Mag-log in
ปัจจุบัน...
แก้วใสทรงยาวในมือถูกง้างขึ้น ก่อนจะลอยว่อนไปในกลางอากาศอย่างแรง โดยเจ้าของใส่ความอัดอั้นไว้เต็มแรง เมื่อสิ่งบอบบางที่เปาะง่ายถูกส่งออกไปปะทะกับพื้นพรมนิ่มหยุ่น ก็ไม่เหลือรูปเดิมให้เห็น แต่นั่นมันไม่ได้ทำให้คนที่ทุกข์หนักคลายความตึงเครียดลงได้
เศษแก้วกระจัดกระจายเต็มพื้น มันยิ่งสร้างความปวดเจ็บที่กำลังกรีดลงไปในร่องหัวใจห้องแล้วห้องเล่า
“ไอ้เด็กเวร ที่แท้แกก็เป็นลูกไอ้ นาธร บุญพิทักษ์ นี่เอง”
กรามหนาบดเบียด สีหน้าเครียดตึง เมื่อเขาลงทุนว่าจ้างนักสืบเพื่อหาข้อมูลนักธุรกิจหนุ่ม นายอณาธิป ธนเกียรติ และเพิ่งรู้เดี๋ยวนี้เองว่าไอ้เด็กเวรที่ตนเองเรียก เปลี่ยนมาใช้นามสกุลผู้เป็นแม่ จาก ‘บุญพิทักษ์’ เป็น ‘ธนเกียรติ’ และเขาไม่แปลกใจที่เด็กคนนั้นพูดจาแทงใจดำเข้าเต็มๆ หากเขารู้มาก่อนหน้านั้น อย่าหวังว่าเขาจะเดินเข้าไปให้เด็กเมื่อวานซืนอย่างอีกฝ่ายถอนหอกเล่น!
“หากคุณอยากให้บริษัทของคุณอยู่รอด” ริมฝีปากหนารุ่นลูกยกยิ้ม ปรายตามองผู้สูงวัยกว่าด้วยสายตาเย้ยหยัน
“ยกลูกสาวให้เป็นนางบำเรอผม แลกกับการอยู่รอดของบริษัท ของคุณ...คุณกล้ามั้ยล่ะ”
คนฟังได้แต่กัดฟันกรอด ความรู้สึกเหมือนก้อนหินก้อนใหญ่ทับลงบนร่างจนแตกละเอียด ไร้ชิ้นดี
“ที่ผมมานี่ ไม่ใช่มาเสนอข้อตกลงแบบนี้ และเป็นไปไม่ได้ ที่ผมจะยกลูกสาวของผมให้เป็นนางบำเรอของคุณ” ชายสูงวัยหน้าแดงก่ำ แต่พยายามทำใจให้เย็นไว้ เพื่อความอยู่รอดของบริษัทรับเหมาก่อสร้างที่เพิ่งขาดทุนไป เมื่องบหมดและสร้างไม่เสร็จตามกำหนด และนั่นหมายถึงอีกฝ่ายจะต้องเรียกร้องค่าเสียหาย งบหมดเงินหมุนเวียนไม่มี และโดนฟ้องร้องในที่สุด!
