LOGINร่างเล็กก้าวเข้ามาในบ้านหลังใหญ่อย่างอ่อนล้ากับการเดินทาง โชคดีที่สาวิตขับรถออกมาส่งหน้าไร่ ไม่ต้องรอคิวรถรับส่งภายในไร่ ทว่าก็ต้องมายืนรอรถขนส่งสาธารณะอยู่ดี
ตมิสาไม่มีรถ ตั้งแต่อยู่กรุงเทพฯ เธอก็ไม่ได้ซื้อ ยังไม่เคยหัดขับเพราะบิดากับพี่ชายไม่อยากให้ขับรถเอง ส่วนใหญ่เธอจึงไปกลับทำงานด้วยรถแท็กซี่ และหากกลับมาที่บ้านนี้ก็จะมีรถไปรับส่งอย่างไม่เดือดร้อน
“โอ๊ะ ตายจริง น่าจะให้คนขับรถไปรับไปส่งนะจ๊ะ ไปกลับเองแบบนี้ทุกวันเหนื่อยแย่เลย”
เสียงพูดดูเหมือนห่วงใยทว่าตมิสารู้ดีว่าคนพูดไม่ได้คิดอย่างนั้นสักนิด เหลือบมองก็เห็นร่างสูงโปร่งในชุดคลุมว่ายน้ำเดินนวยนาดมาจากประตูด้านสระว่ายน้ำ
ตมิสาถอนหายใจ กัดฟันข่มใจแล้วก้าวต่อไปราวไม่สนใจอีกฝ่าย ทว่าเจ้าตัวก็ยังเดินตามมาขณะเธอกำลังก้าวขึ้นบันได
“นี่ ไม่ได้ยินที่ฉันพูดหรือไง”
คำท้วงของอีกฝ่ายไม่สามารถดึงให้ตมิสาหยุดฝีเท้าได้
“ผู้ใหญ่พูดด้วยแล้วทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ ไม่มีมารยาทเอาเสีย นี่แหละน้าไม่มีแม่อบรมสั่งสอนตั้งแต่เด็ก”
“อย่ามาลามปามถึงแม่ฉัน”
ร่างเล็กหันขวับกลับมากัดฟันเอ่ยเสียงเครียด ทั้งยังมองคนที่ตามมาหยุดอยู่ชั้นล่างหน้าบันไดด้วยสายตาขุ่นขวาง
“ลามปามอะไร แค่เปรยเฉยๆ”
เมื่อเห็นอีกฝ่ายยักไหล่พร้อมสีหน้าไม่หวั่นไหว ยิ่งทำให้ตมิสาโกรธควันออกหู
“อยู่ในที่ของเธอไป อย่าพูดถึงแม่ฉันอีก เพราะคนมาทีหลังอย่างเธอไม่มีสิทธิ์ แม่ฉันฝ่าฟันเคียงบ่าเคียงไหล่กับพ่อฉันกว่าท่านจะได้ตำแหน่ง มีคนนับหน้าถือตาอย่างทุกวันนี้ แล้วแม่ก็ป่วยต้องจากไปก่อนวัยอันควร ส่วนเธอ...”
หญิงสาวยกมือชี้หน้าอีกฝ่าย
“มันก็แค่พวกชุบมือเปิบหวังสบาย ไม่แม้แต่จะออกไปช่วยพ่อหาเสียงกรำแดดกรำฝนเหมือนแม่ฉัน”
“ท่านบอกไม่ต้องไปก็ได้นี่”
อีกฝ่ายเชิดหน้ากลับมา
“หึ...”
เธอทำเสียงเยาะ ก่อนจะเอ่ยเสียงเข้ม
“อยากทำตัวเป็นคุณนายก็เรื่องของเธอ ฉันไม่สนใจ แค่อย่ามายุ่งกับฉัน แล้วก็อย่าเสนอหน้าพูดถึงแม่ฉันอีก”
พูดแล้วก็สะบัดหน้าก้าวขึ้นบันได
“เธอเองก็ไม่มีสิทธิ์มาชี้หน้าฉัน”
อีกฝ่ายเสียงเข้มแต่เธอไม่ได้หันกลับ เพราะสะใจที่ได้ตอกหน้าไปแล้ว
“เพราะตอนนี้ฉันได้ชื่อว่าเป็นแม่ของเธอ”
“รสลิน!”
