หลี่หยวนหยุดฝีเท้าลง หันไปมองพ่อบ้านที่เป็นคนสนิทของตนด้วยแววตานิ่งเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังทันใด"เช่นนั้นหรือ?" เขาถามเสียงเรียบ"ขอรับ เป็นความต้องการของฮูหยินใหญ่ขอรับ"แค่นั้นก็เพียงพอให้เข้าใจทุกอย่างแล้วว่าคนที่รอในห้องนอนของเขานั้นน่าจะเพื่ออะไรหลี่หยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจกับการกระทำของมารดา เหตุผลหนึ่งที่เขาไม่อยากอยู่ที่จวนก็เพราะเขาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นนั่นล่ะ"จัดห้องทำงานของข้าเสีย ข้าจะนอนที่นั่นแทน""ขอรับ" พ่อบ้านกู้รับคำโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติมแต่รีบหมุนกายไปทำตามคำสั่งทันทีเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากได้รับรู้จากพ่อบ้านกู้แล้วว่าคนของมารดาออกไปเขาก็เดินกลับไปยังห้องนอนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้าเฝ้าประชุมที่พระราชวังยามเช้า
บ่าวสาวหัวเราะคิกคักสมทบ "ไม่แน่นะเจ้าคะ อนุหลิวอาจได้เลื่อนขั้นก็เป็นได้ ท่านแม่ทัพเพิ่งกลับมา หากฮูหยินใหญ่ดันท่านขึ้นเป็นเจ้านายอนุคนแรกของจวนหลี่ในอนาคต ท่านอย่าลืมข้านะเจ้าคะ!"คำพูดนี้ทำให้หลิวฟางหลินหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขบขันเสียมากกว่ากลับมาสนใจ? ดันขึ้นเป็นเจ้านาย? หึ... มิใช่หรอกหากฮูหยินใหญ่ตั้งใจจะหาภรรยาให้บุตรชายจริง ๆ นางที่เป็นเพียงอนุเก่าที่ถูกลืมมานับสิบปี คงไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกแน่อนุเช่นนางเป็นได้เพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น...ดวงตาของฟางหลินฉายแววเย็นชาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมามีรอยยิ้มอ่อนโยนตามเดิม นางโบกมือไล่พวกบ่าวออกไป"เอาเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะกินมันให้หมดเลย พวกเจ้ากลับไปเถิด ข้ากินเสร็จแล้วจะนำชามพวกนี้ไปคืนที่โรงครัวเอง""เจ้าค่ะ!" บ่าวสาวสองคนโค้งศีรษะ ก่อนจะเดินออกไปอย่างอารมณ์ดีหลิวฟางหลินรอจนพวกบ่าวกลับไปแล้ว นางจึงเริ่มลงมือกำจัดอาหารที่ถูกจัดเตรียมมาให้ด้วยความระแวดระวัง ส่วนหนึ่งถูกเททิ้งในลานหลังเรือน อีกส่วนหนึ่งถูกนำไปทิ้งไว้ใกล้โรงครัวเพื่อให้พวกหนูในจวนได้ลิ้มลองไม่นานนัก หนูตัวหนึ่งก็รี
หลี่หยวนวางถ้วยชาลง แววตาเฉยชาพลันดุดันขึ้นทันใด "ข้าไม่ต้องการสร้างครอบครัว""ไม่ได้!? เจ้าจะยอมให้ตระกูลหลี่ล่มสลายเพราะไร้มายาทสืบทอดไปเช่นนั้นหรือ?""ข้ามิใช่บุรุษที่เหมาะจะมีใคร ชีวิตแม่ทัพเช่นข้าหาได้ควรนำใครเข้ามาร่วมทรมานด้วยไม่ เรื่องนี้มารดาก็น่าจะรู้ดี..."แน่นอนว่าหลี่หยวนหมายถึงชีวิตของมารดาที่ต้องคอยเป็นห่วงยามบิดาออกศึกนั่นเอง หรือแม้แต่ตอนที่บิดาถูกฆ่าศึกฆ่าในสนามรบเขายังจำความเสียใจที่มารดาเผชิญได้ดี เขาไม่อยากให้ต้องมีใครมาเจอชะตาเดียวกันอีกผู้ถูกกล่าวอ้างอย่างฮูหยินใหญ่หลี่ถึงกลับนิ่งอึ้งค้างไปทันที ความโศกเศร้าในอดีตเป็นสิ่งที่นางไม่อยากนึกถึงจริงๆ ทว่าเรื่องนี้ก็มิใช่เหตุผลที่นางจะยอมโอนอ่อนตามบุตรชายตรงหน้าเสียหน่อย“หากเจ้าห่วงข้าผู้เป็นมารดาจริง ก็ควรสร้างครอบครัวและมีหลานให้ข้าเลี้ยงเสีย อย่าได้นำเรื่องเหล่านั้นมาเป็นข้ออ้างเลยอาหยวน”หลี่หยวนไม่ตอบอันใดกลับมา เขาเพียงแค่ลุกขึ้นคำนับมารดา "หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าขอไปจัดการธุระอื่นต่อ"มารดามิได้รั้งไว้ เพียงมองส่งบุตรชายไปจนสุดสายตา เมื่อร่างสูงหายไปแล้ว จื่อเหยาเม้มปากเล็กน้อย มองมารดาอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยเสี
1.1เจ้าควรสร้างครอบครัวแล้วหลิวฟางหลินขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ แสงแดดอ่อนยามสายลอดผ่านม่านบางเข้ามากระทบผิวขาวระเรื่อของนาง ทอประกายจางๆ บนพวงแก้มที่ยังคงอบอวลด้วยไอสุราจากค่ำคืนที่ผ่านมา หลังจากหนีกลับมาเรือนก็ร่ำสุราจนหมดไหแล้วนอนหลับที่ระเบียงเรือนอย่างไม่รู้ตัวนางขยับกายพลางถอนถอนใจ หยัดกายขึ้นนั่งพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ร่างเพรียวระหงทอดยาวอยู่บนผ้าผืนบาง ทรวดทรงสมส่วนได้รูปงดงามแม้ในท่วงท่าที่ไร้ระเบียบเรียบร้อยเช่นตอนนี้ หน้าท้องเรียบแบนป้องเล็กน้อยเนื่องจากศึกหนักเมื่อคืน ยามนี้เปิดเผยให้เห็นเนื้อผิวขาวเนียนใต้ชุดมุ้งแสนบางที่เลิกขึ้นเล็กน้อย นางเพียงกระชับมันให้เข้าที่อย่างเกียจคร้านพลางก่นบ่นตนเองในใจ“สายถึงเพียงนี้แล้วหรือ?” ฟางหลินเหยียดแขนออกไล่ความเมื่อยล้าทุกเช้านางมักจะตื่นแต่แต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเพื่อออกกำลังกายให้ร่างกายยืดหยุ่น ทว่าเช้านี้กลับพลาดเสียแล้ว นางคงดื่มสุรามากเกินไปเมื่อคืน จนมิอาจตื่นทันช่วงเวลาดีแห่งการออกกำลังได้หลิวฟางหลินในตอนนี้มิใช่สตรีที่เกิดมาในยุคสมัยนี้ นางเกิดอีกยุคสมัยหนึ่งในอีกหลายพันปีข้างหน้า นางเกิดมาโดยไร้ครอบครัวดูแลอาศัยอยู่ที่สถานเลี







