Mag-log inบทที่สอง
เป็นชายา
“ช่วยด้วย...กรี๊ด...ตามหมอเร็ว... คุณหนู... พระชายา..เร็วเข้า...“ เสียงร้องตะโกนโวยวายดังขึ้นในตำหนักของอ๋องชิงหนานตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง พร้อมกลุ่มคนที่วิ่งสับสนวุ่นวายอยู่ในห้องหอของพระชายาที่เพิ่งแต่งเข้ามา
ฉันรู้สึกตัวได้สักพักแล้ว แต่ยังนอนนิ่งเฉยฟังเสียงความอลหม่านเพราะต้องการเก็บข้อมูล ความทรงจำในร่างนี้ตอนนี้ว่างเปล่ามาก ฉันจำไม่ได้แม้กระทั่งว่าร่างนี้ชื่ออะไร
“ท่านหมอ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ”
“พระชายากินสิ่งใดเข้าไป พวกข้ายังไม่สามารถตรวจสอบได้ ตอนนี้พบเพียงร่างกายอ่อนเพลียแต่ไม่คล้ายถูกพิษ เจ้าต้มยาให้พระชายาดื่มสักไม่กี่วันน่าจะดีขึ้น” เสียงชายสูงอายุคนหนึ่งตอบมาเบาๆ
หลังจากนั้นก็มีเสียงคนเดินออกไปจากห้อง
ฉันค่อยๆลืมตามองรอบห้องช้าๆ
“คุณหนู...พระชายา...ท่านฟื้นแล้ว” สาวน้อยคนเดิมวิ่งมาจับมือฉันอย่างดีใจ
“บ่าวคิดว่า...ฮือ ฮือ ฮือ” พูดไปปาดน้ำตาไปอย่างน่าสงสาร
ฉันคิดถึงตอนแสดงละครเรื่องหนึ่งที่เล่นเป็นคนความจำเสื่อม จึงพยายามแสดงสีหน้าเฉยชาออกมา ก่อนจะเอ่ยถามแบบไม่รู้จักกัน
“เจ้าเป็นใคร”
สาวน้อยเงยหน้ามองฉันอย่างพิจารณา “คุณหนู บ่าว...อันอันอย่างไรเล่าเจ้าคะ”
“อันอัน...ใคร” ฉันยังคงทำหน้านิ่งจนสาวน้อยเบะปากร้องไห้เสียงดังอีกครา
“คุณหนู...คุณหนูจำบ่าวไม่ได้หรือเจ้าคะ บ่าวเป็นบ่าวรับใช้ใกล้ชิดของคุณหนูอย่างไรเล่าเจ้าคะ บ่าวอยู่กับคุณหนูมาตั้งแต่คุณหนูเพิ่งจะ10หนาวเท่านั้น ทำไมคุณหนูจำบ่าวไม่ได้เล่าเจ้าคะ” เสียงสะอึกสะอื้นน้ำตานองหน้าชวนให้น่าสงสารนัก
ฉันไม่อยากกลั่นแกล้งบ่าวน้อยอีกเลยสารภาพออกไป
“ข้าจำสิ่งใดไม่ได้เลย ข้าเป็นใคร ข้าชื่ออะไร แล้วข้าอยู่ที่ไหน ข้าไม่รู้อันใดเลย”
อีกฝ่ายอ้าปากค้างมองอย่างไม่อยากเชื่อ
“คุณหนู ท่านจำไม่ได้จริงๆหรือเจ้าคะ หรือจะเป็นเพราะฤทธิ์ยาที่ท่านดื่มเมื่อคืน”
“ยาอันใด ข้าดื่มสิ่งใด” ฉันถามอย่างไม่แน่ใจว่าบ่าวน้อยจะรู้หรือไม่ว่าเมื่อคืนฉันกินยาอะไรลงไป
