Masukกลิ่นสาบสาวที่กำซาบออกมานั้นรุนแรงพอที่จะทำให้สัญชาตญาณดิบของผู้เป็นตาขาดความยับยั้งชั่งใจและสำนึกผิดชอบชั่วดี นายชิตก้มลงไปยังเนินอกอวบอัด ดื่มกินยอดอกนั้นด้วยความหิวกระหาย
เพราะตัวเขากับเมียนั้นห่างหายจากเรื่องบนเตียงมานานแสนนาน จะให้ไปซื้อกินเขาก็ไม่มีเงินเหลือเฟือขนาดนั้น สัมผัสจากเรียวลิ้นที่เพิ่งเคยได้รับเป็นครั้งแรกทำให้อินทุอรรู้สึกร้อนวูบวาบไปทั้งตัว
นายชิตรุกรานสลับซ้ายขวาอย่างย่ามใจ มือหนาลูบไล้ไปตามต้นขาอวบก่อนจะเลื่อนขึ้นมาถึงกลางกายสาว ความเป็นสาวของหลานนั้นใหญ่โตเกินวัย ทั้งเนินอกและเนินสวาทอวบอัดไม่แพ้กัน
นายชิตไม่รอช้า รีบแยกเรียวขาของเด็กสาวออกแล้วเลื่อนตัวลงไปเบื้องล่าง เขาซุกใบหน้าลงดมความหอมหวานจากกลีบกุหลาบที่สดใหม่
แม้จะมีกลิ่นอับชื้นบ้างแต่มันกลับยิ่งกระตุ้นกามารมณ์ของผู้เป็นตาให้พุ่งสูง เขายกขาของเด็กหญิงขึ้นพลางสั่งให้เธอช่วยจับไว้ จากนั้นลิ้นสากลากไล้ไปตามรอยแยกที่ปิดสนิทจนเด็กสาวทนไม่ไหว
“โอ๊ย! ตา... อย่าทำแบบนี้!”
“อย่าดิ้นสิอร... แป๊บเดียว”
“หนูเจ็บค่ะตา!” ทำได้ไม่นาน หลานสาวก็ร้องประท้วงเพราะทนความซ่านสยิวไม่ไหว เธอบิดตัวหนีและดิ้นรนด้วยความอึดอัด
“ตาจะทำเบา ๆ นะจ๊ะ” ผู้เป็นตาพยายามหว่านล้อมให้หลานสาวสงบลง แล้วจึงเริ่มรุกรานอีกครั้งด้วยความนุ่มนวลกว่าเดิม
นายชิตบรรจงละเลียดชิมความหวานช้า ๆ ความรู้สึกประหลาดก่อเกิดขึ้นโดยที่อินทุอรไม่ทันตั้งตัว ความต่อต้านในตอนแรกมลายหายไป
สัมผัสที่เร่าร้อนแผ่ซ่านไปทั่วร่างจนเธอใจเต้นโครมคราม นายชิตเลื่อนใบหน้ามาหยุดตรงซอกคอ ปลุกปั่นความเสียวซ่านให้ขยายวงกว้าง
ปากของเด็กสาวถูกประกบปิดด้วยปากหนาของตาชิต เธอพยายามเบือนหน้าหนีเพราะไม่ชอบกลิ่นเหล้าที่คละคลุ้ง นายชิตจึงใช้มือประคองใบหน้าให้รับจูบนั้น
เด็กสาวเม้มปากแน่นไม่ยอมให้ลิ้นรุกล้ำเข้าไป แต่เพียงแค่เขาใช้ปลายนิ้วแทรกผ่านร่องเนื้อที่ปิดสนิท เธอก็สะดุ้งเฮือกเผลออ้าปากร้องจนลิ้นหนาสอดแทรกเข้าไปได้สำเร็จ เมื่อปลายลิ้นสัมผัสกัน
ความหวิวหวั่นก็ถาโถมเข้าใส่เด็กสาวอีกครั้ง จนความผิดชอบชั่วดีพังทลายลงสิ้น และเธอก็ไม่ได้ร้องขอความช่วยเหลือจากผู้เป็นยายอีกเลย
