Mag-log inเมื่อถึงช่วงยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) ดวงจันทร์ส่องแสงนวลเหนือจวนหลี่ ขณะที่หลี่หยวนเดินกลับจากเรือนทำงานมุ่งตรงสู่ห้องนอนท่ามกลางเส้นทางในจวนเงียบสงัดนั้นเขาถูกพ่อบ้านกู้ก็ก้าวออกมาจากเงามืดที่ยืนรอเจ้านายมานานขวางไว้ เขาค้อมกายเคารพก่อนเอ่ยเสียงเบา
"นายท่านขอรับ มีบางคนรอท่านอยู่ในห้องนอนขอรับ"
หลี่หยวนหยุดฝีเท้าลง หันไปมองพ่อบ้านที่เป็นคนสนิทของตนด้วยแววตานิ่งเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังทันใด
"เช่นนั้นหรือ?" เขาถามเสียงเรียบ
"ขอรับ เป็นความต้องการของฮูหยินใหญ่ขอรับ"
แค่นั้นก็เพียงพอให้เข้าใจทุกอย่างแล้วว่าคนที่รอในห้องนอนของเขานั้นน่าจะเพื่ออะไร
หลี่หยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจกับการกระทำของมารดา เหตุผลหนึ่งที่เขาไม่อยากอยู่ที่จวนก็เพราะเขาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นนั่นล่ะ
"จัดห้องทำงานของข้าเสีย ข้าจะนอนที่นั่นแทน"
"ขอรับ" พ่อบ้านกู้รับคำโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติมแต่รีบหมุนกายไปทำตามคำสั่งทันที
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากได้รับรู้จากพ่อบ้านกู้แล้วว่าคนของมารดาออกไปเขาก็เดินกลับไปยังห้องนอนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้าเฝ้าประชุมที่พระราชวังยามเช้า
ทันทีที่ก้าวเข้าไปในห้องนอนของตน กลิ่นหอมบางเบาก็ลอยมาปะทะจมูก มันมิใช่กลิ่นเครื่องหอมที่เขาคุ้นเคย แต่เป็นกลิ่นสุราดอกเหมยจาง ๆ อยู่ทั่วห้องโดยเฉพาะบริเวณเตียงนอน
คิ้วเข้มขมวดเล็กน้อยเพราะเขามั่นใจว่านี่ไม่ใช่กลิ่นไม้หอมแน่นอน เขาหันไปทางพ่อบ้านกู้ที่กำลังจัดแจงชุดของเขาอยู่ทันที
"กลิ่นนี้?"
พ่อบ้านเหลือบมองเตียงก่อนตอบด้วยท่าทีหวั่นวิตกเล็กน้อย "คงมาจากอนุหลิวที่นอนที่นี่เมื่อคืนขอรับ เดี๋ยวบ่าวจะรีบเปลี่ยนผ้าห่มและผ้าปูเตียงให้ขอรับ"
"อนุหลิว?"
"ขอรับ" พ่อบ้านตอบยืนยัน ทว่าเมื่อเห็นสายตาสงสัยของเจ้านายก็นึกได้ว่าเขาพลาดบางเรื่องเสียแล้ว "นางคือคนที่ฮูหยินใหญ่ซื้อจากพ่อของนางที่ขายใช้หนี้เมื่อนานมาแล้วขอรับ เมื่อตอนก่อนที่นายท่านจะไปชายแดน..."