แต่แล้วตมิสาก็ต้องหันกลับไปตวาดเสียงดังอย่างทนไม่ได้กับคนที่พยายามจะควบคุมและมีอำนาจเหนือเธอ ทำตัวยิ่งใหญ่กว่าเธอในบ้านหลังนี้
“เสียงดังอะไรน่ะมิ้ม”
น้ำเสียงเข้มมีอำนาจดังขึ้น
ตมิสาเหลือบไปยังประตูทางเข้า เห็นร่างสูงที่ออกจะท้วมนิดๆ ของบิดากำลังเดินเข้ามา ขณะร่างโปร่งในชุดคลุมว่ายน้ำรีบก้าวเร็วๆ ไปเกาะแขนท่านออดอ้อนทันที
“เหนื่อยไหมคะท่าน”
“ไม่หรอก”
คนเป็นลูกมองภาพหวานแหววนั้นแล้วยกยิ้มมุมปาก ก่อนจะหันหลังกลับพยายามไม่สนใจอะไรอีกแต่เสียงของพ่อดังขึ้นอีกครั้ง
“มิ้ม อย่าขึ้นเสียงแบบนี้กับรสอีก”
คำสั่งนั้นทำให้ร่างเล็กบอบบางชะงัก หลับตาลงสูดหายใจเข้าจนเต็มปอดก่อนจะลืมตาแล้วหันกลับไปยิ้มบาง
“ค่ะ มันจะไม่มีอีกแล้ว”
การที่เธอยืนอยู่บนบันได มองลงไปข้างล่างทำให้รู้สึกเหมือนตัวเองโตขึ้นและกล้าขึ้น
“เพราะมิ้มจะย้ายออกไปอยู่ที่อื่นพรุ่งนี้แล้ว”
“อะไรนะ”
บิดาของเธอขมวดคิ้ว และก้าวมาทางเธอแทนที่จะนั่งลงบนโซฟาตามที่ภรรยาเชิญชวน หากก็ไม่ลืมหันไปโบกมือให้คนที่ติดตามมาสามคนออกไปข้างนอก
“ที่ทำงานมีที่พักให้ค่ะ”
“พ่อให้ลูกมาอยู่บ้าน”
“แต่บ้านไม่น่าอยู่สำหรับมิ้ม พ่อก็รู้นี่คะ”
เธอบอกออกไปอย่างน้อยใจ ทว่าเสียงมั่นคงไม่สั่นเครือ ไม่ต้องการแสดงความอ่อนแอต่อหน้าเมียของพ่อ ไม่ใช่ครั้งแรกที่เธอกับแม่เลี้ยงกระทบกระทั่งกัน ปัญหาเกิดขึ้นบ่อยครั้งนับตั้งแต่เธอรับรู้ว่าบิดารับรสลินเข้ามาอยู่ในบ้าน และอยากจดทะเบียนสมรสซึ่งเธอคัดค้านอย่างหนัก และการที่ยังไม่ได้ในสิ่งที่ต้องการเพราะเธอ ทำให้รสลินมักจะหาเรื่องเธอเสมอทุกครั้งที่เจอหน้า อย่างน้อยก็พยายามทำให้ตัวเองดูน่าสงสารเป็นผู้ถูกกระทำในสายตาบิดาของเธอ
“ลูกต้องอยู่ที่นี่”
คุณชนินท์มายืนด้านหน้าบันได ใบหน้าคมคายที่มีอายุนิ่งขรึม ตมิสาสบตากับบิดาตนเองด้วยความรู้สึกเหนื่อยใจ มีหลายอย่างอัดอั้นภายในอกทว่าพูดไปก็ไม่มีความหมาย
“อย่าบังคับมิ้มเลยนะคะพ่อ”
เธอพูดเสียงเบาทว่าจริงจัง
“มิ้มขอพื้นที่หายใจของตัวเองบ้าง”
สีหน้าของบิดาเคร่งเครียด เธอจึงเดินลงไปหาท่าน จับมือหนาและสากระคายกว่าตนพร้อมเอ่ยเสียงเบา
“วันหยุดเรานัดกินข้าวข้างนอกกันก็ได้ นะคะพ่อ”
