Masuk"เช่นนั้นข้าต้องรอนานเท่าใด?"
"ข้าไม่แน่ใจนัก ขึ้นอยู่กับว่าแขกพวกนั้นจะอยู่ดื่มกันนานแค่ไหน เถ้าแก่เนี้ยต้องดูแลพวกเขาจนกว่าจะเสร็จสิ้นนั่นแหละขอรับ"
ฟางหลินนิ่งคิด ก่อนจะยิ้มบางๆแววตาเปลี่ยนไปเพราะนางมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา
"ไม่เป็นไร เจ้ากลับไปทำงานของเจ้าเถิด ข้าจะรออยู่ตรงนี้ หากรอไม่ไหว ข้าจะกลับเอง"
เสี่ยวเอ้อพยักหน้าก่อนจะจากไป
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปทางชั้นสองของโรงสุรา แสงสลัวจากห้องรับรองพิเศษส่องลอดออกมาผ่านบานหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อย
หากแขกของเถ้าแก่เนี้ยเป็นขุนนางระดับสูงจริงๆ บางทีนางอาจใช้เรื่องนี้เป็นตัวช่วยในการเจรจาขายสุราในราคาที่สูงขึ้นได้อีก เมื่อคิดได้เช่นนั้น ร่างของหลิวฟางหลินก็เคลื่อนตัวไปทางชั้นสองของโรงสุรา ก่อนจะลอบเข้าใกล้ห้องรับรองพิเศษโดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า...
หลิวฟางหลินลอบเร้นเข้าไปยังบริเวณห้องรับรองพิเศษอย่างเงียบงัน นางอาศัยเงามืดเป็นที่กำบัง พลางเงี่ยหูฟังการสนทนาที่ดังมาจากหน้าประตูที่นางเห็นเถ้าแก่เนี้ยยืนหน้าเคร่งเครียดอยู่
“ใต้เท้าเหมยต้องการนางโลมด้วยหรือ?” เสียงเถ้าแก่เนี้ยกล่าวขึ้น น้ำเสียงของนางค่อนข้างเร่งรีบ
“ใช่ขอรับ” เสี่ยวเอ้อผู้หนึ่งตอบ “แขกของใต้เท้าเหมยใกล้มาถึงแล้ว แต่พวกนางโลมที่คอยรินเหล้าให้แขกคนอื่นๆ ก็ถูกจับจองไปจนเกือบหมด เห็นทีจะไม่พอสำหรับแขกสำคัญของใต้เท้าน่ะสิขอรับ”
เถ้าแก่เนี้ยถอนหายใจเล็กน้อย “อย่างไรก็ไปพยายามหานางโลมมาให้พอดี อย่าให้ขาด นี่เป็นแขกสูงศักดิ์ ต้องจัดเตรียมให้ดีที่สุด”
หลิวฟางหลินได้ฟังเพียงเท่านี้ ดวงตาก็พราวระยับด้วยความคิดบางอย่าง นางลูบไหสุราดอกเหมยในอ้อมแขนก่อนจะกระตุกยิ้ม
หากขายในราคาธรรมดา กำไรที่ได้ก็คงไม่ต่างจากเดิม แต่หากใช้โอกาสนี้ให้เป็นประโยชน์ นางอาจขายได้ราคาสูงกว่านั้น เงินในไว้ใช้สำหรับสร้างตัวในอนาคตก็ยิ่งมากขึ้นไปอีก
ไม่รอช้า ฟางหลินรีบลอบเข้าไปยังห้องของพวกนางโลมที่กำลังเตรียมตัวสำหรับค่ำคืน นางเลือกชุดสีแดงบางเบาที่ช่วยขับผิวขาวของตนให้โดดเด่น ก่อนจะใช้ผ้าผืนบางคลุมปิดครึ่งหน้าของตนไว้ เพียงพอให้มองเห็นเพียงดวงตาคมเรียวที่เปล่งประกายลึกลับ
เมื่อแต่งกายเสร็จสิ้น นางก็แฝงตัวเข้าไปในกลุ่มนางโลมที่ถูกจัดเตรียมให้บริการแขกของใต้เท้าเหมย
นางก้าวเข้ามาในห้องรับรองพิเศษอย่างสง่างาม ที่โต๊ะกลางห้อง บุรุษผู้หนึ่งนั่งอยู่ในตำแหน่งหัวโต๊ะ ดูจากท่วงท่าและการแต่งกายแล้ว นางมั่นใจว่านี่ต้องเป็น ‘ใต้เท้าเหมย’ ที่เสี่ยวเอ้อประจำห้องนี้กล่าวถึง
หลิวฟางหลินประคองไหสุราดอกเหมยไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะก้าวเข้าไปอย่างนอบน้อม นางรินเหล้าให้บุรุษตรงหน้า พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนหวาน
“ใต้เท้าโปรดลิ้มลอง เหล้าถ้วยนี้ ข้าน้อยตั้งใจเตรียมให้ท่านเป็นพิเศษเจ้าค่ะ”
ใต้เท้าเหมยเหลือบมองนางแวบหนึ่งก่อนจะรับถ้วยสุราขึ้นจิบทันทีที่สุราแตะปลายลิ้น เขาก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างประหลาดใจ
“เหล้านี่…” เขาพึมพำ ก่อนจะยกถ้วยขึ้นจิบอีกครั้ง คราวนี้ในแววตาฉายความประทับใจอย่างเห็นได้ชัด “รสชาติหอมหวานล้ำลึก ไม่เคยพบมาก่อน เหล้านี่คือสิ่งใดกัน?”
