Masuk“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ไป๋เล่อหัวเราะเบา ๆ “น่าระอายนักข้ายังมีเรื่องจะขอรบกวนท่านอีกสักอย่าง”
ไป๋เล่อยกตะกร้าหวายเล็กขึ้นมา หยิบกล่องผักสลัดวางลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเจียงจิง
“นี่คือน้ำปรุงผักงาน้ำผึ้งที่ข้าลองทำ…พี่สาวช่วยชิมแล้ววิจารณ์ให้ตรงไปตรงมาหน่อยเถอะ ข้าตั้งใจจะเอาไปขาย”
เจียงจิงเลิกคิ้วเล็กน้อย แต่ก็หยิบตะเกียบคีบผักสดที่ราดน้ำปรุงขึ้นมาชิมอย่างตั้งใจ รสหวานละมุนของน้ำผึ้งผสานความหอมมันของงาแตะปลายลิ้น ก่อนจะตามด้วยรสเปรี้ยวบางเบาที่ช่วยตัดเลี่ยน ขณะชิมดวงตาของนางเป็นประกายขึ้นทำให้ไป๋เล่อใจชื้นขึ้นหลายส่วน
“เป็นการกินผักสดที่แปลกใหม่ รสชาติดีมาก ทว่าหวานไปนิดสำหรับคนไม่ชอบหวาน…แต่กลิ่นหอมใช้ได้เลย”
เจียงจิงวางตะเกียบแล้วเอ่ยอย่างไม่อ้อมค้อม “หรืออาจจะแยกรสเปรี้ยว หวานจะดีกว่า”
ไป๋เล่อพยักหน้าเห็นด้วย “ขอบคุณพี่สาวที่ชี้แนะ”
เจียงจิงมองนางอย่างสนใจ “เจ้าจะทำส่งร้านอาหารที่ใดหรือ”
ไป๋เล่อสายหน้า “ข้าจะตั้งแผงขายข้างทาง”
คำตอบนั้นทำให้เจียงจิงถึงกับชะงักไปชั่วครู่ นัยน์ตาเบิกกว้างอย่างไม่อยากจะเชื่อ หญิงงามผู้นี้จะไปขายของข้างทาง ทว่าทุกคนก็ต้องปรับตัวนางจึงกล่าว
“ข้าเชื่อว่าน้องสามต้องทำได้แน่”
ไป๋เล่อพูดคุยกับเจียงจิงอีกครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยล่ำลากลับ
ระหว่างที่เดินตามทางหิน อาเหมยซึ่งเดินเคียงข้างก็หันมากระซิบถามอย่างอดไม่ได้
“คุณหนู…หากตั้งใจจะทำน้ำปรุงผักเพียงอย่างเดียว เหตุใดถึงต้องซื้ออุปกรณ์ครัวมากมายขนาดนั้นเจ้าคะ”
ไป๋เล่อก้าวเดินพลางเอ่ย “ข้าจะทำขนมด้วย น้ำปรุงผักก็เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น อะไรที่ทำได้ก่อนก็เริ่มทำไปก่อน”
นางเหลือบตามองท้องฟ้าที่เริ่มคล้อยต่ำแล้วเอ่ยเร่ง “รีบเดินเถอะ…เรายังต้องกลับไปเพาะเมล็ดผักอีก”
เมื่อกลับมาถึงเรือน แสงอาทิตย์ยามสนธยาทอแสงอุ่นลอดผ่านยอดไม้ เงาสะท้อนบนพื้นดินทอดยาวไปจนถึงลานเล็กหน้าสวน ไป๋เล่อวางตะกร้าลงบนโต๊ะหิน หยิบถุงเมล็ดพืชที่ซื้อจากตลาดออกมาเรียงทีละถุง
“อาเหมย” นางหันไปเอ่ยเสียงนุ่ม
