Mag-log in[ไวน์]
ก่อนหน้านี้…
“ไวน์ กูว่าคนที่มึงอุ้มเขาไปส่งห้องพยาบาลเมื่อวาน ต้องเป็นคนที่เขาลือกันว่าสะดุดลานเกียร์แน่ ๆ เลย” ไอ้ทิวที่ยืนสูบบุหรี่อยู่ข้างผมพูดขึ้น
“ถ้าใช่แล้วไงวะ” ผมเงยหน้าไปถามมันก่อนจะก้มลงมองจักรยานที่ตัวเองกำลังนั่งคร่อมอยู่ เท้าก็เตะ ๆ ล้อมันเบา ๆ แก้เซ็ง
“มึงไม่รู้เรื่องตำนานของลานเกียร์เราเหรอ ที่ว่าใครเดินสะดุดแล้วจะมีแฟนเรียนวิศวะอะ” มันพูดติดตลก รอยยิ้มของมันมีความกวนตีนปรากฎให้เห็น
“พวกผู้หญิงก็ชอบลืออะไรแปลก ๆ ไปงั้นแหละ ที่สำคัญข่าวลือก็มาจากเด็กปีหนึ่งที่เคยได้ยินจากในหนัง ในละคร ในซีรีย์ ไม่ก็ในนิยายไม่ใช่เหรอ” ผมเลิกคิ้วมองหน้ามัน คนจะเป็นแฟนกันไม่จำเป็นต้องสะดุดอะไรหรอก แค่สะดุดรักไม่ก็สะดุดตากันก็พอ
“แต่ก็ไม่แน่นะมึง เผลอ ๆ คนนี้อาจเป็นคนที่ฟ้าส่งมาดามใจให้มึงก็ได้” ไอ้ทิวผู้ที่อยากให้ผมมูฟออนได้สักทีพูดต่อ
“มึงพอเลยกับเรื่องรัก ตอนนี้กูขอพักก่อน” ผมบอกเซ็ง ๆ ที่จริงก็ไม่ได้เศร้าอะไรมากหรอก แค่ใกล้เรียนจบแล้วเลยไม่อยากสนใจเรื่องอื่น อีกอย่างถ้าจบแล้ว ทำงานแล้ว ผมคงได้เจอผู้คนอีกมาก ตอนนั้นคงได้เจอใครสักคนที่ทำให้ผมอยากเริ่มต้นใหม่ด้วย
“เออ แล้วนี่มึงกับมายด์เลิกกันแล้ว มายด์ได้คืนเกียร์ให้มึงป่าววะ” จู่ ๆ ไอ้แทนที่นั่งเล่มเกมอยู่ก็ถามขึ้น
พอพูดเรื่องนี้แล้วก็หงุดหงิดนิดหน่อย ไม่สิ หงุดหงิดมากเลยล่ะ แต่จะทำอะไรได้ล่ะ
“คืนเหี้ยไรล่ะ วันที่มาบอกเลิกกู กูก็ไม่เห็นว่ามายด์จะใส่มา พอกูถามหาแม่งก็โวยวาย คงทำหายไปแล้วมั้ง” ผมตอบเซ็ง ๆ ในใจก็นึกเสียดายนะกว่าจะได้มันมา แถมมันยังมีแค่อันเดียวอีก เอกผมสั่งทำเกียร์หรือฟันเฟืองที่เป็นสัญลักษณ์คณะเรามาเป็นแบบพิเศษ หลังขึ้นปีสองทุกคนจะได้เกียร์ที่สลักรหัสนักศึกษาของแต่ละคนไว้ มันพิเศษตรงที่สลักรหัสนักศึกษาไว้นี่แหละ แถมอันหนึ่งก็แพงมากด้วยเพราะใช้ปั้มตัวเดียวกันไม่ได้
“สัส เกียร์รุ่นเลยนะมึง แถมมีอันเดียวด้วย” ไอ้ทิวสบถออกมาพลางทำหน้าหงุดหงิด