ไม่นานนัก สิ่งแข็งขึงก็ถูไถมาที่ซอกขาด้านในซึ่งบัดนี้ไม่มีอาภรณ์ชิ้นใดขวางกั้น นายชิตถอดกางเกงออกจนหมดสิ้น อินทุอรพยายามใช้มือกั้นแท่งเอ็นร้อนนั้นออกห่างแต่ไม่เป็นผล มันกลับถูไถมาที่มือเล็กของเธอแทนจนเธอต้องรีบกำมันไว้
“ตาอย่าเอาเข้าไปนะ หนูเจ็บ!” เด็กสาวกระซิบบอก
อินทุอรเริ่มหวาดกลัวสิ่งที่บดเบียดอยู่ตรงร่องหลืบ เธอเสียวซ่านเกินกว่าจะต้านทานไหว บางจังหวะมันมุดแทรกเข้าไปได้เพียงครึ่งแล้วก็หลุดออกมาด้วยความเจ็บจุกปนสยิว เด็กสาวจึงหนีบขาไว้แน่นไม่ยอมให้มันล่วงล้ำเข้าไปได้อีก จนกระทั่งมีน้ำอุ่น ๆ พุ่งฉีดมารดโคนขา เธอรีบคว้าผ้ามาเช็ดออกด้วยความตกใจ ก่อนที่ความเหนื่อยล้าจากการถูกรุกรานมาค่อนคืนจะทำให้เธอผล็อยหลับไปด้วยความเพลีย
รุ่งเช้า แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเผยให้เห็นสภาพห้องพักที่เต็มไปด้วยขันและกะละมังวางระเกะระกะเพื่อรองน้ำฝน ยายนิ่มรีบเก็บกวาดด้วยความเร่งรีบเพราะสายมากแล้ว ข้าวปลาก็ยังไม่ได้เตรียม ความรีบร้อนทำให้ยายเสียหลักลื่นล้มในครัวที่ชื้นแฉะ ศีรษะกระแทกพื้นอย่างแรงจนแน่นิ่งไป
“แกร๊ง!” เสียงขันน้ำร่วงกระทบพื้นดังสนั่นไปชนฝาผนัง นายชิตที่หลับลึกด้วยฤทธิ์เหล้าไม่ได้ยินสิ่งใด ต่างจากเด็กสาวที่สะดุ้งตื่นและรีบวิ่งไปดู เมื่อเห็นยายนิ่มนอนนิ่งอยู่ อินทุอรจึงรีบไปเขย่าตัวปลุกผู้เป็นตา
“ตา! ตาชิต ตื่นเร็ว! ยายล้มอยู่หลังบ้านค่ะ!” เสียงเรียกกระชากให้นายชิตงัวเงียตื่นขึ้นมาด้วยความมึนเมา
“ยายล้มอยู่หลังบ้าน ตาชิตรีบไปดูเร็วเข้า!” ตาชิตรีบวิ่งไปตามคำบอก ภาพที่เห็นคือยายนิ่มหมดสติไปแล้ว เขาจึงให้อินทุอรเฝ้ายายไว้ ส่วนตัวเขาไปตามเพื่อนบ้านมาช่วยกันหามส่งโรงพยาบาล การเดินทางเป็นไปอย่างทุลักทุเลเพราะมียานพาหนะเพียงสามล้อเครื่อง จะรอรถกู้ภัยก็เกรงว่าจะไม่ทันการ
หมอบอกว่ายายนิ่มต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลอีกสักระยะ ในช่วงแรกตาชิตเป็นคนเฝ้า แต่พอตกกลางคืนเขาก็ให้อินทุอรมาเปลี่ยนเวร เพราะห่วงหลานสาวที่ต้องนอนอยู่บ้านคนเดียว อินทุอรจึงต้องขาดเรียนไปหลายวันเพื่อดูแลยาย