ฟางหลินยิ้มบาง “เป็นสุราดอกเหมยเจ้าค่ะ หากใต้เท้าต้องการ ข้าน้อยสามารถนำมาเพิ่มให้ได้”
ใต้เท้าเหมยมองนางด้วยแววตาครุ่นคิด สุดท้ายก็พยักหน้า
“ดี ถ้าเช่นนั้นเจ้าไปนำมาให้ข้าเพิ่มอีก คืนนี้ท่านแม่ทัพหลี่จะมาร่วมด้วย นี่อาจเป็นสิ่งที่ทำให้เขาประทับใจได้”
หลิวฟางหลินกำลังจะกล่าวตอบอย่างดีใจ แต่ประโยคสุดท้ายของใต้เท้าเหมยเมื่อครู่นั้นกลับทำให้นางชะงัก
แขกสำคัญคือ หลี่หยวนหรือ?
ก่อนที่นางจะทันถามไถ่ซ้ำเพื่อความมั่นใจ เสียงของเสี่ยวเอ้อก็ดังขึ้นจากด้านหน้าห้องเสียแล้ว
“ท่านแม่ทัพหลี่เชิญขอรับ!”
หัวใจของฟางหลินกระตุกวูบทันใด
แม่ทัพหลี่… สามีของนางจริงๆด้วย !
แม้จะไม่เคยพบหน้ากันโดยตรง แต่นางก็รู้ดีว่าตนมิอาจอยู่ที่นี่ในยามที่เขากำลังมาได้ หากเขาเห็นหน้านางในหมู่นางโลมของหอนี้ แล้วเห็นนางในภายหลังในฐานะอนุหลิวมีหวังเรื่องราวคงยุ่งยากเป็นแน่
ฟางหลินทำทีลุกขึ้นยืนเตรียมจะลอบออกไปจากห้องรับรอง ทว่าประตูไม้ตรงหน้ากลับถูกเปิดออกกะทันหัน
เงาของบุรุษร่างสูงในชุดแม่ทัพไร้เกราะก้าวเข้ามา เสียงฝีเท้าหนักแน่นหยุดลงกลางห้อง
และนั่นคือเวลานี้หลิวฟางหลินได้รู้ว่า สายเกินไปเสียแล้ว…
กลิ่นอายอันทรงอำนาจแผ่กระจายไปทั่วห้อง
นี่เป็นครั้งแรกที่นางได้เห็นหน้าสามีของตนชัดๆ
ในความคิดของนางก่อนหน้า แม่ทัพหลี่ควรจะเป็นบุรุษวัยเกือบสามสิบที่มีใบหน้าดุดัน ร่างกายกำยำใหญ่โตจนดูน่ากลัว ทว่า… สิ่งที่เห็นกลับแตกต่างไปจากที่คิดโดยสิ้นเชิง
บุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้ามีใบหน้าคมเข้มอย่างสมบูรณ์แบบ ดวงตาคมกริบราวกับสามารถมองทะลุจิตใจของผู้อื่นได้ จมูกโด่งเป็นสัน รับกับริมฝีปากที่ประดับอยู่บนใบหน้าที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ รูปร่างของเขาเต็มไปด้วยมัดกล้ามสมส่วน สูงโปร่งสง่างามในชุดน้ำเงินเข้มแผ่รังสีอำนาจโดยมิได้ตั้งใจ
ฟางหลินอึ้งไปราวกับถูกสะกดให้จ้องมองเขาอยู่นาน...
