LOGIN
อินทุอรเป็นเด็กที่เติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่แยกทางกัน เธออาศัยอยู่กับตาและยายในบ้านเช่าหลังเล็ก ๆ ทั้งสองมีอาชีพเก็บของเก่าขาย ไม่ว่าจะเป็นกล่องกระดาษหรือพลาสติก ยายของเธอมีอายุมากกว่าตาถึงหนึ่งรอบ ยายนิ่มอายุ 76 ปี ส่วนตาชิตอายุ 64 ปี ปัจจุบันอินทุอรกำลังเรียนอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5
เด็กสาวอยู่ในวัยที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโต ความเป็นสาวเริ่มปรากฏชัด ทั้งสะโพกที่ผายออกและหน้าอกที่ขยายใหญ่เกินวัยตั้งแต่ตอนเรียนอยู่ชั้น ม.4 วันหนึ่ง ยายนิ่มเห็นความจำเป็นจึงพาหลานสาวไปซื้อชุดชั้นใน แต่ด้วยความที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี เมื่อคนขายแนะนำให้ซื้อไซซ์เล็กที่ราคาประหยัดกว่า ยายจึงตัดสินใจซื้อตามนั้น
“หนูเข้าไปลองชุดสิจ๊ะ” ยายสั่ง
คนขายพาอินทุอรไปยังห้องลองชุด เด็กสาวถอดเสื้อตัวนอกออก เธอต้องใส่เสื้อคลุมทับไว้เสมอเพราะไม่ต้องการให้ใครสังเกตเห็นหน้าอกที่ใหญ่โตผิดปกติ เธอถอดเสื้อกล้ามตัวจิ๋วออกแล้วลองสวมบราตัวใหม่หน้ากระจกบานใหญ่ในห้องลอง มันเป็นบราที่สวยถูกใจ แต่กลับเล็กเกินไปจนไม่สามารถปิดเนินอกของเธอได้หมด หลังจากรอนานเกินไป ยายนิ่มจึงเคาะประตูเรียก
“อร... เป็นไงบ้าง ใส่พอดีไหม?”
หลานสาวรีบเปิดประตูออกมา ยายเห็นขนาดหน้าอกของหลานแล้วถึงกับตกใจจนรีบปิดประตูห้องลองตามเดิม “เดี๋ยวยายไปขอตัวที่ใหญ่กว่านี้มาให้ลองนะ”
หลังจากเปลี่ยนเป็นตัวที่ขนาดพอดี ยายก็เข้ามาชื่นชมหลานสาวในห้องลอง “หลานยายซ่อนรูปจริง ๆ ยายไม่นึกว่าของหลานจะใหญ่โตเกินวัยขนาดนี้”
“มันโตเร็วมากจ้ะยาย” อินทุอรตอบ
เมื่อซื้อเสร็จเรียบร้อย ยายก็พาหลานสาวกลับบ้าน โดยมีตาชิตยืนสูบบุหรี่รออยู่ที่รถ
หลายสัปดาห์ต่อมา อินทุอรหาบราตัวใหม่ที่ซักตากไว้ไม่เจอ เธอจึงเดินหาไปทั่วบ้าน จนกระทั่งพบตาชิตกำลังนอนดมชุดชั้นในของเธออยู่บนที่นอน
ตาชิตกำลังเคล้าคลึงกางเกงในและบราของเธอแนบกับใบหน้าอย่างหลงใหล อินทุอรทำอะไรไม่ถูก เธอทำเป็นมองไม่เห็นและรอจนตาชิตออกจากบ้านไป จึงรีบนำชุดชั้นในไปซักใหม่อีกครั้งเพราะมีกลิ่นเหล้าและคราบน้ำลายติดอยู่
เธออยากฟ้องยายแต่ก็กลัวว่าหากทั้งสองทะเลาะกัน ชีวิตความเป็นอยู่ของเธอจะลำบากขึ้น จึงเลือกที่จะเก็บเงียบไว้ ตั้งแต่นั้นมาเมื่อซักชุดชั้นในแห้ง เธอจะรีบเก็บเข้าที่ทันที บางครั้งที่ผ้ายังไม่แห้งสนิทเธอก็จำเป็นต้องเก็บ เพราะมีชุดไม่มากนัก เงินที่ได้จากการรับจ้างล้างจานก็มีจำกัด จึงต้องคอยประหยัดเก็บหอมรอมริบไว้
อินทุอรอายุครบ 18 ปีบริบูรณ์ ทุกวันหลังจากเลิกเรียนเธอจะไปรับจ้างล้างจาน และช่วงดึกจะช่วยตาและยายแยกขยะขาย ชีวิตดำเนินไปเช่นนี้เรื่อยมา
กระทั่งหนึ่งปีผ่านไป...
