LOGINแม้จะเป็นผู้ชายที่สาวๆหมายตา หากแต่ อณาธิป ธนเกียรติ นักธุรกิจคลื่นลูกใหม่มาแรง กลับร่ำร้อง หึงหวง ผู้หญิงที่ได้ชื่อว่า นางบำเรอ ที่เขาผูกมัดด้วย สัญญาเถื่อนอย่าง ณริสา ณรงค์พล ยามที่ผู้ชายอื่นอยู่ใกล้ “ทำไม ผู้หญิงอย่างคุณ ต้องจับเนื้อต้องตัวในที่โล่งแจ้งใช่มั้ย ถึงจะจับได้” “ใช่ แต่หากเป็นคุณ ที่ตรงไหนมันก็จับไม่ได้ทั้งนั้น” “ทำไม หรือไอ้ที่ผมสนองให้คุณมันไม่ถึงใจหรือไง” “ใช่ จำเอาไว้ด้วยว่า ที่คุณแตะเนื้อต้องตัวฉัน มันจืดชืดไร้น้ำยา แล้วไอ้เสียงที่คุณว่าฉันครวญคราง ยามที่คุณปรนเปรอให้ ฉันก็แค่สงเคราะห์ให้คุณดีใจเล่นก็เท่านั้น” ณริสาโต้กลับด้วยอารมณ์เดือดดาล และนั้นทำให้อณาธิปอารมณ์ขาดผึง!
View Moreหลายปีก่อน...
แฟ้มเอกสารถูกโยนลงบนโต๊ะจนเกิดเสียงดัง พร้อมกันนั้นสิ่งที่วางเป็นระเบียบอยู่ก่อนแล้วก็ตกกระเด็นออกจากจุดเดิม บางอย่างหล่นกลิ้งหลุน ๆ ไปไกล เจ้าของโต๊ะได้แต่แปลกใจ มองสิ่งที่ถูกโยนลงมาตรงหน้าก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ และถามคำถามออกไป
“เป็นอะไร ทะเลาะกับเมียแล้วมาลงที่โต๊ะของฉัน” คำเย้าแหย่นั้น ทำเอาคนหงุดหงิดสะดุ้งก่อนจะปรับสีหน้านิ่ง
“ทำเป็นเล่น” คนไม่ตอบคำถามย้อนกลับเสียงขรม
มือเรียวหนาทั้งสองข้างยกขึ้นสูงระดับอก บ่งบอกว่ายอมจำนน
“เออ ว่ามา อะไรทำให้นายเป็นแบบนี้” เจ้าของโต๊ะเอ่ยคำถามจริงจัง แล้วจ้องมองคนแสดงอาการหงุดหงิดอย่างรอฟัง
“นายทำแบบนี้เท่ากับฆ่าบริษัทตัวเอง” เพื่อนร่วมก่อตั้งบริษัทว่าเสียงกร้าว ขณะที่คนบนเก้าอี้ผสานนิ้วมือเข้าหากัน สีหน้าเรียบนิ่งแต่ภายในใจครุ่นคิดจ้องตอบ เพื่อค้นหาความรู้สึกที่แท้จริงบนใบหน้าเพื่อนรักที่เรียนมาด้วยกันจนเวลาล่วงเลยต่างคนต่างมีครอบครัว แต่ความสัมพันธ์ยังแน่นแฟ้น ไว้ใจซึ่งกันและกัน เมื่อต่างคนต่างไม่มีพี่น้องคลานตามกันมา เพื่อนที่มีจึงเสมือนญาติสนิทก็ว่าได้ กระทั้งตัดสินใจจูงมือกันมาเปิดบริษัทรับเหมาก่อสร้าง ผ่านมาเกือบปีทุกอย่างกำลังไปได้สวย กระทั้งวันนี้...