ท่านมองเธอนิ่งก่อนจะถอนหายใจยาว ทว่าสุดท้ายก็ยอมพยักหน้าเล็กน้อยแม้จะไม่เห็นด้วยนัก นั่นทำให้ตมิสายิ้มดีใจก่อนจะกระซิบกับบิดา
“ขอบคุณค่ะพ่อ”
หลังจากยิ้มแล้วก็หมุนตัวเดินขึ้นบันไดไปสามขั้น ก่อนจะหันไปพูดกับรสลินที่มองจ้องมาทางเธอกับบิดาด้วยสีหน้าพึงพอใจ สำหรับอีกฝ่าย เธอไม่อยู่ที่นี่เป็นเรื่องที่ดี
“ถึงฉันไม่อยู่ เธอก็ยังจะอยู่ในบ้านหลังนี้อย่างคนอาศัยอยู่ดี อย่าหวังว่าจะชูคอใช้นามสกุลคุณอเนกได้เลย รสลิน”
“มิ้ม!”
ตมิสาไม่สนใจเสียงดุของบิดา พูดจบเธอก็เดินหนีขึ้นบันไดไปชั้นบนทันที
“ท่านคะ”
ร่างโปร่งในชุดเสื้อคลุมรีบเข้ามาเกาะแขนคุณชนินท์ทำเสียงเง้างอด ท่านได้แต่ถอนหายใจเพราะนับตั้งแต่ลูกสาวกลับมาท่านก็ทั้งดุและปรามไปหลายครั้งจนอ่อนใจ จึงได้แต่วางมือลูบแขนเรียวเบาๆ ปลอบใจภรรยาแทน
“เอาเถอะ ผมจะค่อยๆ กล่อมมิ้มเอง”
คนได้ยินได้แต่กลอกตา เธอฟังคำนี้มาตั้งแต่ที่ลูกสาวของเขาแสดงอาการต่อต้านของชัดเจนนับตั้งแต่เจอหน้ากันเมื่อห้าปีก่อนแล้ว และเธอก็เบื่อที่จะฟังอีกแล้ว
=====
“ไม่เอาค่ะ ไม่พูดแล้ว กลับบ้านค่ะ”หญิงสาวตัดบทแล้วสะบัดตัว ท่าทางนี้บอกว่าหมดเวลาพูดเล่นแล้ว เขาจึงประคองช่วยอีกฝ่าย พอเธอพยายามแกะมือเขาก็บอก“มิ้มขาสั่นอยู่ ให้ผมช่วยเถอะ”“รู้ดีจังนะคะ”คนเป็นภรรยาตวัดตามองค้อนสามี อายที่อีกฝ่ายรู้ทันแถมยังขุ่นเคืองใจระคนกันจามิกรยิ้มอ้อนไม่ต่อคำอะไรอีก เพราะแค่ที่ดึงหญิงสาวมาร่วมรักในน้ำตกกลางแจ้งอย่างนี้ก็เป็นความผิดหนึ่งกระทงสำหรับเธอแล้ว คงต้องง้อกันอีกพักใหญ่ ฉะนั้นต้องทำคะแนนเอาอกเอาใจมากกว่าแกล้งยั่วให้เจ้าตัวโมโหมากไปกว่านี้และต้องง้อให้ได้ภายในชั่วโมงสองชั่วโมงนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นคืนนี้มีหวังอดเมื่อโอบร่างเล็กเดินกลับมาถึงจุดที่ปูเสื่อแล้วเขาก็รีบออกตัว“เดี๋ยวผมเก็บเอง”ชายหนุ่มขยับไปจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ตมิสาก็ไม่ได้แย้งเพียงยืนกอดอกด้วยความรู้สึกหนาว ปล่อยให้จามิกรทำไปในเมื่อชายหนุ่มกำลังพยายามเอาใจเธออยู่ เสร็จแล้วอีกฝ่ายก็มองเธอพร้อมยิ้มกว้างแล้วเดินมาหาก่อนจะบอก“ขี่หลังผมกลับนะ”ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรเขาก็หันหลังแล้วนั่งลงทันที“มาเถอะ มิ้มหนาวแล้ว ขี่หลังผมจะได้กลับบ้านเร็วๆ กัน”จามิกรย้ำมา ขณะที่หญิงสาวมองคนที่หิ้วเสื่อ
