Masukหลังจากแบกจอบกลับมาถึงเรือนท้าย
อันไป๋เล่อก็วางมันพิงไว้ข้างกำแพงหิน ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในเรือน กลับออกมาอีกครั้ง พร้อมชุดขี่ม้าสีเรียบที่เคยใช้ตอนเดินทาง
ผ้าคาดเอวถูกมัดแน่นเพื่อให้เคลื่อนไหวคล่องตัว บ่าวไพร่ที่มาแอบดูต่างไม่เชื่อสายตา พวกเขามองดูอยู่ครู่หนึ่ง
นางคว้าจอบขึ้นอีกครั้ง แล้วเริ่มลงมือถางหญ้าที่รกอยู่รอบเรือน
จอบในมือถูกเหวี่ยงดูค่อนข้างเชี่ยวชาญ
ท่วงท่าราบเรียบ แต่กลับเต็มไปด้วยความตั้งใจ
เสียง "ฉับ ฉับ" ของจอบดังเป็นจังหวะ
คลุกเคล้ากับกลิ่นหญ้าและดินชื้น
ที่พุ่มไม้ห่างออกไปเล็กน้อย
บ่าวไพร่สามคนแอบมองด้วยสายตาเบิกกว้าง
“นั่น...อี้เหนียงสี่กำลังถางหญ้าเองจริง ๆ?”
พวกเขาต่างไม่เชื่อสายตาตนเอง
ยิ่งดู...ก็ยิ่งตะลึง
แต่ยังไม่ทันได้กระซิบกันต่อ เสียงเรียบนิ่งแฝงน้ำเสียงดุเล็ก ๆ ดังขึ้นอยู่ด้านหลัง “พวกเจ้ากำลังทำอะไร!!”
ทั้งสามสะดุ้งเฮือก รีบหันขวับกลับไป
ทันใดนั้นก็ถอนหายใจโล่งอกแทบพร้อมกัน
“คุณชายสี่...บ่าวตกใจหมดขอรับ...”
ซ่งเหยาคุณชายสี่ของจวนเผย ยืนกอดอกอยู่ด้านหลัง แววตาจริงจังเกินวัยแม้อายุเพียงไม่กี่ขวบ แต่ท่าทางกลับดูน่าเกรงขามในสายตาบ่าวไพร่
“นี่พวกเจ้ากำลังแอบดูอี้เหนียงสี่อยู่หรือ?”
“ถึงนางจะถูกขับออกจากตระกูล แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเจ้าจะหมิ่นเกียรตินางได้นะ...”
“ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อ!”
เสียงของเด็กน้อยเด็ดขาดเกินวัย
บ่าวทั้งสามหน้าถอดสี รีบยกมือไหว้ลนลาน
“คุณชายสี่... พวกข้าเปล่าคิดเช่นนั้นนะขอรับ!”
“ได้โปรดฟังพวกข้าก่อนขอรับ!”
อันไป๋เล่อ ขุดดินได้ไม่นาน เหงื่อก็ซึมที่ข้างขมับเป็นจำนวนมาก นางวางจอบลงเอ่ย “สตรีผู้นี้คงไม่เคยออกแรงทำอะไร เหนื่อยเป็นบ้าเลย”
มีพูดคุยกันดังขึ้น ดวงตาเรียวสวยหรี่มองไปยังกลุ่มเสียงด้านหลังพลางเลิกคิ้วน้อย ๆ อย่างสงสัย
นางจึงเดินออกไปดูแล้วหยุดยืนตรงหน้าทุกคน ก่อนเอ่ยขึ้น
“นี่พวกเจ้ามาทำอะไรกันที่นี่”
น้ำเสียงไม่ได้ดุ หากแต่แฝงความหนักแน่นพอให้ทุกคนสะดุ้ง
บ่าวไพร่ทั้งสามคนหน้าซีดเผือด รีบก้มตัวโค้งจนแทบติดพื้น
“อี้เหนียงสี่! บ่าว…บ่าวไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่นะขอรับ!”
