เข้าสู่ระบบหลังจากแบกจอบกลับมาถึงเรือนท้าย
อันไป๋เล่อก็วางมันพิงไว้ข้างกำแพงหิน ก่อนจะหมุนตัวกลับเข้าไปในเรือน กลับออกมาอีกครั้ง พร้อมชุดขี่ม้าสีเรียบที่เคยใช้ตอนเดินทาง
ผ้าคาดเอวถูกมัดแน่นเพื่อให้เคลื่อนไหวคล่องตัว บ่าวไพร่ที่มาแอบดูต่างไม่เชื่อสายตา พวกเขามองดูอยู่ครู่หนึ่ง
นางคว้าจอบขึ้นอีกครั้ง แล้วเริ่มลงมือถางหญ้าที่รกอยู่รอบเรือน
จอบในมือถูกเหวี่ยงดูค่อนข้างเชี่ยวชาญ
ท่วงท่าราบเรียบ แต่กลับเต็มไปด้วยความตั้งใจ
เสียง "ฉับ ฉับ" ของจอบดังเป็นจังหวะ
คลุกเคล้ากับกลิ่นหญ้าและดินชื้น
ที่พุ่มไม้ห่างออกไปเล็กน้อย
บ่าวไพร่สามคนแอบมองด้วยสายตาเบิกกว้าง
“นั่น...อี้เหนียงสี่กำลังถางหญ้าเองจริง ๆ?”
พวกเขาต่างไม่เชื่อสายตาตนเอง
ยิ่งดู...ก็ยิ่งตะลึง
แต่ยังไม่ทันได้กระซิบกันต่อ เสียงเรียบนิ่งแฝงน้ำเสียงดุเล็ก ๆ ดังขึ้นอยู่ด้านหลัง “พวกเจ้ากำลังทำอะไร!!”
ทั้งสามสะดุ้งเฮือก รีบหันขวับกลับไป
ทันใดนั้นก็ถอนหายใจโล่งอกแทบพร้อมกัน
“คุณชายสี่...บ่าวตกใจหมดขอรับ...”
ซ่งเหยาคุณชายสี่ของจวนเผย ยืนกอดอกอยู่ด้านหลัง แววตาจริงจังเกินวัยแม้อายุเพียงไม่กี่ขวบ แต่ท่าทางกลับดูน่าเกรงขามในสายตาบ่าวไพร่
“นี่พวกเจ้ากำลังแอบดูอี้เหนียงสี่อยู่หรือ?”
“ถึงนางจะถูกขับออกจากตระกูล แต่ก็ไม่ได้แปลว่าพวกเจ้าจะหมิ่นเกียรตินางได้นะ...”
“ข้าจะไปฟ้องท่านพ่อ!”
เสียงของเด็กน้อยเด็ดขาดเกินวัย
บ่าวทั้งสามหน้าถอดสี รีบยกมือไหว้ลนลาน
“คุณชายสี่... พวกข้าเปล่าคิดเช่นนั้นนะขอรับ!”
“ได้โปรดฟังพวกข้าก่อนขอรับ!”
อันไป๋เล่อ ขุดดินได้ไม่นาน เหงื่อก็ซึมที่ข้างขมับเป็นจำนวนมาก นางวางจอบลงเอ่ย “สตรีผู้นี้คงไม่เคยออกแรงทำอะไร เหนื่อยเป็นบ้าเลย”
มีพูดคุยกันดังขึ้น ดวงตาเรียวสวยหรี่มองไปยังกลุ่มเสียงด้านหลังพลางเลิกคิ้วน้อย ๆ อย่างสงสัย
นางจึงเดินออกไปดูแล้วหยุดยืนตรงหน้าทุกคน ก่อนเอ่ยขึ้น
“นี่พวกเจ้ามาทำอะไรกันที่นี่”
น้ำเสียงไม่ได้ดุ หากแต่แฝงความหนักแน่นพอให้ทุกคนสะดุ้ง
บ่าวไพร่ทั้งสามคนหน้าซีดเผือด รีบก้มตัวโค้งจนแทบติดพื้น
“อี้เหนียงสี่! บ่าว…บ่าวไม่ได้ตั้งใจจะลบหลู่นะขอรับ!”