“บ่าวเห็นคุณหนูร้องไห้แล้วก็ดื่มยาลงไปชามหนึ่ง แต่ยาอันใดบ่าวหาทราบไม่เจ้าค่ะ”
“บ่าวไปตามหมอหลวงมาตรวจอีกทีนะเจ้าคะ” สาวน้อยล่าถอยออกจากห้องอย่างเร็ว ก่อนที่จะกลับมาพร้อมสาวใช้อีกคนและหมอหลวง
หลังตรวจอย่างละเอียด สอบถามเรื่องราวมากมาย ในที่สุดหมอหลวงก็ได้ข้อสรุปออกมา
“อืม...ไม่มีอาการอื่นใด เพียงแต่พระชายายังจดจำสิ่งใดไม่ได้ อาการเช่นนี้เรียกว่าสูญสิ้นความจำ ข้าจะลองศึกษาดูว่าจะรักษาเช่นใดดี ระหว่างนี้พวกเจ้าก็ช่วยกันทบทวนความจำเผื่อว่านางอาจจะจดจำขึ้นมาได้บ้าง”
สาวใช้สองคนมองหน้าซึ่งกันและกันอย่างตื่นตระหนกก่อนจะขอตัวไปส่งหมอหลวงด้านนอก ซึ่งฉันเดาว่าน่าจะไปพูดคุยรายละเอียดมากขึ้น
ฉันลุกขึ้นมานั่งพิงหมอนรอจนสาวน้อยที่ชื่ออันอันกลับมา
“เอาล่ะ เจ้าบอกข้าได้หรือยัง ว่าข้าชื่อใร เป็นใคร ที่นี่ที่ไหน” ฉันเอ่ยถามทันทีเพราะอยากรู้เต็มแก่แล้ว
“พระชายาชื่อ’ฟางหรูหนิง’ เป็นบุตรสาวของแม่ทัพฟางเล่ย ที่นี่คือตำหนักของท่านอ๋องชิงหนานเพคะ” บ่าวน้อยตอบตรงคำถามโดยไม่มีคำขยายความจนฉันเริ่มหงุดหงิด
“เจ้าเล่ามาให้ละเอียดตั้งแต่ต้น ข้าไม่อยากถามหลายครา ข้าเหนื่อยเข้าใจหรือไม่”
“เข้าใจเพคะพระชายา”
“คราแรกข้าได้ยินเจ้าเรียกข้าว่าคุณหนู เจ้าเรียกแบบนั้นเถอะ”
“เจ้าค่ะคุณหนู”บ่าวน้อยขานรับ ค่อยๆเดินมาคุกเข่าข้างเตียงมองหน้าฉัน ก่อนจะเปิดปากเล่า
“บ่าวชื่อ’อันอัน’มาอยู่กับคุณหนูเมื่อ7ปีที่แล้ว ยามนั้นคุณหนูอายุ10หนาว ส่วนบ่าวอายุ12หนาวเจ้าค่ะ คุณหนูอาศัยอยู่ที่จวนสกุลฟางซึ่งมีท่านปู่ของคุณหนูคืออัครเสนาบดีฟางเป็นเจ้าของ ภายในจวนมีผู้อยู่อาศัยมากมาย ท่านแม่ทัพท่านพ่อของคุณหนูเป็นบุตรชายคนโตจึงได้อยู่ที่เรือนหลังใหญ่เจ้าค่ะ” บ่าวน้อยค่อยๆนั่งลงและเริ่มเล่าต่อเมื่อเห็นฉันมองด้วยความตั้งใจ
อ้อ...ร่างนี้อายุ17ปี เท่ากับตอนที่ฉันเพิ่งเข้าวงการแสดงครั้งแรกและถูกทิ้งให้อยู่ที่เมืองไทยคนเดียวเลย
“ตอนที่บ่าวมา ฮูหยินใหญ่ท่านแม่ของคุณหนูเสียชีวิตไป3ปีแล้ว ฮูหยินใหญ่คนปัจจุบันซึ่งเคยเป็นฮูหยินรองมาก่อนได้จัดให้คุณหนูอยู่ที่เรือนท้ายจวน พวกเราอยู่ที่นั่นกันมาโดยตลอดเจ้าค่ะ จนกระทั่งเมื่อ3ปีที่แล้ว ท่านพ่อของคุณหนูต้องไปประจำการที่ชายแดนทิศใต้ ท่านอาหญิงของคุณหนูซึ่งก็คือฟางฮองเฮา ได้ขอรับตัวคุณหนูเข้าไปอยู่ด้วยกันที่วังหลวงเจ้าค่ะ”