ดวงตาคมของแม่ทัพหลี่ตวัดมามองนางกลับด้วยสายตาดุดัน สีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ แต่กลับมีพลังบางอย่างที่ทำให้นางต้องรีบหลบสายตาอย่างรวดเร็ว นางหันกลับมาทำทีเป็นรินเหล้าให้ใต้เท้าเหมยต่อ
บ้าจริง! เหตุใดนางต้องมองเขาเกินควรเช่นนั้นด้วย?
"เช่นนั้นข้าต้องรอนานเท่าใด?""ข้าไม่แน่ใจนัก ขึ้นอยู่กับว่าแขกพวกนั้นจะอยู่ดื่มกันนานแค่ไหน เถ้าแก่เนี้ยต้องดูแลพวกเขาจนกว่าจะเสร็จสิ้นนั่นแหละขอรับ"ฟางหลินนิ่งคิด ก่อนจะยิ้มบางๆแววตาเปลี่ยนไปเพราะนางมีความคิดบางอย่างผุดขึ้นมา"ไม่เป็นไร เจ้ากลับไปทำงานของเจ้าเถิด ข้าจะรออยู่ตรงนี้ หากรอไม่ไหว ข้าจะกลับเอง"เสี่ยวเอ้อพยักหน้าก่อนจะจากไปนางหรี่ตาลงเล็กน้อย ก่อนจะเหลือบมองไปทางชั้นสองของโรงสุรา แสงสลัวจากห้องรับรองพิเศษส่องลอดออกมาผ่านบานหน้าต่างที่เปิดแง้มไว้เล็กน้อยหากแขกของเถ้าแก่เนี้ยเป็นขุนนางระดับสูงจริงๆ บางทีนางอาจใช้เรื่องนี้เป็นตัวช่วยในการเจรจาขายสุราในราคาที่สูงขึ้นได้อีก เมื่อคิดได้เช่นนั้น ร่างของหลิวฟางหลินก็เคลื่อนตัวไปทางชั้นสองของโรงสุรา ก่อนจะลอบเข้าใกล้ห้องรับรองพิเศษโดยไร้ซึ่งเสียงฝีเท้า...หลิวฟางหลินลอบเร้นเข้าไปยังบริเวณห้องรับรองพิเศษอย่างเงียบงัน นางอาศัยเงามืดเป็นที่กำบัง พลางเงี่ยหูฟังการสนทนาที่ดังมาจากหน้าประตูที่นางเห็นเถ้าแก่เนี้ยยืนหน้าเคร่งเครียดอยู่“ใต้เท้าเหมยต้องการนางโลมด้วยหรือ?” เสียงเถ้าแก่เนี้ยกล่าวขึ้น น้ำเสียงของนางค่อนข้างเร่งรีบ“ใช่ขอร
ภายในเขตเรือนใหญ่มีเสียงสนทนาแว่วจากที่ไม่ไกล ที่มาเสียงอาจจะเป็นข้างเรือนที่ปรายหางตานู้น พอเข้าไปใกล้มากขึ้นฟางหลินก็ได้ยินแยกชัดเจนว่าเป็นเสียงของบุรุษทุ้มต่ำผสานกับเสียงของสตรีที่ฟังดูสนิทสนม แต่เป้าหมายของฟางหลินคือเห็นน่าสามีในนามนางจึงต้องขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นเพื่อพยายามมองลอดผ่านช่องต้นไม้ตรงหน้าจากตรงนี้นางเห็นเพียงหนึ่งบุรุษร่างสูงใหญ่และหนึ่งสตรีนั่งคุยกันใต้ร่มไม้ ท่าทางที่เห็นดูสนิทสนมกันไม่น้อย แต่ก่อนจะได้ใบหน้าของทั้งสองชัดเจน สายตาคู่หนึ่งก็พลันตวัดมานางฟางหลินหลบอยู่ราวกับรับรู้ถึงการแอบมองนี้!ดวงตาคมกริบของแม่ทัพหลี่ปรายตามองมา ทำให้ฟางหลินต้องรีบหันหลังกลับ ก่อนจะรีบสาวเท้าหลบหนีออกจากเขตเรือนโดยมิได้เห็นหน้าเขาเลยด้วยซ้ำนางเห็นเพียงสายตาดุดันหนึ่งคู่ผ่านศีรษะของสตรีที่หันหลังอยู่เท่านั้นหลิวฟางหลินกลับมาถึงเรือนของตนแล้ว นางนั่งลงตรงม้านั่งใต้ต้นเหมย ปลดปิ่นที่เหน็บอยู่ในเรือนผมออกอย่างเกียจคร้าน ลมหายใจทอดยาว ขณะเดียวกันในใจกำลังขบคิดถึงสิ่งที่พบเจอนางปล่อยให้ตัวเองเอนกายพักใต้ร่มไม้จนกระทั่งถึงเวลาที่บ่าวสาวเจ้าประจำแบกน้ำมาให้นางอาบทุกเย็นเดินเข้ามา ฟางหลิ