วิธีไหนที่พอจะยื้อบริษัทไว้ได้ เขาจึงทำทุกอย่าง และนั่นหมายถึงคนในครอบครัวด้วย ที่จะอยู่อย่างสุขสบายต่อไป
เสียงหึในลำคอถูกส่งออกมาเบาๆ หากแต่คนที่นั่งอยู่ใกล้ได้ยินชัดเจน
“แค่มาเสนอให้ผมช่วยถือหุ้นครึ่งหนึ่ง ในบริษัทที่ใกล้จะล่มเต็มที มันไม่เป็นความคิดที่ทำให้ผมสนใจหรอกคุณดิษกุล ณรงค์พล” น้ำเสียงหนักแน่น หากฟังให้ดีเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน เอ่ยเรียกอีกคนเต็มยศ โดยไม่คิดจะถนอมน้ำใจคนสูงวัยกว่า
“เช่นกัน เพราะผมเองก็ไม่อยากรับข้อเสนอที่คุณตั้งขึ้น มันมากเกินไปสำหรับความรู้สึกของผม”
“หึ มากเหรอ นี่คุณยังมีโอกาสไตร่ตรองและถอนตัวได้ แล้วทีคุณทำกับคนอื่น ที่ไม่มีโอกาสคิดและแก้ตัวใดๆ มันมากเกินไปมั้ยล่ะ คุณดิษกุล”
“หมายความว่าไง” คนอาบน้ำร้อนมาก่อนถามกลับ สีหน้าขมวดมุ่น และรู้สึกวาบไหว เมื่อแววตามุ่งมั่นของชายหนุ่มคราวลูกนั้นเหมือนเขาเคยเห็นที่ไหนมาก่อน
“คุณดิษกุลคงไม่เคยรู้ถึงรสชาติ ของคนที่ถูกบังคับและฝืนใจว่ามันทรมานแค่ไหน ...ที่สำคัญหากคนคนนั้นไม่มีความรับผิดชอบหรือเห็นแก่ได้ ก็ยากที่จะเข้าถึง” คำพูดนั้นทำเอาชายร่างท้วมถึงกับสะอึก
เขาได้แต่จ้องมองใบหน้าถือดีท่าทางจองหองของนาย อณาธิป ธนเกียรติ ที่เคยฟังจากเพื่อนนักธุรกิจด้วยกัน การทำงานรุ่งเรืองข้ามหน้านักธุรกิจรุ่นเก่าๆไปหลายก้าว อีกทั้งแนวการตลาดส่งออกอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องประดับไปยังต่างประเทศ ที่สำคัญยังเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้างรายใหญ่ ที่เบียดบริษัทรับเหมารายย่อยล้มไปหลายราย และรวมทั้งเขาเองด้วยที่ตอนนี้ไร้ที่ยืน แปลกที่อีกฝ่ายกับทำรายได้เป็นกอบเป็นกำ ทำให้ธุรกิจขยายสู่วงกว้าง หรือจะเพราะชายหนุ่มเป็นคนละเอียดไม่ยอมเสียเปรียบให้ใคร แต่ก็นั้นล่ะ เขาเองก็ไม่ยอมเสียเปรียบให้ใครเช่นกัน แต่ทำไมนะ ถึงยื้อบริษัทไว้ไม่ได้ หรือจะเป็นเพราะถูกตัดหน้าทุกครั้งไป
“ว่าไง...” อณาธิปถามย้ำเมื่อคนสูงวัยเงียบไป
“หากคุณไม่สนใจข้อเสนอของผมก็ไปหาที่อื่น เพราะธุรกิจของผมก็รายได้ดีมาก ถึงมากที่สุด จนผมคิดว่าไม่จำเป็นต้องหาอย่างอื่นทำให้ยุ่งยาก”
คำพูดนั้น ทำให้ผู้สูงวัยถึงกับหันหลังให้ชายหนุ่มรุ่นลูกทันที โดยคิดว่าประตูห้องทำงานห้องนี้ คือทางออกที่ผู้สูงวัยอย่างเขาจะกลับไปตั้งหลักใหม่ โดยไม่หวนกลับมาที่นี่อีกเป็นอันขาด
ให้ตายเขาก็ไม่ยอมยกลูกสาวคนเดียวให้เป็นนางบำเรอใคร...! ดิษกุล ย้ำชัดกับตัวเอง ผละออกจากห้องสี่เหลี่ยมที่ตกแต่งและประดับไว้อย่างดี
และตอนนี้...คำพูดนั้นตามมาตอกย้ำอยู่ในโสตประสาทที่ทำงานปกติอยู่ ทุกคำพูด ทุกสีหน้าและท่าทางของชายหนุ่มรุ่นลูกรวมทั้งคำพูดถากถาง สร้างความเจ็บช้ำไม่คลาย
