เดือนแรกของการเป็นนักศึกษาชั้นปีที่หนึ่งในรั้วมหาลัยฯ ผ่านไปอย่างรวดเร็วราวกับเป็นเรื่องโกหก หมี่ที่ทำการเปิดตัวด้วยความอลังการจากสโลแกนและท่ากระตุกเป้าเขย่าไข่ในวันงานกิจกรรมรับน้องก็มีเพื่อนนักศึกษาและรุ่นพี่มากหน้าหลายตาให้ความสนใจและเข้ามาทำความรู้จักเป็นจำนวนมาก
ซึ่งปรากฎการณ์นี้เจ้าตัวก็ชอบอกชอบใจ เขาคิดไปเองว่าทุกคนเข้าหาเพราะเบ้าหน้าอันหล่อเหลาของตัวเอง แต่ความจริงคือทุกคนเข้าหาเพราะความร่าเริงแจ่มใสและความตลกเฮฮาของหมี่ต่างหาก
อีกด้านหนึ่ง อินที่อยากใช้ชีวิตด้วยความเรียบง่าย สบาย ๆ และไม่อยากเป็นดาวเด่นหรือเป็นที่สนใจของใครทั้งนั้น กลับไม่ได้อยู่อย่างสงบสุขตามที่คาดหวังไว้เพราะเหตุการณ์จากวันงานกิจกรรมรับน้องเช่นเดียวกัน
ในทุกวันเด็กหนุ่มจะตื่นนอนตั้งแต่ตีสี่เพื่อออกมายืดเส้นยืดสาย อบอุ่นร่างกายและเริ่มวิ่งเหยาะ ๆ ไปยังสวนสาธารณะที่อยู่ใกล้มหาลัยฯ เมื่อมาถึงสระน้ำกลางสวนก็พักยืดเหยียดแขนขาอีกครั้ง ก่อนจะเริ่มวิ่งกลับและแวะซื้อมื้อเช้ากลับไปกินที่ห้อง
กว่าจะถึงห้องก็ราว ๆ หกโมงกว่าเพราะต้องรอข้าวอยู่หลายนาที ร้านข้าวมันไก่เจ้านี้คนแน่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง อินเห็นพ่อค้าแม่ค้าหลายคนมาซื้อแบบเป็นห่อหลายสิบเจ้าคงเอาไปขายต่อเลยทำให้รอนาน ระหว่างนั้นก็นั่งพักให้หายเหนื่อยและรอให้เหงื่อแห้ง ก่อนจะลุกไปอาบน้ำ
ชีวิตในรั้วมหาลัยฯ ของอินถ้าตัดเรื่องที่สาวน้อยใหญ่มาตามกรี๊ดเขากับเรื่องของขวัญที่ใครก็ไม่รู้ชอบซื้อมาฝากออกไป ก็นับว่าเป็นชีวิตที่สงบดี ตื่นเช้าไปวิ่ง กินข้าว ไปเรียน ปีหนึ่งก็เรียนวิชาพื้นฐานทั่วไปไม่ได้เน้นเรียนทักษะกีฬาว่ายน้ำเท่าไหร่ ซึ่งก็ตรงตามที่เด็กหนุ่มคิดไว้
อินเลยทำได้เพียงฝึกตามตารางที่เขียนไว้เพื่อเตรียมพร้อมร่างกายอยู่เสมอและเขาก็ทำได้ดีมาตลอดหนึ่งเดือนเต็ม ทว่าการฝึกนี้ยังไม่ได้รวมการฝึกว่ายน้ำในสระเลย ปกติเขาก็ไปใช้บริการสระของศูนย์ฝึกแห่งหนึ่งใกล้บ้านแต่ตอนนี้มาอยู่มหาลัยฯ แล้ว คงต้องไปคุยเรื่องขอใช้สระว่ายน้ำของทางคณะฯ สักหน่อย
