로그인“พวกเราไม่ได้ใช้กำลังโต้ตอบขอรับ ข้าท่องบทกวีที่กล่าวถึงคุณค่าของคนว่าอยู่ที่สติปัญญาและความเพียร มิใช่อาภรณ์หรือชาติกำเนิด ส่วนเหวินเทียนก็ยกคำสอนในคัมภีร์เรื่องความถ่อมตนตอกกลับไป ศิษย์พี่ผู้นั้นเถียงไม่ออก อับอายจนต้องเดินหนีไปเอง หลังจากนั้นก็ไม่มีผู้ใดกล้ามาดูถูกพวกเราอีกขอรับ”
“ยิ่งไปกว่านั้น พี่หญิงใหญ่จ่ายค่าเล่าเรียนตรงเวลา ซ้ำยังซื้อพู่กันและหมึกชั้นดีให้พวกเราใช้ ศิษย์คนอื่นเห็นเข้าก็รู้ทันทีว่าครอบครัวของเราไม่ได้ขัดสนอย่างที่ศิษย์พี่ผู้นั้นกล่าวหา ตอนนี้ทุกคนปฏิบัติต่อพวกเราอย่างให้เกียรติขอรับ” หานเหวินเทียนกล่าวเสริม
หานจื่อเยว่พยักหน้าอย่างพึงพอใจ น้องชายของนางรู้จักใช้ปัญญาแก้ไขปัญหาแทนการใช้กำลัง นี่คือวิสัยทัศน์ของผู้ที่จะเป็นใหญ่ในภายภาคหน้า
“พวกเจ้าทำถูกต้องแล้ว การตอบโต้ด้วยสติปัญญาย่อมสง่างามและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า จงจำไว้ว่าหน้าที่ของพวกเจ้าคือการตักตวงความรู้และสอบเข้ารับราชการ ไม่ต้องกังวลเรื่องเงินทองหรือเรื่องทางบ้าน พวกเจ้าจงตั้งใจเรียนและสอบให้ได้เท่านั้นก็เพียงพอแล้ว” นางกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
“พวกเราเข้าใจแล้วขอรับพี่หญิงใหญ่ พวกเราจะตั้งใจเรียนและสอบให้ได้อันดับหนึ่ง” หานจื่อเซวียนและหานเหวินเทียนรับคำอย่างแข็งขัน
หานจื่อเยว่พูดคุยเรื่องทั่วไปกับน้องชายอีกครู่ใหญ่ เมื่อได้เวลาอันสมควรนางจึงลุกขึ้นยืนบอกลาน้องชายทั้งสอง
“ถึงเวลาเรียนแล้ว พวกเจ้ากลับเข้าไปเถิด ดูแลตัวเองให้ดี”
เด็กทั้งสองถือห่อสิ่งของและกล่องอาหารเดินไปส่งพี่สาวที่หน้าประตูสถานศึกษา ทั้งสองมองแผ่นหลังของพี่สาวที่เดินออกไปจนลับสายตาถึงได้กลับเข้าไปในสถานศึกษา
เป้าหมายต่อไปของนางคือตลาดค้าสัตว์ในอำเภอหลิงซี นางต้องการซื้อม้าและรถม้าเพื่อความสะดวกในการเดินทางในอนาคต
ตลาดค้าสัตว์มีผู้คนพลุกพล่าน เสียงสัตว์ร้องระงมและมีกลิ่นคละคลุ้ง หานจื่อเยว่เดินตรงไปยังร้านขายม้า นางกวาดสายตามองม้าหลายสิบตัวในคอก พ่อค้าม้าเห็นลูกค้าแต่งตัวสะอาดสะอ้านจึงรีบเดินเข้ามาต้อนรับ
“แม่นาง สนใจม้าตัวใดหรือ ถามข้าได้ ม้าของข้าแข็งแรงและวิ่งเร็วทุกตัว”พ่อค้าม้ากล่าวด้วยรอยยิ้มการค้า