“เออช่างแม่งเหอะ ถึงไม่มีเกียร์ก็ไม่ได้หมายความว่ากูจะมีเมียไม่ได้สักหน่อย แล้วก็ไม่ได้หมายความว่ากูจะเรียนไม่จบด้วย” ผมเลิกคิ้วใส่พวกมัน
“แล้วนี่มึงทำใจเรื่องมายด์ได้แล้ว? ใครมารักษาแผลใจให้ล่ะ” ไอ้ทิวถาม
“กูหายของกูเองนี่แหละ เขาไม่รักก็คือไม่รัก ต่อให้กูเมาเหมือนหมาเขาก็ไม่กลับมาหรอก”
“มึงลองจีบคนที่มึงอุ้มเขาเมื่อวานดิ กูว่าเขาน่ารักดีนะ” ไอ้แทนเงยหน้ามาพูด แต่ยังไม่ทันที่พวกผมจะคุยอะไรกันต่อ ไอ้ทิวก็พูดประโยคที่ทำให้ผมต้องหันไปมอง
“ไอ้ไวน์ นั่นคนที่มึงอุ้มเขาไปห้องพยาบาลเมื่อวานป่าววะ” ผมหันไปมองตามทิศทางที่ไอ้ทิวบุ้ยปากไป ก็เห็นว่าใครบางคนกำลังก้าวขาลงจากรถด้วยท่าทางทุลักทุเล ว่าแต่เมื่อวานเข่าแตกเลยนะ ทำไมวันนี้ยังมาเรียนอีก
“หวัดดี” เธอคนนั้นหันมามองเราพร้อมทักทายพวกผม สงสัยจะได้ยินเสียงไอ้ทิวพูดเมื่อกี้นี้
“หวัดดีครับคนสวย เราชื่อทิวนะ” ไอ้ทิวทักกลับพร้อมส่งยิ้มให้ตามแบบเสือผู้หญิง
“เราชื่อแทน” ไอ้แทนละสายจากหน้าจอโทรศัพท์ทักคนที่ปิดประตูรถลงมา
“เราชื่อเดือนหนาว เรียกหนาวเฉย ๆ ก็ได้” เธอแนะนำตัวกลับ พอสบตากับผมเข้าก็ส่งยิ้มมาให้ พอเห็นรอยยิ้มหวานแบบนั้นแล้วก็อดไม่ได้ที่จะส่งยิ้มตอบกลับไป
“ดีขึ้นแล้วเหรอ ทำไมมาเรียนล่ะ” ผมถามบ้าง
“ยังเจ็บแผลแล้วก็ปวดเข่าอยู่น่ะ จะหยุดก็ไม่ได้เพราะวันนี้อาจารย์จะคุยเรื่องโปร์เจ็ค เรากลัวไม่ทันเพื่อนน่ะ วันนี้กลุ่มเราไม่มีใครมาเรียนเลย”
“ขยันจัง” ผมแซวเธอ ซึ่งคนโดนแซวก็ยิ้มตอบ
“งั้นเราไปเรียนแล้วนะ”
“อื้ม” คุยกับจบเธอก็เดินขากะเผลกออกไป ดูจากท่าเดินแล้วคงจะปวดเข่าน่าดู
“เชี่ยไวน์ มึงไปส่งเขาสิวะ” ไอ้ทิวกระซิบ
“ทำไมวะ” ผมเลิกคิ้วถามมัน ก็ดูท่าทางมันสนใจเขาแล้วทำไมไม่ไปส่งเอง มาบอกผมทำไม
“ก็เขาเจ็บขาอยู่ อีกอย่างกูอยากให้มึงเริ่มต้นใหม่” มันบอกผมตรง ๆ
“กูบอกแล้วไงว่าจะพักเรื่องรักไว้ก่อน ตอนนี้เราต้องคิดเรื่องฝึกงานนะ” เพราะตอนปีสามพวกผมไม่ได้ลงฝึก ปีสี่เลยต้องรีบลง มันดีตรงที่มหาลัยผมเลือกได้ว่าจะฝึกปีสามหรือปีสี่นี่แหละ จะได้ไม่ต้องแย่งกัน
