로그인เมื่ออาเหมยกลับมาถึงเรือน ก็เห็นไป๋เล่อนั่งอยู่ในสวนหลังบ้าน มือยังคงพรวนดินรดน้ำแปลงผักเล็ก ๆ ที่เพิ่งเพาะเสร็จใหม่ กลิ่นดินชื้นผสมกลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยรอบสวน
“คุณหนู…” อาเหมยเอ่ยเสียงนุ่ม พลางก้าวเข้ามาใกล้
ไป๋เล่อหันหน้ามามอง “เหนื่อยหรือไม่...นั่งพักสักหน่อยแล้วค่อยไปรับอาหารที่ครัว”
อาเหมยจ้องมองเจ้านายครู่หนึ่ง ไป๋เล่อจึงเอ่ยถาม
“มีอะไรหรือ”
อาเหมยเม้มปากอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจเอ่ยออกมา
“คุณชายถามว่าท่านจะไม่ไปจากตระกูลเผยใช่หรือไม่ พอบ่าวตอบว่าใช่… ดูแล้วคุณชายคงดีใจมาก แล้วยังฝากวาจามาให้บ่าวบอกว่า เขาจะตั้งใจเรียนและจะดูแลท่านแม่ไม่ให้ลำบาก”
เสียงน้ำจากฝักบัวที่รินรดต้นไม้ในสวนหยุดชะงักเล็กน้อย ไป๋เล่อเงียบไปครู่หนึ่ง ดวงตาเหม่อมองเมล็ดผักในดิน ก่อนเอ่ยเสียงแผ่วเบา “เป็นข้าเอง…ที่เมื่อก่อนทำไม่ดี ทำให้บุตรชายต้องรู้สึกเช่นนี้”
อาเหมยเม้มปาก ไม่รู้จะปลอบอย่างไร นางจึงโค้งตัวเบา ๆ “ข้าไปยกอาหารเย็นมาให้ท่านนะเจ้าคะ”
ไป๋เล่อพยักหน้าช้า ๆ “อืม…เจ้าไปเถอะ”
คล้อยหลังอาเหมยเงียบหายไป ไป๋เล่อก็ทอดสายตามองสวนเล็กเบื้องหน้า ความคิดพลันย้อนกลับไปยังเรื่องราวในอดีต
หากจำไม่ผิด ตั้งแต่วันที่นางให้กำเนิดบุตรชาย ก็เป็นวันที่ความโปรดปรานทั้งหลายค่อย ๆ เลือนหายไป หลายคราที่นางควรได้รับรางวัล แต่กลับถูกคุณชายรองบอกว่า “มอบให้ซ่งเหยาแทนแล้ว”
ยิ่งนานวันไป๋เล่อยิ่งคิดฝังใจ ว่าที่ ตนเองสูญเสียความโปรดปรานเป็นเพราะเด็กน้อยผู้นี้ อีกทั้งการคลอดบุตรทำให้รูปร่างนางเปลี่ยนไป ความงามยั่วยวนไม่หวนคืน คุณชายรองจึงหันไปหาอนุคนอื่นแทน
ทว่าไป๋เล่อคนใหม่กลับรู้สึกแตกต่าง นางถึงกับรู้สึกว่า สามีเก่าของนางคนนี้ตั้งใจจะกันไม่ให้นางใกล้ชิดกับบุตรชายเสียด้วยซ้ำ
ทว่า…ช่างเถอะ
ไป๋เล่อค่อย ๆ คลายความคิดเหล่านั้น เรื่องเก่าแก้ไขไม่ได้อีกแล้ว สิ่งที่ทำได้มีเพียงเปลี่ยนแปลงตนเองในตอนนี้เท่านั้น
ทุกเช้าเผยซ่งเหยาจะมาคารวะมารดาก่อนออกไปเรียนเสมอ ไป๋เล่อเองก็มักจะตื่นแต่เช้า ฝึกทำขนมแล้วจัดใส่กล่องไม้เล็ก ๆ มอบให้ลูกชายไว้เป็นอาหารว่างระหว่างวัน
วันเวลาผ่านไป ครัวใหม่ของไป๋เล่อก็เสร็จเรียบร้อย อุปกรณ์ครบครัน กลิ่นหอมของแป้งอบและน้ำตาลลอยออกมาจากเรือนเล็กหลังนั้นแทบทุกวัน ขนมที่นางลองทำก็เริ่มมีหลากหลายมากขึ้น ทั้งขนมอบหอมกรุ่น ขนมงาเคลือบน้ำผึ้ง และขนมแป้งทอดกรอบ ๆ ที่เด็ก ๆ ชอบ
แล้ววันนี้…ไป๋เล่อจะลองทำขนมคล้ายเค้กเป็นครั้งแรก
นางจัดอุปกรณ์ที่ซื้อมาจากตลาดลงบนโต๊ะเรียงราย
สูดลมหายใจลึก
จากนั้นก็เริ่มแยกไข่แดงไข่ขาวออกจากกันอย่างระมัดระวัง ใช้ตะกร้อไม้ไผ่ตีไข่ขาวจนขึ้นฟูเป็นฟองละเอียด จากนั้นจึงค่อย ๆ ใส่น้ำผึ้งป่าแทนน้ำตาล และตักแป้งข้าวเจ้าที่ร่อนแล้วใส่ลงไปทีละน้อย คนให้เข้ากันจนกลายเป็นเนื้อข้นนวล
แล้วค่อยเทส่วนผสมลงในพิมพ์ดินเผากลมเล็ก ๆ ที่ปูด้วยกระดาษน้ำมัน จากนั้นยกไปวางในเตาดินเผาซึ่งอาเหมยเพิ่งก่อไฟไว้จนร้อนกำลังดี นางปิดฝาเตา หัวใจเต้นแรงอย่างไม่รู้ตัว
เวลาผ่านไปช้า ๆ กลิ่นหอมหวานละมุนก็เริ่มลอยออกมาจากเตา คล้ายกลิ่นแป้งผสมน้ำผึ้งที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นกลิ่นอบอุ่น เรียกให้บ่าวในเรือนแอบเหลือบมองกันอย่างสนใจ
ในที่สุดเมื่อเปิดฝาเตาออก ขนมก้อนกลมสีเหลืองทองก็ปรากฏตรงหน้า ผิวด้านบนแตกเล็กน้อย ส่งกลิ่นหอมอวลไปทั่วทั้งครัว
ไป๋เล่อยกก้อนขนมออกมาวางบนถาดไม้ มองผลงานด้วยแววตาเปล่งประกาย มือเรียวหักออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ชิมคำแรก เนื้อนุ่มแน่นไม่ต่างจากเค้กที่นางเคยทำในชาติเดิม แม้ยังไม่สมบูรณ์นัก แต่ความหวานหอมก็ทำให้ริมฝีปากนางคลี่ยิ้มอย่างพอใจ
“สำเร็จแล้ว…นี่แหละ ขนมเค้กก้อนแรกของข้า”
เรือนอันถิง
ในทุกเดือนเผยกู้หยางจะต้องมาตรวจสอบความก้าวหน้าในการเล่าเรียนของบุตรชายทั้งสอง เผยอี้หลางกับเผยซ่งเหยา
วันนี้อากาศกำลังดี แสงแดดลอดผ่านหน้าต่างไม้ไผ่ อาจารย์เชี่ยจัดวางกระดาษแบบคัดลายมือของเด็กทั้งสองลงเบื้องหน้าผู้เป็นบิดา แล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจในตัวศิษย์
“บุตรชายของคุณชายรองล้วนเป็นยอดอัจฉริยะ อักษรของคุณชายสามมั่นคง หนักแน่นดังหินผา ส่วนคุณชายสี่แม้ยังเล็กนัก แต่ลายมือก็งดงามคล่องแคล่วผิดเด็กวัยเดียวกัน ที่สำคัญ...ความตั้งใจเล่าเรียนของคุณชายสี่หาใช่น้อยหน้าใคร”
อาจารย์เอ่ยชมไม่ขาดปาก ก่อนจะเอ่ย “แม้คุณชายสี่จะอ่อนวัยกว่าคุณชายสาม แต่ข้าคิดว่า…ฤดูใบไม้ผลินี้ สมควรให้ทั้งสองเข้าทดสอบสอบขั้นพื้นฐานดู”
เผยกู้หยางเหลือบตามองกระดาษคัดลายมือที่เรียงรายอยู่เบื้องหน้า ลายเส้นเล็ก ๆ ของซ่งเหยาเต็มไปด้วยความพยายามจนสัมผัสได้ ชายหนุ่มนิ่งไปครู่หนึ่ง ความสงสัยพลันแล่นขึ้นมา ตั้งแต่เมื่อใดกัน ที่บุตรชายที่เงียบขรึมไม่สนใจเรื่องงราวกลับกลายเป็นเด็กมุ่งมั่นถึงเพียงนี้…