หานจื่อเยว่ไม่สนใจคำโอ้อวดของเขา นางเดินดูม้าทีละตัว นางอาศัยความรู้ในการสังเกตโครงสร้างสัตว์ เลือกดูม้าที่มีกระดูกใหญ่ ขาแข็งแรง และดวงตาแจ่มใส นางหยุดยืนอยู่หน้าคอกม้าสีน้ำตาลเข้มสองตัว รูปร่างของพวกมันสูงใหญ่ กล้ามเนื้อแน่นหนา บ่งบอกถึงพละกำลังที่ดีเยี่ยม
“ข้าต้องการม้าสองตัวนี้ ท่านคิดราคาเท่าใด” นางชี้ไปที่ม้าสีน้ำตาล
พ่อค้ามองตามนิ้วของนางก่อนจะยิ้มกว้าง “แม่นางตาถึงมาก ม้าสองตัวนี้เพิ่งเดินทางมาจากทุ่งหญ้าทางเหนือ เป็นม้าหนุ่มที่กำลังแข็งแรง ข้าคิดราคาสองตัวนี้ห้าสิบตำลึงเงิน”
“สี่สิบตำลึงเงิน หากท่านตกลงขาย ข้าจะซื้อรถม้าจากร้านของท่านด้วย”
หานจื่อเยว่ต่อรองราคาอย่างตรงไปตรงมา ไม่เสียเวลาอ้อมค้อม พ่อค้าม้าชะงักไปเล็กน้อย เขาคิดคำนวณกำไรในใจอย่างรวดเร็ว ก่อนจะพยักหน้าตกลง
“ตกลง สี่สิบตำลึงเงินก็สี่สิบตำลึงเงิน ถือว่าค้าขายผูกมิตรกัน แม่นางตามข้ามาดูรถม้าด้านในทางนี้เถิด”
หานจื่อเยว่เดินตามพ่อค้าไปที่ลานจอดรถม้า นางเลือกดูรถม้าขนาดกลาง โครงสร้างทำจากไม้เนื้อแข็ง หลังคาบุด้วยผ้าใบหนาเคลือบน้ำมันกันฝนและกันลมอย่างดี ล้อรถม้าถูกเสริมด้วยขอบเหล็กเพื่อความทนทานต่อแรงกระแทก ภายในรถม้ากว้างขวาง สามารถนั่งได้หลายคนและมีพื้นที่สำหรับเก็บสัมภาระ
“รถม้าคันนี้ราคาเท่าใด” นางเอ่ยถาม
“รถม้าคันนี้ช่างไม้ฝีมือดีเป็นผู้ต่อขึ้น โครงสร้างแข็งแรงทนทาน ข้าคิดราคายี่สิบตำลึงเงิน” พ่อค้าตอบ
หานจื่อเยว่ล้วงเงินหกสิบตำลึงเงินออกมาจ่ายให้พ่อค้าอย่างรวดเร็ว พ่อค้ารับเงินไปตรวจสอบแล้วจึงสั่งให้ลูกจ้างจัดการเทียมม้าสองตัวเข้ากับรถม้าคันใหม่ทันที
นางก้าวขึ้นนั่งประจำตำแหน่งคนขับรถม้า จับสายบังคับม้าอย่างทะมัดทะแมง นางกระตุกสายบังคับเบาๆ ม้าสองตัวก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างพร้อมเพรียง รถม้าเคลื่อนตัวออกจากตลาดค้าสัตว์ด้วยความเร็วและนุ่มนวลกว่าเกวียนลามากนัก
หานจื่อเยว่บังคับรถม้ามุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านชิงซาน ระหว่างทางนางมองทิวทัศน์สองข้างทางและทบทวนแผนการในใจ ปัญหาเรื่องการเดินทางได้รับการแก้ไขแล้ว
สิ่งที่นางต้องเร่งทำต่อไปคือหาต้นองุ่นป่าให้พบ กิจการหอสุราคือเป้าหมายสำคัญ นางมั่นใจว่าจะต้องทำสำเร็จ เงินทองและอำนาจจะหลั่งไหลเข้ามาหาสกุลหานอย่างต่อเนื่องในไม่ช้า
เช้าวันต่อมาหานจื่อเยว่สวมชุดผ้าฝ้ายรัดกุม สะพายตะกร้าไม้ไผ่ที่ใส่กระบอกลูกธนูเอาไว้ ในมือถือธนูไม้เนื้อแข็ง นางเดินลัดเลาะเข้าป่าลึกมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือ เป้าหมายในวันนี้คือล่าสัตว์และค้นหาองุ่นป่า
