تسجيل الدخولซ่งเหยานั่งกินอย่างระมัดระวัง เขาไม่เอ่ยวาจาเพียงแต่คอยลอบมองมารดาอยู่เงียบ ๆ พอทานเสร็จก็รีบขอตัวไม่กล้ารบกวนอีกฝ่าย
ไป๋เล่อมองตามหลังแล้วถอนหายใจ น่ารักขนาดนี้ไม่รู้ว่าไป๋เล่อคนเดิมใจคอทำร้ายได้อย่างไร
นางตกใจมากหลายวันแล้ว ควรได้เริ่มต้นทำอะไรสักที
พอกินเสร็จนางหันไปสั่งสาวใช้อาเหมย “ข้าจะเขียนจดหมายสักหน่อยเจ้าไปฝนหมึกเถอะ”
สิ่งแรกที่ต้องทำ...คือบอก “บิดา” ของนาง
บอกเขาว่านางจะ ไม่แต่งงานใหม่
ไม่ไปเป็นเครื่องมือของตระกูลอีกต่อไป
นางจะอยู่ที่นี่
ในจวนนายท่านรอง แม้จะไร้ที่พึ่งพิงและไม่เป็นที่รัก
คิดถึงนายท่านรองแล้วนางได้แต่ถอนหายใจ เสียดายหล่อขนาดนั้นกลายเป็นสามีเก่าไปแล้ว
ตอนนี้คงต้องใช้ชีวิตเพื่อตัวเองและเลี้ยงดูบุตรชายผู้น่ารักคนนั้น...อย่างดีที่สุด
มือเรียวหยิบพู่กันขึ้นเริ่มเขียน
อาเหมยที่ยืนอยู่ด้านข้าง มองผู้เป็นนายด้วยสีหน้าลังเล ก่อนจะกลั้นใจเอ่ยขึ้นเบา ๆ “อี้เหนียงจะไม่ออกเรือนใหม่หรือเจ้าคะ”
ไป๋เล่อหยักหน้า “อืม...ไม่แต่งแล้ว”
อาเหมยนิ่งงัน เอ่ยเสียงเบาราวกับกลัวจะขัดใจอีกฝ่าย
“แต่อี้เหนียง...ข้าวของเครื่องประดับเราขายเกือบจะหมดแล้ว...อีกอย่างนายท่านรองก็ยืนคำตัดขาดท่านไปแล้ว...ในครัวก็ไม่ได้ส่งอาหารใด ๆ มาให้พวกเรานะเจ้าค่ะ...ตอนนี้เป็นเงินที่พวกเราจ่ายค่าอาหารหากไม่แต่งงานใหม่...เครื่องประดับพวกนั้นไม่นานก็ต้องมีวันหมด” อาเหมยเกรงว่านายของตนยังคิดเผื่อว่านายท่านรองอาจจะยังมีเยื่อไย
อันไป๋เล่อยิ้มบาง ๆ “ข้ารู้แล้ว”
ชีวิตยังไม่อับจนถึงขั้นต้องหวาดกลัวว่าจะไม่มีกิน อย่างน้อยปิ่นบนหัวนางก็ร้อยตำลึงกว่า กำไรหยกที่สวมก็หลายสิบตำลึงหรือแม้กระทั่งอาภรณ์ที่นางใส่ก็ยังขายได้ราคาดี
ตระกูลเผย...แม้จะเลี้ยงดูแต่บุตรหลาน ทอดทิ้งเหล่าอนุแต่ก็ไม่ได้โหดเหี้ยมถึงขั้นขับไล่ไสส่ง
หากไม่สร้างปัญหา ไม่เรียกร้อง
ก็สามารถอาศัยอยู่เงียบ ๆ ได้
เช่นเดียวกับอี้เหนียงสาม สตรีผู้อ่อนโยนผู้นั้น ก็ยังอาศัยอยู่ในเรือนเล็กท้ายจวน ปักผ้าขายประทังชีพและยังได้เฝ้ามองเลี้ยงดูอบรมบุตรชาย มีชีวิตเรียบง่ายแต่สงบสุข
ส่วนตนเอง...เดิมทีบิดาคิดจะหาสามีใหม่ให้ เพื่อให้ชีวิตไม่อับจน
ทว่า บิดาทิ้งเวลาหลายเดือนแล้วยังไม่มารับคาดว่าอาจจะต้องการบีบคั้นนางไม่ให้เลือกสามีมากนัก