ตาชิตต้องออกไปเก็บของเก่าอย่างหนักเพื่อหาเงินมาเป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางและค่ากินอยู่ แม้ค่ารักษาจะฟรีแต่ภาระรอบตัวก็หนักหนา
ครูประจำชั้นที่เป็นห่วงจึงตามมาหาอินทุอรที่บ้าน เมื่อทราบสาเหตุจึงมอบเงินช่วยเหลือเบื้องต้นและย้ำให้เธอหาเวลาไปเรียนบ้าง หนึ่งสัปดาห์ต่อมา ยายนิ่มออกจากโรงพยาบาลได้ แต่ผลกระทบจากการล้มทำให้เธอไม่สามารถเดินได้อีก หมอวินิจฉัยว่าเธออาจเป็นอัมพาตช่วงล่าง และนัดให้มาตรวจใหม่ในเดือนถัดไป
อินทุอรต้องรับหน้าที่ดูแลยาย วันไหนที่ไปเรียนเธอก็ต้องขออนุญาตครูออกมาตอนเที่ยงเพื่อกลับมาป้อนข้าวยาย ครูประจำชั้นที่ชื่อ ครูสาลิกา เข้าใจและเอ็นดูเธอมาก บางครั้งครูก็ขับรถมาส่งเด็กสาวด้วยตัวเอง
เดือนต่อมา หมอยืนยันว่ายายนิ่มต้องพิการไปตลอดชีวิต ด้วยฐานะที่ยากจนไม่มีเงินจ้างคนดูแล ทั้งสามคนจึงต้องดูแลกันเองตามยถากรรม ตาชิตยังคงออกไปเก็บขยะคนเดียว โดยมีอินทุอรไปช่วยบ้างในวันหยุด แต่เธอก็ไปได้ไม่นานเพราะห่วงยายที่อยู่เพียงลำพัง
มีอยู่ครั้งหนึ่งตาชิตออกไปเก็บของเก่าจนมืดค่ำ เมื่อเขากลับมาขณะที่อินทุอรกำลังป้อนข้าวยาย กลิ่นแอลกอฮอล์ที่โชยหึ่งทำให้ทั้งยายและหลานรู้ทันทีว่าเขาไปดื่มมาอีกแล้ว
“ไอ้ชิต มึงกินเหล้ามาอีกแล้วใช่ไหม?” ยายนิ่มดุสามีด้วยความอัดอั้น แต่เขาไม่สนใจคำต่อว่านั้น กลับเดินไปอาบน้ำอย่างไม่แยแส ยายนิ่มได้แต่ทอดถอนใจ เธอทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้เพราะสังขารไม่เอื้ออำนวย และกลัวว่าถ้าต่อว่ารุนแรง ตาชิตจะคลุ้มคลั่งจนเป็นอันตรายต่อหลานสาว ทั้งคู่จึงต้องปล่อยวางไปตามเลย
“อย่าไปสนใจเลยหนูอร...”
“จ้ะยาย... ตาคงเมามาก”
อาทิตย์นี้อินทุอรไปรับจ้างทำงานบ้านที่บ้านของครูสาลิกา เธอเลือกไปวันศุกร์หลังเลิกเรียน เพราะเสาร์-อาทิตย์ต้องช่วยตาแยกของเก่า
“ใจเย็น ๆ สิคะอิฐ! เดี๋ยวเด็กก็เห็นหรอก รอให้ถึงห้องก่อนไม่ได้หรือไง!”
“สาให้เด็กนั่นมาทำงานที่บ้านวันนี้เหรอ?”
“จ้ะ ตอนแรกสาบอกให้แกมาวันเสาร์กับอาทิตย์ แต่เด็กเขาไม่ว่างต้องช่วยตาทำงาน เลยให้มาช่วงแทน”
“งั้นเข้าห้องกันดีกว่านะครับสา...”