หลังจากพูดคุยเรื่องสำคัญเสร็จ อาจารย์เชี่ยกล่าวลาออกไป
เขาหันสายตาคมเข้มไปยังเปาอัน บ่าวคนสนิทที่ยืนเคียงข้าง
“เจ้าไปสืบมา ช่วงนี้เกิดอะไรขึ้นกับซ่งเหยาบ้าง”
ความจริงนี่หาใช่ความลับคนในจวนต่างรู้กันทั่ว
เปาอันก้มศีรษะต่ำ ถอนหายใจเบา ๆ ก่อนเอ่ยช้า ๆ “เรียนคุณชายรอง…ตั้งแต่แม่นางอันไป๋เล่อเริ่มหันมาใส่ใจคุณชายสี่ ทำขนมของว่างให้ด้วยมือตนเอง คุณชายสี่ก็เปลี่ยนไปมากขอรับ”
เผยกู้หยางชะงักไปเล็กน้อย ดวงตาวูบไหวชั่วขณะหันกลับมามองกระดาษลายมืออีกครั้ง
เขาผู้พยายามกีดกัน สร้างเรื่องราววางแผนไม่ให้บุตรสนิทสนมกับมารดามาหลายปีกับทลายลงง่ายดายเพียงนี้
ความรู้สึกนี้ช่างซับซ้อนที่ยากจะอธิบาย
โปรดยืนยัน 2หลังจากตัดสินใจอยู่ต่อ นางถือโอกาสเหมาะบอกไป๋เล่อว่าระบบหายไป ไป๋เล่อเพียงมองซูซวงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มอย่างยินดี ซูซวงเอ่ยต่อ “ข้าจำเป็นต้องวางแผนเพื่อตนเอง อยากจะเรียนหมอเพิ่ม” ไป๋เล่อเพียงกล่าวว่า “ในเมื่อจะเรียน ก็ต้องเรียนกับผู้ที่เก่งที่สุด”หลังจากนั้นไม่นาน นางก็เชิญหมอผู้มีชื่อเสียงหลายคนมายังอี้โจว ทั้งหมอผู้เชี่ยวชาญด้านสมุนไพร หมอผู้ชำนาญการฝังเข็ม และหมอหญิงที่มีประสบการณ์ด้านการรักษาสตรีกับเด็กซูซวงมิได้ถือตัวว่าตนมีความรู้จากโลกเดิมมากกว่าใคร นางฟังทุกคำแนะนำ ซักถามในสิ่งที่ไม่เข้าใจ และทดลองด้วยความระมัดระวังนางรู้ดีว่า ความรู้ทางการแพทย์มิใช่สิ่งที่สามารถหยุดอยู่กับที่ แม้เคยเป็นหมอในโลกเดิม เมื่อมาอยู่ในสถานที่ที่สมุนไพร สภาพแวดล้อม และข้อจำกัดแตกต่างออกไป นางก็ยังต้องเริ่มต้นเรียนรู้ใหม่อีกครั้งวันเวลาค่อย ๆ ผ่านไปเช่นนั้นไป๋เล่อมอบส่วนแบ่งจากกิจการบางส่วนให้นางตามที่เคยตกลงไว้ โดยเฉพาะกิจการที่ซูซวงมีส่วนช่วยปรับปรุงหรือให้ความรู้แม้รายได้เหล่านั้นจะมิใช่ทรัพย์สินมหาศาลที่ได้รับในชั่วข้ามคืน แต่ก็เพียงพอให้นางซื้อสมุนไพร จ้างผู้ช
โปรดยืนยัน 1 [ท่านตัดสินใจหรือยัง] “ยัง อย่าเร่งได้หรือไม่ เรื่องสำคัญเชียวนะ” [ถ้าลังเล ก็หมายถึง ท่านเลือกที่จะอยู่แล้ว]“ผู้ใดบอกเจ้ากัน”[ระบบวิเคราะห์จากระยะเวลาการตอบสนองและภาวะทางอารมณ์ของผู้ทำภารกิจ]ซูซวงรู้สึกเหมือนถูกมองทะลุถึงส่วนลึกของจิตใจ จึงรีบโต้กลับ“การลังเลมิได้หมายความว่าข้าเลือกอยู่ต่อเสียหน่อย”[กำลังตรวจสอบสถานะภารกิจ]ซูซวงชะงัก“ตรวจสอบสิ่งใด”ตัวอักษรบนหน้าจอเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว[เงื่อนไขภารกิจหลักครบถ้วน]หัวใจของซูซวงพลันกระตุก“เดี๋ยวก่อน”[ผู้ทำภารกิจสามารถตัดสินใจเดินทางกลับโลกเดิมได้ทันที]ปลายนิ้วของนางแข็งค้างอยู่บนแบบร่างเสียงจากห้องข้าง ๆ คล้ายห่างออกไปในทันใด“ตอนนี้เลยหรือ”[ถูกต้อง]ซูซวงไม่ทันได้เตรียมใจเลยแม้แต่น้อยนางคิดมาตลอดว่ายังมีเวลา[โปรดยืนยันการตัดสินใจ]ข้อความสองบรรทัดปรากฏขึ้นตรงหน้า[กลับโลกเดิม][คงอยู่ในโลกปัจจุบัน][โปรดยืนยัน]ข้อความบนหน้าจอกะพริบขึ้นอีกครั้งซูซวงรู้สึกอึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก“อย่าเร่งข้า!”[จำเป็นต้องเลือก]“เหตุใดต้องเลือกเดี๋ยวนี้ด้วย”[ผู้ทำภารกิจร้องขอข้อมูลเกี่ยวกับส
รายได้ธรรมดา 2“ของดีถึงเพียงนี้ เจ้าจะเก็บไว้ใช้ในจวนเพียงผู้เดียวหรือ”“ไม่ใช่เช่นนั้น” ไป๋เล่อคงเลื่อนแบบร่างหรือกระดาษบางอย่างไปตรงหน้าพี่ชาย เพราะมีเสียงกระดาษเสียดสีกับพื้นโต๊ะดังตามมา“ข้าไม่ขายของเหล่านี้ให้ท่าน แต่จะมอบวิธีทำให้ท่านไปเลย”อันหย่งฟู่เงียบไปครู่ต่อมาเสียงของเขาก็ดังขึ้นอีกครั้ง เต็มไปด้วยความประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม“เจ้าจะมอบวิธีทำให้ข้า?”“เจ้าค่ะ เช่นเดียวกับกิจการก่อน ๆ ข้าจะให้สูตร วัตถุดิบ และวิธีสร้างเตาแก่ท่าน ส่วนท่านเป็นผู้ลงทุน ตั้งโรงงาน หาช่าง และนำสินค้าออกขาย”ไป๋เล่อเว้นจังหวะเล็กน้อย“ข้าไม่รับเงินก้อนจากท่าน แต่จะขอส่วนแบ่งจากกำไรแทน”ความเงียบในห้องรับรองดำเนินอยู่เพียงชั่วอึดใจ ก่อนเสียงหัวเราะของอันหย่งฟู่จะดังขึ้นอย่างยินดี“แน่นอน ๆ!”น้ำเสียงของเขากลับมารื่นเริงยิ่งกว่าเดิม“น้องสาวสุดที่รัก บอกเงื่อนไขมาได้เลย พี่ชายคนนี้ตามใจเจ้าทุกอย่าง”ไป๋เล่อหัวเราะออกมาเบา ๆ“เมื่อครู่ยังหุบยิ้ม หน้าตึงใส่ข้าอยู่เลยนะเจ้าคะ”“ข้านึกว่าเจ้าจะนำของดีเช่นนี้ไปมอบให้ผู้อื่นเสียอีก หากมอบวิธีทำให้ข้า แล้วข้าจะยังทำหน้าบึ้งใส่เจ้าได้อย่างไร”เสียงพูดคุ
รายได้ธรรมดา 1ไป๋เล่อชะงักไปเพียงเล็กน้อย ก่อนมองนางด้วยแววตาอ่อนโยนซูซวงเริ่มพึงพอใจกับชีวิตที่นี่แล้ว เริ่มผูกพันกับผู้คน กับงานที่ทำ และกับบางสิ่งที่นางเองอาจยังไม่ยอมรับทว่าไป๋เล่อมิได้เอ่ยรั้งนางเพียงวางแบบร่างลงบนโต๊ะ ก่อนกล่าวด้วยรอยยิ้ม“เรื่องของวันหน้าก็ปล่อยให้เป็นเรื่องของวันหน้าเถิด...