ใบหน้าผู้สูงวัยที่เคยเต็มไปด้วยความสุข ไม่เหลือร่องรอยเค้าเดิมไว้ให้เห็น ใบหน้าเครียดตึง บ่งบอกถึงเรื่องภายในสมองที่รวมตัวกันกดดันให้เขาต้องรีบหาทางออกให้เร็วที่สุด
สายตาหรี่แคบได้แต่มองขวดสีอำพันนิ่ง ตอนนี้ไม่มีอะไรดับทุกข์ได้ดีกว่าเจ้าสิ่งนี้ แก้วใหม่จึงถูกหยิบออกมาจัดการรินของเหลวใส่ลงไป กระดกขึ้นดื่มทีเดียวอย่างไม่รอช้า
“โอ๊ยสา นี่อย่าบอกนะว่าครั้งแรกของเราก็ติด น้องธิปน้อยกับน้องสาน้อยแล้ว” คนมั่นใจในตัวเองเอ่ยสีหน้าแช่มชื่นขึ้นเมื่อมีความจริงที่เป็นไปได้มาหักล้างกัน เจ้าสาวหมาดๆ ได้แต่พยักหน้า“โอ๊ย แบบนี้ผมสิ ต้องเร่งต่อแขนต่อขาให้ลูกผมแล้ว” สีหน้ากระวีกระวาดดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ทำเอาณริสามองภาพนั้นแล้วน้ำตาเรื่อด้วยความปลาบปลื้ม และยิ่งไปกว่านั้น ริมฝีปากหนาก้มลงจุมพิตหน้าท้องที่ยังคงแบนราบอยู่ดังจ๊วบ จนณริสาขนชี้ชันไปทั่วกาย สวมกอดเขาอย่างรักสุดซึ้ง“สา ทำไมคุณหวานอย่างนี้...” เสียงกระเส่าเอ่ยถามหากแต่ไม่ต้องการคำตอบ ไม่ว่ากี่ครั้ง...เธอก็หวานสำหรับเขาเสมอไม่ว่าสัมผัสลงไปตรงจุดใด ก่อนจะพรมจูบดูดเม้มไปทั่วสัดส่วนโค้งมนร่างบางบิดเกร็งเมื่อคนบนร่าง ครอบครองก้อนเนื้อนุ่มหยุ่น ทั้งดูดดื่มขบกัดราวกับทารกน้อย หิวกระหาย“คุ คุณธิป...ฮ่าส์” เธอส่งเสียงคราง กลางกายสาวเริ่มกระตุกถี่ๆ เมื่อมือหนาที่ช่ำชองใช้ทั้งปลายนิ้วปลายลิ้นตวัดสัมผัสรุกไล่โรมรัน กายสาวที่ไร้ประสบการณ์ยิ่งสะท้านไหวสองเสียงครางประสานกันอย่างกระสันปนทรมานแสนหวานที่พร้อมใจกันปรนเปรอ ปากหนาระดมกดจูบเลาะเล็ม ไปในที่ที่ต้องการ พร้อมมือหนาสอดนิ
“ดีแล้ว งานมงคล เจ้าสาวต้องปล่อยใจให้ว่างและคิดแต่เรื่องของเราเท่านั้น...” ท่าทางกรุ้มกริ่มเริ่มแต้มสีสันให้ใบหน้าเจ้าสาวอีกครั้ง“เดี๋ยวผมปลดซิปให้” ว่าแล้วก็รีบเอื้อมมือจับซิปที่อยู่ตรงต้นคอแล้วรูดลงจนสุด โดยที่เจ้าสาวไม่ทันตั้งตัวซิปก็ลงไปจนสุดทาง เผยให้เห็นแผ่นหลังเนียนลออล่อตาล่อใจ จนต้องแอบกลืนน้ำลายลงคอ“ขอบคุณค่ะ แต่ให้ดีช่วยหยิบผ้าขนหนูให้สาด้วยซิคะ” เสียงหวานตอบรับ ได้ทีใช้เจ้าบ่าวต่อ อีกฝ่ายทำตามอย่างไม่อิดออด“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณสามีสมบูรณ์แบบอีกครั้ง ก่อนจะรีบรับผ้าขนหนูมาพันตัวเองไว้ เมื่อความเย็นของแอร์เริ่มปะทะผิวกายจนรู้สึกหนาวสะท้าน ก่อนจะค่อยๆ รูดชุดเจ้าสาวออกจากตัวอย่างระมัดระวัง และเมื่อถอดเสร็จเรียบร้อยเธอก็วางชุดไว้บนเตียงก่อนจะจัดการผมที่เกล้าไว้“มาผมช่วย” เสียงทุ้มที่หายไปสักพัก ดังแทรกขึ้น และนั้นทำเอาณริสาทำอะไรไม่ถูก หน้าเห่อร้อน เมื่อเธอเห็นว่าเขาไม่มีอะไรปกบิดร่างกายเลยแม้แต่น้อย‘อ๊าย ตาบ้า!’ เธอก่นด่าเจ้าบ่าวหมาดๆ ในใจ อีกทั้งพยายามเก็บระดับสายตาเอาไว้ไม่เผลอหันไปมอง และความหื่นของเจ้าบ่าวทำให้เจ้าสาวลืมเรื่องไม่สบายใจไปจนหมดสิ้น“ให้ตายเถอะ คุณย