และยังกำชับบอกนางถึงแม้นางจะงดงามแต่ด้วยอายุมากแล้ว ให้เผื่อใจกับสามีใหม่ อาจไม่หล่อเหลาแต่ก็นับว่าใช้ได้
เหตุผลเหล่านี้แต่งออกไปยิ่งหายนะกว่าเดิม
คนโบราณก็ช่างหยาบคาย นางอายุแค่ยี่สิบสี่ปี
พูดว่า สตรีอายุมากได้อย่างไร
แต่ว่า...อันไป๋เล่อคนก่อนก็ตัดสินใจตอบตกลงทันที เพราะหวังพึ่งชายอื่นเพื่อหลุดพ้นจากความลำบาก
นางไม่มีทางเป็นเช่นนั้น นางไม่เคยหวังพึงบุรุษอีกทั้ง
ยังมีบุตรชายเด็กคนนั้น “ข้า...จะเลี้ยงเขาด้วยสองมือนี้ให้ได้”
หลังจากเขียนจดหมายเสร็จ อันไป๋เล่อก็วางพู่กันลงเบาๆ นางพับกระดาษเรียบร้อย แล้วยื่นให้สาวใช้ที่ยืนรออยู่ข้างกาย
“... ส่งจดหมายนี้ไปให้ท่านพ่อเถอะ”
อาเหมยรับจดหมายกล่าว
“เจ้าค่ะ อี้เหนียง”
“ข้าไม่ใช่อี้เหนียงแล้ว...กลับไปเรียกคุณหนูเหมือนเดิม”
อาเหมยรับคำ จากนั้นก็รีบก้าวเท้าออกไปจากเรือน
อันไป๋เล่อลุกขึ้นยืน สายลมยามบ่ายอ่อนโยน พัดผ่านผมที่ปล่อยสยายราวกับปลอบโยน
นางก้าวออกจากห้องพลางเดินสำรวจโดยรอบอีกครั้งอย่างตั้งใจ
เรือนเล็กท้ายจวนแห่งนี้ แม้จะเงียบเหงาและถูกละเลย แต่พื้นที่โดยรอบกลับร่มรื่นและเงียบสงบ หากใช้ความรู้จากชีวิตเดิมของนางสักหน่อย ก็คงจะเปลี่ยนแปลงที่นี่ให้มีชีวิตชีวาขึ้นมาได้
เมื่อเดินวนจนทั่วบริเวณแล้ว
สายตาของนางก็หยุดอยู่ที่มุมหนึ่งซึ่งว่างเปล่า “ไป๋เล่อคนก่อน ไม่ชอบให้มีควันรบกวน...เช่นนั้นสิ่งแรกที่ข้าต้องทำคงเป็น...ครัว”
หลายมื้อที่ผ่านมาต่างซื้ออาหารเข้ามา จะไม่ให้สิ้นเปลื้องได้อย่างไร
ใช่แล้ว...นางจะเริ่มสร้าง “ครัว” ขึ้นมา เพื่อทำขนมปังและอาหารเล็กๆ น้อยๆ ก่อนจะค่อย ๆ เปลี่ยนเรือนร้างแห่งนี้ ให้เป็นที่ทำกิน
“ในที่สุดก็ถึงเวลาลงมือทำจริงๆ แล้วสินะ”
ความรู้สึกตื่นเต้นเล็กๆ ค่อยๆ ผลิบานในหัวใจของอันไป๋เล่อ
นางเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนใหญ่
ตลอดทาง บ่าวไพร่ที่พบเห็นต่างรีบหลบเลี่ยง ราวกับเงาของนางจะพาโชคร้ายมาด้วย
บางคนแสร้งก้มหน้า
บางคนรีบหันหลังไปอีกทาง
นางเอ่ยปากเรียก ก็แกล้งทำเป็นไม่ได้ยิน
จนกระทั่งนางหยุดอยู่ตรงหน้าโรงเก็บของกลางเรือนใหญ่ สายตากวาดมองหาเป้าหมาย ก่อนจะตะโกนขึ้นเสียงดัง
“พี่เจ้า! เอาจอบหรือพวกเสียมมาให้ข้าสักหน่อยสิ!”
