Mag-log inคำพูดของแม่ราวกับน้ำกรดที่สาดซัดลงบนบาดแผลในใจของปณิสรา เธอเม้มปากแน่น
“แม่เลิกพูดเรื่องนั้นเถอะค่ะ หนูยอมรับผิดทุกอย่าง เป็นเพราะหนูใจง่ายเอง” ปณิสรารู้ดีว่าถึงเธอจะพยายามอธิบายเท่าไหร่ มันก็คงไร้ประโยชน์เพราะตอนนี้สิ่งที่มีค่ามากที่สุดสำหรับแม่คือเงิน
“แกคิดดูนะ ไอ้มาร์คน่ะ มันเคยให้อะไรแกบ้าง” ปารีณาตอกกลับอย่างไม่ใยดี
“ก็เค้าตายไปแล้วนี่คะแม่” เธออยากจะต่อว่าแม่เหมือนกันว่านายท๊อปก็ไม่เคยให้อะไรแม่ แต่ทำไมแม่ยังรักยังบูชาเขาอยู่ได้
“ดูสิ! ขนาดมันตายไปแล้ว แกยังมีกะใจไปทำบุญใส่บาตรให้มันเล๊ย!”
ปณิสราหลับตาลงช้าๆ ความเจ็บปวดแปรเปลี่ยนเป็นความชาชิน เธอเปิดเปลือกตาขึ้นอีกครั้งพร้อมกับรอยยิ้มที่ฝืนทน
“ช่างมันเถอะแม่... หนูกำลังจะได้งานแล้ว” เธอจำใจต้องโกหกเพื่อหยุดคำพูดต่อว่าเรื่องในอดีตของมารดา ก่อนจะเดินออกมาหยิบกระเป๋าสะพายควักแบงค์ห้าร้อยส่งให้มารดา
“ตอนนี้หนูมีติดตัวอยู่ห้าร้อยแม่เอาไปเถอะค่ะ”
“ขอบใจ”
“แล้วแกจะได้งานวันไหน ค่าน้ำค่าไฟเดือนนี้ฉันยังไม่มีจ่ายเลยนะ!” ปารีณาเริ่มกดดันลูกสาว
“แล้วเงินเดือนแม่ล่ะ” ปณิสราย้อนถามกลับด้วยน้ำเสียงที่เริ่มแข็งกระด้าง ความเหนื่อยล้าจากการดิ้นรนทำให้ความอดทนของเธอเริ่มต่ำลงเรื่อย ๆ
“ทำไมแม่ไม่คิดขอเงินจากผัวใหม่แม่บ้าง เงินเดือนเขาก็มี มาอาศัยอยู่บ้านเรา กินข้าวบ้านเรา แม่ไม่คิดจะให้เขาช่วยจ่ายอะไรเลยเหรอ”
“เออๆ! แกอย่าพูดมาก เดี๋ยวสิ้นเดือนเงินเขาออก เขาก็เอามาให้แม่เองนั่นแหละ” ปารีณาตัดบทอย่างรำคาญ ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความไม่พอใจที่ถูกบุตรสาวจี้จุดอ่อน เธอสะบัดหน้าเดินออกไปหาชายหนุ่มรุ่นลูกที่สตาร์ทรถรออยู่หน้าบ้าน ทิ้งให้เนยยืนนิ่งอยู่ท่ามกลางความเงียบที่บาดลึก
ความรู้สึกที่เคยมีต่อมารดาเริ่มแปรเปลี่ยนเป็นความเย็นชา ความกตัญญูที่เคยเปี่ยมล้นถูกแทนที่ด้วยความว่างเปล่า ในเมื่อคนเป็นแม่ยังเห็นค่าของเงินตรามากกว่าศักดิ์ศรีของลูกสาว แล้วเธอจะรักษาศักดิ์ศรีที่กินไม่ได้นี้อีกทำไมกัน!
