เข้าสู่ระบบชาติก่อน ‘เซี่ยหลินหวง’ ยอมอุทิศสินเดิมและตระกูลเพื่อผลักดันให้ ‘กู่เหวินชาง’ ขึ้นสู่ตำแหน่งหย่งอันโหว ทว่าสิ่งที่ได้ตอบแทนกลับเป็นยาพิษหนึ่งถ้วยและความตายของคนในตระกูล! เมื่อลืมตาตื่นขึ้นมาในวันก่อนที่เขาจะรับอนุแพศยา ‘ซูซวงซวง’ เข้าจวน... นางไม่ร้องไห้ ไม่ฟูมฟาย แต่สะบัดพู่กันเซ็นหนังสือหย่าขาดทันที! "กู่เหวินชาง ในเมื่อท่านอยากได้หญิงแพศยานางนี้จนตัวสั่น ข้าก็จะหลีกทางให้... นับจากนี้ สตรีเช่นข้า ไม่ขอพึ่งพาบุรุษใด และไม่ขอใช้สอยสามีร่วมกับสุนัขตัวอื่น!" พวกมันคิดว่านางหย่าแล้วจะสิ้นเนื้อประดาตัว? หารู้ไม่ว่าทรัพย์สินทั้งหมดในจวนโหวถูกนางยักย้ายจนเหลือเพียงเปลือกหอยติดหนี้ท่วมหัว! ชาตินี้นางจะใช้สมองและเงินตรา ต้อนพวกมันให้คลานเข่าลงนรกด้วยมือของนางเอง! ในขณะที่พวกคนชั่วล้มละลายจนต้องมาคุกเข่าขอเศษเงิน ท่านอ๋องผู้ลึกลับอย่าง ‘เยี่ยเฟิงหาน’ กลับยิ้มมุมปากแล้วยื่นข้อเสนอ "ข้าไม่ต้องการให้เจ้าพึ่งพา... แต่ข้าอยากเสนอตัวเป็นเครื่องมือให้เจ้าใช้สอย เจ้าสนใจหรือไม่?"
ดูเพิ่มเติม“ฮูหยิน ฮูหยินเอกฟื้นแล้ว ท่านหมอรีบมาดูเร็วเข้าเจ้าค่ะ!”
เสียงร้องไห้โฮด้วยความดีใจของโมลี่ สาวใช้คนสนิท ดังขึ้นข้างเตียงไม้แกะสลักฉลุลาย
เซี่ยหลินหวงค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความเจ็บปวดแล่นริ้วเข้าสู่สมองของนางทันที ภาพความทรงจำครั้งสุดท้ายในชาติก่อนที่นางถูกยาพิษจากน้ำมือของสามีสารเลวและอนุแพศยายังคงแจ่มชัด ทว่าเมื่อนางมองไปรอบๆ กลับพบว่าเป็นห้องนอนเดิมของนางในจวนหย่งอันโหว
นางได้ย้อนเวลากลับมา ข้ามภพกลับมาในอดีต... ในตอนที่นางเพิ่งล้มป่วยเจียนตายจากการถูกกลั่นแกล้ง!
“โมลี่...” เสียงของหลินหวงแหบพร่า แต่แววตาของนางกลับเยือกเย็นไร้แววอ่อนแอเช่นกาลก่อน
ยังไม่ทันที่สาวใช้จะขยับตัวเข้ามาเช็ดน้ำตา เสียงฝีเท้าหนักๆ ของบุรุษพร้อมกับเสียงหัวเราะคิกคักอย่างน่ารังเกียจก็ดังมาจากหน้าประตูห้อง ประตูบานใหญ่ถูกผลักออกอย่างแรงจนเกิดเสียงดังปัง!
