LOGINทว่าความเคลิบเคลิ้มกลับถูกฉีกกระชากด้วยแรงสั่น สะเทือนมหาศาล แสงไฟสีวอร์มไวท์ที่เคยนุ่มนวลวูบดับลงในทันตา แทนที่ด้วยแสงสีแดงฉานดุจโลหิตจากระบบไฟสำรอง เสียงประกาศที่เคยอ่อนหวานปานน้ำผึ้งถูกกดให้ต่ำลงจนกลายเป็นเสียงขู่คำรามที่สั่นสะเทือนลึกเข้าไปในดีเอ็นเอ จอร์เจียสะดุ้งสุดตัว ความสุขสม เมื่อครู่มลายหายไปเหลือเพียงความหวาดหวั่นที่แล่นพล่านผ่านไขสันหลัง
ที่เบาะข้างกัน เงาของชายแปลกหน้า เริ่มเคลื่อนไหว แสงสีแดงสลัวขับให้ดวงตาของเขาดูวาวโรจน์ขึ้นมา ราวกับเพชฌฆาตที่ซุ่มรออยู่ในเงามืด “การเริ่มต้นที่หรูหรา... มักจบลงด้วยบทเรียนราคาแพงเสมอ” ชายคนนั้นเปรยขึ้น น้ำเสียงเรียบเย็นทว่าทรงอำนาจทำเอาคนฟังกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ความหรูหราที่จอร์เจียคลั่งไคล้ บัดนี้ได้กลายเป็นเพียงฉากหลังของละครเวทีที่แสนอันตรายไปเสียแล้ว
จอร์เจียหลุบตามองปลายนิ้วที่กำสายเข็มขัดนิรภัยจนข้อนิ้วขาวซีด ดวงตาสีนิลสั่นระริก สะท้อนถึงสัญชาตญาณของสัตว์ผู้ถูกล่าที่รับรู้ถึงการมีอยู่ของสัตว์นักล่าในระยะประชิด แม้เขาจะกินยาระงับฟีโรโมนมาอย่างดีจนกลิ่นโอเมก้าจางหาย แต่ม่านตาที่ขยายกว้างและความร้อนที่ผ่าวขึ้นตามใบหูที่มีขนอ่อนบางๆ ซ่อนอยู่ภายใต้เส้นผมสีน้ำตาลแดง กลับเปิดโปงความตื่นตระหนกออกมาจนหมดสิ้น
เขาสูดลมหายใจเรียกสติ แต่สิ่งที่เข้าสู่ปอดกลับไม่ใช่เพียงออกซิเจนบริสุทธิ์ แต่มันคือกลิ่นสาบสางของสัตว์ป่าที่แสนดุดัน ทว่าเย้ายวนจนท้องปั่นป่วน ชายร่างสูงใหญ่ข้างกายขยับตัวเพียงเล็กน้อย แต่กลับทำให้พื้นที่ชั้นเฟิร์สคลาสดูคับแคบลงถนัดตา ชุดสูทสีเทาเข้มเน้นย้ำไหล่กว้างและแผ่นหลังที่เกรงดุจหินผา
วินาทีที่เครื่องสั่นสะเทือนอีกครั้ง แสงสีแดงกระทบเข้ากับลำคอของเขา จอร์เจียเห็นมันชัดเจนเกล็ดสีดำมะเมื่อม เรียงซ้อนตัวใต้ชั้นผิวหนังอย่างวิจิตรและน่าเกรงขาม มันไม่ใช่รอยสัก แต่มันคือเครื่องหมายแห่งผู้ปกครองสูงสุดในห่วงโซ่อาหาร
“ที่นี่ความรักไม่อ่อนโยนหรอกนะหนุ่มน้อย” เสียงทุ้มต่ำกังวาน ชายผู้นั้นหันมามอง แววตาคมกริบดุจใบมีดและนัยน์ตาเรียวรีคล้ายสัตว์เลื้อยคลานดูคุกคามจนหัวใจเกือบหยุดเต้น
“กลิ่นของนายมันเหมือน กลิ่นผลไม้สุกในป่าใหญ่ที่กำลังเชื้อเชิญให้พุ่งเข้าใส่ อย่าประมาทสัญชาตญาณของคนในน็อคไทร่าเชียวล่ะ” รอยยิ้มที่เผยให้เห็นเขี้ยวคมกริบนั้น กระชากจอร์เจียให้รู้ซึ้งว่าบัดนี้เขาก้าวพ้นโลกแห่งเหตุผล เข้าสู่โลกที่สัญชาตญาณคือความจริงเพียงหนึ่งเดียว