ที่หน้าบ้าน ปารีณาเดินเข้าไปหา นายท็อป ที่นั่งคร่อมอยู่บนรถมอเตอร์ไซค์บิ๊กไบค์คันใหญ่ ใบหน้าของเธออ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่ออยู่ต่อหน้าชายหนุ่มรุ่นลูก
“พี่ได้มาห้าร้อย... พอมั้ย เนยมันตกงานน่ะ พี่เลยมีให้แค่นี้” ปารีณาเอ่ยเสียงหวานพลางยื่นธนบัตรให้ผัวหนุ่ม
“ไม่เป็นไรครับ แค่นี้ก็ได้” นายท็อปเปลี่ยนจากหน้าบูดเป็นยิ้มกริ่ม ดวงตาแพรวพราวด้วยความพึงพอใจ เขาดึงร่างอวบอิ่มของสาวรุ่นแม่เข้ามาชิดจนทรวงอกเบียดเสียดกับแผงอกกว้าง ก่อนจะกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
“ขอบคุณนะครับ พี่นาน่ารักกับผมที่สุดเลย” พูดจบเขาก็หอมแก้มเธอทันทีไปหนึ่งฟอด ปารีณาหัวเราะเบาๆ อย่างเขินอาย เธอใช้ปลายนิ้วลูบไล้แก้มสากของท็อปอย่างแผ่วเบา
“แล้วก็อย่ากลับดึกล่ะ พรุ่งนี้ต้องทำงาน เลิกคบได้ก็เลิกเถอะ ไอ้เพื่อนที่มันชวนกินแต่เหล้าน่ะ”
“ครับพี่ ผมกลับไม่ดึกหรอก” ท็อปตอบรับอย่างว่าง่าย แต่แววตาเจ้าเล่ห์กลับฉายชัดถึงความไม่จริงใจ เขาก้มลงซุกไซ้ซอกคอของปารีณาอย่างดูดดื่มและสูดกลิ่นเหงื่อของเธออย่างไม่รังเกียจ พร้อมกับมือไม้ที่เริ่มอยู่ไม่สุข ลูบไล้ไปตามแผ่นหลังและสะโพกผายของเธออย่างจงใจ
“อย่าทำอะไรแบบนี้สิท็อป! เดี๋ยวลูกพี่ก็ได้ออกมาเห็นเข้าหรอก” ปารีณาพยายามปัดป้องอย่างอ่อนแรง แต่ร่างกายกลับตอบสนองต่อสัมผัสเร่าร้อนนั้นอย่างไม่อาจปฏิเสธ ท็อปหัวเราะในลำคออย่างพอใจ ก่อนจะกระซิบคำสัญญาที่ทำให้คนฟังใจสั่น
“โอเคครับ งั้นคืนนี้กลับมา... ผมจะจัดหนักจัดเต็มให้พี่เลย” คำพูดนั้นทำให้ปารีณาหน้าแดงซ่าน หัวใจเต้นระรัวด้วยความคาดหวัง เธอปล่อยให้ท็อปผละออกไปอย่างอาลัยอาวรณ์ สายตาจับจ้องแผ่นหลังของเขาจนลับหายไปในความมืดมิด
บนชั้นสองของบ้าน เนยแอบยืนดูเหตุการณ์ทั้งหมดผ่านรอยแยกของผ้าม่าน ร่างกายของเธอเย็นชาราวกับถูกแช่แข็ง เสียงกระซิบและท่าทางออดอ้อนที่เห็นมันกรีดแทงหัวใจจนพรุน ไม่ใช่ว่าเธอไม่อยากให้แม่มีความสุข แต่เธอรู้ดีว่านายท็อปไม่ได้จริงใจ เขาแค่เกาะแม่เธอกินและใช้เสน่ห์หลอกล่อไปวันๆ
มือเรียวหยิบโทรศัพท์ขึ้นมา แสงสว่างจากหน้าจอสะท้อนใบหน้าที่งดงามทว่าแฝงไปด้วยความเด็ดเดี่ยว ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความน้อยใจ บัดนี้กลับฉายแววแข็งกร้าว พิมพ์ข้อความส่งไปหาเพื่อนสนิทที่เพิ่งแยกย้ายกันเมื่อช่วงหัวค่ำ