“สัสไวน์ ไปเถอะ” ไอ้แทนที่นั่งเงียบอยู่เงยหน้ามาบอกผม “ไปพิสูจน์ให้กูดูหน่อย ว่าอาถรรพ์ลานเกียร์มันจริงไหม สะดุดลานเกียร์แล้วจะได้แฟนเรียนวิศวะหรือเปล่า”
“นี่พวกมึงเป็นเชี่ยไรเนี่ย ทำไมอยู่ดี ๆ ก็มาเรื่องอาถรรพ์ลานเกียร์” ผมว่าพวกมันแต่ก็ยอมปั่นจักรยานออกมา
หลังจากที่ผมปั่นจักรยานไปส่งเดือนหนาวเสร็จ ผมก็เข้าเรียนด้วยอาการของคนที่ไม่ค่อยมีสมาธิ ผมไม่ได้ไปแถวนั้นตั้งแต่เลิกกับมายด์ พอวันนี้ไปส่งเดือนหนาวผมกลับไม่คิดถึงมายด์เลยสักนิด ได้แต่เห็นรอยยิ้มหวาน ๆ ของเดือนหนาวลอยเต็มหน้าไปหมด ไหนจะภาพตอนซ้อนจักรยานผม จับชายเสื้อผมไปด้วยอีก โคตรจะโรแมนติกอะแม่ง หรือว่าเธอจะเป็นคนที่ฟ้าส่งมาให้ดามใจผมจริง ๆ วะ
“เชี่ยเอ๊ย แล้วก็เกือบโป๊ะแตกเรื่องไปห้องสมุดด้วยนะ” ผมพึมพำกับตัวเองก่อนจะฟุบหน้าลงบนโต๊ะ ที่จริงผมไม่ได้จะไปห้องสมุดหรอก แต่หาข้ออ้างไปส่งเดือนหนาวนั่นแหละ
“อายฉิบหายเลย…”
[ไวน์]ในที่สุดวันที่ผมเรียนจบก็มาถึง ทุกคนที่บ้านมาเซอร์ไพรส์ผมหน้ามหาวิทยาลัย ทุกคนรับผมกลับบ้านด้วยตัวเอง ไม่ใช่รอรับผมที่สนามบินอย่างที่เราเคยนัดกันไว้เมื่อหลายวันก่อน“ไม่ได้มาแค่บ้านเรานะ” แม่ที่ผละออกจากอ้อมแขนผมเอ่ยก่อนจะบุ้ยปากไปยังสนามหญ้า “บ้านนั้นก็มาด้วย” ผมหันไปมองก็เห็นลุงหมอกับป้าฟา และที่ขาดไม่ได้ก็คือเดือนหนาว แฟนสาวของผม“ลุงหมอสวัสดีครับ ป้าฟาสวัสดีครับ” ผมทักทายผู้ใหญ่ทั้งสองท่านด้วยรอยยิ้ม เดินไปกอดป้าฟา กอดลุงหมอ ก่อนจะหันไปส่งยิ้มให้ใครบางคนที่เดินตามหลังลุงกับป้ามา“คิดถึงจัง” เราสองคนพูดขึ้นพร้อมกันขณะยืนยิ้มให้กันในระยะห่างที่ไม่ใกล้และไม่ไกลเกินไปเราสองคนส่งยิ้มให้กันอยู่อย่างนั้น ไม่รู้ว่านานแค่ไหน รู้แค่ว่าในใจอยากกระโดดกอดแน่น ๆ หอมแก้มหลาย ๆ ฟอดแล้วลากไปฟัดในห้องให้หายคิดถึง แต่เพราะผู้ปกครองของเราที่อยู่กันแบบครบครัน ทำให้ผมได้แต่ยืนมองดวงหน้าหวาน ๆ และอมยิ้มให้กันอยู่แบบนั้นเราสองคนโตแล้ว เรื่องที่ลึกซึ้งกว่านี้ผมคิดว่าผู้ใหญ่ที่เขาผ่านน้ำร้อนมาก่อนคงรู้นั่นแหละ ผมกับหนาวเข้าออกห้องกันบ่อยจะตาย คอนโดที่เราอยู่เป็นของครอบครัวหนาว ทำไมพวกท่านจะไม่รู้