คืนนี้ฝนตกหนักมาก ทั้งสามคนไม่สามารถออกไปเก็บของเก่าได้ อินทุอรจึงนำเงินที่ได้จากการรับจ้างล้างจานส่งให้ตายายเพื่อเป็นค่าอาหารในวันพรุ่งนี้
“ตากับยายเก็บเงินนี้ไว้นะคะ”
“หลานให้เงินแล้วก็รับไปสิไอ้ชิต แต่อย่าได้เอาไปกินเหล้าจนหมดนะมึง” ยายนิ่มกำชับสามีด้วยความระแวง เพราะทุกครั้งที่ตาชิตมีเงินมักจะหมดไปกับขวดเหล้าเสมอ
หลังจากทานมื้อเย็นที่มีเพียงปลากระป๋อง ทั้งสามก็เตรียมเข้านอน อินทุอรจุดเทียนไขเพื่อใช้เป็นแสงสว่างในการทำการบ้านเช่นทุกวัน บ้านของเธอไม่มีไฟฟ้าใช้ อาศัยเพียงตะเกียงและเทียนไข และเมื่อฝนตกหนัก หลังคาสังกะสีเก่า ๆ ก็เริ่มรั่วซึมลงมา
“ไปเอาขันมารองน้ำฝนสิ” เสียงยายดังมาจากอีกฝากของฉากกั้น
“ไม่ไหวแล้ว! เปียกไปหมดเลยที่นอนฉัน!” ตาชิตบ่นอุบเมื่อน้ำฝนหยดลงมาใส่ฟูกจนเปียกชื้นไปครึ่งค่อน ห้องของพวกเขาเป็นเพียงไม้อัดบาง ๆ กั้นไว้ อินทุอรจึงรีบเดินมาดู
“ที่นอนตาเปียกเหรอจ๊ะ?”
“เปียกหมดเลยจ้ะหนูอร”
“งั้นตามานอนที่นอนของหนูก่อนก็ได้ค่ะ หนูยังไม่นอน เดี๋ยวจะรีบทำการบ้านให้เสร็จก่อน”
ตาชิตยกฟูกที่นอนขึ้นพิงผนังแล้วเดินไปนอนที่ห้องของหลานสาว ฉากกั้นห้องถูกจัดวางไว้เพื่อความเป็นส่วนตัวและเพื่อไม่ให้แสงเทียนรบกวนการนอนของคนอื่น
อินทุอรไม่ใช่หลานแท้ ๆ ของตาชิต และพ่อแม่ของเธอก็ทิ้งไปนานแล้ว มีเพียงยายนิ่มและตาชิตที่ดูแลเธอมาตลอด
“หนูอรยังไม่นอนเหรอจ๊ะ?”