เผยซ่งเหยา เด็กชายวัยหกขวบที่ยืนกอดอกอยู่ข้าง ๆ เม้มริมฝีปากแน่น พอเห็นมารดามาถึง ก็ดูจะลังเลว่าจะพูดอะไรดี
ในที่สุดก็กระซิบเบา ๆ “ข้า...แค่ไม่อยากให้ใครดูถูกท่านแม่…”
อันไป๋เล่อเหลือบมองลูกชายตัวน้อย ดวงตาที่เคยเย็นชาอ่อนลงเล็กน้อย นางหันกลับมามองบ่าวไพร่แล้วกล่าวเรียบ ๆ
“ทีหลังอยากรู้อะไร...ก็ถามตรง ๆ”
“ไม่ต้องแอบ ไม่ต้องกระซิบ...ข้าไม่ได้เป็นผี”
คำพูดนั้นทำเอาบ่าวทั้งสามแทบเกือบจะหยุดหายใจ
อันไป๋เล่อกวาดตามองบ่าวไพร่ทั้งสามที่ยังยืนก้มหน้าไม่กล้าหายใจแรง นางนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบแต่เด็ดขาด
“เรื่องที่พวกเจ้าแอบดูข้า...ข้าไม่เอาผิด”
บ่าวทั้งสามเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อหู
ที่อี้เหนียงสี่จะปล่อยพวกเขาไปง่าย
ทว่า...ยังไม่ทันจะโล่งใจเต็มที่ เสียงของนางก็ต่อขึ้นทันที
“แต่พวกเจ้าต้องช่วยข้าถางหญ้าเสียให้หมด” พอเห็นแววตาต่อต้านพวกเขานางก็เอ่ยถามต่อ
“หรือจะไม่ทำ”
“ทำขอรับ!”
เสียงรับคำดังลั่นแทบพร้อมกัน จากนั้นบ่าวทั้งสามคนก็พากันเร่งทำความสะอาดสวน อันไป๋เล่อจึงหันมาหาซ่งเหยา
“แล้วเจ้าเล่ามาทำอะไรที่นี่”
เด็กน้อยกลัวมารดาจะจับได้ว่าตัวเองก็แอบมาดูเช่นกัน จึงเอ่ยกลบเกลือน “เห็นพวกเขาแอบตามท่านมา ข้าก็เลยแอบตามพวกเขามาอีกที”
ไป๋เล่อพยักหน้าทำที่เข้าใจ อาเหมยกลับมานางไม่เห็นไป๋เล่ออยู่ในเรือนจึงเดินออกมาตาม
“คุณหนู...เหตุใดมาอยู่ที่นี่เจ้าคะ ..อ่ะ คุณชายสี่ แล้วๆ พวกเขามาทำอะไรเจ้าคะ”
“มาช่วยข้าถางหญ้าน่ะ”
อาเหมยขมวดคิ้ว หากเป็นเมื่อก่อนอี้เหนียงสี่เรียกใช้บ่าวในตระกูลเผยย่อมไม่ใช่เรื่องผิดแปลก ทว่าตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไป อี้เหนียงสี่เป็นเพียงผู้อยู่อาศัยทำนั้น ย่อมไม่ควรเรียกใช้ใครและถึงเรียกใช้พวกเขาก็ไม่มาทำให้
ไป๋เล่อเห็นสายตาสงสัยของอาเหมยนางไม่อธิบายเอ่ยสั้น ๆ “เจ้ายกน้ำชามาที่นี่ให้ข้า”
“เจ้าค่ะ”
เผยซ่งเหยาเห็นมารดาไม่ได้เอ่ยไล่ตนให้กลับเรือน ไม่มีทีท่าน่ารำคาญ ก็ดีใจเงียบ ๆ
เด็กน้อยแอบเนียนเดินไปนั่งลงตรงโต๊ะใต้ศาลา
สายตาใสแจ๋วเฝ้ามองจับจ้องมารดาอย่างไม่คลาดสายตา
ด้านบ่าวชายทั้งสาม แม้จะบ่นในใจอยู่บ้าง แต่เมื่อเริ่มลงมือก็กลับจริงจังมากกว่าที่คิด
พวกเขาแบ่งหน้าที่กันอย่างคล่องแคล่ว ทั้งถอนหญ้า กวาดเศษใบไม้ ตัดกิ่งไม้แห้ง และเก็บก้อนหินที่กระจัดกระจายตามทาง
ไม่นานนัก...