“เจ้าช่วยนำผักสดกับน้ำปรุงผักไปส่งให้คุณชายสี่ด้วย”
อาเหมยกะพริบตาเล็กน้อย ก่อนยิ้มรับ “เจ้าค่ะคุณหนู”
แล้วก็รีบจัดของใส่กล่องไม้ เดินออกจากเรือนไปอย่างคล่องแคล่ว
จากไป๋เล่อก็ม้วนแขนเสื้อขึ้น นำดินร่วนจากถุงที่บ่าวชายยกมาเทลงในแปลงเล็กหลังเรือน นางใช้เสียมพรวนดินให้โปร่ง ลมยามเย็นพัดโชยพาเอากลิ่นดินชื้นและหอมดอกไม้มาแตะปลายจมูก
มือเรียวค่อย ๆ หยิบเมล็ดแตงกวา ถั่วลันเตา และผักสลัดหลากชนิด หยอดลงไปในดินอย่างใจเย็น จากนั้นกลบด้วยดินบาง ๆ รดน้ำด้วยกระบอกไม้ไผ่ เสียงน้ำซึมลงพื้นเบา ๆ คล้ายเป็นสัญญาณเริ่มต้นใหม่
ไป๋เล่อยืนมองแปลงดินเล็ก ๆ ด้วยรอยยิ้มบาง
“เด็กดีพวกเจ้าต้องงอกเงยทุกต้นรู้ไหม”
บรรยากาศยามเย็นอบอุ่น มีเพียงเสียงแมลงกลางทุ่งร้องระงม เป็นดั่งเสียงขับกล่อมวันแรกของสวนผักเล็ก ๆ
เรือนซินหยวน
เรือนของคุณชายสี่เผยซ่งเหยา ตั้งอยู่ด้านตะวันออกของจวนเผย แยกออกจากความวุ่นวายของเรือนใหญ่ รอบเรือนปลูกไม้ผลัดใบกับดอกไม้ตามฤดูกาล ลมเย็นจากเชิงเขาพัดผ่านทำให้บรรยากาศเงียบสงบและสดชื่นอยู่เสมอ
ด้านหน้ามีสระเล็ก ๆ ขอบหิน ปลูกบัวขาวกับบัวชมพูเมื่อถึงยามเช้าแสงแดดสะท้อนหยดน้ำบนใบบัวส่องประกายราวกับหยกน้ำงาม ทางเดินไม้ทอดไปสู่ศาลาเล็กกลางสวน เหมาะให้อ่านตำราหรือฝึกเขียนอักษร
อาเหมยก้าวเข้าสู่ลานเรือนซินหยวน ดวงตากวาดสำรวจรอบด้านอย่างเงียบ ๆ บรรยากาศสะอาดเรียบร้อยเกินคาด ต้นไม้เล็ก ๆ ถูกดูแลจนสดชื่น ทางเดินกวาดเรียบไม่เห็นเศษใบไม้สักแผ่น ความคิดหนึ่งพลันผุดขึ้นในใจ
หรือว่านางเข้าใจผิดไปเอง…ว่าตระกูลเผยกำลังตกอับ
“คุณชายสี่เรียกแม่นางเข้าไปข้างใน”
เสียงของอี้ชิงดังขึ้นเบื้องหลัง ทำให้อาเหมยสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะได้สติรีบยกกล่องอาหารในมือเดินตามเข้าไปในห้องหนังสือ
ภายในเรือนจัดอย่างเรียบง่าย เน้นความสะอาดสะอ้าน ผนังแขวนภาพอักษรคัดด้วยลายมือผู้ใหญ่ ใช้เป็นแบบฝึกสอนคุณชายสี่ โต๊ะเขียนหนังสือเตี้ยตรงกลางยังมีร่องรอยหมึกเปื้อนจาง ๆ บ่งบอกถึงความเพียรพยายามของเด็กน้อย
อาเหมยก้าวไปข้างหน้า ยกกล่องอาหารขึ้นในมือ “แม่นางอันไป๋เล่อ…ทำน้ำปรุงผักมาให้คุณชายสี่เจ้าค่ะ หวังว่าจะถูกปากคุณชาย”