หลี่หยวนชะงักไปเล็กน้อย สมองพลันนึกถึงภาพของเด็กหญิงผอมซูบที่เขาเคยพบเพียงแค่ครั้งสองครั้งเมื่อนานมาแล้ว เด็กน้อยที่ถูกซื้อเข้าจวนเพื่อรอรับใช้เขาในฐานะอนุ ตอนนั้นเขาอายุใกล้ยี่สิบแล้ว หากแต่นางยังเยาว์วัยเกินกว่าจะรับใช้ผู้ใด และเขาก็จากไปชายแดนแล้วหลังจากนั้น
"สิบปีแล้วสินะที่นางอยู่ในจวนหลี่..." เขาพึมพำอย่างคิดคำนวณ
หากนับอายุแล้ว ตอนนี้นางคงอายุเกือบยี่สิบปีได้ นานจนเขาแทบลืมไปว่ายังมีอนุอยู่ด้วย
"นางเป็นอย่างไรบ้างตลอดสิบปีที่ผ่านมา" เขาถามเสียงเรียบมือก็ขยับสวมชุดไปพลางอย่างไม่ต้องให้คนช่วย
พ่อบ้านกู้หยุดคิดชั่วครู่ ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "นางอาศัยอยู่ที่เรือนท้ายจวนขอรับ พื้นที่แถวนั้นก็คือที่ที่ท่านแม่ทัพและเหล่าทหารฉลองกันเมื่อหลายวันก่อน"
หลี่หยวนฟังแล้วพยักหน้ารับ ดวงตาเย็นชาไร้อารมณ์ ท้ายที่สุดก็มิได้แสดงความสนใจมากไปกว่านั้น ก่อนจะกล่าวเสียงราบเรียบเช่นเคย
"ตอนนี้นางคงถึงวัยที่ต้องออกเรือนแล้วสินะ เช่นนั้น… จัดการแต่งนางออกไปเสีย"
พ่อบ้านกู้ชะงักเล็กน้อย ก่อนจะถามย้ำ "ท่านหมายถึงให้อนุหลิวแต่งออกจากจวนหลี่หรือขอรับ?"
"ใช่" หลี่หยวนตอบเสียงหนักแน่น "นางอยู่ที่นี่ก็ไร้อนาคต ข้ามิได้ต้องการสตรีอยู่ข้างกาย ไม่จำเป็นต้องให้นางอยู่ในฐานะอนุของข้าอีกต่อไป จัดหาสินเดิมให้มากเท่าที่ควร แล้วหาทางแต่งออกไปเสีย"
พ่อบ้านกู้พยักหน้ารับ มิได้แสดงสีหน้าเห็นด้วยหรือคัดค้าน
"ขอรับ บ่าวจะจัดการให้อย่างดี"
หลี่หยวนมิได้พูดอะไรต่อ เขาเพียงแค่เปลี่ยนเสื้อผ้า แล้วเดินออกจากห้องไปโดยไร้ความลังเลใด ๆ
ยามสายของวันรุ่งขึ้นหลังจากนางถูกนำไปวางบนเตียงนอนของหลี่หยวนนั่นเอง มีบ่าวผู้หนึ่งจากเรือนหลักมาเรียกหลิวฟางหลินถึงเรือนท้ายจวน บ่าวนางนั้นนำพานางมาถึงเรือนใหญ่ของแม่ทัพหลี่อันแสนคุ้นเคย พ่อบ้านกู้ที่ยืนอยู่หน้าทางเข้ามีสีหน้าฉงนทันทีที่เห็นนาง ทำให้ฟางหลินเดาว่าคนนำนางมาที่นี่คงเป็นผู้เป็นมารดาอีกแล้ว
"ท่านแม่ทัพกำลังมีแขกขอรับ อนุหลิวโปรดรออยู่ที่สวนก่อน"
หลิวฟางหลินยิ้มบาง ท่าทางมิได้แปลกใจแม้แต่น้อย ฮูหยินใหญ่ผู้นี้มีความพยายามไม่ลดละน่ายกย่อง นางยังไม่เลิกวางแผนส่งข้าเข้าห้องบุตรชายของนางอีก แผนเมื่อคินล่มไปแผนใหม่ก็มาและดูท่าน่าจะล่มไม่เป็นท่าอีกล่ะมั้ง
ฟางหลินมิได้โต้แย้งใดๆ เพียงพยักหน้าแล้วเดินไปยังสวนตามที่พ่อบ้านกล่าว แต่พอพวกบ่าวเดินออกไปทิ้งนางไว้คนเดียว นางก็อ้อมเข้าไปทางเรือนของหลี่หยวนแทน
