Masuk'หลันเยี่ยเซียง' โฉมสะคราญตระกูลหลัน หญิงสาวผู้ซึ่งมีมีเรือนกายที่หอมกรุ่นราวกับดอกเยี่ยเซียง ความงดงามและกลิ่นหอมเย้ายวนนั้น ทำให้นางต้องพบเจอเรื่องวุ่ยวายมากมายจนเอาแต่เก็บตัวอยู่แต่ในคฤหาสน์ 'เซวี่ยอวี้' จอมยุทธ์หนุ่มที่บังเอิญช่วยโฉมสะคราญเอา แม้ว่าตัวเขาจะถูกเข้าใจผิดว่าเป็นโจรราคะ แต่เขากลับนึกสนุกไม่เพียงไม่แก้ต่างแต่เขากลับปล่อยเลยตามเลย ผู้อื่นอาจหลงใหลใบหน้าและรอยยิ้มอันงดงามของหลันเยี่ยเซียง แต่เขากลับชอบเวลาที่นางหวาดกลัวเขา โกรธเขาจนพูดไม่ออก ยิ่งเห็นนางร้องไห้ เขาก็ยิ่งรู้สึกรื่นรมย์เป็นอย่างยิ่ง ยถึงเรื่องใด
Lihat lebih banyakหญิงสาวแคว้นหานต้องมีอันต้องอกสั่นขวัญแขวน หลังจากมีข่าวโจรราคะออกก่อกวนจนทางการต้องประกาศจับ ทั้งนี้ในแต่ละเมืองในแคว้น ล้วนแล้วแต่มีหญิงสาวจากตระกูลต่างๆ ถูกโจรราคะผู้นั้นทำลายชื่อเสียง
‘หากแม้นไม่ได้โฉมสะคราญมาแนบชิดเชยชม
ขอเพียงลูบไล้ผิวนวลอนงค์ แนบเนื้อ หนึ่งราตรี’
นั่นคือบทกลอนในจดหมายจากโจรราคะ ซึ่งจะถูกส่งไปในเวลาที่เขาเล็งเป้าหมายก่อนลงมือ ซึ่งทุกครั้งเขาไม่เลือกวิธีการขอเพียงสามารถทำลายชื่อเสียงของโฉมสะคราญจากเมืองต่างๆ
บางครั้งเขาเพียงขโมยชุดเอี๊ยมออกมาแขวนเอาไว้ เพื่อบอกให้รู้ว่าเขามาเยือน
บางคราเขาก็ลักพาตัวโฉมสะคราญไปหนึ่งวันหนึ่งคืน ก่อนจะส่งตัวหญิงสาวเหล่านั้นกลับไป
ในเวลาเพียงห้าเดือนโจรราคะผู้นั้น กลับสามารถก่อเรื่องได้ถึงสิบสองครั้ง อีกทั้งยังวนเวียนอยู่ในเมืองต่างๆ ของแคว้นหาน กระทั่งในยามนี้วนเวียนใกล้เมืองอี๋หยาง ทำให้ทางการต้องเร่งออกหมายเตือนไปทั่ว
แต่ถึงอย่างนั้นเพราะไม่มีผู้ใดสามารถบอกรูปพรรณสัณฐานของโจรราคะตัวจริง เนื่องจากหญิงสาวทุกคนที่ถูกลักพาตัวไป ต่างไม่สามารถจดจำสิ่งที่เกิดขึ้นได้ ดังนั้นผู้คนในเมืองอี๋หยาง จึงได้แต่เฝ้าระวังบุตรสาวของตัวเองอย่างใกล้ชิด
“เจ้าได้ยินข่าวลือแล้วหรือยัง”
“เรื่องโจรราคะหรือ”
“ข้าก็ได้ยินนะ ก่อนออกมาจากเมืองผิงหยาง โจรราคะผู้นั้นประกาศว่าจะมาที่นี่”
“ข้าว่าเป้าหมายคงหนีไม่พ้นตระกูลหลัน”
“นั่นสิๆ คุณหนูหลันเป็นโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของเมืองอี๋หยาง อีกทั้งผิวกายของนางยังหอมกรุ่น”
“นั่นเป็นเพียงข่าวลือมิใช่หรือ”
“นั่นสิ เจ้าไม่เคยพบนางเลยสักครั้ง รู้ได้อย่างไรว่าผิวกายของนางหอมกรุ่นดังที่ร่ำลือกัน”
“ก็คนที่นี่มิใช่พูดเป็นเสียงเดียวกันหรอกหรือ”
“แต่ก็ไม่เคยมีใครยืนยันได้มิใช่หรือ”
“แต่ข้าเคยพบนางนะ นางก็ดูปกติ ไม่เห็นมีกลิ่นหอมอะไรเลย”
“จริงหรือ”