นางส่งกล่องให้กับอี้ชิงที่ยืนรับด้วยความนอบน้อม เผยซ่งเหยาที่นั่งอยู่เบื้องหน้าเงยหน้าขึ้น ดวงตากลมใสเป็นประกาย พร้อมเอ่ยเสียงใส
“ข้าขอบคุณท่านแม่…มากนัก”
น้ำเสียงสั่นเล็กน้อยแต่เต็มไปด้วยความดีใจ จนแม้แต่อาเหมยยังอดยิ้มตามไม่ได้
เผยซ่งเหยามองกล่องตรงหน้า ดวงตาใสสุกระยิบ เมื่อเปิดฝาออกเห็นผักสดราดด้วยน้ำงาหอมกรุ่น ริมฝีปากเล็ก ๆ ของเขาเผลอยกยิ้มกว้างขึ้นมาเอง มารดาเป็นคนทำให้เขาจริง ๆ
อาเหมยกล่าวลาแล้วหมุนตัวเดินออกไป แต่ยังไม่ทันก้าวพ้นประตู เสียงฝีเท้าเล็ก ๆ ก็ดังตามมา
“ท่านแม่…อี้เหนียงสี่จะไม่ไปจากตระกูลเผยใช่หรือไม่”
อาเหมยชะงัก หันกลับไปมอง เห็นเด็กชายยืนจ้องมาด้วยแววตาคาดหวังอย่างแรงกล้า นางจึงพยักหน้าเบา ๆ
“เจ้าค่ะคุณชาย คุณหนูบอกว่าจะอยู่ที่นี่ต่อ”
แววตาเผยซ่งเหยาเบิกกว้าง รอยยิ้มที่เปล่งออกมาเต็มไปด้วยความดีใจที่สุดในชีวิต เขากำหมัดแน่น ก่อนเอ่ยเสียงใสจริงจังเกินวัย “เจ้าช่วยบอกท่านแม่ด้วย ข้าจะตั้งใจเรียน ท่านแม่ไม่ต้องกังวล…ข้าจะดูแลท่านแม่ ไม่ให้ลำบาก”
อาเหมยใจอ่อนยวบ รีบโค้งรับคำ “บ่าวจะความไปบอกแม่นางไม่ตกหล่นสักคำเจ้าค่ะ”
เด็กชายพยักหน้า ดวงตายังเป็นประกาย “เจ้าไปเถอะ…อย่าให้ท่านแม่ต้องอยู่ลำพัง”
อาเหมยมองใบหน้าของคุณชายที่ยืนอยู่กลางลานด้วยแววตาหลากหลาย นางไม่กล้าเอ่ยคำให้มากความ ย่อคารวะอีกฝ่ายอีกครั้งก่อนจะหมุนตัวก้าวออกไป
ตอนพิเศษ มนต์ขลังแห่งสุรา 2ที่มุมหนึ่งของห้องโถง ร่างสูงสง่าในชุดผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มปักดิ้นทองลายเมฆมงคลยืนเด่นเป็นสง่าอยู่ กลิ่นอายความสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมาทำให้บ่าวไพร่รอบข้างต่างก้มหน้าด้วยความเกรงขาม เผยกู้หยางทอดสายตามองดูนางด้วยรอยยิ้มละมุนที่มุมปาก แววตาของพระองค์เปี่ยมไปด้วยความรักใคร่“ดูเหมือนว่าเจ้าจะชอบชงสุรานัก” ซินอ๋องเอ่ยทักน้ำเสียงนุ่มทุ้มไป๋เล่อย่อกายลงถวายคำนับอย่างอ่อนช้อยก่อนจะเงยหน้าสบพระพักตร์ ยิ้มหวานกล่าว “เจ้าค่ะ”นางตอบรับด้วยน้ำเสียงใส “ไม่เพียงแต่สุราเท่านั้นหรอกเจ้าค่ะ ไม่ว่าจะขนมหรืออาหาร ยามที่ข้าได้เห็นรอยยิ้มของผู้คนยามได้ลิ้มรสสิ่งที่ข้าตั้งใจรังสรรค์ขึ้น