นางต้องการเห็นหน้าเขาสักครั้ง หลังจากเป็นอนุของเขามานับสิบปีแต่ไม่เคยพบหน้าอย่างเป็นทางการเลย อย่างน้อยหากเขาดูดีนางก็อาจเปลี่ยนแผนเป็นใช้ร่างกายอันแสนน่าอิจฉาของร่างนี้ส่งนางให้อยู่อาศัยในจวนนี้ มีชีวิตอย่างที่ควรมีได้
ผลของการกระทำในบ้านร้างนั้น...หมิงจูเดินสำรวจไปตามความมืด นางรู้สึกถึงเสียงฝีเท้าที่พยายามจะเงียบย่างเข้ามาจากด้านหลัง นางหยุดเดินแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบโดยไม่หันไปมอง“เจ้าจะออกมาจากที่ซ่อนหรือให้ข้าไปลากออกมาเอง?”เสียงฝีเท้าชะงักลง ก่อนจะมีเสียงหัวเราะเยาะดังขึ้นจากมุมมืดที่มาของเสียงฝีเท้านั้น“เจ้านี่ฉลาดเกินไปจริงๆ น่าเสียดายที่ความฉลาดของเจ้าจะใช้ไม่ทันการณ์”บุรุษในชุดดำหลายคนเดินออกมาพร้อมท่อนไม้ในมือหมิงจูยิ้มมุมปาก ดวงตาวาวโรจน์ด้วยความนิ่งสงบ “เจ้าคิดว่าข้าจะหลงกลแผนตื้นๆ เช่นนี้หรือ?”สีหน้าตระหนกเกิดขึ้นบนหน้ายับย่นของบุรุษชุดดำชั่วครู่ก่อนเปลี่ยนเป็นหยักยิ้มเจ้าเล่ห์อย่างคนเหนือกว่า“เป็นสตรีอย่าได้ปากเก่งนักเลย แม้เจ้าจะสู้ไม้ในมือพวกข้าได้แต่จะสามารถสู้ธูปปลุกกำหนัดได้หรือไม่นั้นก็ต้องมาดูกัน! หึหึ”อา ใช่แล้ว กลิ่นแรกที่หมิงจูเข้ามานั้นคือกลิ่นหอมอ่อนจนพาลให้นึกถึงคราที่นางถูกพิษกำหนัดของฮ่าวเทียนขึ้นมา เพียงแต่คนละกลิ่นเท่านั้น!ดูท่าแล้วชาวเมืองหลวงยุคนี้เขาจะนิยมจัดการศัตรูด้วยการใช้พิษกำหนัดเสียจนน่ารำคาญสิ้นดีสินะที่เบื้องนอกบ้านร้าง... จวิ้นอี้ยืนรออย
ยามเย็นที่จวนของหมิงจูถูกปกคลุมด้วยแสงอาทิตย์อัสดง รถม้าของนางจอดนิ่งอยู่ที่ลานหน้าจวนอย่างเรียบง่าย เมื่อหมิงจูก้าวลงจากรถม้าสายตาของนางก็เผลอจับจ้องไปที่จวนข้างเคียง รถม้าคันหรูประดับตราสัญลักษณ์ตระกูลเฉินจอดอยู่เช่นกันเฉินอวี่ในชุดหรูหราทรงภูมิกำลังลงจากรถม้าด้วยท่าทีสง่างาม ดวงตาคมกริบของเขาเบิกขึ้นเล็กน้อยเมื่อเห็นหมิงจูที่กลับมาจวนเร็วกว่าปกติ"เจ้ากลับมาเร็วนัก เหตุใดจึงไม่ไปที่ร้านหรือ?"เฉินอวี่ถามด้วยน้ำเสียงแฝงความสงสัย พลางก้าวเข้ามาใกล้ด้วยความเป็นห่วงหมิงจูที่ยืนสงบนิ่งอยู่สูดลมหายใจลึก ก่อนเงยหน้ามองเขา แววตาของนางฉายแววบางอย่างที่เฉินอวี่ไม่เคยเห็นมาก่อน มันดูเจ้าเล่ห์เกินบรรยายจนพาลให้จังหวะหัวใจหยุดไปโดยพลัน"ข้าพบเรื่องยุ่งยากมาเล็กน้อย..." นางเอ่ยพลางเม้มปากเล็กน้อย "และ...โดนพิษกำหนัดเข้าอีกครั้ง"คำพูดของหมิงจูทำให้เฉินอวี่ตัวแข็งค้าง ความเป็นห่วงพุ่งเข้าจู่โจมหัวใจเขาในทันที"เจ้าว่าอะไรนะ! เจ้าได้รับพิษอีกแล้ว? ใครกันกล้าทำเช่นนี้กับเจ้า!"หมิงจูแค่นยิ้มบาง ๆ ท่ามกลางสายตาของเฉินอวี่ที่เต็มไปด้วยความร้อนรน นางเอ่ยเสียงแผ่ว"เรื่องนั้นไม่สำคัญเท่าการแก้พิษ ครา