ร่างนี้มีอาหญิงเป็นถึงฮองเฮา มีพ่อเป็นแม่ทัพ มีปู่เป็นอัครเสนาบดี ฟังแล้วก็ยิ่งใหญ่ดี
“แล้วทำไมข้าจึงมาอยู่ที่นี่”ฉันถามด้วยความสงสัย
“คุณหนูชื่นชอบท่านอ๋องชิงหนานมาโดยตลอด ช่วงที่อยู่ในวังหลวงคุณหนูติดตามและพยายามที่จะใกล้ชิดท่านอ๋อง จนวันหนึ่งเกิดเหตุขึ้นที่อุทยานหลวง ฮองเฮาทรงพิโรธมากจึงขอให้ฮ่องเต้ออกพระราชโองการสมรสให้คุณหนูกับท่านอ๋องชิงหนานเจ้าค่ะ”
“เหตุอะไร?” ฉันทวนคำด้วยสีหน้างุนงง บ่าวน้อยเห็นเช่นนั้นจึงเล่าต่อว่า
“ตอนที่บ่าวเห็นคือท่านอ๋องอุ้มคุณหนูที่เปียกไปทั้งตัวขึ้นมาจากสระน้ำ ฮองเฮาทรงพิโรธเพราะมีผู้คนเห็นมากมายว่าคุณหนูอยู่ในชุดที่แทบปกปิดเรือนร่างไม่มิดและอยู่ในอ้อมกอดของท่านอ๋องเจ้าค่ะ”
“อ้อ...” ฉันเริ่มเห็นภาพเล่ห์กลในการจับผู้ชายสมัยนี้
บทที่หกสิบเก้า ล่าสัตว์อีกแล้วปีที่แล้วเขาก็มาลักหลับฉันในช่วงงานล่าสัตว์อยู่หลายคืน ตอนนั้นฉันดื่มยาแก้ปวดของหมอหลวงทำให้นอนหลับสนิทใครมาทำอะไรก็ไม่ตื่น จึงทำให้เขาฉวยโอกาสลูบไล้ฟอนเฟ้นกลั่นแกล้งรังแกฉันจนแทบจะเสียเนื้อเสียตัว ตอนแรกฉันคิดว่าเป็นแค่ความฝันจนเห็นร่องรอยที่เขาทำทิ้งไว้จึงแน่ใจว่าเป็นความจริง และลืมตาขึ้นมาจับผิดเขาจนได้ถึงแม้ว่าสุดท้ายจะอนุญาตให้เขาทำต่อจนฉันเสร็จสม แต่เขาก็หายหน้าไปเลย คืนนี้เขาจะมาลักหลับฉันอีกหรือยังไง ชายหนุ่มมีสีหน้าเหมือนทบทวนความจำในปีที่แล้วอยู่เช่นกัน เขาขยับเสื้อของฉันออกจนเห็นร่างเปลือยอย่างช้าๆ ค่อยๆฟอนเฟ้นปั้นรูปเต้าทรวงสวยที่มีขนาดใหญ่ขึ้นกว่าเดิมจนล้นมือ สายตาพยายามมองมาว่าฉันจะตื่นขึ้นไหม ก่อนจะก้มลงไปดูดกลืนเม็ดบัวโดยสองมือยังขยำขยี้ไม่หยุด&