เนย: ฉันตัดสินใจแล้วนะฟ่าง ฉันว่าฉันจะทำงานที่แกบอก
ฟ่าง: แกจะเอาจริงเหรอเนย! แกคิดดีแล้วใช่ไหม... แกไม่สนจริงๆ ใช่ไหมว่าคนอื่นจะมองแกยังไง
ข้อความตอบกลับของเพื่อนเต็มไปด้วยความกังวล หญิงสาวจ้องมองหน้าจอเนิ่นนานก่อนจะพิมพ์ตอบด้วยนิ้วที่สั่นเทา
เนย: ฉันรู้ แต่ความจนมันน่ากลัวกว่าสายตาคนพวกนั้นนะฟ่าง
ข้าวฟ่างไม่อยากพิมพ์ตอบ จึงตัดสินใจโทรหาเพื่อน ปณิสราที่ถือโทรศัพท์อยู่จึงรีบรับสาย
“ฟ่าง ฉันมองไม่เห็นทางเลือกอื่นที่มันดีกว่านี้แล้วจริงๆ ว่ะ”
“แกคิดให้ดีนะเนย บางคนได้เงินเยอะก็จริง แต่ต้องแลกกับสุขภาพจิตที่พังทลายเพราะครอบครัวไม่ยอมรับ ฉันไม่อยากให้แกถลำลึกจนกู่ไม่กลับนะ ถ้าเป็นแบบนั้นฉันคงรู้สึกผิดแน่ ๆ ที่ชวนแก”
“แกอย่าคิดแบบนั้นสิ ฉันคงไม่ไปถึงขั้นนั้นหรอก เอาแค่ถ่ายคอนเทนต์นิดๆ หน่อยๆ ก็พอ”
“เนย!...ไอ้งานที่แกจะทำไม่ใช่แค่มีมือถือเครื่องเดียวแล้วถ่ายรูปลงได้นะเว้ย! งานพวกนี้มันต้องวางแผน แกต้องวางตารางเลยว่าสัปดาห์นี้จะใส่ชุดไหน คอนเซปต์อะไร ต้องคิด Content ล่วงหน้า ต้องรู้วิธีบริหารเสน่ห์ให้คนเปย์ ให้เขารู้สึกว่าผลงานของแกมันเอ็กซ์คลูซีฟจริงๆ เขาถึงจะยอมควักกระเป๋าจ่ายเงินเพื่อดูแก”
“แล้วอีกอย่างนะ แกแน่ใจเหรอ ว่าจะทนแรงยุแรงส่งจากพวกยูสเซอร์ได้ พอเงินก้อนโตมันวางอยู่ตรงหน้า พวกนั้นจะเรียกร้องให้แกทำอะไร แกก็อาจลืมตัวตนไปเลยก็ได้นะ ฉันคนหนึ่งล่ะที่เป็นแบบนั้น เมื่อก่อนฉันก็คิดแบบแกเนี่ยแหละ” ปณิสราสูดหายใจลึก ๆ ก่อนจะพูดกับเพื่อน
“คนตกงานอย่างฉัน มันไม่มีสิทธิ์เลือกทางเดินที่สวยหรูได้หรอก ยังไงฉันก็ต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด ฉันขอบใจนะที่แกเตือน แต่ไม่ว่ามันจะต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ฉันก็คงต้องทำ ฉันมองไม่เห็นทางอื่นแล้วล่ะ”
ปนิศราวางโทรศัพท์ลงข้างตัว พลางใช้มือลูบไล้ไปตามเรือนร่างของตนเองผ่านเนื้อผ้าฝ้ายราคาถูก สัมผัสจากปลายนิ้วที่ลากผ่านหน้าท้องแบนราบและทรวงอกอิ่มที่กระเพื่อมไหวตามจังหวะหายใจทำให้เธอใจสั่น เธอจินตนาการถึงวันที่เรือนร่างนี้จะไม่ได้เป็นเพียงสิ่งที่ซ่อนอยู่ในชุดเชยๆ แต่จะกลายเป็นหน้าต่างบานเดียวที่พาเธอก้าวข้ามผ่านความยากจน แม้จะต้องซ่อนใบหน้าไว้ภายใต้หน้ากากลวงตาก็ตาม