บทส่งท้ายยามเช้าที่แสงตะวันสาดผ่านม่านเมฆอย่างอ่อนโยน ลานพิธีที่จวนตระกูลเฉินถูกตกแต่งอย่างงดงามด้วยผ้าสีแดงสด ประดับด้วยโคมไฟและดอกไม้หอมที่อบอวลในอากาศ เสียงขับร้องและดนตรีจีนดั้งเดิมขับขานด้วยความไพเราะเจ้าบ่าวเฉินอวี่ในชุดแต่งงานสีแดงหรูหราประดับลวดลายประดับดิ้นทอง เดินนำหน้าออกมาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น ข้างกายของเขาคือ หมิงจูในชุดเจ้าสาวสีแดงลายดอกโบตั๋นทองอันอ่อนช้อย สวมผ้าคลุมหน้าบางเบาร่างกายขยับเคียงกันอย่างเป็นธรรมชาติ เสียงประทัดดังสนั่นขึ้นในยามที่ทั้งสองคุกเข่าเบื้องหน้าฟ้าดิน“คารวะฟ้าดิน!”ผู้ทำพิธีเอ่ยเสียงดัง ขณะทั้งสองคนก้มลงคารวะฟ้าดินเป็นครั้งแรก เสียงผู้ร่วมงานส่งเสียงแสดงความยินดีดังกระหึ่ม“คารวะบิดามารดา!” หมิงจูและเฉินอวี่หันไปยัง ฮูหยินเฉินและเจ้าตระกูลเฉิน ซึ่งนั่งอยู่ในที่นั่งสำคัญ ฮูหยินเฉินนั้นมีน้ำตาคลอเบ้ากลับยิ้มอย่างปลื้มปีติ เจ้าตระกูลเฉินก็เอ่ยอย่างอารมณ์ดีไม่ต่างกัน“หมิงจู เจ้าได้บุตรชายข้าไปแล้ว ขอฝากให้เจ้าช่วยปรามเขาให้หน่อย”ฮูหยินเฉินกล่าวแทรกด้วยเสียงขำ “ใช่แล้ว หมิงจู เจ้าต้องเป็นสะใภ้ที่เด็ดขาดในแบบของเจ้าเองนั่นแหละ แล้วก็ขอให้มีลูกเต็มบ้านห
ช่วงกลางวันวันหนึ่ง ณ ห้องโถงทานอาหารในจวนเฉินฮูหยินเฉินนั่งหัวโต๊ะอย่างอารมณ์ดี ใบหน้าของนางยิ้มแย้มตั้งแต่ต้นมื้ออาหาร ดวงตาคู่นั้นเต็มไปด้วยความเอ็นดูที่ส่งไปยังว่าที่สะใภ้คนโปรดอย่างหมิงจู หมิงจูเองก็นั่งตัวตรงอย่างสำรวม แม้นางจะคีบอาหารของตัวเองแต่กลับถูกแย่งชิงคีบให้อยู่เรื่อยไป“หมิงจู ทานนี่สิ ไก่ตุ๋นยาแม่ครัวใหญ่ทำพิเศษวันนี้เพื่อเจ้าทีเดียว” ฮูหยินเฉินคีบเนื้อไก่นุ่มละมุนใส่ชามของหมิงจูจนแทบล้น “แล้วนี่ก็เป็ดรมควันที่ข้าสั่งมาจากห้องครัวหลังจวน เขาว่ากันว่าช่วยบำรุงเลือดลม”หมิงจูยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าวขอบคุณ นางไม่ได้มีโอกาสคีบอาหารใส่ถ้วยด้วยตัวเองสักเท่าไหร่ เพราะไม่ทันไร ฮูหยินเฉินก็ยื่นตะเกียบมาอีกครั้งพร้อมซี่โครงหมูอบน้ำผึ้งหอมกรุ่น“กินเยอะๆ เถอะอย่ามัวแต่ทำงาน” ฮูหยินเฉินกล่าวอย่างอาทร “เจ้าเป็นสตรีที่ซูบผอมเกินไป ถ้าหากแต่งเข้าจวนเราแล้วข้าอยากให้เจ้าเปล่งปลั่งดูสุขภาพดี”เฉินอวี่ที่นั่งข้างๆ หมิงจูหัวเราะเบาๆ ดวงตาของเขาจับจ้องใบหน้าที่แดงระเรื่อของหมิงจูด้วยความชอบใจ “ท่านแม่เอ็นดูนางจนลืมบุตรชายคนนี้ไปแล้วกระมัง”ฮูหยินเฉินหันขวับไปหาเฉินอวี่ ตบโต๊ะเบาๆ อย่างหยอก