เหตุใดต้องเศร้าก่อนวันที่จะมาถึงเล่า”ซูซวงเงยหน้ามองนาง “ตอนนี้พวกเรายังอยู่ที่นี่ ของก็ยังทำไม่เสร็จ หิมะก็ยังไม่ตก จะรีบคิดถึงวันที่ต้องจากไปทำไมกัน”ไป๋เล่อใช้นิ้วเคาะลงบนแผ่นกระดาษเบา ๆซูซวงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้มออกมาอีกครั้ง“เจ้าค่ะ”ขณะนั้นเอง บ่าวชายผู้หนึ่งก็เดินเข้ามาหยุดอยู่หน้าประตู ก่อนประสานมือคารวะ “พระชายาขอรับ คุณชายใหญ่อันหย่งฟู่มาถึงแล้ว ยามนี้รออยู่ด้านนอกขอรับ”ไป๋เล่อพยักหน้าอย่างไม่แปลกใจ “เชิญพี่ใหญ่ไปนั่งรอที่ห้องรับรองด้านข้างได้เลย ข้าจะตามไปเดี๋ยวนี้”“ขอรับ”เมื่อบ่าวถอยออกไป ไป๋เล่อจึงหันมาหาซูซวง “ข้าเรียกพี่ใหญ่มาคุยเรื่องกิจการแก้ว เจ้ารออยู่ที่นี่ก่อนก็ได้ ลองดูแบบร่างต่อไปตามสบาย หากเห็นจุดใดควรแก้ก็เขียนกำกับไว้ให้ข้า”ซูซวงพยักหน้า“ท่านไปเถิด
ใกล้จบแล้วชีวิตของซูซวงยังคงเป็นปกติทุกเช้านางยังคงเดินทางไปยังสถานกักกันเพื่อตรวจอาการผู้ป่วยดังเดิม ตรวจชีพจร จ่ายยา เปลี่ยนแผล และคอยติดตามผู้ที่มีอาการหนักอย่างละเอียดสถานการณ์ภายในเมืองอี้โจวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดผู้ป่วยรายใหม่ลดลงทุกวัน ส่วนผู้ที่เคยมีไข้สูงและตุ่มพุพองก็เริ่มฟื้นตัว หลายคนสามารถลุกขึ้นนั่ง กินอาหาร และพูดคุยกับญาติที่คอยดูแลได้แล้วเมื่อมีหมอหลวงเข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระ งานของซูซวงจึงไม่หนักหนาเหมือนช่วงแรกแม้หลิวเซิ่งจะพยายามส่งคนมาถามหานางอยู่บ้าง แต่ทุกครั้งล้วนถูกคนของเผยอี้หลางกันไว้ด้วยถ้อยคำสุภาพไม่มีผู้ใดกล่าวห้ามมิให้บิดาพบบุตรสาวทว่าทุกครั้งที่หลิวเซิ่งส่งคนมา ซูซวงกลับมีธุระอยู่พอดีเสมอนางมองออกว่าผู้ใดอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ แต่ในเมื่อเผยอี้หลางไม่เอ่ย นางก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เช่นกันอย่างน้อยวิธีนี้ก็ช่วยให้นางทำงานได้อย่างสงบ โดยไม่ต้องคอยรับมือกับคำตำหนิหรือคำสั่งของบิดาอยู่ตลอดเวลาหลังจากงานในสถานกักกันเบาบางลง ซูซวงจึงมาช่วยไป๋เล่อตรวจสอบแบบร่างของสเก็ตน้ำแข็งและสกีตามที่รับปากไว้ภายในห้องทำงานด้านข้างโรงช่าง มีแผ่นไม้ยาว รองเท้าหนัง และชิ้