เสียงนั้นทำเอาชายบ่าวที่กำลังจัดฟืนอยู่สะดุ้งเฮือก
เขาหันกลับมามองนางด้วยสีหน้าตกใจประหนึ่งเห็นผี
“อ..อี้เหนียงสี่...อี้เหนียงจะเอาไป...ทำอะไรหรือขอรับ?”
“ก็ต้องเอาไปถางหญ้าสิ”
คำตอบของนางทำให้คนทั้งโรงเก็บของตาโตแทบหลุดเบ้า
สายตาแต่ละคู่หันมามองกันปริบ ๆ แล้วก็เหลือบมองนางอีกครั้ง
สีหน้าคล้ายจะเขียนไว้ว่า
“อี้เหนียงสี่ผู้นั้น...จะลงมือเอง?”
และแน่นอนว่า...
ความคิดแรกที่โผล่ขึ้นมาในหัวของพวกเขาคือ “ไม่ใช่นางไปฆ่าใครมา แล้วจะขุดหลุมฝังศพไม่ให้ใครรู้เห็นหรอกนะ!?”
แต่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
บ่าวหนุ่มรีบยื่นจอบให้ด้วยมือไม้สั่น ถึงกลับฆ่าคนแล้ว
อันไป๋เล่อรับจอบมาแล้วหมุนตัวจากไปไม่ได้สนใจความคิดของพวกเขาพออันไป๋เล่อเดินจากไปจนลับสายตา เสียงกระซิบก็ดังขึ้น
“พวกเจ้า…ว่าเราควรจะแอบไปดูดีหรือไม่?”
เขากลืนน้ำลายลงคอเอ่ยต่อ
“เผื่อ...เกิดเรื่องไม่ดีขึ้นมา เราจะได้รีบไปแจ้งนายท่านรองทันนะ...”
ทันทีที่พูดจบ บ่าวอีกสองคนที่ยืนอยู่ข้างกันก็ตาโตพยักหน้าหงึก ๆ พร้อมกันอย่างพร้อมเพรียง
สีหน้าทั้งหวาดหวั่น ทั้งอยากรู้อยากเห็น
โปรดยืนยัน 2หลังจากตัดสินใจอยู่ต่อ นางถือโอกาสเหมาะบอกไป๋เล่อว่าระบบหายไป ไป๋เล่อเพียงมองซูซวงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มอย่างยินดี ซูซวงเอ่ยต่อ “ข้าจำเป็นต้องวางแผนเพื่อตนเอง อยากจะเรียนหมอเพิ่ม” ไป๋เล่อเพียงกล่าวว่า “ในเมื่อจะเรียน ก็ต้องเรียนกับผู้ที่เก่งที่สุด”หลังจากนั้นไม่นาน นางก็เชิญหมอผู้มีชื่อเสียงหลายคนมายังอี้โจว ทั้งหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร หมอผู้ชำนาญการฝังเข็ม และหมอหญิงที่มีประสบการณ์ด้านการรักษาสตรีกับเด็กซูซวงมิได้ถือตัวว่าตนมีความรู้จากโลกเดิมมากกว่าใคร นางฟังทุกคำแนะนำ ซักถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ และทดลองด้วยความระมัดระวังนางรู้ดีว่า ความรู้ทางการแพทย์มิใช่สิ่งที่สามารถหยุดอยู่กับที่ แม้เคยเป็นหมอในโลกเดิม เมื่อมาอยู่ในสถานที่ที่สมุนไพร สภาพแวดล้อม และข้อจำกัดแตกต่างออกไป นางก็ยังต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่อีกครั้งวันเวลาค่อย ๆ ผ่านไปเช่นนั้นไป๋เล่อมอบส่วนแบ่งจากกิจการบางส่วนให้นางตามที่เคยตกลงไว้ โดยเฉพาะกิจการที่ซูซวงมีส่วนช่วยปรับปรุงหรือให้ความรู้แม้รายได้เหล่านั้นจะมิใช่ทรัพย์สินมหาศาลที่ได้รับในชั่วข้ามคืน แต่ก็เพียงพอให้นางซื้อสมุนไพร จ้างผู้ช