ส่วนเรื่องการเรียนทั่วไปในสายชั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง มีทั้งวิชาฟิสิกส์ เคมี ชีวะ ไหนจะวิชาสรีระหรือกายภาพนั่นอีกทำเอาเหล่านักศึกษาที่คิดว่าจะหนีมาเรียนพละสบาย ๆ ต้องถอนหายใจกันเป็นว่าเล่นเพราะพวกเขาเผลอหนีเสือปะจระเข้เข้าให้แล้ว
“อ๊ะ กลับมาแล้วเหรอ” เด็กหนุ่มเดินออกมาจากห้องน้ำก็ได้ยินเสียงทักทายจากคนตัวเล็กทันที
“อือ กูซื้อข้าวมันไก่มาให้ วันก่อนได้ยินมึงบ่นอยากกิน”
“หาววว อืมม กูไปอาบน้ำแป๊บ” อีกฝ่ายตอบรับทั้งที่ยังไม่ลืมตา ก่อนจะเดินตรงดิ่งเข้าห้องน้ำไป
ทางด้านของหมี่ซึ่งเรียนคณะคหกรรมก็ค่อนข้างหนักกว่าที่คิดเอาไว้ ดูท่าอีกฝ่ายจะเรียนรายวิชาพื้นฐาน เช่น วิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์ไม่เข้าหัวเลย กลับมาห้องทีไรมีสภาพหัวฟูทุกที ทว่าวันไหนที่เรียนคาบปฏิบัติคนตัวเล็กขอสู้ตาย ไอ้หมี่คนนี้จะเป็นเชฟอันดับหนึ่งให้ได้!!!
เรียนคหกรรมหนึ่งเดือนก็ได้รู้จักเครื่องครัวที่ไม่เคยได้เห็นมาก่อนแล้วก็มีเพื่อนใหม่สองคน รู้จักกันจากการทำงานกลุ่มในวิชาเรียน ถือเป็นบุญของหมี่แท้ ๆ ที่เพื่อนสองคนนั้นเรียนเก่งและคอยช่วยกันปลุกคนตัวเล็กที่มักจะหลับใหลในคาบเรียนให้ตื่นอยู่เสมอ
หมี่มักเป็นตัวสร้างความสุขให้กับผู้คนรอบข้างแต่ไม่ใช่กับรูมเมทเพราะหนึ่งเดือนนี้เวลาว่างของทั้งคู่แทบไม่ตรงกันเนื่องจากเรียนกันคนละคณะฯ ทำให้เจอกันแค่บางเวลา เช่น ช่วงเช้า ก่อนนอนหรือวันหยุดเสาร์อาทิตย์ และถึงแม้ว่าจะได้เจอกันบ้างแต่ทั้งคู่ก็แทบไม่ได้คุยกันเลย ทุกครั้งที่กลับถึงห้องต่างคนก็ต่างทำเรื่องของตัวเองอย่างกับอยู่ตัวคนเดียว
“มึง” ขณะที่อินกำลังแกะข้าวมันไก่ใส่จานก็ได้ยินคนตัวเล็กเรียก
“หืม”
“กูเหงา” และแล้วหมี่ก็พูดความในใจออกมาเพราะเขาไม่อยากทนกับสถานการณ์นี้อีกต่อไปแล้ว ขอฉวยโอกาสนี้เปิดหัวข้อสนทนาเลยแล้วกัน
“อะไรของมึงแต่เช้าเนี่ย” เด็กหนุ่มขมวดคิ้วมุ่นจนหน้าผากยู่เพราะงงงวยว่าอีกฝ่ายต้องการจะสื่ออะไร
“ช่วงนี้เราไม่ค่อยได้คุยกันเลยนะเว้ย กลับมาห้องทีไรกูก็รู้สึกเหมือนอยู่คนเดียวอ่ะ กูไม่ชอบอะไรแบบนี้เลย” คนฟังเริ่มประมวลผลจากคำพูดและการกระทำของอีกฝ่าย เวลาที่คนตัวเล็กเริ่มใช้น้ำเสียงงอแงคล้ายเด็กนั่นแปลว่ากำลังอยากได้อะไรบางอย่าง