บริเวณสวนท้ายเรือนที่เคยรกร้างก็กลับดูโล่งสะอาด ร่มรื่นขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
อันไป๋เล่อมองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มพึงพอใจ
ถึงแม้นางจะอยากลงแรงเองได้ แต่การมีแรงงานสามคนช่วย ก็ย่อมดีกว่าต้องใช้จอบอยู่คนเดียวเป็นแน่
“ดีกว่าข้าขุดเองมากทีเดียว”
นางเอ่ยเสียงเรียบ ริมฝีปากยังคงมีรอยยิ้มบาง
จากนั้น นางจึงหันไปหาทั้งสามคน พลางกล่าวอย่างไม่เร่งร้อน
“พวกเจ้า...หากว่างจากงานในเรือนใหญ่ มาช่วยข้าทำสวนที่นี่ได้หรือไม่?”
ทั้งสามคนชะงัก ไป๋เล่อจึงเอ่ยต่อ “แน่นอนว่า ข้าไม่ใช้แรงเปล่า...ย่อมมีค่าตอบแทน...แล้วข้าอยากจะทำโรงครัวสักหน่อยพวกเจ้าพอหาช่างมาทำให้ได้หรือไม่”
บ่าวทั้งสามหันหน้ามองกันแล้วเอ่ย
“พวกข้าทำได้ขอรับ”
“งั้นดี...รอตรงนี้ ข้าไปหยิบเงินบางส่วนให้พวกเจ้าไปซื้อข้าวของก่อน” พอให้เงินเสร็จไป๋เล่อพูดคุยกับพวกเขาสักพักหลังจากนั้น ทั้งสามโค้งตัวให้ก่อนจะแยกย้ายกลับเรือน
เผยซ่งเหยานั่งมองอยู่ที่ศาลาอย่างตั้งใจ ไม่พูดไม่จา จนกระทั่งอันไป๋เล่อหันมาถามเสียงเรียบ
“เจ้าไม่ต้องเรียนหรือ?”
เด็กชายสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบตอบอย่างคล่องแคล่ว
“วันนี้อาจารย์มีธุระอื่นต้องไปทำขอรับ”
อันไป๋เล่อพยักหน้าเบา ๆ พลางครุ่นคิด นางตั้งใจจะออกไปตลาดซื้อของเล็กน้อย เผื่อเริ่มวางแผนปรับครัวและสวน
จึงหันไปหาอี้ชิงที่ยืนอยู่ด้านหลัง
“ข้าจะไปตลาด...สามารถพาคุณชายสี่ไปด้วยได้หรือไม่?”
อี้ชิงเบิกตากว้างเล็กน้อยอย่างตกตะลึง เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมา อี้เหนียงสี่ไม่เคยพาคุณชายออกไปข้างนอกด้วยตนเองเลยสักครั้ง
“เอ่อ...ข้า...ข้าคงต้องเรียนถามนายท่านรองก่อนเจ้าค่ะ”
อันไป๋เล่อฟังแล้ว เอ่ยเสียงราบ “เช่นนั้นก็วันหลังเถอะ...ข้าจะออกไปข้างนอกแล้ว เจ้าก็กลับไปเสีย”
เผยซ่งเหยาไม่แสดงความงอแงแม้แต่น้อย
เขาลุกขึ้น ค้อมกายอย่างนอบน้อม “ขอรับ...อี้เหนียง”
อันไป๋เล่อมองตามหลังเขาเล็กน้อย ก่อนจะหันไปบอกอาเหมย
“ไปข้างนอกกันเถอะ”
โปรดยืนยัน 2หลังจากตัดสินใจอยู่ต่อ นางถือโอกาสเหมาะบอกไป๋เล่อว่าระบบหายไป ไป๋เล่อเพียงมองซูซวงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มอย่างยินดี ซูซวงเอ่ยต่อ “ข้าจำเป็นต้องวางแผนเพื่อตนเอง อยากจะเรียนหมอเพิ่ม” ไป๋เล่อเพียงกล่าวว่า “ในเมื่อจะเรียน ก็ต้องเรียนกับผู้ที่เก่งที่สุด”หลังจากนั้นไม่นาน นางก็เชิญหมอผู้มีชื่อเสียงหลายคนมายังอี้โจว ทั้งหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร หมอผู้ชำนาญการฝังเข็ม และหมอหญิงที่มีประสบการณ์ด้านการรักษาสตรีกับเด็กซูซวงมิได้ถือตัวว่าตนมีความรู้จากโลกเดิมมากกว่าใคร นางฟังทุกคำแนะนำ ซักถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ และทดลองด้วยความระมัดระวังนางรู้ดีว่า