หลายวันมานี้นางขึ้นเขาเข้าไปในป่าลึกเพื่อตามหาองุ่นป่า นางต้องการนำองุ่นป่ามาหมักเหล้าและเปิดหอสุราในอนาคต กิจการหอสุราสร้างกำไรได้รวดเร็วและเป็นแหล่งรวบรวมข่าวสารชั้นดี แต่นางเดินค้นหาหลายวัน ก็ยังไม่พบองุ่นป่าเลยแม้แต่น้อย
นางเดินผ่านป่าทึบ สอดส่องสายตามองหาสมุนไพรและร่องรอยสัตว์ป่า ระหว่างทางนางพบเห็ดหลินจือและสมุนไพรห้ามเลือดจำนวนหนึ่งจึงนำไปเก็บไว้ในมิติ สมุนไพรเหล่านี้นางจะปลูกเอาไว้ในมิติก่อน
นางเดินลึกเข้าไปในป่าพบไก่ฟ้าสองตัวและกระต่ายป่าสองตัว นางยกธนูขึ้น เล็งเป้าหมายแล้วปล่อยสายธนู ลูกธนูปักเข้าจุดตายอย่างแม่นยำ นางเดินไปดึงลูกธนูออกจากซากสัตว์ จากนั้นนำไก่ฟ้าและกระต่ายป่าเข้าไปเก็บไว้ในมิติเสินหนง
เวลาผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยาม หานจื่อเยว่เดินลึกเข้าไปในหุบเขาทางทิศเหนือ บริเวณนี้เป็นป่าทึบไร้ร่องรอยผู้คน นางเดินสำรวจไปตามก้อนหินและหน้าผา
ในที่สุดนางก็พบเถาองุ่นป่าจำนวนมากเลื้อยพันอยู่ตามกิ่งไม้ใหญ่และโขดหิน ผลของมันมีขนาดเล็กและมีรสฝาดเพราะยังไม่สุก แต่นี่คือวัตถุดิบสำคัญที่นางออกค้นหามาหลายวัน
นางเดินเข้าไปใกล้เถาองุ่นป่า ใช้มือสัมผัสต้นองุ่นป่าที่สมบูรณ์ นางใช้จิตนึกคิดดึงต้นองุ่นป่าจำนวนหลายสิบต้นเข้าไปในมิติเสินหนงโดยตรง รากของต้นองุ่นป่าถูกถอนขึ้นมาอย่างสมบูรณ์โดยไม่มีรอยฉีกขาด
หานจื่อเยว่ใช้จิตนึกคิดตามเข้าไปในมิติเสินหนง นางจัดการปลูกต้นองุ่นป่าทั้งหมดลงในดินบริเวณพื้นที่ว่างภายในมิติ นางตักน้ำจากบ่อน้ำพุวิเศษมารดลงบนโคนต้นองุ่นป่าอย่างพิถีพิถันทุกต้น
นางต้องการใช้น้ำพุวิเศษนี้เพื่อปรับปรุงสายพันธุ์องุ่นป่าให้เติบโตอย่างรวดเร็ว ผลองุ่นจะมีขนาดใหญ่ขึ้น รสชาติหวานฉ่ำ และปราศจากรสฝาด
หานเยี่ยนโจวและหลินซือหลิงอายุมากขึ้น พวกเขาหยุดทำหน้าที่อาจารย์ พวกเขาพักผ่อนที่เรือนเดิมในหมู่บ้านชิงซาน พวกเขาปลูกผักและเลี้ยงไก่ พวกเขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบหานจื่อเยว่และมู่หรงจิ่งเทียนเห็นว่าทุกอย่างมั่นคงแล้ว พวกเขาตัดสินใจวางมือจากหน้าที่ทั้งหมด ยามซื่อ หานจื่อเยว่เรียกมู่หรงจิ่งเถียนมาที่ห้องบัญชี นางมอบกุญแจห้องบัญชีและตราประทับตระกูลหานให้มู่หรงจิ่งเถียน นางมอบหมายให้มู่หรงจิ่งเถียนดูแลกิจการทั้งหมด มู่หรงจิ่งเถียนรับกุญแจและตราประทับ นางรับปากว่าจะดูแลกิจการให้ดีที่สุดมู่หรงจิ่งเทียนเขียนจดหมายส่งไปที่ค่ายทหาร เขามอบป้ายคำสั่งทางทหารให้หานอี้เฉินและมู่หรงจิ่งฉี เขามอบอำนาจคุมกองทัพให้พวกเขาสองคนเด็ดขาด เขาไม่เข้าไปก้าวก่ายการทหารอีกยามเว่ย มู่หรงจิ่งเทียนและหานจื่อเยว่เก็บเสื้อผ้าใส่หีบ พวกเขาให้บ่าวรับใช้ยกหีบขึ้นรถม้า หานอีและอิ่งอีทำหน้าที่บังคับรถม้าและเป็นผู้คุ้มกันเช่นเดิม พวกเขาเดินทางออกจากหมู่บ้านชิงซาน มุ่งหน้าไปที่จ้วงซีแห่งใหม่ที่มีบ่อน้ำพุร้อน พวกเขาย้ายไปอยู่ที่เรือนน้ำพุร้อนเป็นการถาวรชีวิตที่เรือนน้ำพุร้อนเรียบง่ายและเป็นส่วนตัว ยามเหม่า หานจื่อเยว่สว
มู่หรงจิ่งเทียนบอกให้นางทำเร็วขึ้น หานจื่อเยว่เร่งจังหวะการขย่มให้เร็วขึ้น นางหมุนเอวและบดเบียดสะโพกลงมา มู่หรงจิ่งเทียนยกสะโพกสวนกระแทกขึ้นไปรับแรงของนาง การเสียดสีรุนแรงขึ้น หานจื่อเยว่ส่งเสียงครางดัง นางขย่มเขาอย่างต่อเนื่อง ช่องทางรักของนางรัดแก่นกายของเขาแน่นขึ้น หานจื่อเยว่บอกว่านางทนไม่ไหวแล้ว นางเร่งความเร็วในการขย่มอีกสิบครั้ง ร่างกายของนางกระตุกเกร็ง นางปลดปล่อยน้ำหวานออกมา มู่หรงจิ่งเทียนจับเอวของนาง เขาออกแรงกระแทกสวนขึ้นไปอย่างแรงสามครั้ง เขาส่งเสียงคราง เขาปลดปล่อยน้ำรักเข้าไปในร่างกายของนาง หานจื่อเยว่ทิ้งตัวลงนอนทับหน้าอกของเขา นางหอบหายใจ มู่หรงจิ่งเทียนลูบแผ่นหลังของนาง เขายิ้มด้วยความพอใจเช้าวันที่สอง มู่หรงจิ่งเทียนตื่นขึ้นมา เขาเดินไปที่ห้องครัว เขาทำข้าวต้ม เขาหั่นเนื้อปลาเค็ม เขาทอดปลาเค็ม เขาทำไข่เจียว เขาเรียกหานจื่อเยว่มากินข้าว พวกเขากินข้าวเช้าด้วยกัน เมื่อกินเสร็จเขาล้างจานชาม เขาเดินกลับมาที่ห้องโถง เขาอุ้มหานจื่อเยว่ไปที่โต๊ะไม้กลางห้องโถง เขาวางนางลงบนโต๊ะ เขาจับนางแยกขาออก เขาถอดกางเกงของนาง เขาถอดกางเกงของเขา เขาสอดแก่นกายเข้าไปในช่องทางรักของนาง เขา
หานจื่อเยว่ยิ้มและหลับตาลงในอ้อมกอดของเขา ค่ำคืนที่เร่าร้อนผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนยิ่งลึกซึ้งและแนบแน่นขึ้น ความสงบสุขในครอบครัวดำเนินต่อไปพร้อมกับความหวังที่จะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในเร็ววันมู่หรงจิ่งเทียนต้องการร่วมหลับนอนกับหานจื่อเยว่ เขาพยายามหาโอกาสใกล้ชิดกับนางหลายครั้ง ยามค่ำคืนในห้องนอน มู่หรงจิ่งเทียนดึงร่างของหานจื่อเยว่เข้ามากอด