“ไม่ชอบแล้วจะให้ทำยังไง” ตอนนี้อินเทน้ำซุปใส่ถ้วยเรียบร้อยแล้ว เหลือแค่รอคนกินเนี่ยแหละ
“กูเคยบอกมึงแล้วไงว่ากูชอบพูด แต่หนึ่งเดือนมานี้กูนับคำได้เลยว่าพูดกับมึงไปกี่คำ” เด็กหนุ่มยิ่งฟังก็ยิ่งไม่เข้าใจ อีกฝ่ายต้องการอะไรจากเขา ถ้าอยากคุยนักก็คุยสิ ในมหาลัยฯ มีคนให้คุยด้วยตั้งเยอะแยะ
“มึงก็พูดกับเพื่อนในห้องดิ” อินเลยตอบไปตามตรง คณะคหกรรมก็ใช่ว่าจะเด็กน้อยซะหน่อยหรือไอ้หมี่มันไม่พูดกับใครเลย คิดมาถึงตรงนี้ก็กังวลว่าอีกฝ่ายมีเพื่อนบ้างรึเปล่า นอกจากเพื่อนสองคนที่เคยเล่าให้เขาฟัง
“...มันเหมือนกันที่ไหนเล่า ไอ้บ้า...” ทางด้านของหมี่ที่ได้ยินคำตอบจากไอ้ยักษ์ตรงหน้าก็เริ่มโมโหขึ้นมาแต่เพราะอีกฝ่ายอุตส่าห์ซื้อข้าวมันไก่ที่ตัวเองอยากกินมาฝาก เลยไม่อยากโวยวายใส่
“มึงว่าไงนะ” ทว่าพอโดนอินกระตุกต่อมก็เผลอห้ามตัวเองไม่อยู่
“กูบอกว่ามันไม่เหมือนกันโว้ยยย!!!” คนตัวเล็กตะโกนตอบเสียงดังจนอินถึงกับต้องดุเสียงแข็ง มีแค่เรื่องนี้แหละที่เขาอยากให้คนตัวเล็กปรับปรุง การที่อีกฝ่ายงอแง เอาแต่ใจหรือชอบพูดมาก ไม่เป็นปัญหาเท่ากับการโวยวายเสียงดังแบบนี้เลย
“หมี่! บอกว่าอย่าตะโกนไงเกรงใจคนข้างห้องบ้าง” คนตัวเล็กได้แต่ก้มหน้างุดสำนึกในสิ่งที่ทำลงไป
“เออ ขอโทษ” พูดเสร็จก็นั่งลงตรงที่ประจำและกินข้าวมันไก่ในจาน ตักข้าวเข้าปากไปได้ไม่กี่คำ ก็เริ่มซักไซ้ต่อ
“แล้วสรุปจะเอายังไง”
“เรื่องอะไร” หมี่หน้าหงิกทันทีพลางนึกหงุดหงิดที่อีกฝ่ายยังใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างสบายใจ แล้วทำไมตัวเองถึงต้องน้อยใจแบบนี้ด้วยนะ
“ก็เรื่องของเราไง”
“เรื่องของเรา อะไรของมึง” อินถึงกับต้องเงยหน้าขึ้นมามองเพราะกลัวว่าเขาจะเข้าใจคำพูดนั้นคนละความหมายกับที่หมี่อยากสื่อ
“ไอ้อินนี่กูไม่ได้พูดเล่นนะ กูว่าเราต้องหากิจกรรมทำร่วมกันบ้าง แบบเสาร์อาทิตย์ทำขนมกินกัน ไปเดินเล่นตลาดนัด ไม่ก็เที่ยวห้างดูหนังไรงี้ กูว่าแบบนั้นน่าสนุกดีนะ ดีกว่าอยู่ห้องแบบเฉา ๆ เหงา ๆ อ่ะ” เด็กหนุ่มคิดตามข้อเสนอของคนตัวเล็กพลางพยักหน้าเห็นด้วย แต่...