บรรยากาศภายในห้องโดยสารทวีความกดดันขึ้นทุกขณะ พนักงานต้อนรับสาวที่เดินตรวจความเรียบร้อยรอบสุดท้ายมีท่วงท่าที่เปลี่ยนไปอย่างน่าประหลาด ชุดยูนิฟอร์มสีเทาเรียบกริบนั้นดูจะแนบสนิทไปกับผิวเนื้อจนดูคล้ายผิวหนังชั้นที่สอง จังหวะก้าวเดินของเธอไม่ใช่การเดินแบบมนุษย์ แต่เป็นการย่องที่เงียบกริบและว่องไวราวกับแมวป่าที่กำลังสำรวจอาณาเขต
หากพวกผู้ใหญ่ในสภาครีบทราบเรื่อง มันจะกลายเป็นประเด็นทางการเมืองทันที เด็กทั้งสองจะถูกแบ่งแยก ถูกคาดหวัง และถูกบังคับให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์จนสูญเสียตัวตน”“และพวกเขาก็จะสูญเสียวัยเด็กอันล้ำค่าไปพร้อมกันด้วย” ราชินีเซราฟิน่าพยักหน้าเห็นพ้องท่ามกลางเสียงดนตรีจากฝูงสัตว์น้ำที่แว่วมาตามกระแสราชินีแคสสิโอเปียเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนลง “ให้เขาได้เติบโตตามธรรมชาติเถอะ ให้หัวใจของพวกเขามีเวลาค้นหาคำตอบด้วยตัวเองว่าเหตุใดจึงดึงดูดเข้าหากัน เราจะเก็บความลับนี้ไว้ภายใต้ผนึกแห่งมนตรา จนกว่าวันที่เหมาะสมจะมาถึง เมื่อถึงวันนั้น เราจะให้พวกเขาเป็นคนตัดสินใจเลือกเส้นทางชีวิตด้วยตัวเอง”ราชินีเซราฟิน่ายิ้มบางๆ ทั้งที่ยังมีหยดน้ำตาคลอ “งั้นเราจะปกป้องทั้งสองคนไปพร้อมกันนะ เรื่องนี้จะมีเพียงพวกเราเท่านั้นที่รู้”“เราจะปกป้องลูกด้วยกัน” ราชินีแคสสิโอเปียตอบรับพร้อมกับยื่นมือแตะมืออีกฝ่ายเหนือโต๊ะหิน “และข้าจะดูแลลูกของเจ้าด้วยความรัก เท่ากับที่ข้าดูแลลูกของข้าเอง”สองราชินียืนยันคำมั่นสัญญาในความเงียบงันของมหาสมุทรลึก เป็นคำสัญญาที่จะรักษาหัวใจเล็กๆ สองดวงให้รอดพ้น
คาเอลตัวเล็กสะอึกสะอื้น เขาพยายามเอื้อมมือเล็กๆ ไปหาเพื่อนคนแรก “ข้า... ทำให้เจ้าเจ็บ” เสียงเด็กน้อยสั่นเครือจนใจสลาย ซิเลสทีออนที่ยังไม่เข้าใจอะไรได้แต่ร้องไห้เรียกชื่อคาเอลเบาๆ ก่อนที่ทั้งคู่จะถูกดึงแยกออกจากกันตามคำสัญญา ชะตาของทั้งคู่ถูกผูกเข้าหากันตั้งแต่วันที่ยังไม่รู้จักคำว่ารักหลังเหตุการณ์สะเทือนขวัญในวันนั้น วันที่เลือดสองสีไหลเวียนผสมผสานกันจนเกิดเป็นพันธะโบราณเหนือหน้าผากของเด็กน้อยทั้งสอง โลกทั้งใบของคาเอลกลับเงียบลงอย่างประหลาด ราวกับกระแสน้ำรอบกายหยุดเคลื่อนไหวคาเอลตัวน้อยนั่งขดตัวคุดคู้อยู่หลังโขดหินปะการังสูงชันเพียงลำพัง ดวงตาสีรัตติกาลไร้ดาวที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นประกายสุกใสยามจ้องมองซิเลสทีออนบัดนี้กลับหม่นแสงลงราวกับคลื่นในคืนที่พายุสงบแต่แฝงด้วยความโศกเศร้า