เขาก้มหน้าลงจูบที่ซอกคอของนาง เขากำลังจะถอดเสื้อผ้าของนาง ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออก มู่หรงจิ่งฉีเดินเข้ามาในห้อง มู่หรงจิ่งฉีถือดาบไม้ในมือ เขาบอกให้บิดาดูท่าดาบของเขา มู่หรงจิ่งเทียนต้องหยุดการกระทำ เขาต้องเดินไปดูมู่หรงจิ่งฉีแกว่งดาบคืนต่อมา มู่หรงจิ่งเทียนอุ้มหานจื่อเยว่ไปวางบนเตียง เขากำลังจะจูบนาง เสียงเคาะประตูดังขึ้น มู่หรงจิ่งอันเปิดประตูเดินเข้ามา มู่หรงจิ่งอันถือตำราในมือ เขาบอกว่าเขาอ่านตัวอักษรไม่ออก เขาขอให้มารดาสอนตัวอักษร หานจื่อเยว่ผลักอกมู่หรงจิ่งเทียนออก นางเดินไปสอนตัวอักษรให้บุตรชาย มู่หรงจิ่งเทียนต้องนอนรออยู่บนเตียงอีกวันหนึ่งในยามกลางวัน มู่หรงจิ่งเทียนดึงหานจื่อเยว่เข้าไปในห้องทำงาน เขาปิดประตู เขาจูบริมฝีปากขอ
มู่หรงจิ่งฉีมีนิสัยต่างจากน้องชาย เขาไม่ชอบนั่งนิ่งเป็นเวลานาน เขาเรียนรู้และจดจำตัวอักษรได้เร็ว แต่เมื่อท่องจำเสร็จแล้วเขาจะเริ่มเบื่อหน่าย มู่หรงจิ่งฉีชอบซ่อนกิ่งไม้เล็กๆ ไว้ในแขนเสื้อ เมื่อหานเยี่ยนโจวหันไปเขียนกระดาน มู่หรงจิ่งฉีจะนำกิ่งไม้ออกมาแกว่งเล่นใต้โต๊ะเหมือนกำลังฝึกกระบวนท่าดาบ หานเยี่ยนโจวรู้พฤติกรรมของหลานชาย แต่ตราบใดที่มู่หรงจิ่งฉีทำข้อสอบและท่องตำราได้ หานเยี่ยนโจวก็ปล่อยผ่านและไม่ลงโทษทางด้านมู่หรงจิ่งเถียน น้องสาวคนเล็กนั้นการที่อดทนนั่งเรียนจนจบในแต่ละวันถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วส่วนมากนางใช้เวลาทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนอยู่ที่เรือนริมแม่น้ำ ผู้ที่คอยตามใจและเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของนางคือเสือขาวตัวใหญ่ เสือขาวมีขนาดตัวใหญ่กว่าเดิม มันทำหน้าที่พามู่หรงจิ่งเถียนไปทุกที่ วันนี้เป็นวันหยุดของโรงเรียนมู่หรงจิ่งเถียนกินขนมเสร็จ นางเดินไปหาเสือขาวที่นอนหมอบอยู่ลานหน้าเรือน นางปีนขึ้นไปนั่งบนหลังเสือขาวและใช้มือจับขนคอของมัน “ไปที่ลำธารหลังเรือน ข้าอยากจับปลา” มู่หรงจิ่งเถียนบอกเสือขาว เสือขาวลุกขึ้นและเดินพานางตรงไปที่ลำธาร มันเดินลัดเลาะกอหญ้าอย่างระมัดระวัง เมื่อถึงลำธาร มู