“ยังไม่ถึงขนาดนั้นหรอก นายอย่าคิดมากสิ”
นาธรเอ่ยเสียงเรียบแต่คนฟังกลับไม่รู้สึกดี
“ไม่ให้คิดมากได้ไง ราคาต้นทุนสูง แต่ประมูลวงเงินต่ำ เห็นยัง ว่าไม่มีใครให้ราคาต่ำขนาดนั้น เพราะเขาดูแล้วว่าหากประมูลรอบนี้ได้ มีเข้าเนื้อกันชัวร์” ดิษกุลว่าหน้าเครียด
เจ้าของโต๊ะทำงาน ยังมีใบหน้าเรียบนิ่งผิดจากนิสัยขี้เล่นยามอยู่ด้วยกัน ต่างจากบุคคลที่ยืนอยู่ ที่ปกติเป็นคนสุขุม แต่วันนี้กลับมีสีหน้าถมึงทึงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
นาธรมั่นใจว่าเพื่อนรักต้องมีเรื่องกับภรรยามาก่อนเป็นแน่ เพราะเขาเองได้ยินข่าวซุบซิบเรื่องที่นางทำตัวเป็นสาวโสด ทิ้งลูกวัยสามขวบเศษให้อยู่กับคนใช้ เที่ยวเตร่กลับดึกค่อนคืน จ่ายเงินเป็นเบี้ย ส่วนสามีเป็นคนเงียบนิ่ง ทำแต่งาน รักครอบครัว มุ่งมั่นสร้างฐานะ เมื่อเหนื่อยทั้งงานเหนื่อยทั้งใจ คงสะสมปัญหาไว้จนเต็มที่จนหาที่ระเบิด และนั่นเขาไม่ถือสา หากเพื่อนจะระบายใส่เขา
แต่เรื่องงานเขายอมรับว่าการประมูลครั้งนี้วงเงินต่ำสุดหากเทียบกับการประมูลครั้งอื่นเมื่อหักลบกันแล้ว
“ฉันขอโทษ แต่คงไม่ทำให้เราถึงกับเข้าเนื้อหรอกเชื่อฉันสิ”
นาธรเอ่ยเสียงเครียดเมื่อเพื่อนรักสีหน้าไม่คลายลง เพราะครั้งนี้เขาเองก็ผิดที่เปลี่ยนแผนในมติประชุมในราคาประมูลที่ตกลงกันไว้ แต่พอถึงวันยื่นซองประมูล เขากลับเปลี่ยนตัวเลขเพียงลำพังเพื่อให้ได้งานครั้งนี้ เพราะมั่นใจว่าคู่แข่งคนอื่น ๆ ก็อยากได้เช่นกัน และมีแววว่าจะแพ้หากยื่นราคาตามที่มติประชุมลงความเห็นกัน
แต่ครั้งนี้ไม่คิดว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ กระทั้งทำให้เพื่อนรักไม่คิดฟังเหตุผลจากเขา
จากที่คาดคะเนไว้ว่าไม่ขาดทุนเป็นแน่ก็เป็นจริง เมื่อโครงการก่อสร้างสำเร็จ แต่กำไรที่หักต้นทุนและค่าใช่จ่ายต่าง ๆ ที่เหลือหารสองก็ได้น้อยกว่าครั้งไหน ๆ แต่ดิษกุลก็ยังมีทีท่าห่างเหินไม่ทักทายเพื่อนรักอย่างเคย เจอกันก็ต่อเมื่อมีการประชุมร่วมกันเท่านั้น
นาธรเริ่มหวั่นวิตก...เพราะอะไร หากเขาอยู่แล้วสร้างความลำบากใจ เห็นทีต้องแยกเพื่อความสบายใจของเพื่อนรัก