เขาชูเข่าขึ้นกอดไว้แน่น ซ่อนครีบด้านหลังอย่างไม่มั่นใจในตัวตน ริมฝีปากเล็กๆ ที่ยังมีรอยแผลจางๆ เม้มเข้าหากันแน่น สามวันแล้วที่เขาแทบไม่ได้ปริปากพูดกับใคร เขาปฏิเสธทั้งอาหารและไม่ออกไปว่ายน้ำเล่นเหมือนเคย“เขาคงเกลียดข้าแล้ว” เสียงเล็กๆ สะท้อนก้องในหัวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะยังเป็นเพี
“เจ้านี่... แปลกดีนะ แต่ข้าชอบ”คาเอลรู้สึกว่าหัวใจเล็กๆ ของตัวเองเต้นแรงอย่างบอกไม่ถูก เขาค่อยๆ ยื่นแท่งขนมส่วนของตนคืนไปให้ “เอาไปเถอะของเจ้า ข้าไม่กินแล้ว ข้าไม่อยากให้เจ้าเจ็บอีก”ซิเลสทีออนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะฉีกยิ้มกว้างจนโลกใต้น้ำสว่างไสว แต่ทว่ากลิ่นคาวหวานจากลิ้นที่ถูกกัดนั้นเริ่มกระจายออกในน้ำ มันเป็นกลิ่นที่ปลุกสัญชาตญาณดิบของราชันที่ซ่อนอยู่ลึกในกายคาเอลให้ตื่นตัว คาเอลตัวแข็งวาบ นัยน์ตาสีรัตติกาลไร้ดาววาวโรจน์ ครีบสั่นระริกราวกับถูกสั่งให้ล่า“คาเอลเป็นอะไร?”ไม่ทันขาดคำ สัญชาตญาณกษัตริย์ที่ยังควบคุมไม่ได้ก็ระเบิดออก พรึ่บ! คาเอลร่างเล็กพุ่งเข้าหาซิเลสทีออนด้วยความเร็วเหนือธรรมชาติ เขาประกบปากซิเลสทีออนอย่างดุดัน รุนแรง และไร้สติ แรงกดนั้นทำให้ริมฝีปากของคาเอลแตก เลือดสีครามเข้มของเขาผสมเข้ากับเลือดสีเงินของซิเลสทีออนในทันที“ไม่! คาเอล... เจ็บ” เสียงประท้วงถูกกลืนหาย เมื่อเขี้ยวคมเล็กๆ ของฉลามหัวค้อนขบลงบนลิ้นของซิเลสทีออนจนเจ็บแปลบ น้ำตาเม็ดกลมใสร่วงหล่นกลายเป็นไข่มุกหยดแรก คาเอลยังไม่หยุด เขาสูดเลือดนั้นเข้าไปตามกฎโบราณที่ดึงรั้ง
แม้ความจริงแล้วเสด็จแม่จะพาเขามาที่นี่เพื่อให้สนิทกับองค์รัชทายาทเซเลสเชียลสหายรุ่นราวคราวเดียวกัน แต่สายตาของเขากลับสะดุดอยู่ที่เงือกน้อยตัวเล็กเพียงคนเดียว“ฮะ...เหนื่อยแล้ว” ซิเลสทีออนหยุดว่ายกะทันหัน พลิกตัวลงนั่งแหมะบนหินปะการังสีม่วงอ่อนคาเอลรีบร่วงลงมานั่งข้างๆ ทันที เขายังคงไม่พูดสักคำ ดวงตาไม่กะพริบมองซิเลสทีออนอย่างให้เกียรติและชื่นชม เหนือศีรษะของทั้งคู่คือท้องอากาศใต้น้ำฟองอากาศยักษ์ที่สะท้อนภาพท้องฟ้าบนผิวน้ำ เด็กทั้งสองเอียงคอมองมันอย่างหลงใหล“เจ้าเคยขึ้นไปข้างบนไหม? บนฟ้ามีมนุษย์จริงไหม? พวกเขาเป็นยังไงกันนะ” ซิเลสทีออนถามเสียงใสแจ๋วคาเอลสะดุ้งเล็กน้อย เขาไม่ชินกับการถูกตั้งคำถามเยอะๆ แต่ครั้งนี้เขาตัดสินใจตอบ ช้าๆ ทว่าจริงใจ “ไม่เคย... ข้าอ่านในหนังสือเท่านั้น เต่าเฒ่าก็เล่าเรื่องมนุษย์ให้ฟังบ้างแต่ข้าไม่เคยขึ้นไปเอง”“ว้าว เจ้าพูดแล้ว! เสียงเจ้าดีจังเลย พูดอีกสิ พูดเยอะๆ หน่อย ข้าชอบฟัง” ซิเลสทีออนตาโตด้วยความตื่นเต้น คาเอล หน้าแดงยิ่งกว่าเดิม แก้มเปล่งระเรื่อ เขาพึมพำตอบเบาๆ