3อนุหลิวเมื่อถึงช่วงยามโฉ่ว (01.00 – 02.59 น.) ดวงจันทร์ส่องแสงนวลเหนือจวนหลี่ ขณะที่หลี่หยวนเดินกลับจากเรือนทำงานมุ่งตรงสู่ห้องนอนท่ามกลางเส้นทางในจวนเงียบสงัดนั้นเขาถูกพ่อบ้านกู้ก็ก้าวออกมาจากเงามืดที่ยืนรอเจ้านายมานานขวางไว้ เขาค้อมกายเคารพก่อนเอ่ยเสียงเบา"นายท่านขอรับ มีบางคนรอท่านอยู่ในห้องนอนขอรับ"หลี่หยวนหยุดฝีเท้าลง หันไปมองพ่อบ้านที่เป็นคนสนิทของตนด้วยแววตานิ่งเฉย ทว่าแฝงไว้ด้วยความระแวดระวังทันใด"เช่นนั้นหรือ?" เขาถามเสียงเรียบ"ขอรับ เป็นความต้องการของฮูหยินใหญ่ขอรับ"แค่นั้นก็เพียงพอให้เข้าใจทุกอย่างแล้วว่าคนที่รอในห้องนอนของเขานั้นน่าจะเพื่ออะไรหลี่หยวนขมวดคิ้วเล็กน้อยในใจเต็มไปด้วยความไม่พอใจกับการกระทำของมารดา เหตุผลหนึ่งที่เขาไม่อยากอยู่ที่จวนก็เพราะเขาไม่ต้องการยุ่งเกี่ยวกับสิ่งเหล่านั้นนั่นล่ะ"จัดห้องทำงานของข้าเสีย ข้าจะนอนที่นั่นแทน""ขอรับ" พ่อบ้านกู้รับคำโดยไม่ถามอะไรเพิ่มเติมแต่รีบหมุนกายไปทำตามคำสั่งทันทีเช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากได้รับรู้จากพ่อบ้านกู้แล้วว่าคนของมารดาออกไปเขาก็เดินกลับไปยังห้องนอนเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้าเตรียมเข้าเฝ้าประชุมที่พระราชวังยามเช้า
บ่าวสาวหัวเราะคิกคักสมทบ "ไม่แน่นะเจ้าคะ อนุหลิวอาจได้เลื่อนขั้นก็เป็นได้ ท่านแม่ทัพเพิ่งกลับมา หากฮูหยินใหญ่ดันท่านขึ้นเป็นเจ้านายอนุคนแรกของจวนหลี่ในอนาคต ท่านอย่าลืมข้านะเจ้าคะ!"คำพูดนี้ทำให้หลิวฟางหลินหลุดหัวเราะออกมาเบา ๆ แต่เป็นเสียงหัวเราะที่เต็มไปด้วยความขบขันเสียมากกว่ากลับมาสนใจ? ดันขึ้นเป็นเจ้านาย? หึ... มิใช่หรอกหากฮูหยินใหญ่ตั้งใจจะหาภรรยาให้บุตรชายจริง ๆ นางที่เป็นเพียงอนุเก่าที่ถูกลืมมานับสิบปี คงไม่ใช่ตัวเลือกอันดับแรกแน่อนุเช่นนางเป็นได้เพียงเครื่องมือหนึ่งเท่านั้น...ดวงตาของฟางหลินฉายแววเย็นชาเพียงชั่วครู่ ก่อนจะกลับมามีรอยยิ้มอ่อนโยนตามเดิม นางโบกมือไล่พวกบ่าวออกไป"เอาเถอะ ข้าเข้าใจแล้ว เช่นนั้นข้าจะกินมันให้หมดเลย พวกเจ้ากลับไปเถิด ข้ากินเสร็จแล้วจะนำชามพวกนี้ไปคืนที่โรงครัวเอง""เจ้าค่ะ!" บ่าวสาวสองคนโค้งศีรษะ ก่อนจะเดินออกไปอย่างอารมณ์ดีหลิวฟางหลินรอจนพวกบ่าวกลับไปแล้ว นางจึงเริ่มลงมือกำจัดอาหารที่ถูกจัดเตรียมมาให้ด้วยความระแวดระวัง ส่วนหนึ่งถูกเททิ้งในลานหลังเรือน อีกส่วนหนึ่งถูกนำไปทิ้งไว้ใกล้โรงครัวเพื่อให้พวกหนูในจวนได้ลิ้มลองไม่นานนัก หนูตัวหนึ่งก็รี
