เข้าสู่ระบบหานจื่อเยว่วางแผนเอาไว้ว่า เมื่อการก่อสร้างบ้านใหม่เสร็จสมบูรณ์ นางจะนำต้นกล้าองุ่นที่ผ่านการปรับปรุงสายพันธุ์ในมิติเสินหนงออกมาปลูกลงบนที่ดินจำนวนมากที่เพิ่งซื้อมาใหม่
นอกจากนี้นางยังตั้งใจจะนำต้นกล้าองุ่นส่วนหนึ่งไปปลูกไว้รอบศาลารับลมบริเวณลานหลังบ้าน เพื่อทำเป็นซุ้มองุ่นให้ร่มเงาเย็นสบายและมีผลองุ่นสดให้คนในครอบครัวได้กิน
หลังจากจัดการเรื่องการปลูกต้นองุ่นป่าในมิติเสินหนงเสร็จสิ้น หานจื่อเยว่เอาไก่ฟ้าและกระต่ายป่าออกมาจากมิติใส่ลงในตะกร้าไม้ไผ่เดินลงจากเขามุ่งหน้ากลับบ้าน
เมื่อกลับถึงบ้าน นางจัดการอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดใหม่ เพื่อเดินทางไปที่อำดภอหลิงซีเพื่อซื้อเมล็ดพันธุ์ผักต่างๆ ใช้เวลาเพียงไม่นานรถม้าก็แล่นเข้ามาจอดที่หน้าร้านขายเมล็ดพันธุ์ในตัวอำเภอ หานจื่อเยว่ลงจากรถม้าเดินเข้าไปด้านใน เถ้าแก่ร้านรีบเดินเข้ามาต้อนรับทันที
“แม่นาง ต้องการเมล็ดพันธุ์ชนิดใด ร้านเรามีให้เลือกมากมาย”
นางกวาดสายตามองถุงเมล็ดพันธุ์ต่างๆ ภายในร้านแล้วเอ่ยความต้องการอย่างชัดเจน “ข้าต้องการแตงหอม แตงโม แตงกวา ถั่วแขก ผักกาดขาว หัวไชเท้า กะหล่ำปลี ข้าวโพด มันเทศ มันฝรั่ง เผือก และข้าวสาลี”
เถ้าแก่ร้านจัดการชั่งน้ำหนักและห่อเมล็ดพันธุ์รวมถึงหัวพันธุ์พืชตามที่นางสั่งอย่างรวดเร็ว หานจื่อเยว่จ่ายเงินแล้วขนถุงเมล็ดพันธุ์ทั้งหมดขึ้นรถม้า
นางไม่ได้ตั้งใจจะนำเมล็ดพันธุ์เหล่านี้ไปปลูกลงดินบนที่ดินผืนใหม่ทันที นางจะนำเมล็ดพันธุ์ที่ซื้อมาทั้งหมดเข้าไปปลูกในมิติเสินหนงก่อน นางอาศัยความอุดมสมบูรณ์และน้ำพุวิเศษในมิติช่วยให้พืชผักเติบโตอย่างรวดเร็ว
หลังจากปลูกจนสามารถเก็บเกี่ยวเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่ที่ได้รับการปรับปรุงสายพันธุ์จนสมบูรณ์แล้ว นางถึงจะนำเมล็ดพันธุ์เหล่านั้นออกมาปลูกในที่ดินผืนใหม่
นอกจากพืชผักและธัญพืชแล้ว หานจื่อเยว่ยังต้องการปลูกผลไม้อีกหลายชนิด นางต้องการปลูกสาลี่ ลูกท้อ ลูกพลับ ผีผา บ๊วย แปะก๊วย ผิงกั่ว และผลซิ่ง แต่นางรู้ดีว่าผลไม้เหล่านี้เป็นผลไม้ยืนต้น
ตลาดในอำเภอไม่มีต้นกล้าขาย หากนางต้องการนำมาปลูก นางจำเป็นจะต้องเดินเข้าป่าลึกเพื่อค้นหาและขุดต้นกล้าป่ากลับมาปรับปรุงสายพันธุ์ในมิติเสินหนงด้วยตนเองเช่นเดียวกับต้นองุ่น
เมื่อได้เมล็ดพันธุ์พืชครบถ้วนตามความต้องการ หานจื่อเยว่บังคับรถม้าเคลื่อนตัวออกจากอำเภอหลิงซีมุ่งหน้ากลับสู่หมู่บ้านชิงซาน
วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในที่สุดบ้านหลังใหม่ที่เชิงเขาชิงซานก็สร้างเสร็จ ทั้งกำแพงและตัวบ้านวันนี้เป็นวันที่ หานจื่อเยว่เดินตรวจรับงานจากนายช่างใหญ่
นางตรวจสอบความแข็งแรงของบานประตู หน้าต่าง โครงสร้างหลังคา ศาลารับลมลานหลังบ้าน กำแพงล้อมรอบตัวบ้านและห้องต่างๆ ทุกจุดสร้างขึ้นจากไม้เนื้อแข็งและประกอบเข้าด้วยกันอย่างแน่นหนา
กระเบื้องหลังคามุงอย่างเป็นระเบียบไม่มีรอยรั่วซึม พื้นบ้านปูด้วยไม้กระดานเรียบสนิท งานก่อสร้างทั้งหมดเป็นไปตามแบบที่ตกลงกันไว้ หานจื่อเยว่ล้วงเงินก้อนออกมาจ่ายค่าจ้างงวดสุดท้ายให้กับนายช่างใหญ่อย่างครบถ้วน
“งานของพวกท่านประณีตมาก ขอบคุณนายช่างใหญ่ที่จัดการดูแลให้” หานจื่อเยว่กล่าว
“แม่นางหานจ่ายเงินตรงไปตรงมาเสมอ หากวันหน้ามีงานก่อสร้างใดอีก เรียกใช้พวกเราได้ทุกเมื่อ”
กลุ่มชาวบ้านในหมู่บ้านที่มารับจ้างเป็นคนงานก่อสร้างและแบกหามต่างพากันเดินเข้ามารับค่าจ้างส่วนของตนจากนายช่างใหญ่ เมื่อรับเงินเรียบร้อยแล้ว พวกเขาต่างหันมากล่าวชื่นชมหานจื่อเยว่ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“แม่นางหาน การได้ทำงานกับบ้านสกุลหานนั้นดีเพียงใด ค่าจ้างก็ให้มากกว่าไปทำงานรับจ้างในเมืองเสียอีก” ชายวัยกลางคนผู้หนึ่งกล่าวขึ้น
“ใช่แล้ว นอกจากนี้ยังมีอาหารมื้อกลางวันให้กินจนอิ่มท้องทุกวัน เนื้อก็มีให้กินไม่ขาด นับว่าดีมาก จะหางานที่ดีเช่นนี้ที่ไหนในอำเภอก็ไม่มีอีกแล้ว” ชาวบ้านอีกคนพูดสมทบ
“พวกท่านทำงานอย่างขยันขันแข็ง ไม่หลบไม่อู้ งานจึงเสร็จรวดเร็วตามกำหนด ค่าจ้างและอาหารเหล่านั้นคือสิ่งที่พวกท่านสมควรได้รับ หากวันหน้าข้ามีงานให้ทำอีก ข้าจะเรียกใช้พวกท่านอย่างแน่นอน”
ชาวบ้านต่างพากันประสานมือขอบคุณก่อนจะแยกย้ายกันกลับไป หานจื่อเยว่เดินกลับมาที่บ้านหลังเก่า นางเปิดประตูเข้าไปเห็นท่านแม่กำลังง่วนอยู่กับการทำอาหารในครัว
กลิ่นหอมของไก่ตุ๋นน้ำแดงและผัดผักลอยอบอวลไปทั่ว หานอี้เฉินตัวน้อยกำลังนั่งเล่นไม้แกะสลักอยู่บนแคร่ไม้ไผ่ เมื่อเห็นพี่สาวเดินเข้ามา เขาก็รีบวางของเล่นแล้ววิ่งเตาะแตะเข้ามากอดขาของนาง
“พี่หญิงใหญ่กลับมาแล้ว วันนี้ท่านไปดูบ้านใหม่มา บ้านของเราสวยหรือไม่ขอรับ” หานอี้เฉินเงยหน้าถาม ดวงตากลมโตเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
หานจื่อเยว่ก้มลงอุ้มน้องชายคนเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน นางใช้มือเช็ดคราบฝุ่นบนแก้มของเขาเบาๆ “บ้านใหม่ของเราสร้างเสร็จแล้ว กว้างขวางและสวยงามมาก มีห้องนอนส่วนตัวให้เจ้าด้วย เจ้าชอบหรือไม่”
“ชอบขอรับ ข้าอยากไปอยู่บ้านใหม่เร็วๆ” หานอี้เฉินหัวเราะร่าเริง
แม่หานยกชามไก่ตุ๋นน้ำแดงและกับข้าวมาวางบนโต๊ะ นางเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนแล้วกล่าว “จื่อเยว่ วางน้องลงเถิด มาล้างมือกินข้าวกันก่อน พ่อของเจ้ากำลังจัดเก็บตำราอยู่ด้านใน ประเดี๋ยวก็คงออกมา”
หานจื่อเยว่วางหานอี้เฉินลง นางเดินไปล้างมือ หานเยี่ยนโจวเดินออกจากห้องพักพร้อมรอยยิ้ม ทุกคนนั่งล้อมวงกันที่โต๊ะอาหาร หานจื่อเยว่คีบเนื้อไก่ชิ้นโตใส่ชามให้บิดามารดาและน้องชาย
หานอี้เฉินเคี้ยวเนื้อไก่แก้มตุ่ยพลางพูดคุยเจื้อยแจ้วสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนในครอบครัว เมื่อรับประทานอาหารจนอิ่มหนำ หานจื่อเยว่จึงเริ่มพูดคุยหารือเรื่องสำคัญกับบิดามารดา
“ท่านพ่อ ท่านแม่ บ้านหลังใหม่ตรวจรับงานเรียบร้อยแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะขับรถม้าเข้าเมืองไปสั่งซื้อเครื่องเรือนใหม่ทั้งหมด เตียงนอน โต๊ะอาหาร เก้าอี้ ตู้เสื้อผ้า และชั้นวางของ ข้าจะซื้อของใหม่เข้าบ้านทั้งหมด เครื่องเรือนเก่าที่ผุพังพวกนี้พวกเราจะทิ้งไว้ ไม่นำไปใช้ที่บ้านใหม่เจ้าค่ะ” หานจื่อเยว่กล่าว
“เครื่องเรือนในบ้านเก่าก็ใช้งานมานานจนโยกคลอนหมดแล้ว ได้ของใหม่มาย่อมดีกว่า แล้วที่ดินของบ้านหลังเก่านี้เล่า เจ้าจะทำอย่างไรต่อไป จะปลูกผักหรือ”
หานจื่อเยว่ส่ายหน้า นางมองบิดาและพูดด้วยท่าทางจริงจัง “เมื่อพวกเราย้ายไปอยู่บ้านใหม่ ข้าจะให้คนมารื้อถอนบ้านหลังเก่านี้ออกทันที ส่วนบนที่ดินผืนนี้ ข้าตั้งใจจะสร้างโรงเรียนส่วนตัวให้ท่านพ่อเจ้าค่ะ”
หานเยี่ยนโจวชะงักไปครู่หนึ่ง เขาวางถ้วยชาลงบนโต๊ะและมองหน้าบุตรสาวด้วยความประหลาดใจ “จื่อเยว่ เจ้าคิดจะสร้างโรงเรียนในหมู่บ้านเราอย่างนั้นหรือ”
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าสร้างโรงเรียนส่วนตัวเพื่อความสะดวกในการเรียนของเด็กในหมู่บ้านชิงซานและหมู่บ้านข้างเคียง อีกทั้งเพื่อสานต่อเจตนารมณ์ของท่านพ่อด้วย โรงเรียนส่วนตัวแห่งนี้ไม่จำเป็นต้องมีอาจารย์หลายคน มีเพียงท่านพ่อเป็นอาจารย์เพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้ว” หานจื่อเยว่ตอบเสียงหนักแน่น
หานเยี่ยนโจวนิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง เขารู้ดีว่าตนเองไม่อาจเดินในเส้นทางขุนนางได้อีกแล้ว แต่ความรู้ในตำราที่สะสมมาทั้งชีวิตยังคงอยู่