บทส่งท้ายสามเดือนต่อมา ณ บ้านณรงค์พล ซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่จัดงานแต่ง เลี้ยงแขกแบบปุบเฟ่ต์ โดยในงานประดับประดาด้วยดอกกุหลาบสีหวาน จัดเป็นซุ้มต่างๆ ไว้อย่างสวยงามและลงตัว...เมื่อทุกคนกล่าวอวยพรและทิ้งให้เจ้าสาวเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอเพียงลำพัง สายตาคมกล้าก็เพ่งมองเจ้าสาวของตัวเองที่นั่งอยู่หน้ากระจกอย่างชื่นชม เจ้าสาวในชุดสไตล์เกาะอกในโทนสีขาว เพิ่มความเก๋ของชุดด้วยการตัดเย็บผ้าลูกไม้บางๆ สีเงินระยิบระยับบริเวณแขนและช่วงไหล่ ยาวไปถึงช่วงตัว ทำให้ชุดแต่งงานดูสวยชวนมอง สร้างความประทับใจให้พ่อแม่เจ้าบ่าวและผู้คนในงานชมไม่ขาดปาก และนั่นไม่สำคัญเท่าคนในครอบครัวเขาที่ชมกันต่อหน้า“วันนี้ พี่ชายไม่ทำให้น้องผิดหวังเลยนะคะ หาพี่สะใภ้ทั้งสวยและแกร่งมาให้ ‘ธนเกียรติ’” คำพูดน้องสาวที่ยอมทิ้งลูกและสามีมาเป็นแม่งานเองอยู่หลายวัน โดยน้องเขยมาก่อนงานแค่วันเดียวแล้วรีบกลับ เพื่อไปดูแลไร่กาแฟและโรงงานที่มีออเดอร์เพิ่มจนน่าตกใจ ส่วนธาริณีอยู่ช่วยงานจนจบ โดยตลอดทั้งวันเธอเอ่ยชมไม่ขาดปากพร้อมพ่อกับแม่ก็พลอยเห็นด้วย จนเจ้าบ่าวอย่างเขายิ้มแก้มแทบปริ“เป็นไงเหนื่อยมั้ย” เจ้าบ่าวในชุดทักสิโดสีขาวยืนโอบไหล
สำนึกได้ก็ไม่สาย“ขอบคุณ แต่ฉันละอายใจเกินกว่าจะรับไว้” เพื่อนวัยเดียวกันที่ยังมีสายใยผูกพันเอ่ยบอก อีกฝ่ายส่งยิ้มอุบอุ่นกลับไป ก่อนจะตอบตามความตั้งใจเดิม“เด็กมันเต็มใจให้ และเป็นการขอโทษ ที่มันได้ทำล่วงเกินเอาไว้” ดิษกุลอดผันหน้าไปทางอื่นไม่ได้ ด้วยความละอายแก่ใจนัก คำพูดนั้นน่าเป็นตนเองที่พูดออกไป ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น“ฉันต่างหากที่ควรจะพูดคำว่าขอโทษ จนทำให้เด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว มาจมอยู่กับความทุกข์ ที่ฉันได้ก่อขึ้น”“มันจบไปแล้วเพื่อน ต่อไปเราก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน” ประโยคนี้เรียกความตื่นเต้นให้สองหนุ่มสาวเป็นอย่างมาก หากแต่สร้างความปีติให้คนสูงวัยทั้งสองฝ่ายเช่นกัน“เอ่อ...” เสียงเหมือนจะค้านหากแต่หยุดชะงักไว้ แม้จะปลื้มอยู่มาก ที่ลูกจะเป็นฝั่งเป็นฝา ผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็ยังมีความเคลือบแคลงอยู่“นายจะกลัวอะไรอีก หรือนายไม่พอใจ นายก็เอาไม้ฟาดหัวลูกชายฉันก็ได้ ฉันไม่ว่านะ” พ่อฝ่ายเจ้าบ่าวออกแรงหนุน เมื่อคิดว่าพ่อฝ่ายเจ้าสาวยังคงไม่ไว้ใจให้ลูกชายตนดูแลดวงใจที่ตนเองถนอมเลี้ยงดูมา“หา... พ่อ!” คนมีชนักติดตัวสะดุ้ง พรางเรียกพ่อเสียงหลง ‘วอนให้ลูกชายเจ็บตัวมั้ยล่ะนั้น’ เขาได้แต่ฟิ