[ไวน์]วันนี้ผมกับนิมาซื้อของใช้ด้วยกัน เหตุผลที่มากันสองคนก็เพราะเราเป็นคนไทยสองคนที่อยู่ในทีมเดียวกันแล้วเราก็สนิทกันพอสมควร ส่วนเพื่อนในทีมคนอื่น ๆ ส่วนมากจะเป็นต่างชาติและเป็นรุ่นพี่เรา เขาจะไม่ค่อยสุงสิงกับเราเท่าไหร่ เอาจริง ๆ คือเขาคุยกับเราแหละ แต่แค่ตอนเรียนแล้วก็ตอนทำงานน่ะ ส่วนนอกเวลาพวกเขาก็จะเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่มีใครยุ่งกับใคร“ไวน์จะซื้ออะไรอีกไหม ของนิครบแล้ว” คนข้าง ๆ หันมาถาม“ไม่ล่ะ ของครบแล้ว”“งั้นเราไปหาอะไรกินกันก่อนค่อยกลับดีไหม นิหิวแล้วอะ” คนข้าง ๆ ทำหน้าอ้อนใส่ ผู้หญิงอะเนอะ เดินผ่านร้านของกินที่ตกแต่งสวย ๆ ก็คงอยากเข้าไปนั่งกินแหละ พอเห็นนิแล้วก็คิดถึงหนาวขึ้นมา“อื้มไปสิ นิอยากกินอะไรล่ะ”“ไวน์ชอบกินอะไรเหรอ” คนข้าง ๆ ไม่ได้ตอบ แต่หันมาถามผมขณะเดินเข้าไปในโซนร้านอาหารพร้อมกัน“เรากินอะไรก็ได้ นิเอาที่นิอยากกินเลย”“ตามใจนิเหรอ ดีจังเลย” คนข้าง ๆ ฉีกยิ้มหน้าบาน ผมได้แต่ระบายยิ้มบาง ๆ ออกมาผู้หญิงพอมีคนตามใจคงหน้าบานกันทุกคนเลยนะ หนาวก็ชอบเวลาที่ผมให้เธอเป็นฝ่ายเลือกของกิน ผู้ชายน่ะกินง่ายอยู่แล้ว เธอเข้าร้านไหน เราก็แค่เลือกเมนูที่เรากินได้แค่นั้น ส่วน
[เดือนหนาว]เดือนหนาว : ทำไรอยู่Y eiei : กำลังออกไปข้างนอก วันนี้ไปดูงานนอกสถานที่เดือนหนาว : สู้ ๆ นะ หนาวเอาใจช่วยY eiei : คิดถึงจังเดือนหนาว : คิดถึงเหมือนกันY eiei : แค่นี้ก่อนนะ ไวน์ต้องไปแล้วเดือนหนาว : อื้มหลายเดือนแล้วที่ฉันกับไวน์คุยกันผ่านแอปพลิเคชั่นไลน์ เราโทรหากัน วีดีโอคอลหากันแค่ช่วงแรก ๆ เท่านั้น ไวน์กับฉันเวลาของเราเริ่มไม่ตรงกัน และเวลาว่างของไวน์ก็เหลือน้อยลงทุกวันเดือนหนาว : ทำไรอยู่เดือนหนาว : ไปเรียนยัง…เดือนหนาว : ตอนนี้หนาวกำลังเข้านอน ไวน์เรียนอยู่หรือเปล่า....เดือนหนาว : สู้ ๆ นะ คิดถึง....