อินทุอรได้ยินบทสนทนาทุกอย่างแต่แกล้งทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เธอไม่ได้สนใจเรื่องส่วนตัวของใคร เพราะครูสาลิกาคือผู้มีพระคุณที่คอยช่วยเหลือเธอมาตลอด
บรรยากาศหน้าห้องนอนที่เคยร้อนระอุด้วยพายุอารมณ์และการปะทะฝีปากเมื่อครู่ กลับกลายเป็นความเงียบงันที่แฝงไปด้วยความลุ้นระทึกจนน่าอึดอัด ทุกสายตาจับจ้องไปที่ประตูอย่างไม่วางตา ราวกับพยายามจะเจาะทะลุผ่านเข้าไปรับรู้เหตุการณ์ข้างในทุกคนต่างพากันกลั้นหายใจ ลุ้นไปตามแผนการที่ธันวาวางหมากไว้อย่างแยบยล ประมุขของบ้านยืนกอดอกนิ่ง แววตาคมกริบฉายรอยความพึงพอใจเมื่อสัมผัสได้ว่าแผนที่เขาวางไว้เพื่อดัดนิสัยลูกชายปากแข็งจอมเจ้าชู้อย่างภาคินเริ่มจะออกฤทธิ์เมื่อเห็นว่าความโวยวายภายในห้องเริ่มสงบลง และแปรเปลี่ยนเป็นเสียงพึมพำที่เต็มไปด้วยความอ่อนหวานสลับกับเสียงหอบหายใจแผ่วเบาที่ลอดออกมาเพียงนิด ธันวาจึงแย้มรอยยิ้มของผู้ชนะออกมาอย่างปิดไม่มิด“ปากแข็งไปก็เท่านั้น... สุดท้ายมันก็แพ้ใจตัวเองอยู่ดี” ธันวาพึมพำกับตัวเองเบา ๆไม่กี่อึดใจต่อมา เสียงปลดล็อกประตูก็ดังขึ้น ภาคินเดินนำหน้าออกมาด้วยสีหน้าที่ดูผ่อนคลายลงอย่างเห็นได้ชัด แม้จะยังมีแววความกังวลหลงเหลืออยู่บ้าง โดยมีอินทุอรเดินตามออกมาติด ๆ หญิงสาวก้มหน้าหลบสายตาด้วยความขัดเขิน พวงแก้มใสซับสีระเรื่อราวกับเพิ่งผ่านเหตุการณ์ที่ทำให้หัวใจสูบฉีดอย่างหนัก แ
“อัญเคยเป็นคนรู้ใจของเจ้าคินมาก่อน คงเป็นเลขาฯ ที่ดีให้เจ้าคิดมันได้” เสียงคุณธันวาเอ่ยขึ้นอย่างมีนัยยะ“ค่ะ อัญก็ว่าอย่างนั้นจริงไหมคะคิน” อัญชิสาเดินเข้ามาจับมืออินทุอรไว้ ก่อนจะส่งยิ้มหวานหยดย้อย “ยินดีที่ได้รู้จักนะคะคุณอินทุอร”“ยินดีที่ได้รู้จัก...เช่นกันค่ะ” อินทุอรพยายามฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก เธอไม่อยากทำให้บรรยากาศเสีย แม้ในใจจะรู้สึกเหมือนมีเข็มเล็กๆ ทิ่มแทงอยู่ก็ตาม“อรขอตัวก่อนนะคะ” อินทุอรขอตัวออกมาจากห้องรับแขกอย่างสุภาพ ร่างสูงใหญ่ของภาคินทำท่าจะลุกตาม แต่กลับถูกห้ามไว้ก่อน“นั่นแกจะไปไหน”“คือว่าผมจะไปดูอรเค้าสักหน่อย เห็นท่าทางเธอไม่ดีเลย” ภาคินกล่าวด้วยความเป็นห่วง“หยุด! ไม่ต้องไป แกนั่งลง! ทิน เดินตามไปดูทีสิ ว่าคุณอรต้องการอะไรหรือเปล่า” คุณธันวาสั่งเสียงเฉียบขาด“ครับท่าน” ทินเดินตามอินทุอรไปแล้ว แต่สายตาของภาคินยังคงจับจ้องตามไปไม่ห่าง ราวกับจะกลืนกินร่างบางให้หายไปจากสายตาของคนอื่น“เธอสวยมากนะคะ เป็นคุณแม่ที่สวยเอามากๆ ตอนแรกที่เห็นอัญยังนึกอิจฉาเธอเลยค่ะ อัญจะถามอยู่แล้วเชียว ว่าคุณเธอเป็นใคร กลัวแต่จะหาว่าอัญก้าวก่ายไม่เข้าเรื่อง” อัญชิสากล่าวด้วยน้ำเสีย