หานเยี่ยนโจวและหลินซือหลิงอายุมากขึ้น พวกเขาหยุดทำหน้าที่อาจารย์ พวกเขาพักผ่อนที่เรือนเดิมในหมู่บ้านชิงซาน พวกเขาปลูกผักและเลี้ยงไก่ พวกเขาใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบหานจื่อเยว่และมู่หรงจิ่งเทียนเห็นว่าทุกอย่างมั่นคงแล้ว พวกเขาตัดสินใจวางมือจากหน้าที่ทั้งหมด ยามซื่อ หานจื่อเยว่เรียกมู่หรงจิ่งเถียนมาที่ห้องบัญชี นางมอบกุญแจห้องบัญชีและตราประทับตระกูลหานให้มู่หรงจิ่งเถียน นางมอบหมายให้มู่หรงจิ่งเถียนดูแลกิจการทั้งหมด มู่หรงจิ่งเถียนรับกุญแจและตราประทับ นางรับปากว่าจะดูแลกิจการให้ดีที่สุดมู่หรงจิ่งเทียนเขียนจดหมายส่งไปที่ค่ายทหาร เขามอบป้ายคำสั่งทางทหารให้หานอี้เฉินและมู่หรงจิ่งฉี เขามอบอำนาจคุมกองทัพให้พวกเขาสองคนเด็ดขาด เขาไม่เข้าไปก้าวก่ายการทหารอีกยามเว่ย มู่หรงจิ่งเทียนและหานจื่อเยว่เก็บเสื้อผ้าใส่หีบ พวกเขาให้บ่าวรับใช้ยกหีบขึ้นรถม้า หานอีและอิ่งอีทำหน้าที่บังคับรถม้าและเป็นผู้คุ้มกันเช่นเดิม พวกเขาเดินทางออกจากหมู่บ้านชิงซาน มุ่งหน้าไปที่จ้วงซีแห่งใหม่ที่มีบ่อน้ำพุร้อน พวกเขาย้ายไปอยู่ที่เรือนน้ำพุร้อนเป็นการถาวรชีวิตที่เรือนน้ำพุร้อนเรียบง่ายและเป็นส่วนตัว ยามเหม่า หานจื่อเยว่สว
มู่หรงจิ่งเทียนบอกให้นางทำเร็วขึ้น หานจื่อเยว่เร่งจังหวะการขย่มให้เร็วขึ้น นางหมุนเอวและบดเบียดสะโพกลงมา มู่หรงจิ่งเทียนยกสะโพกสวนกระแทกขึ้นไปรับแรงของนาง การเสียดสีรุนแรงขึ้น หานจื่อเยว่ส่งเสียงครางดัง นางขย่มเขาอย่างต่อเนื่อง ช่องทางรักของนางรัดแก่นกายของเขาแน่นขึ้น หานจื่อเยว่บอกว่านางทนไม่ไหวแล้ว นางเร่งความเร็วในการขย่มอีกสิบครั้ง ร่างกายของนางกระตุกเกร็ง นางปลดปล่อยน้ำหวานออกมา มู่หรงจิ่งเทียนจับเอวของนาง เขาออกแรงกระแทกสวนขึ้นไปอย่างแรงสามครั้ง เขาส่งเสียงคราง เขาปลดปล่อยน้ำรักเข้าไปในร่างกายของนาง หานจื่อเยว่ทิ้งตัวลงนอนทับหน้าอกของเขา นางหอบหายใจ มู่หรงจิ่งเทียนลูบแผ่นหลังของนาง เขายิ้มด้วยความพอใจเช้าวันที่สอง มู่หรงจิ่งเทียนตื่นขึ้นมา เขาเดินไปที่ห้องครัว เขาทำข้าวต้ม เขาหั่นเนื้อปลาเค็ม เขาทอดปลาเค็ม เขาทำไข่เจียว เขาเรียกหานจื่อเยว่มากินข้าว พวกเขากินข้าวเช้าด้วยกัน เมื่อกินเสร็จเขาล้างจานชาม เขาเดินกลับมาที่ห้องโถง เขาอุ้มหานจื่อเยว่ไปที่โต๊ะไม้กลางห้องโถง เขาวางนางลงบนโต๊ะ เขาจับนางแยกขาออก เขาถอดกางเกงของนาง เขาถอดกางเกงของเขา เขาสอดแก่นกายเข้าไปในช่องทางรักของนาง เขา