เผยซ่งเหยา เด็กชายวัยหกขวบที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ เม้มริมฝีปากแน่น พอเห็นมารดามาถึง ก็ดูจะลังเลว่าจะพูดอะไรดี
ในที่สุดก็กระซิบเบา ๆ “ข้า...แค่ไม่อยากให้ใครดูถูกท่านแม่…”
อันไป๋เล่อเหลือบมองลูกชายตัวน้อย ดวงตาที่เคยเย็นชาอ่อนลงเล็กน้อย นางหันกลับมามองบ่าวไพร่แล้วกล่าวเรียบ ๆ
“ทีหลังอยากรู้อะไร...ก็ถามตรง ๆ”
“ไม่ต้องแอบ ไม่ต้องกระซิบ...ข้าไม่ได้เป็นผี”
คำพูดนั้นทำเอาบ่าวทั้งสามแทบเกือบจะหยุดหายใจ
อันไป๋เล่อกวาดตามองบ่าวไพร่ทั้งสามที่ยังยืนก้มหน้าไม่กล้าหายใจแรง นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เด็ดขาด
“เรื่องที่พวกเจ้าแอบดูข้า...ข้าไม่เอาผิด”
บ่าวทั้งสามเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อหู
ที่อี้เหนียงสี่จะปล่อยพวกเขาไปง่าย
ทว่า...ยังไม่ทันจะโล่งใจเต็มที่ เสียงของนางก็ต่อขึ้นทันที
“แต่พวกเจ้าต้องช่วยข้าถางหญ้าเสียให้หมด” พอเห็นแววตาต่อต้านพวกเขานางก็เอ่ยถามต่อ
“หรือจะไม่ทำ”
“ทำขอรับ!”
เสียงรับคำดังลั่นแทบพร้อมกัน จากนั้นบ่าวทั้งสามคนก็พากันเร่งทำความสะอาดสวน อันไป๋เล่อจึงหันมาหาซ่งเหยา
“แล้วเจ้าเล่ามาทำอะไรที่นี่”
เด็กน้อยกลัวมารดาจะจับได้ว่าตัวเองก็แอบมาดูเช่นกัน จึงเอ่ยกลบเกลือน “เห็นพวกเขาแอบตามท่านมา ข้าก็เลยแอบตามพวกเขามาอีกที”
ไป๋เล่อพยักหน้าทำที่เข้าใจ อาเหมยกลับมานางไม่เห็นไป๋เล่ออยู่ในเรือนจึงเดินออกมาตาม
“คุณหนู...เหตุใดมาอยู่ที่นี่เจ้าคะ ..อ่ะ คุณชายสี่ แล้วๆ พวกเขามาทำอะไรเจ้าคะ”
“มาช่วยข้าถางหญ้าน่ะ”
อาเหมยขมวดคิ้ว หากเป็นเมื่อก่อนอี้เหนียงสี่เรียกใช้บ่าวในตระกูลเผยย่อมไม่ใช่เรื่องผิดแปลก ทว่าตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป อี้เหนียงสี่เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยทำนั้น ย่อมไม่ควรเรียกใช้ใครและถึงเรียกใช้พวกเขาก็ไม่มาทำให้
ไป๋เล่อเห็นสายตาสงสัยของอาเหมยนางไม่อธิบายเอ่ยสั้น ๆ “เจ้ายกน้ำชามาที่นี่ให้ข้า”
“เจ้าค่ะ”
เผยซ่งเหยาเห็นมารดาไม่ได้เอ่ยไล่ตนให้กลับเรือน ไม่มีทีท่าน่ารำคาญ ก็ดีใจเงียบ ๆ
เด็กน้อยแอบเนียนเดินไปนั่งลงตรงโต๊ะใต้ศาลา
สายตาใสแจ๋วเฝ้ามองจับจ้องมารดาอย่างไม่คลาดสายตา
ด้านบ่าวชายทั้งสาม แม้จะบ่นในใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเริ่มลงมือก็กลับจริงจังมากกว่าที่คิด
พวกเขาแบ่งหน้าที่กันอย่างคล่องแคล่ว ทั้งถอนหญ้า กวาดเศษใบไม้ ตัดกิ่งไม้แห้ง และเก็บก้อนหินที่กระจัดกระจายตามทาง
ไม่นานนัก...