“เสาร์อาทิตย์นี้ไม่ได้ กูมีนัดสายรหัส”
“มึงพากูไปด้วยได้มั้ย” ดวงตากลมสีน้ำตาลคาราเมลเปล่งประกาย
“มึงเข้าใจคำว่าสายรหัสมั้ยเนี่ย” แต่งานนี้เด็กหนุ่มขอไม่ใจอ่อนและไม่คล้อยตามการออดอ้อนของคนตัวเล็กอีกต่อไป
“ขี้งกว่ะ เลี้ยงกูเพิ่มอีกคนสายรหัสมึงไม่จนหรอก ว่าแต่พี่เค้าพาไปกินอะไรอ่ะ คดห่อกลับมาเผื่อกูด้วยดิ” หมี่พูดพลางทำหน้าบึ้งตึงแถมยู่ปากน่าเอ็นดู ขณะที่อินถึงกับต้องถอนหายใจในความไหลลื่นของคนตัวเล็กพลางคิดว่าอีกฝ่ายกะจะเอาให้ได้สักทางนึงเลยใช่มั้ย
“เหล้า” ว่าแล้วก็ตอบคำถามที่คนตัวเล็กสงสัย ซึ่งคำตอบนั้นทำให้ดวงตากลมของหมี่ต้องเบิกกว้าง
“หะ!ไหนมึงบอกว่านักกีฬาต้องรักษาสุขภาพไม่กินแอลกอฮอล์ไง”
“ปกติกูไม่กินแต่งานนี้คงต้องกิน” หมี่หน้าเหยเกขึ้นมาทันที
“บ้าอำนาจชะมัด ดีนะที่กูไม่ได้มีสายรหัสแบบนั้น” ก่อนที่มือเล็กจะเริ่มจับช้อนตักข้าวมันไก่เข้าปากอีกครั้ง
“หมี่” อินได้ยินแบบนั้นก็กดเสียงทุ้มต่ำเรียกชื่อของคนตัวเล็กเพื่อปรามไม่ให้อีกฝ่ายพูดจาอะไรเลยเถิดและไม่ให้เกียรติรุ่นพี่ไปมากกว่านี้
“อยู่กับมึงเหมือนมีพ่อคนที่สองเลยว่ะ มันหนักกว่าการมีพี่อีกนะ” เมื่อโดนดุถึงสองครั้งตั้งแต่เช้า คนตัวเล็กก็ได้แต่ขยับปากบ่นอุบอิบเสียงเบา
เด็กหนุ่มส่ายหัวให้อีกฝ่าย หมี่คงไม่รู้ตัวเลยว่าสิ่งที่ทำลงไปเมื่อครู่มันน่าเอ็นดู น่ามันเขี้ยวขนาดไหน อินก้มมองเวลาในโทรศัพท์มือถือและบอกให้คนตัวเล็กรีบกินข้าว ก่อนที่เขาจะตักข้าวมันไก่คำสุดท้ายเข้าปากไป
“มึงไม่ลืมอะไรแน่นะ กูจะปิดห้อง” เด็กหนุ่มยืนถือกุญแจจ่อลูกบิดประตูห้องไว้และหันไปถามรูมเมท ก่อนจะได้ยินเสียงเล็กแหลมตอบกลับมา
“ปิดเลย กูไม่ลืมอะไรแล้ว...แต่ถึงกูจะลืม กูก็กลับมาเอาได้ป่ะวะ” จะว่าไปก็ถูกตามที่อีกฝ่ายพูด อินเลยอดคิดไม่ได้ว่านี่เขาเผลอทำตัวจู้จี้จุกจิกจนน่ารำคาญอีกแล้วรึเปล่านะ
เมื่อเดินมาถึงชั้นล่างก็เจอกันต์ที่นั่งรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งสามคนตรงไปขึ้นรถสวัสดิการของมหาลัยฯ เพื่อนั่งไปยังตึกคณะฯ ของตัวเอง และเพราะตึกของหมี่จะถึงก่อนตึกของอิน เจ้าตัวเลยกระชับกระเป๋าสะพายให้แน่นขึ้นเพื่อเตรียมตัวลง
“กูไปก่อนนะ ไว้เจอกันตอนเย็นนน” ขณะที่กำลังจะเดินลงจากรถก็ยังไม่วายหันมาโบกมือลาเด็กหนุ่มอีกด้วย
“อืม” อินที่เริ่มชินแล้วก็ส่งเสียงขานรับในลำคอและนั่งรถไปเรื่อย ๆ จนถึงหน้าตึกคณะฯ วิทย์กีฬา
.
.