กู่เหวินชางที่อยู่ในชุดขุนนางหรูหราเดินเข้ามา ใบหน้าหล่อเหลาของเขาแฝงไปด้วยความเย็นชาและดูแคลน ข้างกายของเขาคือซูซวงซวง หญิงคนรักเก่าที่อยู่ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ราวกับดอกบัวขาว ท่าทางอ่อนแอเอียงอายบีบน้ำตาเม้มปากดูน่าทะนุถนอม ทว่ากลับเป็นสตรีร้ายกาจ
“ฟื้นแล้วก็ดี” กู่เหวินชางเอ่ยเสียงเรียบ ไม่มีความห่วงใยในสายตาของเขาแม้แต่น้อย เขาสะบัดชายเสื้อแล้วโยนกระดาษแผ่นหนึ่งลงบนเตียงตรงหน้าหลินหวง
“ในเมื่อเจ้ายังไม่ตาย ก็ลงนามในหนังสือยินยอมนี่ซะ”
หลินหวงเหลือบสายตามองกระดาษแผ่นนั้น มุมปากของนางเหยียดยิ้มหยัน มันคือหนังสือยินยอมรับอนุซูซวงซวงเข้าจวนในฐานะฮูหยินรอง ช่างเป็นบทละครที่เหมือนกับชาติก่อนไม่มีผิดเพี้ยน
“พี่เหวินชาง อย่าบังคับพี่หญิงเลยเจ้าค่ะ”
ซูซวงซวงแสร้งทำเป็นกระตุกแขนเสื้อกู่เหวินชาง น้ำตาคลอเบ้า
“ซวงซวงเป็นเพียงสตรีไร้ค่า ได้อยู่ข้างกายท่านโดยไม่มีฐานะซวงซวงก็ยอมเจ้าค่ะ อย่าให้พี่หญิงต้องขุ่นเคืองใจเลย”
“ซวงซวง เหตุใดเจ้าช่างแสนดีปานนี้” กู่เหวินชางหันไปโอบไหล่อนุชู้รักด้วยความสงสาร ก่อนจะหันมาตวาดใส่หลินหวง
“เซี่ยหลินหวง! เจ้าเป็นฮูหยินเอกควรรู้จักใจกว้าง ซวงซวงยอมลดตัวเป็นรองเจ้าตั้งเท่าไหร่ หากเจ้ายังดื้อดึง ไร้ความสามารถเรื่องปรนนิบัติสามี ทั้งยังใจคอคับแคบ ข้าจะเขียนหนังสือหย่าป่าวประกาศให้คนทั้งเมืองหลวงรู้ว่าเจ้ามันสตรีไร้คุณธรรม!"
โมลี่กำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้นแทนผู้เป็นนาย ทว่าหลินหวงกลับยกมือห้าม
ร่างบางระหงค่อยๆ พยุงตัวลุกขึ้นนั่งอย่างสง่างาม แววตาของนางนิ่งสงบราวกับบ่อน้ำโบราณที่ไร้ระลอกคลื่น นางหยิบพู่กันบนโต๊ะข้างเตียงขึ้นมา ตวัดน้ำหมึกอย่างรวดเร็วและเด็ดขาดลงบนกระดาษอีกแผ่น
“อยากให้ข้าลงนามงั้นหรือ?” หลินหวงเอ่ยเสียงเรียบ
“รู้ความก็ดี รีบเซ็นซะ!” กู่เหวินชางยิ้มอย่างผู้ชนะ เขาคิดว่านางคงกลัวจนตัวสั่น ดั่งเช่นที่ผ่านมา
ฟุ่บ!
กระดาษแผ่นนั้นถูกหลินหวงสะบัดใส่หน้าของกู่เหวินชางอย่างแรงจนมันบาดแก้มของเขาเป็นรอยแดง กู่เหวินชางเบิกตากว้างด้วยความโมโห ทว่าเมื่อเขาก้มลงมองตัวอักษรบนกระดาษ ดวงตาของเขากลับสั่นสะท้าน
มันไม่ใช่หนังสือยินยอม... แต่เป็นหนังสือหย่าขาดขอลดสถานะสามีภรรยา ที่เขียนด้วยลายมือดุดันทรงพลัง!
“เซี่ยหลินหวง! เจ้าบังอาจนัก!” กู่เหวินชางตัวสั่นด้วยความโกรธ
“เจ้ากล้าหย่ากับข้าเชียวหรือ? สตรีที่ถูกหย่าขาดออกจากจวนโหวจะไปมีที่ซุกหัวนอนที่ไหน เจ้าต้องอดตายอยู่ข้างถนนแน่!"