“ก็จริงนะสิ นางเคยมาเดินในตลาดด้วย แต่ไม่เห็นมีกลิ่นหอมอะไรที่ว่านั่นเลย”
“แล้วข่าวลือมาจากไหนกัน”
“นั่นมันนานมาแล้ว เป็นความจริงเสียที่ไหน”
“แล้วนี่เจ้าเป็นใครหรือ”
ทุกคนที่กำลังจับกลุ่มนินทากันหันไปมองสาวน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มไม่คุ้นหน้า
“ข้าหรือ ข้าเป็นสาวใช้คนใหม่ของคฤหาสน์ตระกูลหลัน”
“จริงหรือ” หลายคนต่างก็มีท่าทีตื่นเต้น “แต่ข่าวลือนี้ข้าได้ยินมาตั้งแต่นางปักปิ่นแล้ว ได้ยินมาว่าแม่นมของนางเป็นคนพูดเองเลย”
“แม่นมหรือ” เด็กสาวผู้นั้นเลิกคิ้ว “ข้าได้ยินมาว่าแม่นมคนนั้นขโมยของของคุณหนูหลันไปแต่โดนจับได้ ดังนั้นนางจึงเจ็บแค้นกระทั่งสร้างข่าวลือขึ้น”
“เรื่องนี้ข้าเองก็ดูเหมือนจะเคยได้ยินมานะ”
“แต่เรื่องนี้ก็ร่ำลือกันมานาน หลายคนที่เคยพบคุณหนูหลันเองก็ยืนยันว่าตัวนางหาได้มีกลิ่นหอมอะไรไม่”
“แต่จะอย่างไรนางก็ยังคงได้ชื่อว่าโฉมสะคราญอันดับหนึ่งเมืองอี๋หยาง ข้าว่าโจรราคะต้องเล็งนางเป็นเป้าหมายอันดับหนึ่งอย่างแน่นอน”
“จริงด้วย” ทุกคนต่างก็พยักหน้าก่อนจะมองหาเด็กสาวซึ่งอ้างตัวเป็นสาวใช้ตระกูลหลัน ทว่าคนกลับหายไปเสียแล้ว
หลันอิ๋งชุนถอนหายใจออกมา เมื่อสามารถหลบออกมาจากกลุ่มแม่ค้าและพ่อค้าในตลาด ซึ่งกำลังจับกลุ่มซุบซิบนินทาอยู่ข้างถนน วันนี้นางปลอมตัวเป็นสาวใช้ออกมากับคนในครัว
พอได้ยินว่าผู้อื่นกำลังซุบซิบเรื่องของผู้เป็นพี่สาว นางย่อมอดรนทนไม่ได้ต้องรีบก้าวออกไปแก้ข่าว
“คุณหนูท่านอยู่นี่เองหรอกหรือเจ้าคะ ข้าน้อยตามหาเสียแทบแย่”
“จะกลับแล้วหรือ”
“เจ้าค่ะ ป่านนี้คุณหนูรองตามหาท่านแย่แล้ว”
“อ้อได้ เช่นนั้นรีบกลับเถิด”
เด็กสาวย่อมยอมกลับแต่โดยดี ทั้งนี้ก็เพราะนางออกมาตั้งแต่เช้าตรู่ ป่านนี้หลันเยี่ยเซียงพี่สาวของนางคงรู้แล้วว่านางแอบหนีออกมา เพราะในยามเช้าของทุกวัน นางและพี่สาวต้องออกมาส่งหลันเฟิ่ง พี่ชายคนโตออกไปเค่อหลี่
หากจะพูดถึงสำนักศึกษาเค่อหลี่แห่งเมืองอี๋หยาง ย่อมไม่มีผู้ใดในแคว้นหานไม่รู้จัก เนื่องจากขุนนางมากมายในราชสำนัก ล้วนแล้วแต่มาจากสำนักศึกษาเค่อหลี่ทั้งสิ้น เค่อหลี่จึงนับได้ว่าเป็นสำนักศึกษาอันดับหนึ่งของแคว้นหาน
ปีหน้าหลันเฟิ่งก็สามารถเข้าสอบซิ่วฉ่าย[1]อย่างที่บิดาตั้งความหวัง ดังนั้นช่วงนี้เขาจึงไปยังเค่อหลี่ทุกเช้า ทั้งนี้ก็เพื่อเข้าไปทบทวนบทเรียน และขอคำปรึกษาจากอาจารย์ทั้งสองแห่งเค่อหลี่อย่างจ้าวเสิ่นและหวังชิง
[1] การสอบขุนนางชั้นอำเภอ เรียก ซิ่วฉ่าย เทียบเท่าชั้นปริญญาตรี
สอบชั้นมณฑลได้ เรียก จูเหยิน เทียบเท่าชั้นปริญญาโท
สอบชั้นนครหลวงได้ เรียก จิ้นซื่อ เทียบเท่าชั้นปริญญาเอก
สอบในพระราชวังได้ เรียก ฮันหลิน ใครได้ที่หนึ่งผู้นั้นย่อมได้ตำแหน่ง จอหงวน
“หากข้าโดนโจรราคะผู้นั้นพาตัวไป ตระกูลหลันต้องเสื่อมเสีย ไม่เพียงแต่จะเป็นปัญหาต่อพี่ใหญ่ในภายภาคหน้า แต่กับชุนเอ๋อร์เองหลังปักปิ่นนางอาจจะไม่ได้คู่หมายที่ดี”หลันเยี่ยเซียงก้าวไปข้างหน้าเล็กน้อย นางมองตรงไปยังภูเขาสูงที่ล้อมรอบอารามสงบใจ หญิงสาวพลันรู้สึกเศร้าใจ“ทั้งหมดที่ข้ามี ใบหน้านี้ ผิวกายอันหอมกรุ่นนี้ ล้วนเป็นคำสาปทั้งสิ้น หาไม่เหตุใดข้าจึงเป็นต้นเหตุแห่งความกังวลให้ผู้อื่นถึงเพียงนี้”หญิงสาวหลับตาพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า แม้ท้องฟ้าจะสดใสไร้ซึ่งเมฆหมอก หากแต่ชีวิตของนางในยามนี้เหตุใดจึงมืดมนยิ่งนัก“เซียงเอ๋อร์” สุ่ยเซียนเดินมาจากเบื้องหลัง ทำให้ทั้งสาวใช้และผู้เป็นนายรีบปรับอารมณ์ ทั้งสองหันกลับไปก่อนส่งยิ้มพร้อมส่งเสียงสดใส“แม่รอง เราจะกลับกันแล้วหรือเจ้าคะ”“คุณชายใหญ่มิใช่รับปากจะพาเจ้าสองพี่น้องไปเที่ยวหรอกหรือ มาเร็วเข้า”“เจ้าค่ะ” หลันเยี่ยเซียงยิ้มกว้างก่อนเดินตามสุ่ยเซียนออกไปความเงียบเข้าครอบคลุมทันทีที่กลุ่มคนจากตระกูลหลันจากไป ร่างสูงของเซวี่ยอวี้กระโดดลงมาจากต้นอู่ถง ใบหน้าของเขาเรียบเฉยในยามที่มองตามขบวนรถม้า ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวลงเขาไปเมื่อครู่เขานอนอยู
รุ่งเช้าวันถัดมาหลันเยี่ยเซียงและหลันอิ๋งชุนก็ให้รู้สึกประหลาดใจยิ่ง หลันเฟิ่งไม่เพียงแต่งกายด้วยเสื้อผ้าตามสบาย แต่เขายังไม่มีทีท่าว่าจะเดินทางไปยังเค่อหลี่เช่นทุกครั้งเช่นกันกับหลันเซียวและสุ่ยเซียนที่เดินออกมายังห้องโถงของคฤหาสน์“พี่ใหญ่วันนี้ท่านไปไปเค่อหลี่หรือเจ้าคะ”หลันอิ๋งชุนวิ่งเข้าไปกอดผู้เป็นพี่ชายอย่างออดอ้อน ซึ่งเขาเองก็ยกมือขึ้นลูบซาลาเปาสองก้อนเหนือศีรษะของเด็กสาว“วันนี้พี่ใหญ่ปรึกษากันกับท่านพ่อและแม่รอง พี่ใหญ่จะพาทุกคนไปไหว้พระที่อารามสงบใจนอกเมือง จะได้พาเจ้ากับพี่รองออกไปเที่ยวด้วยดีหรือไม่”“จริงหรือเจ้าคะ!”หลันเยี่ยเซียงสบตากับบิดาและพี่ชาย ดวงตาของนางทอประกายระยิบระยับ นานมากแล้วที่นางไม่ได้ออกไปเที่ยวนอกเมืองเช่นนี้ ดังนั้นแน่นอนนางจึงตื่นเต้นไม่แพ้หลันอิ๋งชุนที่วิ่งไปรอบๆ ด้วยความยินดีสุ่ยเซียนเองก็มองออก ดังนั้นจึงเดินข้ามาจับมือของหญิงสาวจากนั้นก็ยิ้มปลอบประโลม “หลังมื้อเช้าพวกเจ้าสองคนก็รีบไปเตรียมตัวเถิด แม่รองจะให้คนรีบไปเตรียมรถม้า”“เจ้าค่ะ”การเดินทางไปยังอารามบนเขานอกเมืองอี๋หยางเต็มไปด้วยความครึกครื้น เสียงหัวเราะและรอยยิ้มของบุตรสาวทั้งสองคน ท
