Masukนิวยอร์ก เมื่อสองเดือนก่อน
“ถ้าเรียบร้อยแล้วอย่าลืมที่สัญญาให้ไว้นะคะ” สาวสวยทวงคำสัญญา พร้อมกับรายงานสิ่งที่ตนเองได้รับมอบหมายมาและทำสำเร็จไปด้วยดี
“ครับ ยังไงกลับไทยไปก่อนนะครับ”
“ไม่รอพบกันก่อนหรือ คิดถึงจะแย่แล้วนะ”
เสียงหวานโอดครวญมาจากปลายสาย ริมฝีปากหนายกยิ้มและกรอกเสียงกลับเข้าไป
“ผมติดธุระ ยังไงเจอกันที่ไทยนะ” น้ำเสียงเฉียบขาดทำให้ปลายสายจำใจตัดสายไป หากแต่เธอจะทำตามหรือไม่นั้นมันอีกเรื่อง
เครื่องมือสื่อสารถูกวางไว้บนโต๊ะ ก่อนที่จะเตรียมตัวออกจากที่พักเพื่อให้เห็นกับตาและไม่ถึงหนึ่งชั่วโมง เขาก็มายื่นอยู่หน้าสถานบันเทิงแห่งหนึ่งในใจกลางกรุงนิวยอร์กเมืองแห่งแสงสีนักท่องราตรี
เจ้าของสายตาสีเหล็กกล้ามุ่งตรงไปยังเก้าอี้ว่าง แล้วกวาดสายตามองหาใครบางคนที่อยากเจอด้วยหัวใจระส่ำตามที่ได้รับข้อมูลมา โดยไม่ได้บอกให้สาวสวยที่ทำหน้าที่สืบหาข้อมูลได้รับรู้ ว่าตัวเขาก็อยู่ที่นี้เช่นกัน
“เอ้า ดื่มหน่อยสิ” เสียงเชียร์จากเพื่อนร่วมสถาบันหญิงชายหลายเชื่อชาติ ทำให้สาวสวยที่วางตัวดีมาตลอดส่ายหน้าดิก หากแต่เวลาผ่านไป เธอไม่อาจปฏิเสธเสียงเรียกร้องนับสิบไหว จึงกระดกน้ำสีอำพันในมือไปจนหมดแก้ว ก่อนจะทำหน้าบิดเบี้ยวเพราะความไม่คุ้นชินกับรสชาติและกลิ่นฉุนของเครื่องเดิม ชายหนุ่มลูกครึ่งได้แต่ส่ายหน้าโดยไม่อาจขัดขวางอะไรได้
“ไม่ไหวก็ไม่ต้องดื่ม เดี๋ยวผมดื่มแทนเอง” คำพูดที่ก้มลงมากระซิบใกล้ๆ ทำให้เธอเอียงตัวหลบเล็กน้อย ก่อนตอบกลับ
“ไม่เป็นไร ครั้งแรกและครั้งสุดท้าย สาไม่เมาหรอก” ไม่เมาของเธอแต่เริ่มโอนเอน เพื่อนๆในกลุ่มที่จบการศึกษาด้วยกันยิ้มร่า เข้าใจในความพยายามของเพื่อนสาวชาวไทย ก่อนจะส่งสายตาจิกไปยังชายหนุ่มลูกครึ่งที่ดูเป็นห่วงหญิงสาวชาวไทยจนออกนอกหน้า
เมื่อแอลกอฮอล์เข้าไปผสมอยู่ในเส้นเลือดมากเข้า หนุ่มสาวเริ่มจับคู่แล้วแลกจูบกันอย่างดูดดื่ม โดยณริสาได้แต่นั่งมอง ตาพล่าเลือนกับภาพที่เธอชินกับวัฒนธรรมของชาวเมืองที่นี่ หากแต่วันนี้ ภาพนั้นกับทำให้เลือดลมในกายของเธอเดือดพล่านและรู้สึกกระดากอาย อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
“โจ สาอยากกลับที่พัก” เธอบอกความประสงค์กับเพื่อนชายที่คิดว่ายังมีสติดีกว่าเธอมาก