ความรู้ทางการแพทย์มิใช่สิ่งที่สามารถหยุดอยู่กับที่ แม้เคยเป็นหมอในโลกเดิม เมื่อมาอยู่ในสถานที่ที่สมุนไพร สภาพแวดล้อม และข้อจำกัดแตกต่างออกไป นางก็ยังต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่อีกครั้งวันเวลาค่อย ๆ ผ่านไปเช่นนั้นไป๋เล่อมอบส่วนแบ่งจากกิจการบางส่วนให้นางตามที่เคยตกลงไว้ โดยเฉพาะกิจการที่ซูซวงมีส่วนช่วยปรับปรุงหรือให้ความรู้แม้รายได้เหล่านั้นจะมิใช่ทรัพย์สินมหาศาลที่ได้รับในชั่วข้ามคืน แต่ก็เพียงพอให้นางซื้อสมุนไพร จ้างผู้ช
โปรดยืนยัน 1 [ท่านตัดสินใจหรือยัง] “ยัง อย่าเร่งได้หรือไม่ เรื่องสำคัญเชียวนะ” [ถ้าลังเล ก็หมายถึง ท่านเลือกที่จะอยู่แล้ว]“ผู้ใดบอกเจ้ากัน”[ระบบวิเคราะห์จากระยะเวลาการตอบสนองและภาวะทางอารมณ์ของผู้ทำภารกิจ]ซูซวงรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุถึงส่วนลึกของจิตใจ จึงรีบโต้กลับ“การลังเลมิได้หมายความว่าข้าเลือกอยู่ต่อเสียหน่อย”[กำลังตรวจสอบสถานะภารกิจ]ซูซวงชะงัก“ตรวจสอบสิ่งใด”ตัวอักษรบนหน้าจอเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว[เงื่อนไขภารกิจหลักครบถ้วน]หัวใจของซูซวงพลันกระตุก“เดี๋ยวก่อน”[ผู้ทำภารกิจสามารถตัดสินใจเดินทางกลับโลกเดิมได้ทันที]ปลายนิ้วของนางแข็งค้างอยู่บนแบบร่างเสียงจากห้องข้าง ๆ คล้ายห่างออกไปในทันใด“ตอนนี้เลยหรือ”[ถูกต้อง]ซูซวงไม่ทันได้เตรียมใจเลยแม้แต่น้อยนางคิดมาตลอดว่ายังมีเวลา[โปรดยืนยันการตัดสินใจ]ข้อความสองบรรทัดปรากฏขึ้นตรงหน้า[กลับโลกเดิม][คงอยู่ในโลกปัจจุบัน][โปรดยืนยัน]ข้อความบนหน้าจอกะพริบขึ้นอีกครั้งซูซวงรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก“อย่าเร่งข้า!”[จำเป็นต้องเลือก]“เหตุใดต้องเลือกเดี๋ยวนี้ด้วย”[ผู้ทำภารกิจร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับส
รายได้ธรรมดา 2“ของดีถึงเพียงนี้ เจ้าจะเก็บไว้ใช้ในจวนเพียงผู้เดียวหรือ”“ไม่ใช่เช่นนั้น” ไป๋เล่อคงเลื่อนแบบร่างหรือกระดาษบางอย่างไปตรงหน้าพี่ชาย เพราะมีเสียงกระดาษเสียดสีกับพื้นโต๊ะดังตามมา“ข้าไม่ขายของเหล่านี้ให้ท่าน แต่จะมอบวิธีทำให้ท่านไปเลย”อันหย่งฟู่เงียบไปครู่ต่อมาเสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม“เจ้าจะมอบวิธีทำให้ข้า?”“เจ้าค่ะ เช่นเดียวกับกิจการก่อน ๆ ข้าจะให้สูตร วัตถุดิบ และวิธีสร้างเตาแก่ท่าน ส่วนท่านเป็นผู้ลงทุน ตั้งโรงงาน หาช่าง และนำสินค้าออกขาย”ไป๋เล่อเว้นจังหวะเล็กน้อย“ข้าไม่รับเงินก้อนจากท่าน แต่จะขอส่วนแบ่งจากกำไรแทน”ความเงียบในห้องรับรองดำเนินอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะของอันหย่งฟู่จะดังขึ้นอย่างยินดี“แน่นอน ๆ!”น้ำเสียงของเขากลับมารื่นเริงยิ่งกว่าเดิม“น้องสาวสุดที่รัก บอกเงื่อนไขมาได้เลย พี่ชายคนนี้ตามใจเจ้าทุกอย่าง”ไป๋เล่อหัวเราะออกมาเบา ๆ“เมื่อครู่ยังหุบยิ้ม หน้าตึงใส่ข้าอยู่เลยนะเจ้าคะ”“ข้านึกว่าเจ้าจะนำของดีเช่นนี้ไปมอบให้ผู้อื่นเสียอีก หากมอบวิธีทำให้ข้า แล้วข้าจะยังทำหน้าบึ้งใส่เจ้าได้อย่างไร”เสียงพูดคุ