“หานอู่แจ้งมาว่า เขาซื้ออาคารเพิ่มสองแห่งเพื่อเปิดเป็นสาขาใหม่ เขารับคนงานเพิ่มสามสิบคน ร้านจินกั่วและหอสุราจินอวี้สาขาใหญ่มีรายรับเพิ่มขึ้น เขาได้มีการตรวจสอบสินค้าในโกดังทุกวัน และได้ทำสัญญาขายผลไม้แปรรูปให้พ่อค้าแคว้นเป่ย การร่วมมือกันเป็นไปด้วยดี ทำให้ตอนนี้มีกำไรเพิ่มมากขึ้นสองเท่าขอรับ” หานจื่อเยว่ตรวจสอบตัวเลขในสมุดบัญชีเมืองหลวง แล้สั่งการ “เขียนจดหมายตอบหานอู่ ให้เขานำกำไรส่วนหนึ่งจ่ายเป็นรางวัลให้คนที่ทำงานภายใต้กิจการของเราทุกคน”“ขอรับ ข้าจะรีบส่งจดหมายกลับไปเมืองหลวงทันที ”“เอาล่ะ มีเรื่องอันใดจะรายงานเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่มีข้าจะไปเดินเล่นที่สวนผลไม้เสียหน่อย”"มีขอรับ เป็นส่วนของทำนักคุ้มภัย หานซานรับสมัครผู้คุ้มกันใหม่ห้าสิบคน เขาฝึกสอนกระบวนท่าต่อสู้ให้คนใหม่ หานซานตรวจสอบบัญชีและประเมินเส้นทาง หานซื่อคุมผู้คุ้มกันเจ็ดสิบคนเดินทางไปส่งผ้าไหมที่เมืองทางใต้ ขบวนสินค้าเจอโจรป่าหนึ่งร้อยคนดักปล้นที่ช่องเขา หานซื่อสั่งผู้คุ้มกันต่อสู้ พวกเขาสังหารโจรและจับกุมโจรที่เหลือส่งที่ว่าการอำเภอ สินค้าผ้าไหมปลอดภัยและส่งถึงมือผู้ซื้อตามกำหนด หานซานเจรจาเก็บค่าจ้างคุ้มกันจากพ่อค
อิ่งอีและองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่บริเวณประตูเรือนเห็นเสือขาวปรากฏตัวกะทันหัน พวกเขารีบชักดาบออกจากฝักและพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าหานจื่อเยว่ทันที“เก็บดาบของพวกเจ้าลงไป นี่คือสัตว์เลี้ยงของข้า มันจะมาทำหน้าที่คุ้มครองเด็กๆ ทั้งสามคน” หานจื่อเยว่สั่งการด้วยเสียงเฉียบขาดอิ่งอีลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของพระชายาและเจ้าเสือขาวที่นั่งลงแทบเท้านางราวกับสุนัขเชื่องๆ เขาจึงส่งสัญญาณให้องครักษ์ทุกคนเก็บดาบหานจื่อเยว่พาเจ้าเสือขาวเดินเข้าไปในห้องโถงที่เด็กทั้งสามกำลังคลานเล่นอยู่บนเสื่อผืนใหญ่ เสือขาวเดินก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า ไม่มีเสียงฝีเท้าเล็ดลอดออกมา มันก้มหัวลงดมกลิ่นทารกทีละคน ลูกชายคนโตไม่หวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เขายื่นมือป้อมๆ ไปจับจมูกสีชมพูของเสือขาว ลูกชายชายคนรองคลานเข้าไปซุกที่ขนฟูฟ่องบริเวณลำคอของมัน ส่วนน้องสาวคนเล็กส่งเสียงหัวเราะชอบใจและใช้มือตีลงบนหัวของเสือขาวเบาๆเสือขาวทิ้งตัวลงนอนตะแคงข้างอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ทับร่างของเด็กน้อย ปล่อยให้เด็กทั้งสามปีนป่ายบนตัวมันอย่างตามใจ มันทำหน้าที่เป็นเบาะรองคลานและพี่เลี้ยงชั้นเลิศ หากเด็กคนใดคลานออกนอกบริเวณเสื่อ หร