หานจื่อเยว่ยิ้มและหลับตาลงในอ้อมกอดของเขา ค่ำคืนที่เร่าร้อนผ่านพ้นไป ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนยิ่งลึกซึ้งและแนบแน่นขึ้น ความสงบสุขในครอบครัวดำเนินต่อไปพร้อมกับความหวังที่จะมีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นในเร็ววันมู่หรงจิ่งเทียนต้องการร่วมหลับนอนกับหานจื่อเยว่ เขาพยายามหาโอกาสใกล้ชิดกับนางหลายครั้ง ยามค่ำคืนในห้องนอน มู่หรงจิ่งเทียนดึงร่างของหานจื่อเยว่เข้ามากอด เขาก้มหน้าลงจูบที่ซอกคอของนาง เขากำลังจะถอดเสื้อผ้าของนาง ประตูห้องนอนถูกผลักเปิดออก มู่หรงจิ่งฉีเดินเข้ามาในห้อง มู่หรงจิ่งฉีถือดาบไม้ในมือ เขาบอกให้บิดาดูท่าดาบของเขา มู่หรงจิ่งเทียนต้องหยุดการกระทำ เขาต้องเดินไปดูมู่หรงจิ่งฉีแกว่งดาบคืนต่อมา มู่หรงจิ่งเทียนอุ้มหานจื่อเยว่ไปวางบนเตียง เขากำลังจะจูบนาง เสียงเคาะประตูดังขึ้น มู่หรงจิ่งอันเปิดประตูเดินเข้ามา มู่หรงจิ่งอันถือตำราในมือ เขาบอกว่าเขาอ่านตัวอักษรไม่ออก เขาขอให้มารดาสอนตัวอักษร หานจื่อเยว่ผลักอกมู่หรงจิ่งเทียนออก นางเดินไปสอนตัวอักษรให้บุตรชาย มู่หรงจิ่งเทียนต้องนอนรออยู่บนเตียงอีกวันหนึ่งในยามกลางวัน มู่หรงจิ่งเทียนดึงหานจื่อเยว่เข้าไปในห้องทำงาน เขาปิดประตู เขาจูบริมฝีปากขอ
มู่หรงจิ่งฉีมีนิสัยต่างจากน้องชาย เขาไม่ชอบนั่งนิ่งเป็นเวลานาน เขาเรียนรู้และจดจำตัวอักษรได้เร็ว แต่เมื่อท่องจำเสร็จแล้วเขาจะเริ่มเบื่อหน่าย มู่หรงจิ่งฉีชอบซ่อนกิ่งไม้เล็กๆ ไว้ในแขนเสื้อ เมื่อหานเยี่ยนโจวหันไปเขียนกระดาน มู่หรงจิ่งฉีจะนำกิ่งไม้ออกมาแกว่งเล่นใต้โต๊ะเหมือนกำลังฝึกกระบวนท่าดาบ หานเยี่ยนโจวรู้พฤติกรรมของหลานชาย แต่ตราบใดที่มู่หรงจิ่งฉีทำข้อสอบและท่องตำราได้ หานเยี่ยนโจวก็ปล่อยผ่านและไม่ลงโทษทางด้านมู่หรงจิ่งเถียน น้องสาวคนเล็กนั้นการที่อดทนนั่งเรียนจนจบในแต่ละวันถือว่าเป็นเรื่องดีแล้วส่วนมากนางใช้เวลาทั้งวันวิ่งเล่นซุกซนอยู่ที่เรือนริมแม่น้ำ ผู้ที่คอยตามใจและเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดของนางคือเสือขาวตัวใหญ่ เสือขาวมีขนาดตัวใหญ่กว่าเดิม มันทำหน้าที่พามู่หรงจิ่งเถียนไปทุกที่ วันนี้เป็นวันหยุดของโรงเรียนมู่หรงจิ่งเถียนกินขนมเสร็จ นางเดินไปหาเสือขาวที่นอนหมอบอยู่ลานหน้าเรือน นางปีนขึ้นไปนั่งบนหลังเสือขาวและใช้มือจับขนคอของมัน “ไปที่ลำธารหลังเรือน ข้าอยากจับปลา” มู่หรงจิ่งเถียนบอกเสือขาว เสือขาวลุกขึ้นและเดินพานางตรงไปที่ลำธาร มันเดินลัดเลาะกอหญ้าอย่างระมัดระวัง เมื่อถึงลำธาร มู