“โอ๊ยสา นี่อย่าบอกนะว่าครั้งแรกของเราก็ติด น้องธิปน้อยกับน้องสาน้อยแล้ว” คนมั่นใจในตัวเองเอ่ยสีหน้าแช่มชื่นขึ้นเมื่อมีความจริงที่เป็นไปได้มาหักล้างกัน เจ้าสาวหมาดๆ ได้แต่พยักหน้า“โอ๊ย แบบนี้ผมสิ ต้องเร่งต่อแขนต่อขาให้ลูกผมแล้ว” สีหน้ากระวีกระวาดดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ทำเอาณริสามองภาพนั้นแล้วน้ำตาเรื่อด้วยความปลาบปลื้ม และยิ่งไปกว่านั้น ริมฝีปากหนาก้มลงจุมพิตหน้าท้องที่ยังคงแบนราบอยู่ดังจ๊วบ จนณริสาขนชี้ชันไปทั่วกาย สวมกอดเขาอย่างรักสุดซึ้ง“สา ทำไมคุณหวานอย่างนี้...” เสียงกระเส่าเอ่ยถามหากแต่ไม่ต้องการคำตอบ ไม่ว่ากี่ครั้ง...เธอก็หวานสำหรับเขาเสมอไม่ว่าสัมผัสลงไปตรงจุดใด ก่อนจะพรมจูบดูดเม้มไปทั่วสัดส่วนโค้งมนร่างบางบิดเกร็งเมื่อคนบนร่าง ครอบครองก้อนเนื้อนุ่มหยุ่น ทั้งดูดดื่มขบกัดราวกับทารกน้อย หิวกระหาย“คุ คุณธิป...ฮ่าส์” เธอส่งเสียงคราง กลางกายสาวเริ่มกระตุกถี่ๆ เมื่อมือหนาที่ช่ำชองใช้ทั้งปลายนิ้วปลายลิ้นตวัดสัมผัสรุกไล่โรมรัน กายสาวที่ไร้ประสบการณ์ยิ่งสะท้านไหวสองเสียงครางประสานกันอย่างกระสันปนทรมานแสนหวานที่พร้อมใจกันปรนเปรอ ปากหนาระดมกดจูบเลาะเล็ม ไปในที่ที่ต้องการ พร้อมมือหนาสอดนิ
“ดีแล้ว งานมงคล เจ้าสาวต้องปล่อยใจให้ว่างและคิดแต่เรื่องของเราเท่านั้น...” ท่าทางกรุ้มกริ่มเริ่มแต้มสีสันให้ใบหน้าเจ้าสาวอีกครั้ง“เดี๋ยวผมปลดซิปให้” ว่าแล้วก็รีบเอื้อมมือจับซิปที่อยู่ตรงต้นคอแล้วรูดลงจนสุด โดยที่เจ้าสาวไม่ทันตั้งตัวซิปก็ลงไปจนสุดทาง เผยให้เห็นแผ่นหลังเนียนลออล่อตาล่อใจ จนต้องแอบกลืนน้ำลายลงคอ“ขอบคุณค่ะ แต่ให้ดีช่วยหยิบผ้าขนหนูให้สาด้วยซิคะ” เสียงหวานตอบรับ ได้ทีใช้เจ้าบ่าวต่อ อีกฝ่ายทำตามอย่างไม่อิดออด“ขอบคุณค่ะ” เธอกล่าวขอบคุณสามีสมบูรณ์แบบอีกครั้ง ก่อนจะรีบรับผ้าขนหนูมาพันตัวเองไว้ เมื่อความเย็นของแอร์เริ่มปะทะผิวกายจนรู้สึกหนาวสะท้าน ก่อนจะค่อยๆ รูดชุดเจ้าสาวออกจากตัวอย่างระมัดระวัง และเมื่อถอดเสร็จเรียบร้อยเธอก็วางชุดไว้บนเตียงก่อนจะจัดการผมที่เกล้าไว้“มาผมช่วย” เสียงทุ้มที่หายไปสักพัก ดังแทรกขึ้น และนั้นทำเอาณริสาทำอะไรไม่ถูก หน้าเห่อร้อน เมื่อเธอเห็นว่าเขาไม่มีอะไรปกบิดร่างกายเลยแม้แต่น้อย‘อ๊าย ตาบ้า!’ เธอก่นด่าเจ้าบ่าวหมาดๆ ในใจ อีกทั้งพยายามเก็บระดับสายตาเอาไว้ไม่เผลอหันไปมอง และความหื่นของเจ้าบ่าวทำให้เจ้าสาวลืมเรื่องไม่สบายใจไปจนหมดสิ้น“ให้ตายเถอะ คุณย