“จ้ะตา รอหนูจัดตารางสอนเสร็จก่อนนะ” เมื่อเห็นว่าตาชิตนอนไม่หลับเพราะแสงเทียน อินทุอรจึงรีบจัดการงานจนเสร็จแล้วดับเทียนเข้านอน
เด็กสาวทิ้งตัวลงนอนข้าง ๆ ตาชิตโดยมีผ้าห่มผืนเดียวคั่นกลางเพื่อคลายความหนาว แต่เพียงไม่นานหยดน้ำจากหลังคาที่รั่วก็ทำให้เธอต้องขยับที่นอนจนเกือบตกฟูก เธอจึงต้องขยับกลับเข้ามาใกล้ตัวตาชิต กลิ่นเหล้าหึ่งโชยออกมาจากตัวเขาจนเธอรู้สึกอึดอัด
ในความมืด เด็กสาวรู้สึกตัวตื่นขึ้นเมื่อสัมผัสได้ว่าตาชิตกำลังใช้ของแข็งบางอย่างเบียดชิดเข้ามาที่บั้นท้าย เธอสะดุ้งสุดตัว แต่เมื่อเห็นว่าตายังหลับสนิทจึงพยายามขยับหนี ทว่าพื้นที่ที่จำกัดและน้ำฝนที่รั่วลงมาทำให้เธอขยับไปไหนไม่ได้ ไม่นาน
ในที่สุดตาชิตก็พาดขามาที่เอวของเธอพร้อมกับการโอบกอดราวกับว่าเธอเป็นหมอนข้าง อินทุอรพยายามแกะมือหนาที่รั้งเอวเธอไว้ แต่แล้วเขากลับเริ่มลวนลามจับต้องร่างกายและหน้าอกของเธอ
เด็กสาวตกใจกลัวจนทำอะไรไม่ถูก เสียงฝนที่ตกหนักกลบทุกสรรพเสียง เธอทำได้เพียงพยายามดึงมือของเขาออก แต่กลับถูกรวบแขนทั้งสองข้างไว้เหนือศีรษะ ก่อนที่ตาชิตจะขึ้นคร่อมร่างเธอและพยายามดึงเสื้อยืดที่เธอสวมใส่อยู่ออก
เพียงแค่ชั่ววูบที่ริมฝีปากแตะกัน ร่างกายที่เคยแข็งขืนของอินทุอรก็พลันอ่อนระทวยราวกำลังละลายด้วยเปลวเพลิง ความร้อนแรงที่ภาคินมอบให้ทำให้เธอเผลอเผยอริมฝีปากสวยออกอย่างลืมตัว เปิดทางให้ลิ้นร้อนของเขาแทรกซึมรุกล้ำเข้าไปควานหาความหวานล้ำภายในอย่างง่ายดายหัวใจของสาวน้อยเต้นระรัวจนแทบจะทะลุออกมานอกอก เธอไม่แน่ใจนักว่าที่ควบคุมตัวเองไม่ได้เช่นนี้ เป็นเพราะส่วนลึกในใจเธอที่กำลังโหยหาและลุ่มหลง หรือว่าความต้องการทางเพศที่ห่างหายมานานกันแน่ภาคินผละริมฝีปากออกเพียงนิด สายตาคมกวาดมองลงบนเรือนร่างอรชรที่สั่นเทา ทรวงอกอวบอิ่มที่กระเพื่อมขึ้นลงตามจังหวะหอบหายใจ สะโพกกลมกลึง และเอวบางคอดกิ่วที่เขาเพิ่งปล่อยมือออก สิ่งเหล่านี้ปลุกสัญชาตญาณดิบในตัวเขาจนแทบจะคลั่ง เพียงแค่จูบเล็กน้อยยังทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังจะสูญเสียการควบคุมเขารีบดันตัวเธอออกห่างก่อนที่อารมณ์จะเตลิดไปไกลกว่านี้ “อร... ผมขอโทษ” น้ำเสียงของเขาทุ้มพร่าและสั่นพร่าอย่างเห็นได้ชัด“อรก็ขอโทษคุณเหมือนกันที่ทำคุณต้องเจ็บตัวเพราะอร” เธอตอบเสียงแผ่ว ใบหน้าแดงซ่านจนไม่กล้าสบตาขณะที่บรรยากาศกำลังอึมครืมด้วยแรงปรารถนา เสียงของ ป้าดวง แม่บ้า