บริเวณสวนท้ายเรือนที่เคยรกร้างก็กลับดูโล่งสะอาด ร่มรื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อันไป๋เล่อมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
ถึงแม้นางจะอยากลงแรงเองได้ แต่การมีแรงงานสามคนช่วย ก็ย่อมดีกว่าต้องใช้จอบอยู่คนเดียวเป็นแน่
“ดีกว่าข้าขุดเองมากทีเดียว”
นางเอ่ยเสียงเรียบ ริมฝีปากยังคงมีรอยยิ้มบาง
จากนั้น นางจึงหันไปหาทั้งสามคน พลางกล่าวอย่างไม่เร่งร้อน
“พวกเจ้า...หากว่างจากงานในเรือนใหญ่ มาช่วยข้าทำสวนที่นี่ได้หรือไม่?”
ทั้งสามคนชะงัก ไป๋เล่อจึงเอ่ยต่อ “แน่นอนว่า ข้าไม่ใช้แรงเปล่า...ย่อมมีค่าตอบแทน...แล้วข้าอยากจะทำโรงครัวสักหน่อยพวกเจ้าพอหาช่างมาทำให้ได้หรือไม่”
บ่าวทั้งสามหันหน้ามองกันแล้วเอ่ย
“พวกข้าทำได้ขอรับ”
“งั้นดี...รอตรงนี้ ข้าไปหยิบเงินบางส่วนให้พวกเจ้าไปซื้อข้าวของก่อน” พอให้เงินเสร็จไป๋เล่อพูดคุยกับพวกเขาสักพักหลังจากนั้น ทั้งสามโค้งตัวให้ก่อนจะแยกย้ายกลับเรือน
เผยซ่งเหยานั่งมองอยู่ที่ศาลาอย่างตั้งใจ ไม่พูดไม่จา จนกระทั่งอันไป๋เล่อหันมาถามเสียงเรียบ
“เจ้าไม่ต้องเรียนหรือ?”
เด็กชายสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบอย่างคล่องแคล่ว
“วันนี้อาจารย์มีธุระอื่นต้องไปทำขอรับ”
อันไป๋เล่อพยักหน้าเบา ๆ พลางครุ่นคิด นางตั้งใจจะออกไปตลาดซื้อของเล็กน้อย เผื่อเริ่มวางแผนปรับครัวและสวน
จึงหันไปหาอี้ชิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ข้าจะไปตลาด...สามารถพาคุณชายสี่ไปด้วยได้หรือไม่?”
อี้ชิงเบิกตากว้างเล็กน้อยอย่างตกตะลึง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา อี้เหนียงสี่ไม่เคยพาคุณชายออกไปข้างนอกด้วยตนเองเลยสักครั้ง
“เอ่อ...ข้า...ข้าคงต้องเรียนถามนายท่านรองก่อนเจ้าค่ะ”
อันไป๋เล่อฟังแล้ว เอ่ยเสียงราบ “เช่นนั้นก็วันหลังเถอะ...ข้าจะออกไปข้างนอกแล้ว เจ้าก็กลับไปเสีย”
เผยซ่งเหยาไม่แสดงความงอแงแม้แต่น้อย
เขาลุกขึ้น ค้อมกายอย่างนอบน้อม “ขอรับ...อี้เหนียง”
อันไป๋เล่อมองตามหลังเขาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปบอกอาเหมย
“ไปข้างนอกกันเถอะ”
ตอนพิเศษ มนต์ขลังแห่งสุรา 2ที่มุมหนึ่งของห้องโถง ร่างสูงสง่าในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองลายเมฆมงคลยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ กลิ่นอายความสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาทำให้บ่าวไพร่รอบข้างต่างก้มหน้าด้วยความเกรงขาม