“คิดอะไรอยู่รุ้ง” เสียงมารดาเอ่ยถามขึ้นอย่างอ่อนโยน เมื่อเห็นลูกสาวนั่งเหม่อลอยไปนานสองนาน“เปล่าค่ะ” รุ้งระวีร์เรียกสติกลับมา ก่อนจะหันไปสบตาผู้เป็นแม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกผิด“แม่คะ...รุ้งขอโทษ ที่รุ้งเผลอมีอะไรกับคุณพิพัฒน์ แต่เขาสัญญาว่าเขาจะมาขอรุ้งหลังจากเสร็จสิ้นงานศพของคุณพ่อ” คำสารภาพหลุดออกจากปากเธออย่างยากลำบาก“โอ๊ยๆๆๆ! ฉันจะเป็นลม!” มารดาของรุ้งระวีร์ทำท่าจะล้มลงกับพื้นด้วยความตกใจและตกใจระคนกัน จากคำพูดของลูกสาว จนกระทั่งว่าที่ลูกเขยที่เพิ่งมาถึงต้องรีบเข้ามาช่วยประคอง“ค่อยยังชั่วหรือยังครับคุณแม่” พิพัฒน์ถามด้วยความเป็นห่วง เขาเรียกแม่ได้อย่างเต็มปากเต็มคำ เพราะคิดว่ารุ้งระวีร์คงจะเล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังแล้ว“แม่คะ...รุ้งขอโทษ” รุ้งระวีร์พยายามอธิบาย แม้จะรู้ว่ามันฟังดูไม่น่าเชื่อถือเท่าไหร่“ผมพร้อมจะรับผิดชอบลูกสาวคุณแม่ครับ พรุ่งนี้ผมจะให้พ่อกับแม่มาสู่ขอรุ้งครับ” พิพัฒน์รีบบอกด้วยเสียงหนักแน่น เมื่อรู้ว่ามารดาของรุ้งระวีร์รู้ความจริงแล้ว “แอบได้กับลูกสาวแม่ แบบนี้ต้องเรียกสินสอดให้หนัก ๆ ” มารดาของรุ้งระวีร์กล่าวอย่างติดตลก แต่ในน้ำเสียงก็แฝงไว้ด้วยค
การจากไปอย่างกะทันหันของบิดาทำให้รุ้งระวีร์ตัดสินใจละทิ้งชีวิตในเมืองหลวงเพื่อกลับไปดูแลมารดาที่ต่างจังหวัดด้วยความเป็นห่วง หลังจากงานศพของผู้เป็นพ่อเสร็จสิ้นลง เธอก็ตั้งมั่นว่าจะปักหลักอยู่ที่บ้านเกิดและไม่คิดจะหวนกลับมาอีกเลย“แม่ว่าจะถามหนูหลายครั้งแล้ว แต่ก็เห็นว่ายุ่ง ๆ อยู่ ผู้ชายคนที่คอยมาช่วยงานศพของคุณพ่อน่ะ ใช่แฟนหนูหรือเปล่าหึ” มารดาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มอบอุ่น เมื่อเห็นลูกสาวมีผู้ชายหาแทบทุกวัน“เขาชื่อคุณพิพัฒน์ค่ะแม่ เป็นเจ้าของร้านเพชร...” รุ้งระวีร์เอ่ยตอบมารดาด้วยน้ำเสียงนิ่งเรียบ แต่ในใจกลับสั่นไหว “เราเพิ่งคบกันได้แค่สองเดือนเองค่ะ รุ้งยังไม่ได้คิดอะไรไปไกลกว่านั้น ก็เลยยังไม่มีโอกาสบอกแม่”คำพูดที่บอกออกไปนั้นเป็นเพียงความจริงครึ่งเดียว เพราะในวินาทีนั้น ภาพเหตุการณ์ในคืนที่เธอเสียตัวให้กับพิพัฒน์กลับย้อนเข้ามาในหัวอย่างชัดเจนคืนนั้น... รุ้งระวีร์ไปเที่ยวกับกลุ่มเพื่อน ๆ เธอไม่รู้เลยว่าถูกพิพัฒน์แอบตามมา จังหวะที่กำลังจะปลีกตัวออกมา เธอเหลือบไปเห็นเสี่ยธนา ด้วยความตกใจเธอจึงดึงพิพัฒน์เข้ามาช่วยเล่นละครเป็นแฟนหญิงสาวโน้มคอเขาลงมาจูบหวังจะใช้ร่างกายเขาบังสายตาเสี่ยธน