รายได้ธรรมดา 1ไป๋เล่อชะงักไปเพียงเล็กน้อย ก่อนมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนซูซวงเริ่มพึงพอใจกับชีวิตที่นี่แล้ว เริ่มผูกพันกับผู้คน กับงานที่ทำ และกับบางสิ่งที่นางเองอาจยังไม่ยอมรับทว่าไป๋เล่อมิได้เอ่ยรั้งนางเพียงวางแบบร่างลงบนโต๊ะ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม“เรื่องของวันหน้าก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันหน้าเถิด...เหตุใดต้องเศร้าก่อนวันที่จะมาถึงเล่า”ซูซวงเงยหน้ามองนาง “ตอนนี้พวกเรายังอยู่ที่นี่ ของก็ยังทำไม่เสร็จ หิมะก็ยังไม่ตก จะรีบคิดถึงวันที่ต้องจากไปทำไมกัน”ไป๋เล่อใช้นิ้วเคาะลงบนแผ่นกระดาษเบา ๆซูซวงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง“เจ้าค่ะ”ขณะนั้นเอง บ่าวชายผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู ก่อนประสานมือคารวะ “พระชายาขอรับ คุณชายใหญ่อันหย่งฟู่มาถึงแล้ว ยามนี้รออยู่ด้านนอกขอรับ”ไป๋เล่อพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจ “เชิญพี่ใหญ่ไปนั่งรอที่ห้องรับรองด้านข้างได้เลย ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้”“ขอรับ”เมื่อบ่าวถอยออกไป ไป๋เล่อจึงหันมาหาซูซวง “ข้าเรียกพี่ใหญ่มาคุยเรื่องกิจการแก้ว เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ ลองดูแบบร่างต่อไปตามสบาย หากเห็นจุดใดควรแก้ก็เขียนกำกับไว้ให้ข้า”ซูซวงพยักหน้า“ท่านไปเถิด
ใกล้จบแล้วชีวิตของซูซวงยังคงเป็นปกติทุกเช้านางยังคงเดินทางไปยังสถานกักกันเพื่อตรวจอาการผู้ป่วยดังเดิม ตรวจชีพจร จ่ายยา เปลี่ยนแผล และคอยติดตามผู้ที่มีอาการหนักอย่างละเอียดสถานการณ์ภายในเมืองอี้โจวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผู้ป่วยรายใหม่ลดลงทุกวัน ส่วนผู้ที่เคยมีไข้สูงและตุ่มพุพองก็เริ่มฟื้นตัว หลายคนสามารถลุกขึ้นนั่ง กินอาหาร และพูดคุยกับญาติที่คอยดูแลได้แล้วเมื่อมีหมอหลวงเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ งานของซูซวงจึงไม่หนักหนาเหมือนช่วงแรกแม้หลิวเซิ่งจะพยายามส่งคนมาถามหานางอยู่บ้าง แต่ทุกครั้งล้วนถูกคนของเผยอี้หลางกันไว้ด้วยถ้อยคำสุภาพไม่มีผู้ใดกล่าวห้ามมิให้บิดาพบบุตรสาวทว่าทุกครั้งที่หลิวเซิ่งส่งคนมา ซูซวงกลับมีธุระอยู่พอดีเสมอนางมองออกว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ในเมื่อเผยอี้หลางไม่เอ่ย นางก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เช่นกันอย่างน้อยวิธีนี้ก็ช่วยให้นางทำงานได้อย่างสงบ โดยไม่ต้องคอยรับมือกับคำตำหนิหรือคำสั่งของบิดาอยู่ตลอดเวลาหลังจากงานในสถานกักกันเบาบางลง ซูซวงจึงมาช่วยไป๋เล่อตรวจสอบแบบร่างของสเก็ตน้ำแข็งและสกีตามที่รับปากไว้ภายในห้องทำงานด้านข้างโรงช่าง มีแผ่นไม้ยาว รองเท้าหนัง และชิ้