“มิ้มจ๋า งอนอีกแล้ว”จามิกรใช้ช่วงขายาวกว่าของตนเองให้เป็นประโยชน์เดินตามมาจนทันและจับแขนเรียวของภรรยาไว้ อีกฝ่ายมองเมินไปทางอื่นไม่ยอมมองหน้าเขา“คุณก็เห็นผมกับพี่คุณทะเลาะกันตลอด ยังพามาเจอกันอีก”หญิงสาวหันขวับกลับมาทันที“นี่คุณว่ามิ้มผิดเหรอคะ”ชายหนุ่มรู้ตัวว่าพูดผิดไปจึงรีบแก้ตัว“ไม่ใช่ คือผมหมายถึง ยังไงผมกับพี่คุณก็เป็นแบบนี้ มิ้มน่าจะเข้าใจ”“มิ้มกับนิดาอยากให้ดีกัน คุณล่ะคะ เข้าใจไหม”เมื่อเขาเงียบไม่พูดต่อตมิสาก็ดึงแขนตัวเองออกเพราะชายหนุ่มไม่ได้จับแน่นนัก เดินหนีไปอีกครั้งทั้งยังไปใกล้ริมน้ำตกมากขึ้น“มิ้ม ไหนบอกจะไม่หนีผมแล้วไง นี่จะไปไหน”หญิงสาวเดินสูงขึ้นไกลจากแอ่งน้ำใหญ่มา แม้จะลงเล่นได้เพราะมีคนเล่นอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน แต่จุดนี้แอ่งเล็กกว่ามีโขดหินมากกว่า“ไปให้ไกลจากคุณนั่นแหละค่ะ”เขาคว้าข้อมือเล็กเพราะอีกฝ่ายทำเหมือนจะเดินลงไปในน้ำ“จะเล่นน้ำกลับไปเล่นตรงโน้นดีกว่า ตรงนี้โขดหินเยอะ”“ไม่ต้องสนใจมิ้มหรอกค่ะ”“หรือโมโหผมแล้วจะลงไปแช่น้ำเหมือนครั้งโน้น”จามิกรอดเย้าไม่ได้ ใบหน้าเนียนซีดเพราะเธอเปียกทั้งตัวชักสีหน้า ทว่าอยู่ๆ หญิงสาวก็ยิ้มขึ้นมา“มิ้มไม่แช่หรอก แต่
“อยากได้พี่โมกข์”ชยุตม์เพียงหัวเราะในลำคอแล้วลูบผมชื้นเบาๆ“ไออุ่นจากร่างกาย ต้องดีกว่าเสื้อเป็นไหนๆ ใช่ไหมคะ”เสียงหวานพร่าแล้วเป็นฝ่ายขยับมาจูบเขาก่อน ชายหนุ่มให้ความร่วมมือเพราะต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้ว เขาและเธอจูบลากันบนรถทุกวัน แต่ละครั้งก็กินเวลาเนิ่นนานเสมอลิ้นเล็กเคลียไล้กลีบปากเขากระทั่งแทรกเข้ามาเมื่อเขายินดีโต้ตอบ อีกฝ่ายรุกมารวบรัดเขาพัวพันกระตุ้นเร้าอย่างหนักกว่าปกติ ทั้งร่างบางเปียกปอนที่รับรู้ถึงสัดส่วนเต็มตึงก็เบียดชิด แถมเริ่มเคลื่อนมาก่ายเกยบนตักเขาอีกด้วย ชยุตม์รู้แล้วว่าหญิงสาวต้องการไปต่อจริงจัง ไม่ใช่แค่หยอกล้อเหมือนทุกครั้ง เขาถอยออกประคองแก้มแล้วยั้งดวงหน้าเล็กไว้เบาๆ“นิดาครับ ทำแบบนี้มันจะหยุดยากนะ”“นิดาต้องการพี่โมกข์”หญิงสาวย้ำอีกครั้ง ก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย จับชายเสื้อยืดตัวเองดึงขึ้นถอดออกอย่างรวดเร็ว ทำเอาชายหนุ่มได้แต่ตาค้าง“เสื้อเปียกมันหนาว”เจ้าตัวพึมพำท่าทีเขินอายหน่อยๆ เพราะจับเสื้อที่ถอดมาปิดช่วงหน้าอกของตนได้เห็นเรือนร่างสวยชั่วครู่ อกวบอูมอิ่มน่าสัมผัส หน้าท้องเนียนราบเรียบแล้วชยุตม์ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ มาถึงขั้นนี้แล้วถ้าเขายังถอยอี
“นึกว่าเราจะมาปิ๊กนิกแค่สองคนเสียอีก”ชยุตม์มองคนพูดที่กอดอกเหล่มองเขาอย่างนึกฉุน เขาเองก็ไม่คิดว่าจะมาเจอหมอนี่เหมือนกัน เมื่อหันไปมองคนรักที่เกาะแขนอยู่เธอก็ยิ้มหวานให้ แล้วรั้งให้ไปนั่งลงตรงเสื่อที่ปูริมน้ำตกซึ่งน้องสาวเขากับสามีตัวดีของน้องนั่งอยู่ก่อนแล้ววันนี้ฐานิดานัดเขาไปรับหลังโรงเรียนเลิกแล้วบอกว่าจะพาไปปิ๊กนิก แรกทีเดียวเห็นว่าเธอบอกให้พามาไร่เขาก็คิดว่าจะมาไร่องุ่น แต่กลายเป็นน้ำตก มันคงน่าสุนทรีย์ไม่น้อยถ้ามีเพียงเขากับเธอ“ฉันก็ไม่ได้อยากมาเจอหน้านายนักหรอก”เขาอดเอ่ยสวนกลับไม่ได้ระหว่างเขากับจามิกรแม้จะไม่ใช่ความเกลียดแล้ว แต่ก็ยังมีเขม่นกันอยู่ เพราะความคิดเห็นมักไม่ลงรอยกัน ชยุตม์คิดว่าอีกฝ่ายคอยขัดแข้งขัดขาเขาอยู่เรื่อย“เฮ้อ...”สองสาวถอนหายใจพร้อมกันในทันที“มิ้มขอเถอะนะคะ คุยกันปกติเถอะ”“ใช่ค่ะ ที่นิดากับมิ้มชวนพี่จากับพี่โมกข์มาเที่ยวด้วยกันก็เพราะอยากให้เจอกันบ่อยๆ จะได้คุยกันถูกคอขึ้น”“ยาก!”สองหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แล้วต่างก็มองกันตาขุ่น ก่อนจะกอดอกหันหนีไปคนละทางฐานิดากับตมิสามองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ พวกเธอตั้งใจนัดสองหนุ่มมาน้ำตกในช่วง
ฝนตกแรงหนักในช่วงเย็นมาสองชั่วโมงแล้วยังไม่หยุด ตมิสานั่งแทบไม่ติดหลังจากจอยที่มาเรือนเล็กเพื่อทำอาหารด้วยกันบอกกับเธอว่าจามิกรน่าจะกลับมาช้า เพราะลูกของคนงานอายุสามขวบหายไป ตอนนี้นายกับคนในไร่กำลังออกตามหาอยู่“ฝนตกนานจัง จะเป็นยังไงกันบ้างก็ไม่รู้”ตมิสาพึมพำ เธอไม่อยากโทรไปรบกวนเพราะจามิกรอาจจะกำลังยุ่ง ไม่สะดวกรับสาย เพราะก่อนหน้านี้จอยลองโทรไปหาเบิร์ดทางนั้นไม่รับสาย