เผยกู้หยางทอดสายตามองดูนางด้วยรอยยิ้มละมุนที่มุมปาก แววตาของพระองค์เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่“ดูเหมือนว่าเจ้าจะชอบชงสุรานัก” ซินอ๋องเอ่ยทักน้ำเสียงนุ่มทุ้มไป๋เล่อย่อกายลงถวายคำนับอย่างอ่อนช้อยก่อนจะเงยหน้าสบพระพักตร์ ยิ้มหวานกล่าว “เจ้าค่ะ”นางตอบรับด้วยน้ำเสียงใส “ไม่เพียงแต่สุราเท่านั้นหรอกเจ้าค่ะ ไม่ว่าจะขนมหรืออาหาร ยามที่ข้าได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนยามได้ลิ้มรสสิ่งที่ข้าตั้งใจรังสรรค์ขึ้น มันทำให้จิตใจของข้าเบิกบานยิ่งนัก ความเหนื่อยล้าจากการเตรียมงานทั้งหมดมลายหายไปสิ้นเพียงเพราะรอยยิ้มเหล่านั้นเจ้าค่ะ”ซินอ๋องหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทรงก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยและสมุนไพรที่ติดอยู่บนตัวนาง กลิ่นที่สดชื่นและมีเอกลักษณ์นี้ทำให้พระองค์รู้สึกผ่อนคลาย “วันนี้ข้ามาตรวจบัญชี... ไม่รู้ว่าเดือนนี้จวนอ๋องจะได้ส่วนแบ่งเท่าไร”“รับรองว่าไม่ทำให้พระองค์ต้องผิดหวังเจ้าค่
ตอนพิเศษ มนต์ขลังแห่งสุรา 1ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของเมืองอี้โจวที่เคยมีเพียงเสียงกระดิ่งคอวัวและเสียงน้ำไหล บัดนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยกลิ่นอายความแปลกใหม่ที่โชยออกมาจากเรือนไม้หลังใหญ่ริมน้ำ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็น"โรงสุราอันถิง" สถานที่ที่อันไป๋เล่อใช้ความรู้จากชาติก่อนมาพลิกโฉมวัฒนธรรมการดื่มของคนโบราณไปอย่างสิ้นเชิงที่นี่ถูกเล่าลือว่า สามารถเปลี่ยนน้ำเมาธรรมดาให้กลายเป็นโอสถทิพย์ได้ หรือ พระชายาอันไป๋เล่อกล่าว "ศาสตร์การปรุงสุรา" ยามบ่ายที่แสงแดดส่องผ่านร่มเงาไม้ ไป๋เล่อยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ที่ขัดจนเงาวับ เบื้องหน้านางคือบุรุษและสตรีกลุ่มหนึ่งที่ดูมีฐานะ พวกเขามาเพื่อดื่มสุรารสชาติใหม่ ๆ “สุรามิได้มีไว้เพียงเพื่อดับทุกข์หรือมอมเมาสติเจ้าค่ะ” ไป๋เล่อเอ่ยพลางยกกระบอกไม้ไผ่ที่ผ่านการรมควันจนหอมขึ้นมา “แต่สุราคือศิลปะที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติและอารมณ์เข้าด้วยกัน”นางเริ่มสาธิตการทำเครื่องดื่มที่ไม่มีใครเคยเห็น ปลายนิ้วเรียวหยิบลูกเบอร์รี่ป่าที่อาเหมยไปช่วยเก็บมาเมื่อเช้า ใส่ลงในถ้วยกระเบื้องแล้วใช้ไม้บดเบาๆ กลิ่นหอมเปรี้ยวอมหวานของผลไม้สดฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ จากนั้