รับข้อเสนอ 6ซูซวงมองใบหน้าเรียบเฉยนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าควรรู้สึกโล่งใจหรือขุ่นเคืองดี “หมายความว่าท่านไม่เห็นด้วย หรือไม่ใส่ใจเจ้าคะ”เผยอี้หลางนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งเข้าใจว่านางกำลังตีความคำตอบของเขาไปในทางใด“ข้าหมายถึง ข้าไม่มีความเห็นคัดค้าน”ซูซวงกะพริบตา“ไม่มีความเห็นคัดค้าน...”“ใช่”“เพราะท่านเชื่อฟังพระชายาหรือเจ้าคะ”เผยอี้หลางสบตานางตรง ๆ แสงโคมส่องผ่านดวงตาสีเข้มคู่นั้น ทำให้แววตาที่เคยเย็นชาดูอ่อนลงเล็กน้อย “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของข้า”เขากล่าวช้า ๆ “หากข้าไม่เห็นด้วย ย่อมไม่มีผู้ใดบังคับข้าได้”หัวใจของซูซวงพลันเต้นผิดจังหวะ นางหลบสายตาไปทางอื่นทันที คำพูดของเขาชัดเจนกว่าที่คาดไว้มาก ทว่าก็ยังคลุมเครือเสียจนทำให้นางไม่รู้ว่าควรตีความไปในทางใดซูซวงพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ“เช่นนั้น... ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”เผยอี้หลางมองนางที่ไม่ยอมสบตาตน ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง“หมายความตามที่กล่าว”ซูซวงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาหนึบ ๆ จะให้นางถามตรง ๆ ว่าเขาพึงใจในตัวนางหรือไม่ ก็ดูจะไร้ยางอายเกินไปนัก อีกทั้งพวกเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ต่อให้มีข้อหมั้นห
เมื่อทุกอย่างจัดการเรียบร้อย อันไป๋เล่อก็หันหลังออกจากร้านแสงแดดยามสายส่องลงบนใบหน้าของนางอย่างพอดี ทำให้เงายิ้มบางที่มุมปากดูอบอุ่นกว่าทุกครั้งที่ผ่านมาอันไป๋เล่อก็หันไปบอกอาเหมย“ต่อไป...ไปซื้อข้าวสารกับไข่ไก่กัน”ทั้งคู่เดินเลาะตามถนนหินไปทางทิศตะวันออกของตลาด ซึ่งเป็นย่านขายของสดและของแห้งกล
เมืองอี้โจวอยู่ห่างจากเมืองหลวงหลายร้อยลี้ แต่ก็ยังนับว่าเป็นเมืองใหญ่ ถนนสายหลักปูด้วยหินสีหม่นทอดยาว ผู้คนสัญจรไปมาอย่างไม่ขาดสาย เสียงเรียกขายสินค้าดังคลอเคล้าไปกับกลิ่นอาหารหอมกรุ่นที่ลอยอบอวลอยู่ทั่วในยามที่เดินผ่านแถวร้านรวง อันไป๋เล่อหันไปถามอาเหมยเสียงเรียบ “พวกเราเหลือเงินอยู่เท่าไร”อ
ขุดหลุมฝั่งคน ซ่งเหยานั่งกินอย่างระมัดระวัง เขาไม่เอ่ยวาจาเพียงแต่คอยลอบมองมารดาอยู่เงียบ ๆ พอทานเสร็จก็รีบขอตัวไม่กล้ารบกวนอีกฝ่าย ไป๋เล่อมองตามหลังแล้วถอนหายใจ น่ารักขนาดนี้ไม่รู้ว่าไป๋เล่อคนเดิมใจคอทำร้ายได้อย่างไร นางตกใจมากหลายวันแล้ว ควรได้เริ่มต้นทำอะไรสักที
ณ สวนท้ายเรือนอันสงบงามใต้ร่มเงาไม้ผลัดใบหญิงสาวผู้หนึ่งนั่งทอดสายตาเหม่อลอย ดวงหน้าขาวเนียนราวหยกพิสุทธิ์ แก้มแต้มสีระเรื่อดั่งกลีบพีชในยามเช้า นัยน์ตาดำขลับทอดมองไร้จุดหมาย แต่กลับงดงามจนยากละสายตาเส้นผมดำขลับถูกรวบไว้หลวม ๆ ริ้วผ้าโปร่งบางสะบัดไหวต้องลม ราวภาพวาดในร่างของ “อันไป๋เล่อ” อนุตัวร