หลินหวงลุกขึ้นยืนตรง นางเผชิญหน้ากับขุนนางชั่วและอนุแพศยาด้วยท่าทีที่เหนือกว่าราวกับหงส์ผู้สูงศักดิ์ นางมองพวกมันด้วยสายตาเหยียดหยามจนซูซวงซวงถึงกับหน้าถอดสี
“กู่เหวินชาง ในเมื่อท่านโหยหาหญิงแพศยานางนี้จนตัวสั่น ก็เชิญพวกท่านเสพสมกันให้เต็มที่เถิด” หลินหวงประกาศกร้าวด้วยน้ำเสียงทรงพลัง
“นับจากนี้สตรีเช่นข้า ไม่ขอพึ่งพาบุรุษใด และไม่ขอใช้สอยสามีร่วมกับสุนัขตัวอื่น!"
“เจ้า... เจ้า!” กู่เหวินชางชี้หน้านางด้วยมือที่สั่นเทา
“โมลี่! เก็บของ ทรัพย์สินที่เป็นสินเดิมของตระกูลเซี่ยทั้งหมด ขนออกจากจวนนี้ให้สิ้น อย่าให้เหลือแม้แต่อีแปะเดียว!” หลินหวงสั่งการเสียงเฉียบ
“เจ้าค่ะฮูหยิน!” โมลี่ยิ้มกว้างอย่างสะใจ รีบวิ่งไปจัดการทันที
กู่เหวินชางแค่นเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่ง
“คิดว่าข้าจะง้อเจ้าหรือ? ไปเลย จวนโหวของข้าไม่ต้อนรับสตรีอวดดีอย่างเจ้า ขนเงินสินเดิมของเจ้าไปเถอะ ลำพังเงินเบี้ยหวัดและทรัพย์สินในคลังของจวนโหว ข้ากับซวงซวงก็อยู่ได้อย่างสุขสบายไปทั้งชาติ”
หลินหวงไม่ตอบอะไร นางเพียงยิ้มมุมปากด้วยรอยยิ้มที่ลึกลับและเยือกเย็นเกินกว่าที่กู่เหวินชางจะเข้าใจ
กู่เหวินชาง... เจ้าคงยังไม่รู้สินะ ว่าทรัพย์สินทั้งหมดในคลังของจวนโหวที่เจ้าภาคภูมิใจ รวมถึงโฉนดร้านค้าและที่ดิน ถูกข้าสั่งยักย้ายถ่ายเทออกไปเป็นของส่วนตัวนานแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่ในคลังตอนนี้ มีเพียงบัญชีหนี้สินท่วมหัวที่เจ้าต้องชดใช้แทนต่างหาก!
หลินหวงสะบัดชายเสื้อคลุม นางเดินผ่านหน้าคนชั่วทั้งสองออกไปจากจวนหย่งอันโหวอย่างภาคภูมิ โดยไม่เหลียวหลังกลับมามองซากปรักหักพังที่กำลังจะถล่มลงมาทับพวกมันแม้แต่น้อย!
ผ้าม่านหนาหนักของรถม้าตระกูลเซี่ยสะบัดพลิ้วตามแรงลมยามค่ำคืน ตัวรถสั่นคลอนไปตามแรงขับเคลื่อนของม้าฝีเท้าดีที่พาร่างระหงของเซี่ยหลินหวง ออกห่างจากถนนหน้าจวนหย่งอันโหวมาไกลพอสมควรแล้ว
ภายในรถม้าอันมืดสลัวโมลี่ ยังคงกอดหีบไม้ใบเล็กที่ข้างในบรรจุเพียงเครื่องประดับส่วนตัวเพียงไม่กี่ชิ้นเอาไว้แนบอด ใบหน้าของสาวใช้ตัวน้อยยังคงซีดขาว ร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัวระคนตกใจกับเหตุการณ์หักดิบยื่นหนังสือหย่าตบหน้าท่านโหวเมื่อครู่ ครั้นพอเห็นความเงียบงันของผู้เป็นนาย นางจึงเอ่ยทำลายความเงียบขึ้นมาด้วยน้ำเสียงกระอักกระอ่วน
“คุณหนูเจ้าคะ เรา...เรากำลังจะมุ่งหน้ากลับจวนเสนาบดีคลังหรือเจ้าคะ? หากใต้เท้าทราบเรื่องหนังสือหย่าและเรื่องอนุซูซวงซวง บ่าวเกรงว่า...”
“ใครบอกเจ้าว่าข้าจะกลับไปที่นั่น?”
คำพูดเรียบนิ่งทว่าเด็ดขาดของเซี่ยหลินหวงทำให้โมลี่เบิกตากว้าง หลินหวงเหลือบสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า แววตาของนางนิ่งสนิทราวกับผิวน้ำที่กลายเป็นน้ำแข็งในฤดูเหมันต์ ในหัวสมองแล่นภาพเหตุการณ์ความทรมานจากชาติก่อน
ชาติก่อนหลังจากที่นางถูกข่มเหงจนต้องหนีกลับไปจวนตระกูลเซี่ย สิ่งที่นางได้รับกลับไม่ใช่การโอบกอดจากครอบครัว ทว่าคือสายตาดูแคลนของบิดาผู้เป็นเสนาบดีกรมคลัง บิดาผู้มองเห็นบุตรสาวเป็นเพียงหมากทางการเมืองและเครื่องมือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์
เขาด่าทอนางว่าเป็นสตรีไร้ยางอายที่รักษาหัวใจสามีไม่ได้ ทั้งยังพยายามกดดันบีบคั้นให้นางยอมแต่งงานใหม่เป็นฮูหยินรองของเสนาบดีชราเพื่อปูทางอำนาจให้ตนเอง ส่วนแม่เลี้ยงและน้องสาวต่างแม่ก็คอยซ้ำเติม ถากถางจนนางแทบไม่มีที่ยืน
ในเมื่อชาตินี้นางก้าวออกมาเพื่อเป็นอิสระ เหตุใดนางต้องกลับไปซุกใต้ปีกของบุรุษเห็นแก่ตัวอีกคนกันเล่า?
“สตรีเช่นข้า ก้าวออกมาแล้ว ย่อมไม่คิดจะกลับไปซุกใต้ปีกบุรุษใดอีก แม้คนผู้นั้นจะเป็นบิดาบังเกิดเกล้าก็ตาม” หลินหวงเอ่ยพึมพำ น้ำเสียงของนางแฝงความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรี
“โมลี่ สั่งคนบังคับรถม้า เปลี่ยนเส้นทาง มุ่งหน้าไปยังตรอกตะวันออก จอดรถม้าที่ด้านหลังของหอเสวียนอู่”
โมลี่สะดุ้งเล็กน้อย หอเสวียนอู่เป็นหอการค้าลึกลับที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในเมืองหลวง คุมเส้นเลือดใหญ่ทั้งเรื่องการปล่อยกู้สมุนไพรหายาก และโรงรับจำนำหน้าเลือด ไม่มีใครรู้ว่าเจ้าของที่แท้จริงคือผู้ใด ทว่าสาวใช้ผู้ภักดีไม่ได้ซักไซ้อันใดเพิ่ม นางรีบเปิดม่านออกไปสั่งการคนบังคับรถม้าทันที
ในขณะที่นางกำลังจะเอื้อมมือไปหยิบมีดสั้นในตะกร้าเพื่อกรีดเอาพิษออก มือหนาที่เย็นเฉียบเยี่ยงซากศพ กลับพุ่งเข้ามากระชากข้อมือของนางเอาไว้แน่น เฟยเยี่ยหรงปรือตาขึ้นมาอย่างยากลำบาก นัยน์ตาปีศาจที่เคยสะกดข่มผู้คนบัดนี้พร่ามัว แต่ยังคงแฝงไปด้วยกระแสไอสังหารอันเข้มข้น“เจ้า เป็นใคร... อย่าแส่หาเรื่องตาย” เสียงของเขาแหบพร่า ทว่าแรงบีบที่ข้อมือกลับหนักหน่วงจนน่าเหลือเชื่อมู่หรงเสวี่ยไม่ได้ตื่นตระหนก นางจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของมัจจุราชหนุ่มด้วยสายตาราบเรียบ ดุดัน และเด็ดเดี่ยว เยี่ยงผู้บังคับบัญชาในสนามรบ ทำเอาเฟยเยี่ยหรงถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ด้วยไม่เคยเห็นสตรีสาวชาวบ้านคนใด ที่มีแววตากล้าแกร่งเช่นนี้มาก่อน“หากข้าอยากให้เจ้าตาย ข้าแค่ยืนดูเฉยๆ เจ้าก็ลงนรกไปแล้ว” มู่หรงเสวี่ยเอ่ยเสียงเฉียบขาด“ปล่อยมือซะ ถ้ายังอยากมีขาไว้เดิน และอยากมีชีวิตอยู่ไปแก้แค้นพวกที่ทำกับเจ้าให้อยู่ในสภาพนี้ ข้าเป็นหมอ และตอนนี้ข้าคือคนเดียวที่จะฉุดเจ้าขึ้นมาจากประตูนรกได้!”คำพูดที่ทรงพลังและเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจของสตรีตรงหน้า ทำให้ส่วนลึกในจิตใจของเฟยเยี่ยหรงยอมคลายแรงบีบที่ข้อมือลง ก่อนที่สติของเขาจะดับวูบไปพร้อมกั
ภาพตรงหน้าเปรียบเสมือนสายฟ้าที่ฟาดลงกลางอกของเฟยเยี่ยหรงอย่างรุนแรงมัจจุราชสีชาดตัวแข็งทื่อ แววตาปีศาจวูบไหวด้วยความตกตะลึงระคนพ่ายแพ้อย่างราบคาบเขาเฝ้ามองดูแววตาคู่คมดุจพยัคฆ์ของเยี่ยเฟิงหาน มันปราศจากความโอหัง มีเพียงความรัก ความภักดี และความสละละทิ้งทุกสิ่งทุกอย่างในโลกหล้าเพื่อสตรีผู้เดียว ซึ่งเป็นสิ่งที่คนในเงามืดเช่นเขาไม่มีวันหยิบยื่นให้นางได้ดีเท่านี้ ความอ่อนโยนและความจริงใจที่ฉินอ๋องมีให้เซี่ยหลินหวง มันเป็นของจริงแท้ที่เหนือชั้นกว่าสิ่งใด‘ข้ายอมแพ้แล้ว’ เฟยเยี่ยหรงเอ่ยขึ้นในใจ มุมปากของเขายกขึ้นเล็กน้อย ให้กับความพ่ายแพ้ของตนเองนิ้วเรียวยาวของเขาค่อยๆ ลดกระบี่เหล็กกล้าสีดำทมิฬเก็บเข้าฝักดังกึก แววตามืดมนทอประกาย เขายอมยกธงขาวกลับไปแต่โดยดีมุมปากของเขายกยิ้มหยันอันอันตราย ทว่ารอยยิ้มที่ประดับมุมปากยามนี้กลับแฝงความหยิ่งทะนงในศักดิ์ศรีระคนเวทนาตนเอง เขาชุดแดงจ้องมองรอยผ้าพันแผลที่ต้นแขนขวาที่นางเคยทำแผลให้ เศษเสี้ยวความอบอุ่นในถ้ำยามนั้น จะยังคงเป็นสมบัติล้ำค่าชิ้นเดียวที่เขาจะเก็บรักษาไว้เยียวยารอยร้าวในใจไปชั่วชีวิตแม้เขาจะไม่ได้นางมาครอบครอง ทว่านางก็อยู่ในพื้นที่ปล