โปรดยืนยัน 1 [ท่านตัดสินใจหรือยัง] “ยัง อย่าเร่งได้หรือไม่ เรื่องสำคัญเชียวนะ” [ถ้าลังเล ก็หมายถึง ท่านเลือกที่จะอยู่แล้ว]“ผู้ใดบอกเจ้ากัน”[ระบบวิเคราะห์จากระยะเวลาการตอบสนองและภาวะทางอารมณ์ของผู้ทำภารกิจ]ซูซวงรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุถึงส่วนลึกของจิตใจ จึงรีบโต้กลับ“การลังเลมิได้หมายความว่าข้าเลือกอยู่ต่อเสียหน่อย”[กำลังตรวจสอบสถานะภารกิจ]ซูซวงชะงัก“ตรวจสอบสิ่งใด”ตัวอักษรบนหน้าจอเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว[เงื่อนไขภารกิจหลักครบถ้วน]หัวใจของซูซวงพลันกระตุก“เดี๋ยวก่อน”[ผู้ทำภารกิจสามารถตัดสินใจเดินทางกลับโลกเดิมได้ทันที]ปลายนิ้วของนางแข็งค้างอยู่บนแบบร่างเสียงจากห้องข้าง ๆ คล้ายห่างออกไปในทันใด“ตอนนี้เลยหรือ”[ถูกต้อง]ซูซวงไม่ทันได้เตรียมใจเลยแม้แต่น้อยนางคิดมาตลอดว่ายังมีเวลา[โปรดยืนยันการตัดสินใจ]ข้อความสองบรรทัดปรากฏขึ้นตรงหน้า[กลับโลกเดิม][คงอยู่ในโลกปัจจุบัน][โปรดยืนยัน]ข้อความบนหน้าจอกะพริบขึ้นอีกครั้งซูซวงรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก“อย่าเร่งข้า!”[จำเป็นต้องเลือก]“เหตุใดต้องเลือกเดี๋ยวนี้ด้วย”[ผู้ทำภารกิจร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับส
รายได้ธรรมดา 2“ของดีถึงเพียงนี้ เจ้าจะเก็บไว้ใช้ในจวนเพียงผู้เดียวหรือ”“ไม่ใช่เช่นนั้น” ไป๋เล่อคงเลื่อนแบบร่างหรือกระดาษบางอย่างไปตรงหน้าพี่ชาย เพราะมีเสียงกระดาษเสียดสีกับพื้นโต๊ะดังตามมา“ข้าไม่ขายของเหล่านี้ให้ท่าน แต่จะมอบวิธีทำให้ท่านไปเลย”อันหย่งฟู่เงียบไปครู่ต่อมาเสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม“เจ้าจะมอบวิธีทำให้ข้า?”“เจ้าค่ะ เช่นเดียวกับกิจการก่อน ๆ ข้าจะให้สูตร วัตถุดิบ และวิธีสร้างเตาแก่ท่าน ส่วนท่านเป็นผู้ลงทุน ตั้งโรงงาน หาช่าง และนำสินค้าออกขาย”ไป๋เล่อเว้นจังหวะเล็กน้อย“ข้าไม่รับเงินก้อนจากท่าน แต่จะขอส่วนแบ่งจากกำไรแทน”ความเงียบในห้องรับรองดำเนินอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะของอันหย่งฟู่จะดังขึ้นอย่างยินดี“แน่นอน ๆ!”น้ำเสียงของเขากลับมารื่นเริงยิ่งกว่าเดิม“น้องสาวสุดที่รัก บอกเงื่อนไขมาได้เลย พี่ชายคนนี้ตามใจเจ้าทุกอย่าง”ไป๋เล่อหัวเราะออกมาเบา ๆ“เมื่อครู่ยังหุบยิ้ม หน้าตึงใส่ข้าอยู่เลยนะเจ้าคะ”“ข้านึกว่าเจ้าจะนำของดีเช่นนี้ไปมอบให้ผู้อื่นเสียอีก หากมอบวิธีทำให้ข้า แล้วข้าจะยังทำหน้าบึ้งใส่เจ้าได้อย่างไร”เสียงพูดคุ
รายได้ธรรมดา 1ไป๋เล่อชะงักไปเพียงเล็กน้อย ก่อนมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนซูซวงเริ่มพึงพอใจกับชีวิตที่นี่แล้ว เริ่มผูกพันกับผู้คน กับงานที่ทำ และกับบางสิ่งที่นางเองอาจยังไม่ยอมรับทว่าไป๋เล่อมิได้เอ่ยรั้งนางเพียงวางแบบร่างลงบนโต๊ะ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม“เรื่องของวันหน้าก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันหน้าเถิด...