ในยามที่กำลังจะเดินสวนทางกันนั้น หลันเฟิ่งกลับทำท่าทางราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ เขาหมุนกายและส่งเสียงเรียกเซวี่ยอวี้“จอมยุทธ์เซวี่ย”“มีอะไรหรือ” เซวี่ยอวี้หันกลับมามองอีกฝ่ายด้วยดวงตาเต็มไปด้วยคำถาม“คือ…” หลันเฟิ่งมีท่าทีลังเล “ท่านจะยังรั้งอยู่ที่เมืองอี๋หยางนานอีกนานหรือไม่ขอรับ คือ…” หลันเฟิ่งอึกอัก“ไม่เกินสิบวัน” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ“เอ่อ เช่นนั้น ช่วงที่ท่านอยู่ที่นี่หวังว่าท่านจะ…”เซวี่ยอวี้มุ่นคิ้วลงเล็กน้อย มองดูท่าทีราวกับอยากจะเอ่ยบางอย่างแต่กลับลังเล เขาไม่ได้เอ่ยถามเพียงจ้องเขม็ง ก่อนหันหลังจากมา เมื่อหลันเฟิ่งไม่มีทีท่าว่าจะจบประโยค เขายังคงได้ยินเสียงถอนใจพร้อมกับบ่นพึมพำของอีกฝ่ายดังแว่วมา“ข้าทำอะไรลงไป เขาจะยอมยื่นมือเข้าช่วยเหลือได้อย่างไรกัน”บรรยากาศภายในคฤหาสน์ตระกูลหลันเต็มไปด้วยความเคร่งเครียด ทั้งนี้ก็เพราะมีการเพิ่มจำนวนเวรยามอย่างเห็นได้ชัด หลันเยี่ยเซียงมองทุกความเปลี่ยนแปลงด้วยดวงว่างเปล่ากระนั้นในยามค่ำคืนที่ผิวกายของนางหอมกรุ่น นางกลับเปิดหน้าต่างออกมาเงียบๆ ปล่อยให้แสงจันทร์อาบไล้ลงไปบนเรือนผมยาวสลวยที่ไม่ได้รวบมัด เพราะตอนนี้นางกำลังจะเข้านอน“คุณห
หากให้เดาหลิวเย่ากวงสังหรณ์ว่าเรื่องนี้ อาจเกี่ยวพันไปถึงเรื่องที่ศิษย์พี่สามเคยถูกลอบวางยาพิษ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ศิษย์พี่รองของเขาเคยออกไปหายาถอนพิษ กระทั่งติดค้างน้ำใจของเซวี่ยอวี้เช่นนี้ หาไม่อาจารย์ทั้งสองไหนเลยจะอนุญาตเป็นกรณีพิเศษในเวลาพักผ่อนหลังจากการเรียนของศิษย์เค่อหลี่ เสียงพูดคุยจอแจมักจะดังเล็ดลอดเข้ามายังกำแพงด้านใน เช่นกันกับในยามนี้ที่มีข่าวลือมากมาย เกี่ยวกับโจรราคะที่กำลังตรงมายังเมืองอี๋หยาง“เจ้าได้ยินหรือยัง เรื่องที่โจรราคะหลังก่อเรื่องที่ผิงหยาง เขาบอกว่าจะตรงมาที่นี่”“ได้ยินแล้ว”“ข้าว่าเป้าหมายคงหนีไม่พ้นแม้นางหลัน”“นั่นสินะ”“จะว่าไปก็รู้สึกเห็นใจอยู่เหมือนกัน”“แต่ข้าออกจะสมน้ำหน้า”“เหตุใดเจ้าไร้น้ำใจเช่นนี้ อย่างไรเสียศิษย์พี่หลันก็เป็นหนึ่งในศิษย์เค่อหลี่”“ใครใช้ให้พวกเขาหยิ่งยโสเล่า ข้าส่งแม่สื่อไปทาบทามตั้งหลายครั้ง พวกเขากลับเอาแต่ปฏิเสธ”“แต่พวกเขาก็ปฏิเสธเช่นนี้มาหลายครั้งแล้ว ไม่ใช่เฉพาะเจ้าไม่ใช่หรือ”“นั่นสิ แม่นางหลันนางเป็นถึงโฉมสะคราญอันดับหนึ่งของเมืองอี๋หยาง แต่งให้กับเจ้าที่มีอนุมากกว่าสาวใช้บ้านข้า ศิษย์พี่หลันไม่ตำหนิเจ้าที่กล้าส่งแ

