“ผมไม่เป็นอะไรมาก ไม่ต้องถึงกับไปโรงพยาบาลหรอก... แล้วอรล่ะ บาดเจ็บตรงไหนมั้ย?”ภาคิน พยุงตัวเองขึ้นนั่งพลางใช้มือหนาลูบไล้สำรวจตามต้นแขนและไหล่มนของหญิงสาวอย่างถือวิสาสะ กลิ่นหอมกรุ่นจางๆ จากกายสาวที่ลอยมาปะทะจมูกกระตุ้นสัญชาตญาณดิบในกายหนุ่มจนเขาต้องลอบกลืนน้ำลาย ‘แค่กลิ่นตัวหอม ๆ ยังทำเอาคลั่งขนาดนี้’ เขาแอบคิดในใจพลางหัวเสียที่ดันใช้วิธีเจ็บตัวเรียกคะแนนสงสาร ทั้งที่ใจจริงอยากจะซัดไอ้กระจอกนั่นให้หมอบแทบเท้าเสียมากกว่า“อรไม่เป็นไรค่ะ ขอบคุณคุณภาคินมากนะคะที่เข้ามาช่วย” อินทุอรละล่ำละลักบอกพลางพยุงเขาไปนั่งพักที่ม้าหินอ่อนในหัวใจของเด็กสาวตอนนี้เปี่ยมไปด้วยความซาบซึ้ง เธอแอบชื่นชมชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่รู้ตัว นี่เป็นครั้งที่สองแล้วที่เขาช่วยเธอ ตั้งแต่วันที่หนีโจรหื่นกามกับรุ้งระวีร์จนได้รู้จักกัน และครั้งนี้เขาก็ยังเจ็บตัวเพราะเธออีกใบหน้าคมสัน จมูกโด่งเป็น และนัยน์ตาสีเข้มที่ดูทรงพลังนั้นทำให้อินทุอรเผลอจ้องมองจนลืมตัว“ไม่ทราบว่ามีอะไรติดหน้าผมหรือเปล่าครับ?” ภาคินแกล้งถามเย้า“อ๋อ... เปล่าค่ะ อรแค่ดูว่าแผลที่มุมปากคุณเป็นยังไงบ้าง” เธอรีบก้มหน้าหลบสายตาด้วยความอายที่ถูกเขาจ
ภายในคอนโดมิเนียมหรูใจกลางเมืองที่เงียบเหงา อินทุอรนั่งทอดถอนใจอยู่บนโซฟาเพียงลำพัง ความเงียบทำให้เธอนึกถึงรุ้งระวีร์เพื่อนรัก จึงหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาหมายจะส่งสติกเกอร์ไลน์ทักทายไปหา ทว่าด้วยความรีบร้อน นิ้วเรียวกลับกดผิดไปเข้าหน้าแชทของชายหนุ่มที่เป็นเจ้าของหัวใจและเจ้าของห้องนี้แทน!คุณภาคิน : “สวัสดีครับอร ทักมาแบบนี้... มีอะไรหรือเปล่าครับ?”อินทุอรเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวด้วยความตกใจ รีบพิมพ์ตอบกลับพัลวันอร : “ขอโทษค่ะคุณภาคิน! อรส่งผิดค่ะ ตั้งใจจะส่งหาเพื่อนแต่ดันกดผิดช่อง ต้องขอโทษจริงๆ นะคะ” คุณภาคิน : “ไม่เป็นไรครับ... ว่าแต่ทำไมไม่พารุ้งระวีร์มาพักด้วยกันล่ะ จะได้ไม่เหงา” อร : “โอ๊ย... รายนั้นเขามีเจ้าของคอยคุมแจแล้วค่ะ คงมาไม่ได้หรอก” คุณภาคิน : “พอดีผมอยู่ข้างนอก นัดเพื่อนไว้แต่มันดันยกเลิกกะทันหัน ผมแวะเข้าไปหาคุณอรได้ไหม” อร : “คุณภาคินอยู่ไหนแล้วคะตอนนี้” คุณภาคิน : “อยู่หน้าคอนโดเนี่ยแหละ... เดี๋ยวผมขึ้นไปนะ”อินทุอรส่งสติกเกอร์ตอบรับอย่างงงๆ ก่อนจะรีบดีดตัวขึ้นจากโซฟาไปที่กระจกเพื่อสำรวจความเรียบร้อยของตัวเอง หัวใจเจ้ากรรมยังคงเต้นโครมครามไม่หยุด เพียงไม่กี่อึดใจ
เช้าวันเปิดเรียนหลังจากหยุดยาวหลายวัน อินทุอรและรุ้งระวีร์นัดเจอกันที่ซุ้มม้านั่งหินอ่อนใต้ตึกเรียน บรรยากาศรอบตัวสดใสด้วยเสียงจ้อกแจ้กของนักศึกษา แต่แววตาของเพื่อนรักทั้งคู่กลับดูมีเรื่องราวให้คิดทบทวนมากมาย“ไปอยู่กับคุณธนาเป็นไงบ้าง สบายดีไหม?” อินทุอรเอ่ยถามด้วยความห่วงใย พลางสังเกตเห็นว่าเพื่อนดูสวยสะพรั่งผิดหูผิดตา แต่ใบหน้ายังคงมีความหมองเศร้าแฝงอยู่“สบายกายแต่ไม่สบายใจน่ะสิ” รุ้งระวีร์ถอนหายใจยาว ก่อนจะตัดสินใจกระซิบความลับที่อัดอั้นอยู่ข้างในออกมา “ฉันไปอยู่ที่นั่น... ในฐานะเมียของเขา”“เฮ่ย!!...จริงดิ ไหนว่าให้ไปทำงานไงล่ะ” อินทุอรตาโตด้วยความช็อก เธอไม่คิดว่าพันธะหนี้สินจะนำพาเพื่อนไปสู่จุดนี้ได้“อรได้ยินไม่ผิดหรอก... เขาบังคับให้ฉันเซ็นสัญญา แล้วสุดท้ายฉันก็หนีไม่พ้น...” รุ้งระวีร์ทำหน้าจ๋อย นึกไปถึงสัมผัสเร่าร้อนและรุนแรงที่ได้รับมาตลอดหลายคืน “ทำไงได้ล่ะ หนี้ตั้งห้าล้าน ฉันไม่มีปัญญาหาไปหามาคืนเขาหรอก”“แล้วรุ้ง... รุ้งเต็มใจไหม?”“ไม่รู้สิอร... เขาเอาแต่ซื้อของแพงๆ ให้ฉัน ประโคมทุกอย่างที่ผู้หญิงคนหนึ่งอยากได้ แต่มันแลกมาด้วยความอัปยศที่ฉันต้องทำหน้าที่บนเตียงทุกคื
เสียงเปิดประตูห้องพักดังขึ้นเบา ๆ พร้อมกับการปรากฏตัวของหญิงวัยกลางคนที่มีสีหน้ายิ้มแย้มเป็นมิตร “คุณรุ้งตื่นแล้วเหรอคะ ป้าว่าจะมาปลุกพอดี”“ป้ารินมีอะไรรึเปล่าคะ” รุ้งระวีร์ถามเสียงแผ่ว ป้ารินคือแม่บ้านเก่าแก่ที่เห็นเสี่ยธนามาตั้งแต่ตีนเท่าฝาหอย