เหตุใดต้องเศร้าก่อนวันที่จะมาถึงเล่า”ซูซวงเงยหน้ามองนาง “ตอนนี้พวกเรายังอยู่ที่นี่ ของก็ยังทำไม่เสร็จ หิมะก็ยังไม่ตก จะรีบคิดถึงวันที่ต้องจากไปทำไมกัน”ไป๋เล่อใช้นิ้วเคาะลงบนแผ่นกระดาษเบา ๆซูซวงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง“เจ้าค่ะ”ขณะนั้นเอง บ่าวชายผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู ก่อนประสานมือคารวะ “พระชายาขอรับ คุณชายใหญ่อันหย่งฟู่มาถึงแล้ว ยามนี้รออยู่ด้านนอกขอรับ”ไป๋เล่อพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจ “เชิญพี่ใหญ่ไปนั่งรอที่ห้องรับรองด้านข้างได้เลย ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้”“ขอรับ”เมื่อบ่าวถอยออกไป ไป๋เล่อจึงหันมาหาซูซวง “ข้าเรียกพี่ใหญ่มาคุยเรื่องกิจการแก้ว เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ ลองดูแบบร่างต่อไปตามสบาย หากเห็นจุดใดควรแก้ก็เขียนกำกับไว้ให้ข้า”ซูซวงพยักหน้า“ท่านไปเถิด
ใกล้จบแล้วชีวิตของซูซวงยังคงเป็นปกติทุกเช้านางยังคงเดินทางไปยังสถานกักกันเพื่อตรวจอาการผู้ป่วยดังเดิม ตรวจชีพจร จ่ายยา เปลี่ยนแผล และคอยติดตามผู้ที่มีอาการหนักอย่างละเอียดสถานการณ์ภายในเมืองอี้โจวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผู้ป่วยรายใหม่ลดลงทุกวัน ส่วนผู้ที่เคยมีไข้สูงและตุ่มพุพองก็เริ่มฟื้นตัว หลายคนสามารถลุกขึ้นนั่ง กินอาหาร และพูดคุยกับญาติที่คอยดูแลได้แล้วเมื่อมีหมอหลวงเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ งานของซูซวงจึงไม่หนักหนาเหมือนช่วงแรกแม้หลิวเซิ่งจะพยายามส่งคนมาถามหานางอยู่บ้าง แต่ทุกครั้งล้วนถูกคนของเผยอี้หลางกันไว้ด้วยถ้อยคำสุภาพไม่มีผู้ใดกล่าวห้ามมิให้บิดาพบบุตรสาวทว่าทุกครั้งที่หลิวเซิ่งส่งคนมา ซูซวงกลับมีธุระอยู่พอดีเสมอนางมองออกว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ในเมื่อเผยอี้หลางไม่เอ่ย นางก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เช่นกันอย่างน้อยวิธีนี้ก็ช่วยให้นางทำงานได้อย่างสงบ โดยไม่ต้องคอยรับมือกับคำตำหนิหรือคำสั่งของบิดาอยู่ตลอดเวลาหลังจากงานในสถานกักกันเบาบางลง ซูซวงจึงมาช่วยไป๋เล่อตรวจสอบแบบร่างของสเก็ตน้ำแข็งและสกีตามที่รับปากไว้ภายในห้องทำงานด้านข้างโรงช่าง มีแผ่นไม้ยาว รองเท้าหนัง และชิ้