“อาจู... เจ้าไม่เห็นบอกบิดาเลยเล่าว่าเจ้าสนิทกับคุณชายเฉินถึงเพียงนี้ ไว้จัดเวลาได้ก็พาคุณชายเฉินไปนั่งคุยที่จวนเราบ้างเถอะ...”การเปลี่ยนท่าทีของเจ้าตระกูลไป๋ชั่งน่าไม่อายเกินกว่าใครจะรับไหวเสียจริง หมิงจูหรี่ตามองตอบกลับอย่างเย็นชา นางไม่ได้ตอบรับคำชมของเจ้าตระกูลไป๋ นางเมินคำพูดของเขาแสดงออกถึงความห่างเหินชัดเจน“ข้าเกรงว่าท่านเจ้าตระกูลไป๋อาจเข้าใจผิดไปเล็กน้อย ข้าหาใช้คนตระกูลไป๋อีกต่อไปแล้ว และในอนาคตก็คงจะไม่ใช่อีกแน่นอน”หมิงจูวางตัวชัดเจนเพื่อตัดโอกาสการเข้ามากอบโกยผลประโยชน์จากนางและคนที่เกี่ยวข้องกับนางแบบเด็ดขาด ก่อนจะหันไปยิ้มบางๆ ยังทางฮูหยินเฉินพลางกล่าวด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลกว่าเมื่อครู่“ฮูหยินเฉินโปรดเรียกข้าว่าหมิงจูเถอะเจ้าค่ะ การเรียกข้าด้วยแซ่ไป๋นั้น คงไม่เหมาะสมเท่าไรนัก...”คำกล่าวนี้ทำให้เจ้าตระกูลไป๋ที่อยากคืนดีด้วยถึงกับหน้าซีดเผือด จวิ้นอี้กำมือแน่นไม่ต่างจากผู้เป็นมารดาฮูหยินเฉินนั้นมองเรื่องราวนี้แล้วกลับหัวเราะเบาๆ อย่างชอบใจ นางลอบยิ้มมองไปทางบุตรชายด้วยสายตาที่ต่างจากตอนแรก เป็นสายตาชื่นชมและยินดีที่ส่งไปหาเฉินอวี่เพราะเขาทำสิ่งที่นางถูกใจยิ่งนั่นเอง
หลุมพราง“อาอวี่ เจ้าจะไม่แนะนำคนที่ยืนอยู่ข้างหลังเจ้าหรือ?”เฉินอวี่ยิ้มบางส่งไป รอยยิ้มของเขาเป็นรอยยิ้มที่ทำให้คนมองรู้สึกว่าเขามีความรู้สึกนุ่มนวลขึ้นอย่างไม่เคยเป็น เขาหันมามองคนข้างหลังแวบหนึ่งบรรยากาศรอบศาลากลางสวนเต็มไปด้วยอบอุ่นบางอย่างจากท่าทีของเฉินอวี่ยามพูดถึงเรื่องนี้ แต่ในความชื่นฉ่ำนี้กลับเต็มไปด้วยความตึงเครียดในหัวใจของคนตระกูลไป๋ที่เพิ่งได้ตระหนักถึงความสำคัญของหมิงจูเมื่อตอนสายไป...“ท่านแม่ หลังจากนี้ข้าจะกลับมาจวนอย่างที่ท่านต้องการแล้ว และก็พาสตรีที่ข้าตั้งใจจะใช้ชีวิตคู่ด้วยมาแนะนำให้ท่านรู้จักด้วยขอรับ”ฮูหยินเฉินชะงัก นางเบิกตากว้างหยุดนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนจะกวาดตามองบุตรชายอย่างจับผิดทันที เพราะบุตรชายที่ขอออกไปร่ำเรียนและใช้ชีวิตอิสระมานานหลายปีอยู่ดีดีกลับมาโดยไม่บอกกล่าวพร้อมกับบอกว่ามีสตรีในดวงใจมาแนะนำ เหตุการณ์เช่นนี้จะทำให้นางคิดดีได้อย่างไรหากบุตรชายนางไม่ไปหลงเสน่ห์มารยาสตรีเข้าแล้ว“เจ้าไปถูกตาต้องใจสตรีที่ไหนกัน? มีที่มาจากตระกูลใดคู่ควรที่จะมาดูแลจวนเฉินของเราหรือไม่! หรือถูกเสน่ห์มารยาสตรีขายเรือนร่างหลอกเอาหรือไม่?!”เฉินอวี่เพียงยิ้มบางอย่างเข