“ทำไมไม่ตอบนะ หรือว่าเรียนอยู่” หลายวันมาแล้วที่ไวน์เงียบหายไป นอกจากไม่ตอบข้อความของฉันแล้ว ไวน์ก็ไม่ได้อ่านด้วย แล้วก้ไม่ติดต่อมาฉันนอนพลิกตัวไปมาบนเตียง จ้องมองหน้าจอโทรศัพท์มือถือที่ไร้วี่แววการตอบกลับนานนับชั่วโมง คืนนี้ฉันคงนอนไม่หลับเหมือนเคย พอห่างกันแบบนี้แล้วก็อดหวั่นไหวไม่ได้แฮะบางครั้งฉันก็กลัวว่าไวน์จะมีคนใหม่ เราสองคนไม่ได้คุยกันเหมือนเมื่อก่อนแล้ว บางทีส่งข้อความไปวันนี้ กว่าไวน์จะตอบกลับก็สามวัน ไม่งั้นก็อ่านแต่ไม่ตอบ แต่ลุงอัคคีบอกว่าไวน์เ
[เดือนหนาว]“ไวน์ไม่ไปทันไหมอะ ไวน์คิดถึงหนาว” เสียงคนที่นอนหนุนตักฉันอยู่พูดขึ้น พรุ่งนี้เช้าไวน์จะต้องเดินทางไปต่างประเทศแล้ว ส่วนฉันก็คงช่วยงานแม่ที่นี่และเรียนต่อที่นี่ ไม่ได้ไปไหน“จะบ้าเหรอไวน์ แค่ปีสองปีเองนะ เราคุยกันรู้เรื่องแล้วนี่”“ก็ได้ ๆ งั้นคืนนี้เรารีบนอนกันเถอะ ไวน์อยากกอดหนาวนาน ๆ” คนหนุนตักอยู่รีบลุกขึ้นก่อนจะช้อนตัวฉันเข้าไปในห้องนอน วันนี้ไวน์มาค้างกับฉันที่คอนโด และคงเป็นคืนสุดท้ายที่เราจะได้นอนกอดกัน“ไหนบอกอยากกอดหนาวนาน ๆ ไง ถอดเสื้อผ้าทำไม” ฉันหรี่ตามองคนที่วางฉันลงบนเตียงแล้วก็รีบถอดเสื้อตัวเองออก ก่อนจะขึ้นมาคร่อมฉันไว้ด้วยความเร่งรีบ“ไวน์ร้อน” คนเจ้าเล่ห์ตอบพร้อมยิ้มกรุ้มกริ่ม“ห้องหนาวมีแอร์นะ”“โธ่ หนาวอะ ก็รู้อยู่ว่าไวน์หมายถึงอะไร ทำไมชอบแกล้ง”“รีบนอนได้แล้ว พรุ่งนี้ไวน์ต้องตื่นเช้า”“ขอบอกรักก่อนแล้วจะนอน อยากได้ยินหนาวบอกรักก่อนนอน”“ก็ได้ ๆ” ฉันว่าพลางโอบกอดรอบคอหนาเอาไว้ เราสองคนแลกรสจูบหวานล้ำแก่กัน ผลักกันซุกไว้ซอกคอ พลิกตัวกันไปมายามที่สลับกันตักตวงความหวานจากดอกบัวงามสองข้าง ก่อนจะบดเบียดสองกายเข้าหากันด้วยความเสน่หา ปล่อยอารมณ์และความต้องการใ
[ชีต้าร์]“อื้อพี่ทิว” ฉันร้องท้วงเจ้าของตักเมื่อมือใหญ่รูดเกาะอกฉันลงมาถึงเอวคอดด้วยความเร่งรีบ บั้นท้ายของฉันทับกับบางอย่างที่แข็งขันอยู่เบื้องล่าง ความรุ่มร้อนทำให้ฉันมีอาการแปลก ๆ“พี่ไม่มีถุงยาง แต่พี่สะอาดพอ ไม่เคยสดกับใคร” เสียงแหบพร่าบอกขณะซุกใบหน้าลงกลางเนินอกฉัน ใจหนึ่งอยากผลักเขาออกเพราะไม่มีอุปกรณ์ป้องกัน