โอบรักให้กัน“ขอบคุณค่ะแม่...” น้ำเสียงสั่นเครือพยายามเปล่งออกมาเมื่อผู้เป็นแม่ยืนยันความตั้งใจอีกครั้ง ก่อนจะก้มมองของขวัญบนคอตนเองผ่านกระจกเงา หากแต่ความสวยงามของเพชรนั้นกลับไม่เรียกความสดชื่นจากใบหน้าเธอได้ ก่อนจะหันมาโอบเอวผู้เป็นแม่แล้วซบใบหน้าลงเพื่อซึมซับความอบอุ่นที่นานมากแล้วเธอไม่เคยแสดงกิริยาแบบนี้ ด้วยความที่อยู่ห่างไกลกันเนิ่นนานกว่าร่างบางจะผละห่าง“กลัวหรือลูก” นางเอ่ยถามเมื่อพิศมองใบหน้าที่แต้มสีสันไว้เพียงบางๆ หากสวยน่ามอง แต่ตัดกับสีหน้าหม่นหมอง จนนางรู้สึกใจคอไม่ดีแต่ก็นั้นล่ะ นางเองก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อย แต่พยายามปิดความรู้สึกเอาไว้...เมื่ออีกฝ่ายให้โอกาสเธอก็อยากทำในสิ่งที่สมควรที่สุด“ค่ะ” เธอตอบกลับไปเสียงแผ่ว มือเรียวยื่นไปจับไหล่ลูกแล้วบีบเบาๆ ให้กำลังใจ“ลงไปกันเถอะ” นางเอ่ยชวนพร้อมดันร่างบางให้เดินออกไป นางรู้ว่าลูกสาวเครียดด้วยเรื่องอันใด หากไม่ใช่คำพูดของผู้เป็นพ่อในวันนั้น...‘อย่าให้พ่อรู้นะว่าลูกยังติดต่อกับฝ่ายนั้นอีก’ ทันทีที่ถูกซักถามจนได้ความผู้เป็นพ่อก็ออกคำสั่งห้ามทันที‘แล้วเรื่องที่เขาจะมาบ้านล่ะทำไง’ น้ำเสียงกริ่งเกรงเอ่ยถามสามี ที่บัดนี้หน้าบู
กู่รักเชื่อมสัมพันธ์ท่าทางสำรวมเก็บตัวของคนใช้ในบ้าน ทำให้เบญจาหันมามองหน้าผู้ชายนิสัยเสียของเธอ แล้วหันกลับมาถามคนในบ้าน “มีอะไรกันหรือเปล่า” แม่บ้านคนสนิทส่ายหน้ารัว เธอจึงหันมองชายหนุ่มอีกครั้ง สีหน้าเหนื่อยหน่าย“คุณทำอะไรกับคนในบ้านเบญคะ”“ก็ไม่ได้ทำอะไร แค่บอกและแนะนำตัวก็เท่านั้น”“เท่านั้นของคุณมันเท่าไหน”“ไม่เอาน่าที่รัก ผมแค่ให้ทุกคนรู้ว่าคุณเป็นเมีย และเท่ากับผมก็เป็นเจ้านายของเขา” เขาอึกอักตอบ รู้อยู่ว่าเธอต้องเคือง แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องทุกอย่างเป็นความลับอีกต่อไป“เฮ้ย! จะบ้าหรือเปล่า คุณบอกคนของเบญแบบนี้ได้ไง” สาวเปรี้ยวตาเหลือกลานเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธออยากให้เรื่องนี้เงียบที่สุด แต่ผู้ชายเอาแต่ใจกลับมาเปิดความสัมพันธ์จนออกนอกหน้าตายแน่ หากเข้าหูพ่อแม่! ต้องกำชับทุกคนให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อไป...เธอครุ่นคิดและคิดว่าต้องหาจังหวะกำชับคนในบ้านเมื่อวัชรพลเผลอ “บ้าที่ไหน” เขาทำหน้าหงอย ไม่อยากทะเลาะกับหญิงสาวขึ้นมาดื้อๆ“บ้า ทำอะไรไม่บอกกล่าว น่าเกลียดที่สุด” เธอยังด่าไม่เลิก หากแต่แปลกใจไม่น้อยที่ดูอีกฝ่ายใจเย็นลง“อย่าด่าผมอีกเลยนะเบญ” ประกายตาเว้าวอนหาก