ทำให้จอยที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เองก็สีหน้าไม่ดีนัก“นั่นสิคะ เงียบกริบอย่างนี้ กลัวจะยังไม่เจอ”“สงสารเด็ก อาจจะเจอแล้วก็ได้ แต่ฝนตกหนักก็เลยยังไม่กลับมา”“ค่ะ”ต่างคนก็พยายามคิดไปในทางที่ดีเข้าไว้ ภาวนาให้ไม่มีเรื่องร้ายแรงในไร่ครึ่งชั่วโมงผ่านไปฝนหยุด ตมิสากับจอยยังกังวล แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าบ้านก็รู้สึกใจชื้น ทว่าคนที่มาคือเบิร์ด“เบิร์ด ว่าไง เป็นไงบ้าง”จอยลุกพรวดขึ้นพร้อมถามสามีตนเอง แต่สีหน้าของคนมาใหม่ไม่ค่อยดีนัก“ยังไม่เจอเลย แล้วตอนนี้ก็ติดต่อนายไม่ได้เลยครับ แต่นายสั่งผมไว้ว่า ถ้าฝนหยุดให้มาบอกนายหญิงกินข้าวก่อนได้เลยครับไม่ต้องรอ”ตมิสาถอนหายใจหนักใจ ทั้งยังเริ่มเครียดที่เบิร์ดบอกว่าติดต่อ จามิกรไม่ได้ ขณะที่
หลังจากบิดาของตมิสากับคุณจักรกฤษณ์กลับไปแล้ว จามิกรก็พาภรรยาตนเองมายังเรือนหอ แม้มารดาของเขาจะยังไม่เอ็นดูหญิงสาวนักแต่ก็ยิ้มรับ อวยพรให้เขากับตมิสาครองคู่อย่างมีความสุขและรับขวัญด้วยเครื่องเพชรชุดใหญ่ กับกำไลข้อมือทองโบราณมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่นที่ท่านรับมาจากบิดาของเขา นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าแม่ของตนยอมรับคนที่เขารักเป็นศรีสะใภ้แล้วร่างสูงใหญ่ขยับเข้าไปช่วยคนตัวเล็กที่กำลังยืนเช็ดเครื่องสำอางหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปลายนิ้วแตะที่ซิปด้านหลัง ดวงตาคมฉายแววรักใคร่และต้องการระคนกัน“อะแฮ่ม”หญิงสาวเหลือบมองเขาผ่านกระจกและกระแอม ทั้งยังส่งสายตาดุมาให้อีกต่างหากจามิกรกำมือฉับ บอกตัวเองว่าไม่ได้กลัว เขาแค่ไม่อยากให้ตมิสาขุ่นเคืองเท่านั้น ชายหนุ่มมองตอบอ่อนโยนพร้อมยิ้มบาง“ผมแค่จะช่วย ไม่ได้คิดอะไรเล้ย...”“เสียงสูง ไม่น่าเชื่อถือเลยนะคะ”“จริงจริ๊ง”เขายังย้ำเสียงสูงมาอีกตมิสาจ้องอย่างจับผิด ก่อนจะยอมพยักหน้าเล็กน้อยให้ชายหนุ่มช่วยเพราะอย่างไรเธอก็จัดการเองลำบาก คิดว่าจามิกรต้องรักษาสัญญา หากเขามองเห็นคุณค่าในชีวิตคู่ของเขาและเธอใจหนุ่มเต้นแรงเมื่อได้รับอนุญาต เขากลั้นใจเลื่อนมือไปรูดซิปลงให้