แต่อีกใจกลับโหยหาเพียงลิ้นอุ่นชื้นสัมผัสกับยอดดอกบัวน้อยตรงหน้า “เราล่ะ” เขาถามฉันกลับ“ตะ ต้าร์…สะอาดค่ะ” ฉันตอบไม่ไม่มองหน้า แต่ก็ต้องเชิดหน้าขึ้นจนได้เมื่อพี่เขาดูดดึงยอดดอกบัวน้อยรุนแรง “พี่ทิว อ๊า”เจ้าของตักกว้างวุ่นวายอยู่กับดอกบัวงามสองข้างเนิ่นนาน มือหนาสากลูบไล้แผ่นหลังฉันทั่ว ก่อนจะเคลื่อนต่ำลงมาบีบเคล้นบั้นท้ายรุนแรงพี่ทิวยกฉันให้ลุกขึ้นครู่หนึ่ง จัดการปลดเข็มขัดและรูดซิบกางเกงของตัวเองลง ควักอาวุธที่ซ่อนไว้ใต้ร่มผ้าออกมา เขาชักรูดมันสองสามครั้งก่อนจะกดบั้นท้ายฉันลงบนตักเขา“อ๊ะ พี่ทิวอื้ออ”“อ๊า ต้าร์นั่งลงเลย” เสียงกระเส่าของเราทั้งคู่ดังขึ้นพร้อมกันเมื่อฉันค่อย ๆ กดบั้นท้ายลงบนตักกว้าง ทว่าความรู้สึกเจ็บแปลบราวกับเนื้อหนังฉีกขาดก็ทำให้ฉันชะงัก ไม่ยอมทิ้งตั
[ทิว]พอรู้ว่าเป็นคนรู้จัก ก็สอบถามความได้ว่าชีต้าร์มาดื่มกับเพื่อนแล้วถูกฉุดมา แต่ยังไม่ทันจะได้ถามอะไร รถของผมที่ขับมาเรื่อย ๆ ก็เลี้ยวเข้าซอยบ้านของกระถินพอดี“เอาไว้ค่อยคุยกันนะต้าร์ เดี๋ยวถินจะโทรหา” กระถินหันไปบอกคนรุ่นเดียวกันกับเธอ ก่อนจะหันมาบอกผมให้หยุดรถ “จอดตรงนี้แหละลุง เดินไปอีกหน่อยก็ถึงบ้านถินแล้ว”“ไม่เป็นไร เดี๋ยวพี่ไปส่งให้ถึงที่เลย มืดแบบนี้อันตราย” ผมบอกคนที่ปลดเข็มขัดนิรภัยออก“รถลุงเข้าไม่ได้หรอก มันเป็นซอยเล็ก ๆ เข้าได้แต่มอไซค์ ตอนลุงไวน์ขับบิกไบค์มาส่งยังไปลำบากเลย”“อ้าวเหรอ งั้นกลับดี ๆ ล่ะ คืนนี้รับสายพี่ด้วยนะ เดี๋ยวไปถึงโรงพักแล้วจะโทรหา”“โอเคค่ะลุง ขอบคุณมากนะที่มาส่งถิน”“เค ๆ ไว้เจอกันที่ร้านวันพี่ไปดื่มนะ”ตอนนี้เบาะหลังของผมมีผู้หญิงคนหนึ่งนั่งกอดตัวเองด้วยท่าทีสั่นเทา ผมกับกระถินเคยเจอชีต้าร์ครั้งหนึ่งในงานแต่งงานญาติของเดือนหนาว ซึ่งตอนนั้นผม ไอ้แทน กระถิน แล้วก็เพื่อนของเดือนหนาว ไปงานในฐานะทีมเพื่อนฝั่งเจ้าบ่าว ที่จริงก็ไปช่วยงานนั่นแหละ ส่วนชีต้าร์เป็นทีมของเพื่อนเจ้าสาว แต่วันนั้นไอ้ไวน์มันไม่ได้ไปด้วย เพราะมันไปกินข้าวกับครอบครัวก่อนไปเรียนต