หลี่หยวนวางถ้วยชาลง แววตาเฉยชาพลันดุดันขึ้นทันใด "ข้าไม่ต้องการสร้างครอบครัว""ไม่ได้!? เจ้าจะยอมให้ตระกูลหลี่ล่มสลายเพราะไร้มายาทสืบทอดไปเช่นนั้นหรือ?""ข้ามิใช่บุรุษที่เหมาะจะมีใคร ชีวิตแม่ทัพเช่นข้าหาได้ควรนำใครเข้ามาร่วมทรมานด้วยไม่ เรื่องนี้มารดาก็น่าจะรู้ดี..."แน่นอนว่าหลี่หยวนหมายถึงชีวิตของมารดาที่ต้องคอยเป็นห่วงยามบิดาออกศึกนั่นเอง หรือแม้แต่ตอนที่บิดาถูกฆ่าศึกฆ่าในสนามรบเขายังจำความเสียใจที่มารดาเผชิญได้ดี เขาไม่อยากให้ต้องมีใครมาเจอชะตาเดียวกันอีกผู้ถูกกล่าวอ้างอย่างฮูหยินใหญ่หลี่ถึงกลับนิ่งอึ้งค้างไปทันที ความโศกเศร้าในอดีตเป็นสิ่งที่นางไม่อยากนึกถึงจริงๆ ทว่าเรื่องนี้ก็มิใช่เหตุผลที่นางจะยอมโอนอ่อนตามบุตรชายตรงหน้าเสียหน่อย“หากเจ้าห่วงข้าผู้เป็นมารดาจริง ก็ควรสร้างครอบครัวและมีหลานให้ข้าเลี้ยงเสีย อย่าได้นำเรื่องเหล่านั้นมาเป็นข้ออ้างเลยอาหยวน”หลี่หยวนไม่ตอบอันใดกลับมา เขาเพียงแค่ลุกขึ้นคำนับมารดา "หากไม่มีสิ่งใดแล้ว ข้าขอไปจัดการธุระอื่นต่อ"มารดามิได้รั้งไว้ เพียงมองส่งบุตรชายไปจนสุดสายตา เมื่อร่างสูงหายไปแล้ว จื่อเหยาเม้มปากเล็กน้อย มองมารดาอย่างลังเล ก่อนจะเอ่ยเสี
1.1เจ้าควรสร้างครอบครัวแล้วหลิวฟางหลินขยับเปลือกตาขึ้นช้าๆ แสงแดดอ่อนยามสายลอดผ่านม่านบางเข้ามากระทบผิวขาวระเรื่อของนาง ทอประกายจางๆ บนพวงแก้มที่ยังคงอบอวลด้วยไอสุราจากค่ำคืนที่ผ่านมา หลังจากหนีกลับมาเรือนก็ร่ำสุราจนหมดไหแล้วนอนหลับที่ระเบียงเรือนอย่างไม่รู้ตัวนางขยับกายพลางถอนถอนใจ หยัดกายขึ้นนั่งพลางกวาดสายตาไปรอบๆ ร่างเพรียวระหงทอดยาวอยู่บนผ้าผืนบาง ทรวดทรงสมส่วนได้รูปงดงามแม้ในท่วงท่าที่ไร้ระเบียบเรียบร้อยเช่นตอนนี้ หน้าท้องเรียบแบนป้องเล็กน้อยเนื่องจากศึกหนักเมื่อคืน ยามนี้เปิดเผยให้เห็นเนื้อผิวขาวเนียนใต้ชุดมุ้งแสนบางที่เลิกขึ้นเล็กน้อย นางเพียงกระชับมันให้เข้าที่อย่างเกียจคร้านพลางก่นบ่นตนเองในใจ“สายถึงเพียงนี้แล้วหรือ?” ฟางหลินเหยียดแขนออกไล่ความเมื่อยล้าทุกเช้านางมักจะตื่นแต่แต่ดวงอาทิตย์ยังไม่ขึ้นเพื่อออกกำลังกายให้ร่างกายยืดหยุ่น ทว่าเช้านี้กลับพลาดเสียแล้ว นางคงดื่มสุรามากเกินไปเมื่อคืน จนมิอาจตื่นทันช่วงเวลาดีแห่งการออกกำลังได้หลิวฟางหลินในตอนนี้มิใช่สตรีที่เกิดมาในยุคสมัยนี้ นางเกิดอีกยุคสมัยหนึ่งในอีกหลายพันปีข้างหน้า นางเกิดมาโดยไร้ครอบครัวดูแลอาศัยอยู่ที่สถานเลี