เป็นไม่กี่คนที่รุ้งระวีร์รู้สึกไว้วางใจในบ้านหลังนี้“พอดีเสี่ยท่านสั่งไว้ค่ะว่าสาย ๆ จะให้ คุณพุฒกรอง มารับพาคุณไปซื้อของใช้เพิ่มเติมนะคะ”รุ้งระวีร์นิ่วหน้าด้วยความแปลกใจ อะไรกัน... เสื้อผ้าที่เขาเพิ่งซื้อให้เธอก็ยังใส่ไม่ครบทุกชุดเลยด้วยซ้ำ “แต่ของใช้รุ้งก็มีครบแล้วนะคะป้า ไม่เห็นต้องซื้อเพิ่มเลย”“ท่านสั่งก็ทำตามเถอะค่ะ ซื้อไว้ก็ไม่เสียหลาย” ป้ารินตอบยิ้ม ๆ ก่อนจะขอตัวออกไปรุ้งระวีร์ถอนหายใจยาวพลางเดินเข้าห้องน้ำ เปิดน้ำเย็นจัดให้รดรินผ่านศีรษะหวังจะให้ความสดชื่นช่วยไล่ภาพเหตุการณ์เร่าร้อนเมื่อคืนออกไปจากหัว ทว่ายิ่งสายน้ำสัมผัสผิวกายที่ยังมีรอยรักจาง ๆ ประดับอยู่ เธอก็ยิ่งหน้าร้อนผ่าวจนต้องสลัดศีรษะแรง ๆเมื่อก้าวลงมายังห้องนั่งเล่น รุ้งระวีร์ก็ได้พบกับ พุฒกรองผู้หญิงผิวสีน้ำผึ้งนวลเนียนที่มีดวงตากลมโตดูเฉลียวฉลาด เธอคือหนึ่งในสี่มือ
หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปหลังจากพิธีศพที่แสนเศร้าโศกจบสิ้นลง เช้าวันหนึ่งที่ม้าหินอ่อนใต้หอพักเก่าของรุ้งระวีร์ สองเพื่อนซี้กำลังเร่งปั่นรายงานที่ค้างไว้ท่ามกลางบรรยากาศที่อึดอัด“รุ้ง... เธอต้องย้ายไปอยู่กับลุงธนานั่นจริงๆ เหรอ” อินทุอรถามขึ้น น้ำเสียงเต็มไปด้วยความกังวลขณะเหลือบมองเพื่อนสาวที่ดูซูบเซียวลงไปถนัดตา“ก็คงต้องเป็นอย่างนั้นแหละอร... ฉันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว” รุ้งระวีร์ตอบพลางขีดเขียนข้อความลงในกระดาษอย่างเหม่อลอย“แล้วทำไมเธออยู่หอนี้ต่อไม่ได้ล่ะ? ทำไมต้องย้ายเข้าไปอยู่ในบ้านเขาด้วย”“คุณธนาบอกว่า... ฉันต้องทำงานใช้หนี้ที่พี่แบงค์ก่อไว้” รุ้งระวีร์เงยหน้าขึ้น สบตากับเพื่อนสนิท อินทุอรนิ่งไปครู่ใหญ่ คิ้วเรียวขมวดมุ่นเหมือนกำลังครุ่นคิดถึงนัยแฝงที่ซ่อนอยู่ในคำว่าดูแลนั้น “รุ้ง... ฉันรู้สึกแปลกๆ ยังไงก็ไม่รู้ ลุงธนาคนนั้นเขาดู... ไม่น่าไว้ใจเอาเสียเลยนะ โดยเฉพาะสายตาที่เขามองเธอ”“เธอคิดอะไรอยู่เหรออร?” รุ้งระวีร์ถามเสียงแผ่ว ความหวั่นใจเริ่มก่อตัวขึ้นอีกครั้ง“เปล่าหรอก... ฉันก็แค่แปลกใจนิดหน่อยที่เขารวบรัดเธอเร็วขนาดนี้” อินทุอรถอนหายใจยาว “แล้วนี่... เขาให้เธอย้ายไปเมื่อไหร่