บทส่งท้ายสามเดือนต่อมา ณ บ้านณรงค์พล ซึ่งถูกเปลี่ยนให้เป็นสถานที่จัดงานแต่ง เลี้ยงแขกแบบปุบเฟ่ต์ โดยในงานประดับประดาด้วยดอกกุหลาบสีหวาน จัดเป็นซุ้มต่างๆ ไว้อย่างสวยงามและลงตัว...เมื่อทุกคนกล่าวอวยพรและทิ้งให้เจ้าสาวเจ้าบ่าวอยู่ในห้องหอเพียงลำพัง สายตาคมกล้าก็เพ่งมองเจ้าสาวของตัวเองที่นั่งอยู่หน้ากระจกอย่างชื่นชม เจ้าสาวในชุดสไตล์เกาะอกในโทนสีขาว เพิ่มความเก๋ของชุดด้วยการตัดเย็บผ้าลูกไม้บางๆ สีเงินระยิบระยับบริเวณแขนและช่วงไหล่ ยาวไปถึงช่วงตัว ทำให้ชุดแต่งงานดูสวยชวนมอง สร้างความประทับใจให้พ่อแม่เจ้าบ่าวและผู้คนในงานชมไม่ขาดปาก และนั่นไม่สำคัญเท่าคนในครอบครัวเขาที่ชมกันต่อหน้า“วันนี้ พี่ชายไม่ทำให้น้องผิดหวังเลยนะคะ หาพี่สะใภ้ทั้งสวยและแกร่งมาให้ ‘ธนเกียรติ’” คำพูดน้องสาวที่ยอมทิ้งลูกและสามีมาเป็นแม่งานเองอยู่หลายวัน โดยน้องเขยมาก่อนงานแค่วันเดียวแล้วรีบกลับ เพื่อไปดูแลไร่กาแฟและโรงงานที่มีออเดอร์เพิ่มจนน่าตกใจ ส่วนธาริณีอยู่ช่วยงานจนจบ โดยตลอดทั้งวันเธอเอ่ยชมไม่ขาดปากพร้อมพ่อกับแม่ก็พลอยเห็นด้วย จนเจ้าบ่าวอย่างเขายิ้มแก้มแทบปริ“เป็นไงเหนื่อยมั้ย” เจ้าบ่าวในชุดทักสิโดสีขาวยืนโอบไหล
สำนึกได้ก็ไม่สาย“ขอบคุณ แต่ฉันละอายใจเกินกว่าจะรับไว้” เพื่อนวัยเดียวกันที่ยังมีสายใยผูกพันเอ่ยบอก อีกฝ่ายส่งยิ้มอุบอุ่นกลับไป ก่อนจะตอบตามความตั้งใจเดิม“เด็กมันเต็มใจให้ และเป็นการขอโทษ ที่มันได้ทำล่วงเกินเอาไว้” ดิษกุลอดผันหน้าไปทางอื่นไม่ได้ ด้วยความละอายแก่ใจนัก คำพูดนั้นน่าเป็นตนเองที่พูดออกไป ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยขึ้น“ฉันต่างหากที่ควรจะพูดคำว่าขอโทษ จนทำให้เด็กไม่รู้เรื่องรู้ราว มาจมอยู่กับความทุกข์ ที่ฉันได้ก่อขึ้น”“มันจบไปแล้วเพื่อน ต่อไปเราก็จะเป็นทองแผ่นเดียวกัน” ประโยคนี้เรียกความตื่นเต้นให้สองหนุ่มสาวเป็นอย่างมาก หากแต่สร้างความปีติให้คนสูงวัยทั้งสองฝ่ายเช่นกัน“เอ่อ...” เสียงเหมือนจะค้านหากแต่หยุดชะงักไว้ แม้จะปลื้มอยู่มาก ที่ลูกจะเป็นฝั่งเป็นฝา ผัวเดียวเมียเดียว แต่ก็ยังมีความเคลือบแคลงอยู่“นายจะกลัวอะไรอีก หรือนายไม่พอใจ นายก็เอาไม้ฟาดหัวลูกชายฉันก็ได้ ฉันไม่ว่านะ” พ่อฝ่ายเจ้าบ่าวออกแรงหนุน เมื่อคิดว่าพ่อฝ่ายเจ้าสาวยังคงไม่ไว้ใจให้ลูกชายตนดูแลดวงใจที่ตนเองถนอมเลี้ยงดูมา“หา... พ่อ!” คนมีชนักติดตัวสะดุ้ง พรางเรียกพ่อเสียงหลง ‘วอนให้ลูกชายเจ็บตัวมั้ยล่ะนั้น’ เขาได้แต่ฟิ