มันทำให้จิตใจของข้าเบิกบานยิ่งนัก ความเหนื่อยล้าจากการเตรียมงานทั้งหมดมลายหายไปสิ้นเพียงเพราะรอยยิ้มเหล่านั้นเจ้าค่ะ”ซินอ๋องหัวเราะเบาๆ ในลำคอ ทรงก้าวเข้ามาใกล้ขึ้นอีกนิดจนได้กลิ่นหอมจางๆ ของดอกเหมยและสมุนไพรที่ติดอยู่บนตัวนาง กลิ่นที่สดชื่นและมีเอกลักษณ์นี้ทำให้พระองค์รู้สึกผ่อนคลาย “วันนี้ข้ามาตรวจบัญชี... ไม่รู้ว่าเดือนนี้จวนอ๋องจะได้ส่วนแบ่งเท่าไร”“รับรองว่าไม่ทำให้พระองค์ต้องผิดหวังเจ้าค่
ตอนพิเศษ มนต์ขลังแห่งสุรา 1ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบของเมืองอี้โจวที่เคยมีเพียงเสียงกระดิ่งคอวัวและเสียงน้ำไหล บัดนี้กลับถูกเติมเต็มด้วยกลิ่นอายความแปลกใหม่ที่โชยออกมาจากเรือนไม้หลังใหญ่ริมน้ำ ซึ่งถูกดัดแปลงเป็น"โรงสุราอันถิง" สถานที่ที่อันไป๋เล่อใช้ความรู้จากชาติก่อนมาพลิกโฉมวัฒนธรรมการดื่มของคนโบราณไปอย่างสิ้นเชิงที่นี่ถูกเล่าลือว่า สามารถเปลี่ยนน้ำเมาธรรมดาให้กลายเป็นโอสถทิพย์ได้ หรือ พระชายาอันไป๋เล่อกล่าว "ศาสตร์การปรุงสุรา" ยามบ่ายที่แสงแดดส่องผ่านร่มเงาไม้ ไป๋เล่อยืนอยู่หลังเคาน์เตอร์ไม้ที่ขัดจนเงาวับ เบื้องหน้านางคือบุรุษและสตรีกลุ่มหนึ่งที่ดูมีฐานะ พวกเขามาเพื่อดื่มสุรารสชาติใหม่ ๆ “สุรามิได้มีไว้เพียงเพื่อดับทุกข์หรือมอมเมาสติเจ้าค่ะ” ไป๋เล่อเอ่ยพลางยกกระบอกไม้ไผ่ที่ผ่านการรมควันจนหอมขึ้นมา “แต่สุราคือศิลปะที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติและอารมณ์เข้าด้วยกัน”นางเริ่มสาธิตการทำเครื่องดื่มที่ไม่มีใครเคยเห็น ปลายนิ้วเรียวหยิบลูกเบอร์รี่ป่าที่อาเหมยไปช่วยเก็บมาเมื่อเช้า ใส่ลงในถ้วยกระเบื้องแล้วใช้ไม้บดเบาๆ กลิ่นหอมเปรี้ยวอมหวานของผลไม้สดฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ จากนั้
ตอนที่ 139 เจ้าว่าดีข้าก็ว่าดี แดดยามบ่ายคล้อยต่ำ ละอองแสงสีทองโรยตัวทาบลงบนสวนดอกไม้ที่เพิ่งถูกลมพัดเอนอ่อนไป๋เล่อเดินเคียงข้างเผยกู้หยางอย่างเงียบงาม ราวกับก้าวของทั้งสองถูกปรับจังหวะให้ตรงกันโดยไม่ต้องเอ่ยคำใดเมื่อถึงศาลาไม้ริมสระนางหยุดยืนมองเงาตัวเองในผืนน้ำก่อนจะหันไปสบตาเขาประกายในนัยน์ตาของเผยกู้หยางอบอุ่นลึกซึ้งกว่าแสงอาทิตย์ใด