บทที่หกสิบเก้า ล่าสัตว์อีกแล้วอาการแพ้ท้องของฉันเริ่มดีขึ้นในเดือนที่สี่ ฉันเริ่มกินอาหารได้มากขึ้น อาการหนักหัวหายไป ไม่อาเจียนอีก ร่างกายเริ่มมีเนื้อมีหนังเพิ่มขึ้นมา เมื่อเห็นว่าฉันดีขึ้นแล้วไม่ต้องนอนอยู่แต่บนเตียง ท่านอ๋องจึงออกไปทำงานบ้างในบางวัน บ่ายวันหนึ่ง เขามาเล่าให้ฉันฟังว่าฮ่องเต้ส่งสารไปต่อว่าแคว้นสู่เรื่องที่รับอดีตแม่ทัพฟางเอาไว้ คล้ายเจตนาจะก่อศึกสงคราม กลุ่มที่ไม่เห็นด้วยกับการรับอดีตแม่ทัพฝ่ายศัตรูเอาไว้อยู่แล้วจึงลุกขึ้นเรียกร้องให้ขับไล่อดีตแม่ทัพฟางออกจากแคว้นสู่ เมื่อวานมีคนพบศพของอดีตแม่ทัพฟางใกล้ชายแดนในสภาพโดนสังหารด้วยอาวุธหลายชนิด พวกเขาคาดกันว่าน่าจะมีผู้คนที่เคยโดนอดีตแม่ทัพฟางไล่ล่าสังหารญาติพี่น้องมารุมลอบทำร้าย เมื่อไม่มีผู้ช่วยเหลืออดีตแม่ทัพฟางจึงโดนฆ่าตายได้โดยง่าย ฉันหลับตาขออโหสิกรรมท
บทที่หกสิบแปด ท้องแล้วไหมนางกำนัลทั้งสามต้องเข้ามาช่วยพยุงฉันคนละข้างโดยอีกคนคอยประคองด้านหลัง กลายเป็นกลุ่มคน4คนเดินไปพร้อมกัน ไป่ฮั่วถิงหันมามองกลุ่มคนที่เดินเข้ามาในห้องอาหารด้วยสายตาแปลกใจ “เสี่ยวหนิง เจ้าเป็นอันใดไป” เขาทำท่าจะเข้ามาตรวจฉันแต่ฉันโบกมือห้ามไว้เสียก่อน “คงนอนไม่หลับจึงปวดหัว ไม่เป็นอันใดมาก พวกเรากินข้าวกันก่อนเถอะ” ฉันนั่งลงโดยยังมีนางกำนัลน้อยประคองไว้สองข้าง ไป่ฮั่วถิวนั่งลงตรงข้ามสายตายังจับจ้องมองหน้าฉันโดยยังไม่ลงมือกินอะไร&nbs
บทที่หกสิบเจ็ดเราจะได้เจอกันอีกรุ่งขึ้นพวกเราตื่นสายกันมาก วันนี้ไป่ฮั่วถิงกลับไปบ้านตัวเอง พวกเราจึงออกไปเที่ยวกันสองคน โดยมีนางกำนัลและองครักษ์ตามมาห่างๆ พวกเราไม่กล้าไปไกลมากนักจึงวนเวียนอยู่ในตลาดกลางเมืองเพราะคิดว่าพวกเขาไม่น่าจะกล้าทำอะไรในที่ชุมชนที่มีคนอยู่มากมายท่านพี่ให้ฉันเลือกซื้อข้าวของอย่างตามใจโดยเขามีหน้าที่พยักหน้า จ่ายเงิน ประคองพาฉันเดิน โดยไม่ปฏิเสธอะไรเลย ไม่ว่าฉันอยากได้อะไรเขาก็ซื้อให้ทั้งหมด จนฉันรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นเจ้าหญิงความจริงก็ใกล้เคียงนะ ตอนนี้ฉันมีตำแหน่งเป็นพระชายาของท่านอ๋อง ถ้าเปรียบไปแล้วก็คล้ายๆเจ้าหญิงเหมือนกันเสื้อผ้าเครื่องประดับในตำหนักอ๋องมีอย่างล้นเหลือ ฉันจึงไม่ค่อยสนใจ เน้นเลือกซื้อของกินของใช้แปลกตามากกว่า อีกอย่างที่ซื้อไปมากหน่อยก็คือเครื่องประทินโฉม ฉันไม่ค่อยชอบสีสันในยุคสมัยนี้ที่หญิงสาวชอบทาแป้งขาวทาปากแดง ฉันจึงอยากลองเอาเครื่องประทินโฉมเหล่านี้ไปปรับปรุงเองให้ได้สีที่ฉันชอบวันนี้เป็นวันที่ฉันมีความสุขวันหนึ่งหลังจากที่ต้องผจญภัยมานานนับเดือน