ท่ามกลางความเงียบสงัดของเช้าวันใหม่ แสงรำไรเริ่มอาบไล้ไปทั่วห้องนอนกว้าง พร้อม ๆ กับเสียงเรียกเข้าจากโทรศัพท์มือถือที่ดังขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำเอาภาคินที่กำลังบรรเลงบทเพลงรักบนเตียงอยู่กับอินทุอรอย่างมีความสุขถึงกับสบถในลำคอด้วยความขัดใจเขาเอื้อมมือหนาไปกดตัดสายทิ้งอย่างไม่ใยดี ก่อนจะโยนเครื่องมือสื่อสารเจ้าปัญหาลงบนพื้น แล้วหันกลับมาปรนเปรอร่างอวบอิ่มของแฟนสาวอย่างเร่าร้อน“พี่คินไม่รับโทรศัพท์ก่อนเหรอคะ”“ไม่หรอก ใครก็มีรู้โทรมาแต่เช้า บ้าหรือเปล่าเวลานี้ใครมันจะตื่น”เปลวไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกจุดติดยากจะดับลง ภาคินโน้มตัวลงซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นของอินทุอร แรงอารมณ์ที่พุ่งพล่านทำให้เขาไม่อาจยับยั้งชั่งใจ ชายหนุ่มพลิกกายหญิงสาวให้พิงพนักเตียงในท่วงท่ากวางเหลียวหลัง และมอบสัมผัสที่ลึกซึ้งและหนักหน่วงจนอินทุอรต้องแหงนหน้าเชิด ครางกระเส่าด้วยความรัญจวนใจ“อื้อ!!!... พี่ภาคิน... เบาหน่อยค่ะ ท่านี้อรเจ็บ” เสียงหวานประท้วงแผ่วเบา หากแต่สองมือกลับโอบรัดแผ่นหลังกว้างที่มีหยาดเหงื่อเกาะพราวไว้แน่น“พี่ใจจะขาดแล้วอรจ๋า... อย่าห้ามพี่เลย พี่ขอท่านี้แรง ๆ นะครับ”“อะอร๊ายยย พี่คิน อรท้องอย
“หลับตาสิอร พี่มีของจะให้อร” เสียงทุ้มต่ำกระซิบชิดใบหู อินทุอรหลับตาพริ้มตามคำสั่ง สัมผัสอุ่นร้อนจากปลายนิ้วของภาคินไล้ไปตามลำคอระหง ก่อนที่ความเย็นเยียบของโลหะจะแตะลงบนผิวเนื้อ ตามมาด้วยน้ำหนักบางเบาที่ทิ้งตัวลงบนไหปลาร้า“อย่าเพิ่งลืมตานะ” เขาย้ำเสียงพร่า พลางปัดกลีบปากนุ่มหยุ่นของเธอเบาๆ ราวกับจะสะกดให้เธอจมดิ่งในห้วงภวังค์แห่งความปรารถนาอินทุอรลืมตาขึ้นช้าๆ ดวงตาคู่สวยเบิกกว้างเมื่อเห็นประกายระยิบระยับของสร้อยเพชรที่ทอดตัวอยู่บนเนินอกขาวผ่อง มันเปล่งประกายจับตา งดงามจนเธอรู้สึกว่ามันเลอค่าเกินกว่าที่เธอจะคู่ควร“สร้อยเพชร...อรว่ามันแพงเกินไปสำหรับอรค่ะ” เธอเอ่ยเสียงแผ่ว ปลายนิ้วเรียวสัมผัสกับเพชรเม็ดงามอย่างเกรงใจภาคินรั้งร่างบางเข้ามากอดแน่น ซบใบหน้าคมเข้มลงบนเรือนผมนุ่มสลวย สูดดมความหอมเข้าเต็มปอด“มันเหมาะกับอรที่สุดแล้วครับ คราวนี้เชื่อใจพี่หรือยัง” เขาตั้งใจจะมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้เธอเสมอ ไม่ใช่เพียงเพราะต้องการไถ่โทษจากคำพูดที่เคยทำร้ายจิตใจเธอว่าเธอเป็นแค่นางบำเรอ แต่เพราะเธอคือทั้งหมดของชีวิตเขา“อรมีสิทธิ์หรือคะ...ที่จะได้รับสิ่งเหล่านี้” เธอถามเสียงสั่นไหว ความรู้สึกหลา

![พิศวาสรักลูกหนี้ (NC20+) [ซีรีส์ พิศวาสรัก 1/4]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)