“ครับ งั้นไปกันเถอะ” เขาเอ่ยบอกไม่ขัด ก่อนจะหันไปบอกเพื่อนในกลุ่มให้รู้ไว้ เมื่ออีกฝ่ายรับรู้เขาจึงประคองร่างบางที่โอนเอนไว้ในวงแขน
แม้จะไม่ได้แต่งตัวเสื้อผ้าน้อยชิ้นโชว์เนื้อหนังมังสา หากแต่รูปร่างกะทัดรัดทรวดทรงสมส่วน บวกกับเครื่องหน้าจิ้มลิ่มปากนิดจมูกหน่อยหากแต่โด่งรั้น มีผมสีดำสนิทขับให้ผิวหน้างามโดดเด่นอย่างสาวเอเซียเด่นเตะตา จึงทำให้พวกฝรั่งตาน้ำข้าวจ้องมองร่างบางตาเป็นมัน แต่นั่นก็ไม่พ้นสายตาของโจเซฟ
“บ้าจริง...” โจเซฟสบถหัวเสีย เมื่อเห็นชายผิวดำร่างยักษ์สองคนมีท่าทีแปลกๆ ตั้งแต่อยู่ในบาร์ และตอนนี้เขาสังเกตได้ว่า สองคนนั้นมองดูตนและเพื่อนสาวไม่ละสายตา วงแขนหนารีบโอบกระชับเอวบางที่ประคองตัวเองไม่อยู่ ไปยังรถที่จอดไว้อย่างรวดเร็ว
“มีอารายหรอ” เสียงหวานลากยานเอ่ยถาม เขาก้มมองดูเธอแล้วฉีกยิ้มกว้างตอบกลับ
“เปล่า ไม่มีอะไร” น้ำเสียงติดขันเอ่ยบอก พร้อมกับจ้องลึกในดวงตาคู่งามที่เริ่มปรือลอย ก่อนจะรีบเก็บความทรงจำบนใบหน้าหวานที่บัดนี้แดงเรื่อเพราะพิษน้ำเมาที่เขาไม่เคยมีโอกาสได้เห็น
“แต่ ฉาน หายใจไม่ออก” เธอประคองน้ำเสียงให้อีกฝ่ายเข้าใจ เพราะเพื่อนโอบรัดเอวเธอแถมกึงลากกึ่งประคองจนเธอก้าวตามไม่ทัน ที่สำคัญรู้สึกเจ็บจุก
“โอ๊ะ ขอโทษที” โจเซฟรีบคลายวงแขนที่ตนเองเผลอออกแรงรัดเอวคอดกิ่วแรงไป ก็คนมันห่วงนี่...
“ว่าแต่...เอ๊ะ หายไปไหน” โจเซฟมองซ้ายแลขวาอย่างระแวดระวัง หากแต่ตอนนี้ไม่มีใครตามมาอีกแล้ว เขาจึงจัดการเปิดประตูรถ และดันร่างบางไปยังตำแหน่งที่นั่งของเธอ
“กาบที่พักนะ สาม้าย หวาย แล้ว” แม้ตาจะปิดอยู่รอมร่อ เธอก็ยังย้ำ คลายกลัวว่าอีกฝ่ายจะลืม
“ครับผม หลับให้สบายเถอะ” สายตามุ่งมั่นเอ่ยหนักแน่น ริมฝีปากบางจึงคลี่ยิ้มบางๆ ก่อนจะค่อยๆ หลับตาลง
“โอ๊ยสา นี่อย่าบอกนะว่าครั้งแรกของเราก็ติด น้องธิปน้อยกับน้องสาน้อยแล้ว” คนมั่นใจในตัวเองเอ่ยสีหน้าแช่มชื่นขึ้นเมื่อมีความจริงที่เป็นไปได้มาหักล้างกัน เจ้าสาวหมาดๆ ได้แต่พยักหน้า“โอ๊ย แบบนี้ผมสิ ต้องเร่งต่อแขนต่อขาให้ลูกผมแล้ว” สีหน้ากระวีกระวาดดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ทำเอาณริสามองภาพนั้นแล้วน้ำตาเรื่อด้วยความปลาบปลื้ม และยิ่งไปกว่านั้น ริมฝีปากหนาก้มลงจุมพิตหน้าท้องที่ยังคงแบนราบอยู่ดังจ๊วบ จนณริสาขนชี้ชันไปทั่วกาย สวมกอดเขาอย่างรักสุดซึ้ง“สา ทำไมคุณหวานอย่างนี้...” เสียงกระเส่าเอ่ยถามหากแต่ไม่ต้องการคำตอบ ไม่ว่ากี่ครั้ง...