กายเคลื่อนตัวสลับเปลี่ยนท่าทางให้ปณิสราได้นั่งหันหน้าเข้าหากัน นัยน์ตาคมกริบทอดมองใบหน้าหวานละมุนที่ยามนี้ระเรื่อสีแดงจัดด้วยพิษสวาทและอารมณ์รักที่ยังคงคุกรุ่น“พี่เมาหรือเปล่า พี่กาย... หน้าแดงเชียว” ปณิสราเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า เจือความเหนื่อยอ่อน เมื่อเห็นใบหน้าหล่อเหลาขึ้นสีระเรื่อ“ไม่ได้เมาสักหน่อย ดื่มแค่นี้จะไปเมาได้ยังไงกัน” เขาตอบปัดเสียงห้วน ก่อนจะโน้มใบหน้าลงดูดดึงยอดอกอวบอิ่มอย่างหิวโหย จนหญิงสาวต้องแอ่นกายรับสัมผัสด้วยความเสียวซ่านกายโอบรั้งเรือนร่างอวบอิ่มของปณิสราให้ขึ้นมานั่งทับอยู่บนตักกว้างในท่วงท่าหันหน้าเข้าหากัน ช่องทางรักฉ่ำหวานกลืนกินท่อนเนื้อแกร่งเข้าไปจนมิดโคน เนยยันฝ่ามือลงบนแผงอกล่ำบึ้ก ค่อยๆ ยักย้ายสะโพกขย่มโยกเอวบดเบียดเข้าหา ขณะที่กายกระดกสะโพกตอกอัดขึ้นมาจากด้านล่างอย่างรู้จังหวะ สองมือหนาเฟ้นบีบเต้านมเต่งตึงอย่างมันมือ ก้มลงกอดจูบลูบไล้ ซุกไซ้ซอกคอหอมกรุ่นและแลกลิ้นนุ่มอย่างนัวเนีย รสเสน่หาอันเร่าร้อนอบอวลไปทั่วห้อง“ฟ่างกับเนย... มีอะไรกับแฟนบ่อยป่ะ” กายเอ่ยถามขึ้นท่ามกลางเสียงหอบหายใจพร่า ขณะที่มือยังคงบีบเค้นปทุมถันคู่งามอย่างแรง“ถามทำไมเหรอค
“พี่ก็แค่ขอเข้าไปรอฟ่างในบ้านเอง... ทำไมกลัวพี่เหรอ” เขาเอ่ยเสียงทุ้ม นัยน์ตาแพรวพราวไปด้วยความปรารถนาอันรุ่มร้อนที่แฝงไว้ด้วยกลอุบาย “ถ้าเนยเป็นเด็กดี ยอมทำตามที่พี่ต้องการ คืนนี้พี่อาจจะยอมลบคลิปนั้นทิ้งให้ก็ได้นะ”“พี่กาย พูดจริงเหรอคะ”“จริงสิ” พูดจบกายไม่รอให้ปณิสราอนุญาต เขาดันประตูรั้วและแทรกตัวเข้ามาในบ้านทันทีเมื่อเข้ามาอยู่กันตามลำพังภายในบ้าน กายก็ไม่รอช้า เขาเปิดคลิปวิดีโอฉาวที่เคยมีอะไรกับเธอไว้ขึ้นมาขู่ทันที กายยิ้มร้ายและขู่ว่าหากเธอไม่ยอมมีอะไรกับเขาในคืนนี้ เพื่อแลกกับการลบคลิปออกจากเครื่อง เขาก็จะส่งคลิปนี้ให้นาวารับรู้ เพื่อทำลายทั้งชีวิตของเธอด้วยความหวาดกลัวว่านาวาจะรู้เรื่อง และกลัวภาพหลุดจะถูกเผยแพร่ ปณิสราจึงไม่มีทางเลือก“เอาเหล้ามาชงให้พี่ดื่มสักแก้วสิ” กายเอ่ยสั่งเสียงเรียบ ขณะแทรกตัวเข้ามาในบ้านอย่างถือดี“ไม่มีค่ะ” ปณิสราตอบปฏิเสธทันควัน หวังให้เขาตัดใจแล้วกลับไป “อย่ามาโกหกหน่อยเลย... ไอ้นาวามันคงไม่อยู่ที่นี่โดยไม่มีเหล้าดื่มหรอกน่า ไปเอามา” ปณิสราไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายจนนาวารู้เข้า เธอจึงจำใจเดินหายเข้าไปในครัว หยิบขวดสุราราคาแพงที่ยังไม่ได้เป
บรรยากาศภายในห้องคอนโดหรูของอาจารย์หนุ่มยังคงอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของน้ำหอมสตรี หลังผ่านพ้นบทเพลงรักอันเร่าร้อน ข้าวฟ่างยืนแต่งตัวในชุดใหม่ที่อาจารย์ภูมรินทร์เตรียมไว้ให้ด้วยมือที่ยังคงสั่นเทา ความวาบหวามหวามและร่องรอยแห่งความสุขสมยังคงเด่นชัดอยู่ในใจ ขณะที่อาจารย์หนุ่มในชุดลำลองดูภูมิฐานยืนเตรียมพร้อมสำหรับการออกไปดินเนอร์ยามค่ำคืน“แค่นี้ถึงกับมือไม้อ่อนเลยเหรอ หืม์” เสียงทุ้มต่ำของภูมรินทร์เอ่ยถามด้วยความเอ็นดูและอ่อนโยน สายตาคมกริบมองสบประสานกับดวงตากลมโตของนักศึกษาสาวที่เพิ่งก้าวเข้ามาอยู่ในอ้อมแขนของเขาอีกครั้ง“ก็มันเสร็จแล้วเสร็จอีกนี่คะ... อาจารย์อึดเป็นบ้าเลย แต่... แต่หนูก็รู้สึกดีมากๆ เลยค่ะ” ข้าวฟ่างซบหน้าลงกับแผงอกกว้าง พลางเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงแผ่วพร่า แก้มสองข้างซับสีเลือดฝาดเรื่อด้วยความเขินอายเมื่อย้อนนึกถึงศึกหนักหน่วงบนเตียงกว้างเมื่อครู่ภูมรินทร์แย้มยิ้มบางๆ อย่างพึงพอใจ ก่อนจะยื่นมือหนาไปช่วยจัดปอยผมที่คลอเคลียกรอบหน้าให้เธออย่างเบามือ แล้วเอ่ยถามด้วยความห่วงใย“หิวหรือยัง”“หมดแรงขนาดนี้แล้ว ยังจะถามอีกเหรอคะ” เธอย่นจมูกใส่เขาอย่างน่ารัก“โอเค งั้นเราไปทานข้าว
“อาจารย์หนุ่มกระชิบเสียงพร่าชิดใบหูของหญิงสาว ก่อนจะแกล้งใช้ริมฝีปากอุ่นร้อนขบเม้มติ่งหูเบาๆ แล้วตวัดปลายลิ้นหยอกล้อหยั่งเชิง จนข้าวฟ่างสะท้านเยือกไปทั้งร่าง ความวาบหวิวระลอกใหม่แล่นพล่านขึ้นมาจับขั้วหัวใจจนเธอต้องส่งเสียงประท้วงแผ่วเบา“อาจารย์ขา... อย่าปลุกอารมณ์กันแบบนี้สิคะ...” ข้าวฟ่างเอ่ยเสียงกระเส่า พยายามเอี้ยวตัวหนีสัมผัสที่จู่โจมอย่างไม่ทันตั้งตัว“ถ้าหนูยอมตามใจอาจารย์อีกรอบ... เดี๋ยวอาจารย์เพิ่มค่าเหนื่อยให้เป็นเท่าตัวเลย” อาจารย์ภูมรินทร์กระซิบยั่วเย้า แววตาเป็นประกายระยับด้วยความปรารถนา“รอบนี้พอแล้วนะคะ หนูกลัวแฟนจับได้” เธอบอกด้วยความกังวลใจ“ถ้าหนูไม่บอก แล้วแฟนหนูจะรู้ได้หืม์...” อาจารย์หนุ่มเกลี้ยกล่อม พลางใช้มือหนาลูบไล้สะโพกอิ่มที่จมอยู่ใต้ผิวน้ำอุ่นอย่างเอาอกเอาใจ“โหย... อาจารย์อะ แต่แฟนคนนี้เค้าไม่ชอบให้หนูรับงานนี่คะ” ข้าวฟ่างทำเสียงกระเง้ากระงอดใส่“น่า... นะเด็กดี เรามาร่วมกันสร้างความทรงจำครั้งสุดท้ายดีกว่านะ” เสียงทุ้มเอ่ยออดอ้อนแกมเว้าวอน ดึงร่างอวบอัดให้เข้ามาแนบชิดผิวกายเปลือยเปล่าของตนเองมือหนาบีบนวดไหล่มนก่อนจะเลื่อนต่ำลงมาโลมเลียปทุมถันคู่งามที่ชูชั
ถุงยางอนามัยถูกนิ้วเรียวถอดออกจากแก่นกายกำยำอย่างชำนาญ ข้าวฟ่างชูมันขึ้นตรงหน้าอาจารย์หนุ่มเพื่อแสดงหลักฐานหยาดหยดสีขาวขุ่นที่อัดแน่นอยู่ภายในด้วยแววตายั่วเย้า“ถือว่าหนูทำตามข้อตกลงของอาจารย์ทุกอย่างแล้วนะคะ... อย่าลืมแก้เกรดให้หนูด้วยล่ะ” เธอส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มก่อนจะนำถุงยางไปทิ้งลงถังขยะอย่างเรียบร้อย จากนั้นจึงหยิบทิชชูหนานุ่มขึ้นมาบรรจงเช็ดทำความสะอาดหยดน้ำกามบนท่อนเนื้อให้เขาด้วยความเอาอกเอาใจ“เรียนจบแล้ว... แวะมาหาอาจารย์บ้างนะ” ภูมรินทร์เอ่ยเสียงทุ้ม“ค่ะ... ถ้าหนูไม่ลืมนะคะ แต่หลังจากนี้ หนูว่าจะบินไปเมืองนอกค่ะ” ข้าวฟ่างตอบพลางใช้นิ้วโป้งไล้เช็ดความเปียกชื้นบริเวณส่วนปลายแก่นกายของเขาเบาๆ“ที่บอกว่าจะไปกับแฟนคนใหม่นั่นน่ะเหรอ” อาจารย์หนุ่มเลิกคิ้วถาม นัยน์ตาฉายแววห่วงใยที่ปิดไม่มิด“ค่ะ แฟนหนูเป็นผู้บริหารโรงแรม เขามีสาขาอยู่ที่ต่างประเทศด้วย ต้องบินไปมาอยู่บ่อยๆ ค่ะ”“หนูกล้าไว้ใจผู้ชายที่เพิ่งรู้จักกันขนาดนั้นเชียวเหรอ... ระวังเขาจะหลอกไปขายเข้าสักวันนะ” น้ำเสียงของอาจารย์หนุ่มแฝงความเตือนสติ ทว่าลึกๆ แล้วกลับเต็มไปด้วยความเสียดายหญิงสาวตรงหน้า ตั้งแต่รู้จักกันมา เขาเรีย
มือหนาเกี่ยวสายบราเซียร์ลงแล้วดันส่วนที่ปกปิดเต้านมอวบเต่งตึงขึ้นไปกองไว้ด้านบน ก่อนจะอ้าปากงับยอดอกสีชมพูระเรื่อแล้วดูดดึงอย่างมันเขี้ยว“อื้ม... เสียวจังเลยค่ะอาจารย์ขา...” ข้าวฟ่างแอ่นอกรับสัมผัสสะท้านเยือก เพราะจังหวะการดูดดึงหนักสลับเบาของอาจารย์ทำเอาเธอเคลิบเคลิ้มจนแทบละลาย มารู้ตัวอีกที ช่วงล่างของเธอก็เย็นวาบเมื่อกางเกงในลูกไม้ถูกรูดถอดออกไปพ้นทาง“จารย์!! หนูว่าเปลี่ยนถุงยางดีกว่า