รับข้อเสนอ 6ซูซวงมองใบหน้าเรียบเฉยนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าควรรู้สึกโล่งใจหรือขุ่นเคืองดี “หมายความว่าท่านไม่เห็นด้วย หรือไม่ใส่ใจเจ้าคะ”เผยอี้หลางนิ่งไปครู่หนึ่ง ราวกับเพิ่งเข้าใจว่านางกำลังตีความคำตอบของเขาไปในทางใด“ข้าหมายถึง ข้าไม่มีความเห็นคัดค้าน”ซูซวงกะพริบตา“ไม่มีความเห็นคัดค้าน...”“ใช่”“เพราะท่านเชื่อฟังพระชายาหรือเจ้าคะ”เผยอี้หลางสบตานางตรง ๆ แสงโคมส่องผ่านดวงตาสีเข้มคู่นั้น ทำให้แววตาที่เคยเย็นชาดูอ่อนลงเล็กน้อย “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของข้า”เขากล่าวช้า ๆ “หากข้าไม่เห็นด้วย ย่อมไม่มีผู้ใดบังคับข้าได้”หัวใจของซูซวงพลันเต้นผิดจังหวะ นางหลบสายตาไปทางอื่นทันที คำพูดของเขาชัดเจนกว่าที่คาดไว้มาก ทว่าก็ยังคลุมเครือเสียจนทำให้นางไม่รู้ว่าควรตีความไปในทางใดซูซวงพยายามควบคุมน้ำเสียงให้เป็นปกติ“เช่นนั้น... ท่านหมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ”เผยอี้หลางมองนางที่ไม่ยอมสบตาตน ก่อนตอบด้วยน้ำเสียงสงบนิ่ง“หมายความตามที่กล่าว”ซูซวงรู้สึกปวดศีรษะขึ้นมาหนึบ ๆ จะให้นางถามตรง ๆ ว่าเขาพึงใจในตัวนางหรือไม่ ก็ดูจะไร้ยางอายเกินไปนัก อีกทั้งพวกเขาเพิ่งรู้จักกันได้ไม่นาน ต่อให้มีข้อหมั้นห
ตอนที่ 9 ต้องดีขึ้นหวังเจียงจิงนำชุดที่ตัดเรียบร้อยมาส่งให้ไป๋เล่อ ขณะนั้นไป๋เล่อกำลังเตรียมขนมไปขายพรุ่งนี้ บนโต๊ะไม้เรียงรายไปด้วยขนมไม่น้อยกว่าห้าสิบชิ้น หลากหลายรูปแบบ ทั้งขนมงาเคลือบน้ำผึ้งหอมกรุ่น ขนมอบหวานละมุนที่ส่งกลิ่นหอมฟุ้ง ขนมแป้งทอดกรอบสีทองอร่าม และแม้แต่ขนมก้อนฟูนุ่มที่แต่งหน้าด
“ข้าก็คิดเช่นนั้น” ไป๋เล่อหัวเราะเบา ๆ “น่าระอายนักข้ายังมีเรื่องจะขอรบกวนท่านอีกสักอย่าง” ไป๋เล่อยกตะกร้าหวายเล็กขึ้นมา หยิบกล่องผักสลัดวางลงบนโต๊ะไม้ตรงหน้าเจียงจิง“นี่คือน้ำปรุงผักงาน้ำผึ้งที่ข้าลองทำ…พี่สาวช่วยชิมแล้ววิจารณ์ให้ตรงไปตรงมาหน่อยเถอะ ข้าตั้งใจจะเอาไปขาย”เจียงจิงเลิกคิ้
อาเหมยลอบกวาดตามองรอบร้าน “นั่งลงกินด้วยกันเถอะ” ไป๋เล่อเอ่ยขึ้น“เจ้าค่ะ....คุณหนู...ท่านต้องการอะไรเพิ่มหรือไม่ข้าจะไปซื้อให้เอง”ไป๋เล่อส่ายหน้า นางเองก็ยังไม่มั่นใจว่าตัวเองต้องการสิ่งใด นางหยุดคิดครู่หนึ่ง ก่อนนึกขึ้นได้ “แต่ข้าต้องไปขายเครื่องประดับเพิ่มอีก...ไม่งั้นเงินคงไม่พอทำครัวให้เ
แสงอ่อนยามเช้าเพิ่งคลี่ตัวลอดผ่านแนวไม้ไผ่ สายลมบางเบาพัดพากลิ่นหอมจาง ๆ ของดอกเหมยที่ปลูกริมรั้วเข้ามาในสวน เสียงนกร้องประสานกับเสียงน้ำจากอ่างหินหยดลงเป็นจังหวะ ทำให้บรรยากาศเงียบสงบจนเหมือนเวลาหมุนช้าลงไป๋เล่อนั่งจิบชาช้า ๆ ดวงตาเหม่อมองไอหมอกบางที่ลอยเหนือสระบัว ครู่หนึ่งเสียงฝีเท้าก็แว่วดังม