เมื่อซิเลสทีออนและคาเอลสัมผัสไข่มุกทั้งสองเม็ดผนึกความทรงจำที่ถูกซ่อนก็ทลายลง ฉับพลันภาพเหตุการณ์ในอดีต เมื่อครั้งที่ซิเลสทีออนอายุเพียงเจ็ดขวบก็หลั่งไหลเข้ามาในสมองประหนึ่งกระแสน้ำพัดเชี่ยวในภาพนิมิตนั้นซิเลสทีออนตัวน้อยที่มีหางสีเงินระยิบระยับกำลังว่ายเล่นอยู่แถวโขดหินชายป่าปะการัง เขาได้พบกับเด็กชายผิวสีน้ำเงินเทาที่มีแววตาโดดเดี่ยวนั่นคือคาเอลในวัยเยาว์ในตอนนั้นคาเอลกำลังเผชิญกับภาวะกระหายคลั่ง สัญชาตญาณราชันที่ตื่นก่อนวัยทำให้เขาเจ็บปวดจนแทบขาดใจ ซิเลสทีออนในวัยเจ็ดขวบที่ไม่รู้ถึงอันตรายได้เข้าไปโอบกอดเด็กชายแปลกหน้าไว้ด้วยความสงสารหยดเลือดของทั้งคู่หลอมรวมกันในน้ำ ก่อเกิดเป็นพันธะเงาที่ผูกวิญญาณของทั้งคู่ไว้ด้วยกันตั้งแต่วินาทีนั้น แต่ทว่ามันเป็นพันธะที่อันตรายเกินไปสำหรับเด็กตัวเล็กๆ เสด็จแม่ของทั้งสองจึงจำต้องผนึกความทรงจำนี้ไว้และแยกทั้งคู่ออกจากกัน เพื่อรอวันที่ร่างกายและจิตวิญญาณจะแข็งแกร่งพอรับแรงปะทะของพันธะที่แท้จริงซิเลสทีออนลืมตาขึ้นพร้อมน้ำตาที่คลอเบ้า เขาหันไปสบตากับคาเอลที่ดูเหมือนจะเห็นภาพเดียวกัน ความจริงที่ว่าพวก
ก่อนที่เสียงโห่ร้องจะดังก้องกว่าเดิมเป็นสิบเท่าลวดลายแสงที่หน้าผากและหลังคอของซิเลสทีออนเปลี่ยนเป็นสีวอร์มไวท์อบอุ่น แผ่วสว่างเป็นระลอกขึ้นที่ท้องคล้ายลูกน้อยกำลังตอบรับคำอวยพรจากคนทั้งคาบสมุทรผู้เฒ่าเผ่าเงือกเข้ามาสะกดน้ำจนเป็นประกาย พลางกล่าวคำอวยพรด้วยเสียงที่สั่นเครือ“เด็กคนนี้...คือสายเลือดที่ทะเลรอคอย ขอให้เขาเติบโตแข็งแกร่งและงดงามดั่งมหาสมุทร”ขณะที่เฒ่าฉลามผู้ทรงเกียรติเอามือแตะที่อกของคาเอล “ราชันหนุ่ม เจ้าได้รังชีวิตที่คู่ควร และเจ้าก็ปกป้องเขาได้อย่างแท้จริง พวกเรายินดีต่อเจ้าจากหัวใจของฉลามทุกตัว”ซิเลสทีออนยกมือแตะหน้าท้องอย่างเงียบงัน ในอกรู้สึกอุ่นซ่านอย่างประหลาด เหมือนน้ำทะเลกำลังช่วยโอบอุ้มชีวิตใหม่นี้ไว้ คาเอลจับมือซิเลสทีออนขึ้นมา ก้มลงจุมพิตหลังมือเพียงครั้งเดียว แต่มันกลับลึกซึ้งจนซิเลสทีออนต้องหลุบตาลงด้วยความเอียงอายทั้งสองเข้าสู่ใจกลางลานพิธีรูปเกลียวคลื่น เหนือหัวคือฝูงปลาเรืองแสงนับพันที่ส่องสว่างดุจดวงดาวบนฟากฟ้า ท่ามกลางเสียงเพลงจากสังข์เปลือกหอยและควันบรรพชนสีเงินที่ลอยกรุ่นขึ้นจากพื้น