หนูกลัวมันแตก จริง ๆ นะคะ”“อืมได้ งั้นก็เอาสิ” สิ้นคำอนุญาตจากอาจารย์ข้าวฟ่างก็เอื้อมมือไปควานหาถุงยางอนามัยในกระเป๋าสะพายราคาแพงออกมา ระหว่างสวมถุงยางให้อาจารย์เธอก็คิดไปถึงอีกไม่กี่วันข้างหน้า ที่เธอมีคิวต้องไปออกรอบกับยุทธนา แฟนคลับกระเป๋าหนักหญิงสาวจัดการสวมถุงยางอนามัยให้อาจารย์หนุ่มอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะแยกเรียวขาออกกว้าง เปิดทางให้อาจารย์แทรกกายเข้ามาตรงกลาง อาจารย์ภูมรินทร์จับแก่นกายหนามาเคาะตีเบาๆ บริเวณร่องสวาท แม้จะไม่ได้ตื่นเต้นเท่าครั้งแรกที่มีอะไรกัน แต่ข้าวฟ่างก็แกล้งส่งเสียงครางกระเส่าเพื่อเร่งเร้าอารมณ์หื่นของอาจารย์เพื่อเวลาจะได้จบๆ ไป“อือ!!!... เอาเข้ามาเถอะค่ะอาจารย์ขา หนูเสีย
ข้าวฟ่างหันไปสบตากับกายที่ยิ้มกริ่มอย่างพอใจ ยอดเงินเปย์ทำให้เธอไม่อาจปฏิเสธได้ต่อหน้าผู้ชมหลายพันคน หญิงสาวจำใจถลกกางเกงชั้นในตัวจิ๋วออกอย่างรวดเร็วภายใต้กระโปรงที่คลุมไว้ ก่อนจะขยับตัวขึ้นไปนั่งคร่อมบนตักของกายท่ามกลางความมืดมิดที่สุ่มเสี่ยง“ขอบคุณทุกคนที่ช่วยกันเปย์แล้วก็ขอบคุณพี่นาวาสำหรับยอดด
พอกายกลับไปเป็นช่างภาพตามเดิม เขาจ้องมองเรือนร่างผ่านเลนส์กล้องราคาแพง ลมหายใจของเขาเริ่มติดขัดอีกครั้งเมื่อเห็นยอดอกสีหวานที่ชูชันท้าทายสายตาเพียงชั่วขณะ ก่อนจะซูมเลนส์กล้องจนเห็นร่องรอยความสาวที่ซ่อนเร้นอยู่ภายใต้เรียวขาที่หนีบเข้าหากันอย่างหมิ่นเหม่ เขาจงใจปรับโฟกัส ซูมเข้าไปให้ใกล้ที่สุดเท่าที่
หลายวันต่อมา... ข้าวฟ่างพาปณิสราแวะมาที่สตูดิโอส่วนตัวของกายแฟนหนุ่ม ภายในห้องโถงกว้างที่ถูกดัดแปลงเป็นสตูดิโอระดับมืออาชีพ กายกำลังยืนเช็คไฟล์ภาพจากหน้าจอมอนิเตอร์ขนาดใหญ่ แสงไฟสลัวสีส้มสลัวช่วยขับเน้นมัดกล้ามแขนที่โผล่พ้นแขนเสื้อยืดสีดำให้ดูแข็งแกร่งและน่าหลงใหล“สวัสดีครับสาวๆ มาเร็วกว่าที่คิดนะ
ในซอยแคบที่ขนาบด้วยกำแพงปูนตะไคร่จับหนาเตอะย่านชานเมือง แสงไฟสลัวจากเสาไฟฟ้าเก่าๆ ส่องให้เห็นร่างระหงของ ปณิสรา หรือ เนย หญิงสาวในชุดเสื้อยืดพอดีตัวที่ขับเน้นทรวงอกอิ่มและส่วนเว้าส่วนโค้งอย่างไม่ตั้งใจ เธอเดินเข้าไปในร้านขายของชำท้ายซอยซึ่งเป็นที่พึ่งสุดท้ายในยามที่กระเป๋าสตางค์แห้งเหี่ยว มือเรียวห