ตอนที่ 139 เจ้าว่าดีข้าก็ว่าดี แดดยามบ่ายคล้อยต่ำ ละอองแสงสีทองโรยตัวทาบลงบนสวนดอกไม้ที่เพิ่งถูกลมพัดเอนอ่อนไป๋เล่อเดินเคียงข้างเผยกู้หยางอย่างเงียบงาม ราวกับก้าวของทั้งสองถูกปรับจังหวะให้ตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเมื่อถึงศาลาไม้ริมสระนางหยุดยืนมองเงาตัวเองในผืนน้ำก่อนจะหันไปสบตาเขาประกายในนัยน์ตาของเผยกู้หยางอบอุ่นลึกซึ้งกว่าแสงอาทิตย์ใด ๆ ที่เคยตกกระทบผิวโลกเขามองนางราวกับมองสิ่งเดียวที่มั่นคงในชีวิตที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลับและความไม่แน่นอนไป๋เล่อสูดลมหายใจเบา ๆ แล้วจึงเอ่ยคำที่นางครุ่นคิดมานาน“ข้าจะหยุด…ที่ท่านเจ้าค่ะ”คำพูดนั้นแผ่วนุ่มแต่หนักแน่นพอจะทำให้ลมหายใจของบุรุษตรงหน้าชะงัก เผยกู้หยางก้าวเข้ามาใกล้เพียงครึ่งก้าว ริมฝีปากยกยิ้มละมุนที่มีเพียงไป๋เล่อเท่านั้นจะได้เห็น“เล่อเอ๋อร์…ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น”ไป๋เล่อเอนกายพิงราวศาลาเบา ๆ ลมเย็นพัดกระทบแก้มนางจนปรอยผมสั่นไหว นางหันกลับไปสบตาเผยกู้หยางอีกครั้ง แล้วเอ่ยช้า ๆ ด้วยเสียงนุ่มทว่ามั่นคงดั่งประกายแสงในน้ำ“ตอนนี้ข้าสามารถเคียงคู่ท่าน…โดยไม่ต้องหวั่นเกรงสิ่งใดอีกแล้วเจ้าค่ะ ข้ามีกิจการของตนเอง มีรายได้ของตนเอง ข้
ตอนที่ 138 อยู่ตรงนี้ อยู่นิ่งๆวันนี้แสงแดดกำลังดี ไป๋เล่อไม่มีธุระอื่น ทว่ากลับถูกซ่งเหยาพามานั่งอยู่กลางสวนดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยอวล ทุกอย่างดูรื่นรมย์หมด…เว้นเสียแต่ว่า นางขยับไม่ได้ไป๋เล่อกระซิบใส่ลูกชายเสียงเบา“เหตุใดวันนี้เหยาเอ๋อร์ถึงได้มาพร้อมกับท่านอ๋องกันล่ะ”ซ่งเหยาหันมายิ้มตาหยีราวกับภูมิใจในภารกิจครั้งใหญ่ “ท่านพ่อบอกว่า อยากให้ท่านแม่อยู่นิ่ง ๆ บ้าง ข้าก็เลยคิดว่าวิธีนี้น่าจะใช้ได้ที่สุด”…ให้นางมานั่งเป็นแบบวาดรูป นี่หรือวิธี "อยู่นิ่ง ๆ" ของพ่อลูกคู่นี้ไป๋เล่อแทบจะหัวเราะไม่ออกทันใดนั้นเผยกู้หยางก็เงยหน้าขึ้นจากกระดาษพู่กัน เอ่ยเสียงเข้ม“พวกเจ้าอยู่นิ่งหน่อย”อา…นางนั่งอยู่เกือบครึ่งชั่วยามแล้วนะไป๋เล่อเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะถามอย่างอ่อนแรง“นี่…ท่านอ๋อง อีกนานหรือไม่เจ้าคะ”เผยกู้หยางตอบโดยไม่เงยหน้า ริมฝีปากกลับยกยิ้ม “เสร็จแล้ว” “เสร็จแล้วหรือ ท่านพ่อ!”เด็กชายดีดตัวขึ้นก่อนผู้เป็นแม่เสียอีกไป๋เล่อค่อย ๆ ลุกขึ้น ยืดหลังเบา ๆ ราวกับกระดูกทั้งตัวเพิ่งถูกปลดพันธนาการจากการนั่งนิ่งนานเกินควร นางเดินเข้าไปหาเผยกู้หยางภาพให้ดูตรงหน้า—