ๆ ที่เคยตกกระทบผิวโลกเขามองนางราวกับมองสิ่งเดียวที่มั่นคงในชีวิตที่เต็มไปด้วยเล่ห์ลับและความไม่แน่นอนไป๋เล่อสูดลมหายใจเบา ๆ แล้วจึงเอ่ยคำที่นางครุ่นคิดมานาน“ข้าจะหยุด…ที่ท่านเจ้าค่ะ”คำพูดนั้นแผ่วนุ่มแต่หนักแน่นพอจะทำให้ลมหายใจของบุรุษตรงหน้าชะงัก เผยกู้หยางก้าวเข้ามาใกล้เพียงครึ่งก้าว ริมฝีปากยกยิ้มละมุนที่มีเพียงไป๋เล่อเท่านั้นจะได้เห็น“เล่อเอ๋อร์…ข้าดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น”ไป๋เล่อเอนกายพิงราวศาลาเบา ๆ ลมเย็นพัดกระทบแก้มนางจนปรอยผมสั่นไหว นางหันกลับไปสบตาเผยกู้หยางอีกครั้ง แล้วเอ่ยช้า ๆ ด้วยเสียงนุ่มทว่ามั่นคงดั่งประกายแสงในน้ำ“ตอนนี้ข้าสามารถเคียงคู่ท่าน…โดยไม่ต้องหวั่นเกรงสิ่งใดอีกแล้วเจ้าค่ะ ข้ามีกิจการของตนเอง มีรายได้ของตนเอง ข้
ตอนที่ 138 อยู่ตรงนี้ อยู่นิ่งๆวันนี้แสงแดดกำลังดี ไป๋เล่อไม่มีธุระอื่น ทว่ากลับถูกซ่งเหยาพามานั่งอยู่กลางสวนดอกไม้ที่กำลังบานสะพรั่ง กลิ่นหอมอ่อน ๆ ลอยอวล ทุกอย่างดูรื่นรมย์หมด…เว้นเสียแต่ว่า นางขยับไม่ได้ไป๋เล่อกระซิบใส่ลูกชายเสียงเบา“เหตุใดวันนี้เหยาเอ๋อร์ถึงได้มาพร้อมกับท่านอ๋องกันล่ะ”ซ่งเหยาหันมายิ้มตาหยีราวกับภูมิใจในภารกิจครั้งใหญ่ “ท่านพ่อบอกว่า อยากให้ท่านแม่อยู่นิ่ง ๆ บ้าง ข้าก็เลยคิดว่าวิธีนี้น่าจะใช้ได้ที่สุด”…ให้นางมานั่งเป็นแบบวาดรูป นี่หรือวิธี "อยู่นิ่ง ๆ" ของพ่อลูกคู่นี้ไป๋เล่อแทบจะหัวเราะไม่ออกทันใดนั้นเผยกู้หยางก็เงยหน้าขึ้นจากกระดาษพู่กัน เอ่ยเสียงเข้ม“พวกเจ้าอยู่นิ่งหน่อย”อา…นางนั่งอยู่เกือบครึ่งชั่วยามแล้วนะไป๋เล่อเบ้ปากเล็กน้อย ก่อนจะถามอย่างอ่อนแรง“นี่…ท่านอ๋อง อีกนานหรือไม่เจ้าคะ”เผยกู้หยางตอบโดยไม่เงยหน้า ริมฝีปากกลับยกยิ้ม “เสร็จแล้ว” “เสร็จแล้วหรือ ท่านพ่อ!”เด็กชายดีดตัวขึ้นก่อนผู้เป็นแม่เสียอีกไป๋เล่อค่อย ๆ ลุกขึ้น ยืดหลังเบา ๆ ราวกับกระดูกทั้งตัวเพิ่งถูกปลดพันธนาการจากการนั่งนิ่งนานเกินควร นางเดินเข้าไปหาเผยกู้หยางภาพให้ดูตรงหน้า—