เธอก็หวานสำหรับเขาเสมอไม่ว่าสัมผัสลงไปตรงจุดใด ก่อนจะพรมจูบดูดเม้มไปทั่วสัดส่วนโค้งมนร่างบางบิดเกร็งเมื่อคนบนร่าง ครอบครองก้อนเนื้อนุ่มหยุ่น ทั้งดูดดื่มขบกัดราวกับทารกน้อย หิวกระหาย“คุ คุณธิป...ฮ่าส์” เธอส่งเสียงคราง กลางกายสาวเริ่มกระตุกถี่ๆ เมื่อมือหนาที่ช่ำชองใช้ทั้งปลายนิ้วปลายลิ้นตวัดสัมผัสรุกไล่โรมรัน กายสาวที่ไร้ประสบการณ์ยิ่งสะท้านไหวสองเสียงครางประสานกันอย่างกระสันปนทรมานแสนหวานที่พร้อมใจกันปรนเปรอ ปากหนาระดมกดจูบเลาะเล็ม ไปในที่ที่ต้องการ พร้อมมือหนาสอดนิ
“ดีแล้ว งานมงคล เจ้าสาวต้องปล่อยใจให้ว่างและคิดแต่เรื่องของเราเท่านั้น...” ท่าทางกรุ้มกริ่มเริ่มแต้มสีสันให้ใบหน้าเจ้าสาวอีกครั้ง“เดี๋ยวผมปลดซิปให้” ว่าแล้วก็รีบเอื้อมมือจับซิปที่อยู่ตรงต้นคอแล้วรูดลงจนสุด โดยที่เจ้าสาวไม่ทันตั้งตัวซิปก็ลงไปจนสุดทาง เผยให้เห็นแผ่นหลังเนียนลออล่อตาล่อใจ จนต้องแอบกลืนน้ำลายลงคอ“ขอบคุณค่ะ แต่ให้ดีช่วยหยิบผ้าขนหนูให้สาด้วยซิคะ” เสียงหวานตอบรับ ได้ทีใช้เจ้าบ่าวต่อ อีกฝ่ายทำตามอย่างไม่อิดออด“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณสามีสมบูรณ์แบบอีกครั้ง ก่อนจะรีบรับผ้าขนหนูมาพันตัวเองไว้ เมื่อความเย็นของแอร์เริ่มปะทะผิวกายจนรู้สึกหนาวสะท้าน ก่อนจะค่อยๆ รูดชุดเจ้าสาวออกจากตัวอย่างระมัดระวัง และเมื่อถอดเสร็จเรียบร้อยเธอก็วางชุดไว้บนเตียงก่อนจะจัดการผมที่เกล้าไว้“มาผมช่วย” เสียงทุ้มที่หายไปสักพัก ดังแทรกขึ้น และนั้นทำเอาณริสาทำอะไรไม่ถูก หน้าเห่อร้อน เมื่อเธอเห็นว่าเขาไม่มีอะไรปกบิดร่างกายเลยแม้แต่น้อย‘อ๊าย ตาบ้า!’ เธอก่นด่าเจ้าบ่าวหมาดๆ ในใจ อีกทั้งพยายามเก็บระดับสายตาเอาไว้ไม่เผลอหันไปมอง และความหื่นของเจ้าบ่าวทำให้เจ้าสาวลืมเรื่องไม่สบายใจไปจนหมดสิ้น“ให้ตายเถอะ คุณย
บทส่งท้ายสามเดือนต่อมา ณ บ้านณรงค์พล ซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่จัดงานแต่ง เลี้ยงแขกแบบปุบเฟ่ต์ โดยในงานประดับประดาด้วยดอกกุหลาบสีหวาน จัดเป็นซุ้มต่างๆ ไว้อย่างสวยงามและลงตัว...