บทที่หกสิบหก จบสักที“ถ้าเช่นนั้นเราตื่นสายกันนะเพคะ” ฉันชักชวนขณะที่มือบางลูบไล้แผ่นอกแข็งแน่นตึงขาว พลางช้อนสายตายั่วยวน“ได้สิ” สามีหนุ่มไม่ขัดยิ้มกรุ่มกริ่มปล่อยให้ฉันลูบซิกแพคขาวแน่นอย่างเพลิดเพลิน“น้องปรนนิบัติท่านพี่อาบน้ำดีหรือไม่เพคะ” ฉันนึกถึงฉากหนึ่งในละครรักที่เคยแสดง นางเอกกับพระเอกหยอกล้อเล่นกันในสระว่ายน้ำ ก่อนจะมีอะไรกันอย่างโรแมนติก แค่คิดส่วนนั้นของฉันก็เริ่มฉ่ำแฉะแล้วฉันจูงสามีสุดหล่อที่ดูว่าง่ายอย่างน่ารักไปข้างอ่างน้ำช้าๆ บรรจงถอดเสื้อเผยความแข็งแรงให้เห็น จับจูงเขาลงไปแช่น้ำก่อนจะลูบไล้ช้าๆทีละส่วนด้วยสายตาที่ท้าทายยั่วยวน“น้องจะตั้งใจอาบน้ำให้ท่านพี่แต่ห้ามท่านพี่ทำอันใดน้องนะเพคะ มิเช่นนั้นจะถือว่าท่านพี่แพ้” ฉันแกล้งท้าทายความอดทนของเขาอืม...สามีสุดรักไม่ตอบเป็นคำพูดเพื่อครางว่ารับรู้แล้วเท่านั้นฉันบรรจงลูบไล้ส่วนหน้าอกขาว ก่อนจะไล้ลงช้าๆไปโฉบเฉี่ยวแท่งหยกที่เริ่มขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ มือบางค่อยๆลูบจับปล่อยจับปล่อยอย่า
บทที่หกสิบห้า น่าจะจบไหม“ทหารพบลูกดอกและมีดสั้นบนพื้นจำนวนมาก นั่นคืออาวุธของน้องหญิงหรือของผู้ใด” อ๋องหนุ่มถามด้วยความสงสัย “ของน้องเพคะ น้องค้นพบความทรงจำอย่างหนึ่งว่าน้องขี่ม้ายิงธนูได้ และน้องก็สามารถใช้มีดสั้น ลูกดอก หรือเตะต่อยได้บ้างเพคะ ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งกล้าเช่นชายหนุ่มเพราะเรี่ยวแรงที่น้อยกว่า แต่ก็พอเอาตัวรอดในสถานการณ์เช่นนี้ได้นะเพคะ” ฉันสารภาพโดยอ้างความจำเสียเลย “เจ้าเก่งมาก” อ๋องหนุ่มชื่นชมพร้อมจูบปลอบประโลมอีกหนึ่งที “แล้วเราจะตามจับพวกเขาได้หรือไม่เพคะ” ฉันไม่อยากอยู่อย่างหวาดระแวงอีกแล้วฟางหรูหนิงช่างน่าสงสารเสียจริง แม้แต่พ่อของตัวเองก็ยังจะคิดหาประโยชน์ นำนางไปเป็นของขว