ตอนที่ 137 สำเร็จขั้นแรก ถึงจะบอกว่าเป็นการย้ายเรือน ทว่าในสายตาของไป๋เล่อแล้ว…มันก็เป็นเพียงการเปลี่ยนที่นอนเท่านั้น ข้าวของเครื่องใช้ทั้งหลาย อาเหมยเป็นผู้คุมดูแลอย่างรอบด้าน ไม่ว่าจะแพ็กของ ขนย้าย หรือจัดระเบียบล้วนทำได้เรียบร้อยจนไป๋เล่อแทบไม่ต้องเอ่ยปากสั่งและ เรือนใหม่ที่นางย้ายไปนั้น…ก็มีหวังเจียงจิงที่จัดแจงทุกอย่างยิ่งกว่าใครตั้งแต่เครื่องเรือน ผ้าม่าน ปลอกหมอน ยันกระถางดอกไม้ เจียงจิงดุจพายุเงียบที่พัดพาทุกสิ่งเข้าที่เรียบร้อยส่วนกลุ่มสตรีที่เรียนการทำเครื่องหอม นางยังคงให้พวกเขาอยู่ในเรือนเดิมเพราะที่นั่นมีเตากลั่น ห้องอบแห้ง และเครื่องมือครบครันหลังจากพวกนางกลั่น น้ำอบบริสุทธิ์ ได้ดีแล้ว ไป๋เล่อก็พาพวกนางเข้าสู่ขั้นต่อไปนางเริ่มสอนการ กลั่นสุรา เพื่อดึง “แอกอฮอล์” บริสุทธิ์ออกมาสิ่งที่จะเป็นหัวใจของน้ำหอมในขั้นสุดท้ายกลิ่นสุราหวานปนควันร้อนอบอวลไปทั่วห้อง เสียงเดือดปุดของหม้อกลั่นดังประสานกับเสียงจดบันทึกของสตรีทั้งหก ทุกคนล้วนมีประกายตาแห่งความมุ่งมั่น พวกนางรู้จักวิธีกลั่นดีแล้วขั้นตอนนี้จึงผ่านไปอย่างรวดเร็วและแล้วพวกนางก็ก้าวมาถึงจุดสำคัญที่สุด การผสมห
ตอนที่ 136 เจิดจ้า ไป๋เล่อมองศิษย์ทั้งหกด้วยสายตาอ่อนโยนปนความคาดหวังหลังจากอธิบายหลักการทั้งหมด นางก็ผายมืออย่างช้า ๆ “เอาล่ะ…จากนี้พวกเจ้าจงฝึกกลั่นให้ชำนาญ จนกว่าหัวน้ำหอมที่ได้จะบริสุทธิ์ที่สุดเท่าที่พวกเจ้าทำได้ เมื่อมั่นใจแล้ว ให้คนไปแจ้งข้า” หญิงสาวทั้งหกพยักหน้าแรงจนปอยผมสั่น เมื่อไป๋เล่อเดินออกจากห้อง กลิ่นหอมบางเบายังลอยตามปลายแขนเสื้อของนางไปทันทีที่นายหญิงลับสายตาแต่ละคนก็รีบก้มหน้าก้มตาปรับเตา ปรับไฟ ปรับอุณหภูมิบางคนก็ไปเตรียมเครื่องหอมใหม่น้ำเสียงกระซิบเตือนกันเองดังเป็นระยะ แต่ในทุกประโยคมีทั้งความมุ่งมั่นและความหวังล้นอยู่ในนั้นพวกนางผลัดกันสูดดมกลิ่นที่กลั่นได้ดวงตาเบิกกว้างแทบไม่เชื่อว่าเป็นผลงานของตัวเองความภาคภูมิใจค่อย ๆ เต็มล้นห้องกลั่นหอมต่างคนต่างตั้งปณิธานในใจเดียวกันจะต้องทำให้ดีพอจนพระชายาอันไป๋เล่อต้องยิ้มชมให้ได้และเมื่อหัวน้ำหอมใสบริสุทธิ์เริ่มหยดลงในขวดแก้วทีละหยด…พวกเธอก็ยิ่งตั้งใจหนักแน่นกว่าเดิมว่าต้องทำให้ถึงระดับที่กล้าบอกกับผู้อื่นได้ว่า นี่คือผลงานของข้าเมื่อใดที่ทำสำเร็จ ไม่ต้องบอกกันก็รู้ว่าพวกนางจะรีบส่งคนไป