เมื่อทุกคนกล่าวอวยพรและทิ้งให้เจ้าสาวเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอเพียงลำพัง สายตาคมกล้าก็เพ่งมองเจ้าสาวของตัวเองที่นั่งอยู่หน้ากระจกอย่างชื่นชม เจ้าสาวในชุดสไตล์เกาะอกในโทนสีขาว เพิ่มความเก๋ของชุดด้วยการตัดเย็บผ้าลูกไม้บางๆ สีเงินระยิบระยับบริเวณแขนและช่วงไหล่ ยาวไปถึงช่วงตัว ทำให้ชุดแต่งงานดูสวยชวนมอง สร้างความประทับใจให้พ่อแม่เจ้าบ่าวและผู้คนในงานชมไม่ขาดปาก และนั่นไม่สำคัญเท่าคนในครอบครัวเขาที่ชมกันต่อหน้า“วันนี้ พี่ชายไม่ทำให้น้องผิดหวังเลยนะคะ หาพี่สะใภ้ทั้งสวยและแกร่งมาให้ ‘ธนเกียรติ’” คำพูดน้องสาวที่ยอมทิ้งลูกและสามีมาเป็นแม่งานเองอยู่หลายวัน โดยน้องเขยมาก่อนงานแค่วันเดียวแล้วรีบกลับ เพื่อไปดูแลไร่กาแฟและโรงงานที่มีออเดอร์เพิ่มจนน่าตกใจ ส่วนธาริณีอยู่ช่วยงานจนจบ โดยตลอดทั้งวันเธอเอ่ยชมไม่ขาดปากพร้อมพ่อกับแม่ก็พลอยเห็นด้วย จนเจ้าบ่าวอย่างเขายิ้มแก้มแทบปริ“เป็นไงเหนื่อยมั้ย” เจ้าบ่าวในชุดทักสิโดสีขาวยืนโอบไหล
สำนึกได้ก็ไม่สาย“ขอบคุณ แต่ฉันละอายใจเกินกว่าจะรับไว้” เพื่อนวัยเดียวกันที่ยังมีสายใยผูกพันเอ่ยบอก อีกฝ่ายส่งยิ้มอุบอุ่นกลับไป ก่อนจะตอบตามความตั้งใจเดิม“เด็กมันเต็มใจให้ และเป็นการขอโทษ ที่มันได้ทำล่วงเกินเอาไว้” ดิษกุลอดผันหน้าไปทางอื่นไม่ได้ ด้วยความละอายแก่ใจนัก คำพูดนั้นน่าเป็นตนเองที่พูดออกไป ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น“ฉันต่างหากที่ควรจะพูดคำว่าขอโทษ จนทำให้เด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว มาจมอยู่กับความทุกข์ ที่ฉันได้ก่อขึ้น”“มันจบไปแล้วเพื่อน ต่อไปเราก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน” ประโยคนี้เรียกความตื่นเต้นให้สองหนุ่มสาวเป็นอย่างมาก หากแต่สร้างความปีติให้คนสูงวัยทั้งสองฝ่ายเช่นกัน“เอ่อ...” เสียงเหมือนจะค้านหากแต่หยุดชะงักไว้ แม้จะปลื้มอยู่มาก ที่ลูกจะเป็นฝั่งเป็นฝา ผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็ยังมีความเคลือบแคลงอยู่“นายจะกลัวอะไรอีก หรือนายไม่พอใจ นายก็เอาไม้ฟาดหัวลูกชายฉันก็ได้ ฉันไม่ว่านะ” พ่อฝ่ายเจ้าบ่าวออกแรงหนุน เมื่อคิดว่าพ่อฝ่ายเจ้าสาวยังคงไม่ไว้ใจให้ลูกชายตนดูแลดวงใจที่ตนเองถนอมเลี้ยงดูมา“หา... พ่อ!” คนมีชนักติดตัวสะดุ้ง พรางเรียกพ่อเสียงหลง ‘วอนให้ลูกชายเจ็บตัวมั้ยล่ะนั้น’ เขาได้แต่ฟิ