ตอนที่ 137 สำเร็จขั้นแรก ถึงจะบอกว่าเป็นการย้ายเรือน ทว่าในสายตาของไป๋เล่อแล้ว…มันก็เป็นเพียงการเปลี่ยนที่นอนเท่านั้น ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลาย อาเหมยเป็นผู้คุมดูแลอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะแพ็กของ ขนย้าย หรือจัดระเบียบล้วนทำได้เรียบร้อยจนไป๋เล่อแทบไม่ต้องเอ่ยปากสั่งและ เรือนใหม่ที่นางย้ายไปนั้น…ก็มีหวังเจียงจิงที่จัดแจงทุกอย่างยิ่งกว่าใครตั้งแต่เครื่องเรือน ผ้าม่าน ปลอกหมอน ยันกระถางดอกไม้ เจียงจิงดุจพายุเงียบที่พัดพาทุกสิ่งเข้าที่เรียบร้อยส่วนกลุ่มสตรีที่เรียนการทำเครื่องหอม นางยังคงให้พวกเขาอยู่ในเรือนเดิมเพราะที่นั่นมีเตากลั่น ห้องอบแห้ง และเครื่องมือครบครันหลังจากพวกนางกลั่น น้ำอบบริสุทธิ์ ได้ดีแล้ว ไป๋เล่อก็พาพวกนางเข้าสู่ขั้นต่อไปนางเริ่มสอนการ กลั่นสุรา เพื่อดึง “แอกอฮอล์” บริสุทธิ์ออกมาสิ่งที่จะเป็นหัวใจของน้ำหอมในขั้นสุดท้ายกลิ่นสุราหวานปนควันร้อนอบอวลไปทั่วห้อง เสียงเดือดปุดของหม้อกลั่นดังประสานกับเสียงจดบันทึกของสตรีทั้งหก ทุกคนล้วนมีประกายตาแห่งความมุ่งมั่น พวกนางรู้จักวิธีกลั่นดีแล้วขั้นตอนนี้จึงผ่านไปอย่างรวดเร็วและแล้วพวกนางก็ก้าวมาถึงจุดสำคัญที่สุด การผสมห
ตอนที่ 136 เจิดจ้า ไป๋เล่อมองศิษย์ทั้งหกด้วยสายตาอ่อนโยนปนความคาดหวังหลังจากอธิบายหลักการทั้งหมด นางก็ผายมืออย่างช้า ๆ “เอาล่ะ…จากนี้พวกเจ้าจงฝึกกลั่นให้ชำนาญ จนกว่าหัวน้ำหอมที่ได้จะบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่พวกเจ้าทำได้ เมื่อมั่นใจแล้ว ให้คนไปแจ้งข้า” หญิงสาวทั้งหกพยักหน้าแรงจนปอยผมสั่น เมื่อไป๋เล่อเดินออกจากห้อง กลิ่นหอมบางเบายังลอยตามปลายแขนเสื้อของนางไปทันทีที่นายหญิงลับสายตาแต่ละคนก็รีบก้มหน้าก้มตาปรับเตา ปรับไฟ ปรับอุณหภูมิบางคนก็ไปเตรียมเครื่องหอมใหม่น้ำเสียงกระซิบเตือนกันเองดังเป็นระยะ แต่ในทุกประโยคมีทั้งความมุ่งมั่นและความหวังล้นอยู่ในนั้นพวกนางผลัดกันสูดดมกลิ่นที่กลั่นได้ดวงตาเบิกกว้างแทบไม่เชื่อว่าเป็นผลงานของตัวเองความภาคภูมิใจค่อย ๆ เต็มล้นห้องกลั่นหอมต่างคนต่างตั้งปณิธานในใจเดียวกันจะต้องทำให้ดีพอจนพระชายาอันไป๋เล่อต้องยิ้มชมให้ได้และเมื่อหัวน้ำหอมใสบริสุทธิ์เริ่มหยดลงในขวดแก้วทีละหยด…พวกเธอก็ยิ่งตั้งใจหนักแน่นกว่าเดิมว่าต้องทำให้ถึงระดับที่กล้าบอกกับผู้อื่นได้ว่า นี่คือผลงานของข้าเมื่อใดที่ทำสำเร็จ ไม่ต้องบอกกันก็รู้ว่าพวกนางจะรีบส่งคนไป




![เฟิ่งหวง [鳳凰]](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