รับข้อเสนอ 6ซูซวงมองใบหน้าเรียบเฉยนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าควรรู้สึกโล่งใจหรือขุ่นเคืองดี “หมายความว่าท่านไม่เห็นด้วย หรือไม่ใส่ใจเจ้าคะ”เผยอี้หลางนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งเข้าใจว่านางกำลังตีความคำตอบของเขาไปในทางใด“ข้าหมายถึง ข้าไม่มีความเห็นคัดค้าน”ซูซวงกะพริบตา“ไม่มีความเห็นคัดค้าน...”“ใช่”“เพราะท่านเชื่อฟังพระชายาหรือเจ้าคะ”เผยอี้หลางสบตานางตรง ๆ แสงโคมส่องผ่านดวงตาสีเข้มคู่นั้น ทำให้แววตาที่เคยเย็นชาดูอ่อนลงเล็กน้อย “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของข้า”เขากล่าวช้า ๆ “หากข้าไม่เห็นด้วย ย่อมไม่มีผู้ใดบังคับข้าได้”หัวใจของซูซวงพลันเต้นผิดจังหวะ นางหลบสายตาไปทางอื่นทันที คำพูดของเขาชัดเจนกว่าที่คาดไว้มาก ทว่าก็ยังคลุมเครือเสียจนทำให้นางไม่รู้ว่าควรตีความไปในทางใดซูซวงพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ“เช่นนั้น... ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”เผยอี้หลางมองนางที่ไม่ยอมสบตาตน ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง“หมายความตามที่กล่าว”ซูซวงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาหนึบ ๆ จะให้นางถามตรง ๆ ว่าเขาพึงใจในตัวนางหรือไม่ ก็ดูจะไร้ยางอายเกินไปนัก อีกทั้งพวกเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ต่อให้มีข้อหมั้นห
ตอนที่ 76 คิดสัดส่วนอย่างไรหลายวันต่อมา ไป๋เล่อใช้เวลาไปกับการเตรียมตำรับขนมและทดลองปลูกผักในสวนหลังเรือน นางยังใช้เวลานั่งกับแม่ครัวในครัวไฟ คิดค้นเมนูใหม่จากเห็ดที่เพาะไว้เอง ทั้งเห็ดหอม เห็ดฟาง เห็ดขาว ล้วนถูกนำมาปรุงเป็นของคาวของหวานให้คนในจวนได้ชิมกันไม่ขาดเสียงหัวเราะของบ่าวสาวใช้ดังอยู่แท
ตอนที่ 9 ต้องดีขึ้นหวังเจียงจิงนำชุดที่ตัดเรียบร้อยมาส่งให้ไป๋เล่อ ขณะนั้นไป๋เล่อกำลังเตรียมขนมไปขายพรุ่งนี้ บนโต๊ะไม้เรียงรายไปด้วยขนมไม่น้อยกว่าห้าสิบชิ้น หลากหลายรูปแบบ ทั้งขนมงาเคลือบน้ำผึ้งหอมกรุ่น ขนมอบหวานละมุนที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ขนมแป้งทอดกรอบสีทองอร่าม และแม้แต่ขนมก้อนฟูนุ่มที่แต่งหน้าด
ตอนที่ 8 ความเปลี่ยนแปลง เมื่ออาเหมยกลับมาถึงเรือน ก็เห็นไป๋เล่อนั่งอยู่ในสวนหลังบ้าน มือยังคงพรวนดินรดน้ำแปลงผักเล็ก ๆ ที่เพิ่งเพาะเสร็จใหม่ กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยรอบสวน“คุณหนู…” อาเหมยเอ่ยเสียงนุ่ม พลางก้าวเข้ามาใกล้ไป๋เล่อหันหน้ามามอง “เหนื่อยหรือไม่...นั่งพักสักหน่อ
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ไป๋เล่อหัวเราะเบา ๆ “น่าระอายนักข้ายังมีเรื่องจะขอรบกวนท่านอีกสักอย่าง” ไป๋เล่อยกตะกร้าหวายเล็กขึ้นมา หยิบกล่องผักสลัดวางลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเจียงจิง“นี่คือน้ำปรุงผักงาน้ำผึ้งที่ข้าลองทำ…พี่สาวช่วยชิมแล้ววิจารณ์ให้ตรงไปตรงมาหน่อยเถอะ ข้าตั้งใจจะเอาไปขาย”เจียงจิงเลิกคิ้