ขบวนวิวาห์อันยิ่งใหญ่เคลื่อนผ่านประตูเมืองหลวงเข้ามาอย่างสมเกียรติ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของชาวเมือง ที่พากันมายืนมุงดูจนถนนสายหลักแทบแตก สตรีทั่วทั้งเมืองหลวงต่างพากันอิจฉาเซี่ยหลินหวง ที่สามารถสยบพยัคฆ์หนุ่มผู้เกรียงไกรอย่างเยี่ยเฟิงหานให้ยอมละทิ้งจวนอ๋องอันหรูหรา เพื่อแต่งเข้าจวนสตรีและพร้อมอยู่ใต้โอวาทของนางอย่างเต็มใจทว่าในมุมมืดของโรงเตี๊ยมชื่อดังริมถนน สายตาคมกริบคู่หนึ่งในชุดคลุมสีแดงชาด กำลังทอดมองภาพการกุมมืออันหวานชื่นนั้นจากชั้นสอง เฟยเยี่ยหรงหมุนจอกสุราในมือเบาๆ นิ้วเรียวยาวสะกิดกระบี่เหล็กกล้าข้างกายให้เผยคมเงาราวกับกำลังกระหายเลือด“องครักษ์เหมันต์นับพันเช่นนั้นหรือ? ช่างต้อนรับข้าได้ยิ่งใหญ่นัก เยี่ยเฟิงหาน” เฟยเยี่ยหรงแค่นยิ้มหยัน แววตาของเขาเต็มไปด้วยความท้าทาย“คืนเข้าหอนี้ ข้าจะทำให้เจ้าได้รู้ว่า สิ่งที่เจ้าคิดว่าปกป้องได้ดีที่สุด ข้าจะแย่งชิงมันมาต่อหน้าต่อตาเจ้าได้อย่างไร!”เสียงมโหรีและเสียงกลองมงคลดังก้องกังวานกลบเสียงลมหนาวของเมืองหลวงเยี่ยนจิงจนหมดสิ้น เกี้ยวเจ้าสาวสีแดงชาดหลังมหึมาปักลวดลายหงส์เพลิงเหยียบเมฆาด้วยดิ้นทองคำแท้ เคลื่อนตัวผ่านประตูเมืองหลวง
ขบวนรถม้าหรูหราเนื้อไม้พะยูงคันงามของหอการค้าเสวียนอู่ บัดนี้กำลังเคลื่อนตัวมุ่งหน้ากลับสู่เมืองหลวงเยี่ยนจิง หลังจากที่เซี่ยหลินหวงได้ใช้สมองและเงินตราทลายแผนการโกงกิน นางช่วยเหลือจวนตระกูลหลิ่วของท่านตา จนผงาดขึ้นมาได้อีกครั้งในเมืองซู่โจวภายในรถม้าอันกว้างขวางและอบอวลไปด้วยกลิ่นกำยานอันหอมละมุน เซี่ยหลินหวงกำลังนั่งนิ่งสงบอยู่หลังโต๊ะอักษรขนาดเล็ก นางกำลังนั่งตรวจทานฎีกาการค้าและยอดบัญชีผลกำไรของเครือข่ายหอโอสถร้อยลี้อย่างสุขุมเยือกเย็นแววตาคู่สวยสว่างไสวไร้แววเหน็ดเหนื่อย ไม่หลงเหลือความอ่อนแอในอดีตชาติที่ผ่านมาอีก“คุณหนูเจ้าคะ ท่านอ๋องควบม้าศึกตามประกบหน้าต่างรถม้าไม่ยอมห่างเลยเจ้าค่ะ” โมลี่แอบเลิกผ้าม่านหน้าต่างของรถม้าออกดู พลางหันมากระซิบกระซาบด้วยรอยยิ้มกริ่มกับคุณหนูของตนเอง หากเป็นท่านอ๋องผู้นี้นางยอมสนับสนุนอย่างเต็มที่“ตั้งแต่ก้าวออกจากประตูจวนตระกูลหลิ่วมา ท่านอ๋องก็แทบจะไม่ปรายสายตามองสิ่งใดนอกจากจ้องมองแต่คุณหนูเลยเจ้าค่ะ”เซี่ยหลินหวงปรายสายตามองออกไปนอกหน้าต่างรถม้าท่ามกลางแสงแดดอุ่น ร่างสูงใหญ่สง่าผ่าเผยของเยี่ยเฟิงหาน กำลังควบม้าศึกเคียงคู่ไปกับรถม้าของนางอย่า

