“หานอู่แจ้งมาว่า เขาซื้ออาคารเพิ่มสองแห่งเพื่อเปิดเป็นสาขาใหม่ เขารับคนงานเพิ่มสามสิบคน ร้านจินกั่วและหอสุราจินอวี้สาขาใหญ่มีรายรับเพิ่มขึ้น เขาได้มีการตรวจสอบสินค้าในโกดังทุกวัน และได้ทำสัญญาขายผลไม้แปรรูปให้พ่อค้าแคว้นเป่ย การร่วมมือกันเป็นไปด้วยดี ทำให้ตอนนี้มีกำไรเพิ่มมากขึ้นสองเท่าขอรับ” หานจื่อเยว่ตรวจสอบตัวเลขในสมุดบัญชีเมืองหลวง แล้สั่งการ “เขียนจดหมายตอบหานอู่ ให้เขานำกำไรส่วนหนึ่งจ่ายเป็นรางวัลให้คนที่ทำงานภายใต้กิจการของเราทุกคน”“ขอรับ ข้าจะรีบส่งจดหมายกลับไปเมืองหลวงทันที ”“เอาล่ะ มีเรื่องอันใดจะรายงานเพิ่มเติมหรือไม่ หากไม่มีข้าจะไปเดินเล่นที่สวนผลไม้เสียหน่อย”"มีขอรับ เป็นส่วนของทำนักคุ้มภัย หานซานรับสมัครผู้คุ้มกันใหม่ห้าสิบคน เขาฝึกสอนกระบวนท่าต่อสู้ให้คนใหม่ หานซานตรวจสอบบัญชีและประเมินเส้นทาง หานซื่อคุมผู้คุ้มกันเจ็ดสิบคนเดินทางไปส่งผ้าไหมที่เมืองทางใต้ ขบวนสินค้าเจอโจรป่าหนึ่งร้อยคนดักปล้นที่ช่องเขา หานซื่อสั่งผู้คุ้มกันต่อสู้ พวกเขาสังหารโจรและจับกุมโจรที่เหลือส่งที่ว่าการอำเภอ สินค้าผ้าไหมปลอดภัยและส่งถึงมือผู้ซื้อตามกำหนด หานซานเจรจาเก็บค่าจ้างคุ้มกันจากพ่อค
อิ่งอีและองครักษ์ที่ยืนเฝ้าอยู่บริเวณประตูเรือนเห็นเสือขาวปรากฏตัวกะทันหัน พวกเขารีบชักดาบออกจากฝักและพุ่งตัวเข้ามาขวางหน้าหานจื่อเยว่ทันที“เก็บดาบของพวกเจ้าลงไป นี่คือสัตว์เลี้ยงของข้า มันจะมาทำหน้าที่คุ้มครองเด็กๆ ทั้งสามคน” หานจื่อเยว่สั่งการด้วยเสียงเฉียบขาดอิ่งอีลังเลเล็กน้อย แต่เมื่อเห็นท่าทีสงบนิ่งของพระชายาและเจ้าเสือขาวที่นั่งลงแทบเท้านางราวกับสุนัขเชื่องๆ เขาจึงส่งสัญญาณให้องครักษ์ทุกคนเก็บดาบหานจื่อเยว่พาเจ้าเสือขาวเดินเข้าไปในห้องโถงที่เด็กทั้งสามกำลังคลานเล่นอยู่บนเสื่อผืนใหญ่ เสือขาวเดินก้าวเท้าอย่างเชื่องช้า ไม่มีเสียงฝีเท้าเล็ดลอดออกมา มันก้มหัวลงดมกลิ่นทารกทีละคน ลูกชายคนโตไม่หวาดกลัวต่อสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เขายื่นมือป้อมๆ ไปจับจมูกสีชมพูของเสือขาว ลูกชายชายคนรองคลานเข้าไปซุกที่ขนฟูฟ่องบริเวณลำคอของมัน ส่วนน้องสาวคนเล็กส่งเสียงหัวเราะชอบใจและใช้มือตีลงบนหัวของเสือขาวเบาๆเสือขาวทิ้งตัวลงนอนตะแคงข้างอย่างระมัดระวัง ไม่ให้ทับร่างของเด็กน้อย ปล่อยให้เด็กทั้งสามปีนป่ายบนตัวมันอย่างตามใจ มันทำหน้าที่เป็นเบาะรองคลานและพี่เลี้ยงชั้นเลิศ หากเด็กคนใดคลานออกนอกบริเวณเสื่อ หร