โอบรักให้กัน“ขอบคุณค่ะแม่...” น้ำเสียงสั่นเครือพยายามเปล่งออกมาเมื่อผู้เป็นแม่ยืนยันความตั้งใจอีกครั้ง ก่อนจะก้มมองของขวัญบนคอตนเองผ่านกระจกเงา หากแต่ความสวยงามของเพชรนั้นกลับไม่เรียกความสดชื่นจากใบหน้าเธอได้ ก่อนจะหันมาโอบเอวผู้เป็นแม่แล้วซบใบหน้าลงเพื่อซึมซับความอบอุ่นที่นานมากแล้วเธอไม่เคยแสดงกิริยาแบบนี้ ด้วยความที่อยู่ห่างไกลกันเนิ่นนานกว่าร่างบางจะผละห่าง“กลัวหรือลูก” นางเอ่ยถามเมื่อพิศมองใบหน้าที่แต้มสีสันไว้เพียงบางๆ หากสวยน่ามอง แต่ตัดกับสีหน้าหม่นหมอง จนนางรู้สึกใจคอไม่ดีแต่ก็นั้นล่ะ นางเองก็หวั่นใจอยู่ไม่น้อย แต่พยายามปิดความรู้สึกเอาไว้...เมื่ออีกฝ่ายให้โอกาสเธอก็อยากทำในสิ่งที่สมควรที่สุด“ค่ะ” เธอตอบกลับไปเสียงแผ่ว มือเรียวยื่นไปจับไหล่ลูกแล้วบีบเบาๆ ให้กำลังใจ“ลงไปกันเถอะ” นางเอ่ยชวนพร้อมดันร่างบางให้เดินออกไป นางรู้ว่าลูกสาวเครียดด้วยเรื่องอันใด หากไม่ใช่คำพูดของผู้เป็นพ่อในวันนั้น...‘อย่าให้พ่อรู้นะว่าลูกยังติดต่อกับฝ่ายนั้นอีก’ ทันทีที่ถูกซักถามจนได้ความผู้เป็นพ่อก็ออกคำสั่งห้ามทันที‘แล้วเรื่องที่เขาจะมาบ้านล่ะทำไง’ น้ำเสียงกริ่งเกรงเอ่ยถามสามี ที่บัดนี้หน้าบู
กู่รักเชื่อมสัมพันธ์ท่าทางสำรวมเก็บตัวของคนใช้ในบ้าน ทำให้เบญจาหันมามองหน้าผู้ชายนิสัยเสียของเธอ แล้วหันกลับมาถามคนในบ้าน “มีอะไรกันหรือเปล่า” แม่บ้านคนสนิทส่ายหน้ารัว เธอจึงหันมองชายหนุ่มอีกครั้ง สีหน้าเหนื่อยหน่าย“คุณทำอะไรกับคนในบ้านเบญคะ”“ก็ไม่ได้ทำอะไร แค่บอกและแนะนำตัวก็เท่านั้น”“เท่านั้นของคุณมันเท่าไหน”“ไม่เอาน่าที่รัก ผมแค่ให้ทุกคนรู้ว่าคุณเป็นเมีย และเท่ากับผมก็เป็นเจ้านายของเขา” เขาอึกอักตอบ รู้อยู่ว่าเธอต้องเคือง แต่ก็ไม่อยากให้เรื่องทุกอย่างเป็นความลับอีกต่อไป“เฮ้ย! จะบ้าหรือเปล่า คุณบอกคนของเบญแบบนี้ได้ไง” สาวเปรี้ยวตาเหลือกลานเข่นเขี้ยวเคี้ยวฟัน เธออยากให้เรื่องนี้เงียบที่สุด แต่ผู้ชายเอาแต่ใจกลับมาเปิดความสัมพันธ์จนออกนอกหน้าตายแน่ หากเข้าหูพ่อแม่! ต้องกำชับทุกคนให้เก็บเรื่องนี้เป็นความลับต่อไป...เธอครุ่นคิดและคิดว่าต้องหาจังหวะกำชับคนในบ้านเมื่อวัชรพลเผลอ “บ้าที่ไหน” เขาทำหน้าหงอย ไม่อยากทะเลาะกับหญิงสาวขึ้นมาดื้อๆ“บ้า ทำอะไรไม่บอกกล่าว น่าเกลียดที่สุด” เธอยังด่าไม่เลิก หากแต่แปลกใจไม่น้อยที่ดูอีกฝ่ายใจเย็นลง“อย่าด่าผมอีกเลยนะเบญ” ประกายตาเว้าวอนหาก







