Masuk“ฐานิดา”
ตมิสาเอ่ยชื่ออีกฝ่ายเสียงเรียบ สีหน้าเฉยชาแม้จะอยากถอนหายใจที่เธอไม่ทันฉุกใจคิด เพราะห่างหายกันไปหลายปีนับตั้งแต่ตนเข้าไปเรียนต่อในมหาวิทยาลัยที่กรุงเทพฯ และทำงานต่อที่นั่นอีกห้าปีเพิ่งตัดสินใจกลับมาที่นี่
“ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเธอ”
คนพูดกวาดมองมาด้วยสายตาชนิดหนึ่งที่ชวนกระตุกต่อมขุ่นเคือง หากตมิสาก็พยายามใจเย็น เธอเพิ่งเริ่มทำงาน ไม่อยากมีปัญหาและไม่อยากใส่ใจกับเรื่องเด็กๆ ในสมัยก่อน
“ทำไมเหรอ คนเราก็ต้องทำมาหากินนี่นา”
เธอล้างกล่องข้าวเสร็จแล้วจึงเช็ดมือหันกลับมามองคนที่ยืนขวางประตูอย่างหยั่งเชิง
ฐานิดาจ้องฝ่ายตรงข้ามอย่างไม่ไว้ใจนัก อยู่ๆ คู่ปรับเก่าที่ไม่ค่อยพูดคุยกันเพราะมักจะแข่งขันกันในทุกเรื่อง ตั้งแต่เรื่องเรียน กีฬา และผู้ชาย ก็มาทำงานในไร่ของเธอ ไม่ใช่ว่าทั้งคู่จีบผู้ชายคนเดียวกัน แต่บรรดานักเรียนชายในโรงเรียนต่างก็เข้ามายุ่งวุ่นวายกับเธอทั้งสองคน โดยมีเพื่อนรอบข้างคอยเชียร์และนับจำนวนความนิยมมาข่มกัน แม้ออกจะน่ารำคาญแต่ก็ทำให้ยืดได้เวลาอยู่ต่อหน้าฝ่ายตรงข้าม ทว่าเรื่องที่เธอจริงจังคือการเรียนมากกว่า และพวกเธอซึ่งอยู่คนละห้องต่างก็สลับกันได้ที่หนึ่งกับสองของระดับชั้นปีเดียวกันประจำ แถมต่างก็เป็นตัวแทนของห้องตนไปสอบแข่งขันทางวิชาการเสมอ เรื่องกีฬาก็โดดเด่นไม่แพ้กัน ทุกอย่างคู่คี่จนน่าหงุดหงิด
“แค่ไม่คิดว่าเธอจะมาสมัครงานที่บ้านฉัน”
คนเป็นเจ้าของไร่พูดพร้อมยักไหล่ อย่างไรก็จะไม่ยอมให้คู่ปรับตนเป็นฝ่ายเอ่ยตัดบทได้ก่อน
“ความจริงก็ลืมไปแล้วน่ะ”
ตมิสาบอกหน้าตายขณะก้าวมาเผชิญหน้ากับคนที่ตอนนี้เปลี่ยนมากอดอก หน้ามุ่ยไม่พอใจเมื่อได้ยินประโยคของเธอ
แหงล่ะ ในเมื่อไร่ฤทธากาจใหญ่และมีชื่อเสียงไม่น้อยทั้งในจังหวัดและภายในประเทศ แถมชื่อเสียงเรื่องไวน์ก็ยังได้รับรางวัลระดับโลก
“ฉันย้ายไปกรุงเทพฯ ตั้งหลายปีนี่นา แล้วเราก็อายุไม่น้อยกันแล้ว ใครจะไปมัวจำเรื่องเด็กๆ แบบนั้น”
คนพูดยักไหล่อย่างมีชั้นเชิง และคนเห็นก็ยิ่งเคือง รู้ว่าถูกว่ากระทบที่ยึดติดเรื่องเดิมอย่างไม่รู้จักโต
“เธอนี่มัน...”
“จะอุ่นข้าวให้พี่ชายของเธอไม่ใช่เหรอ”
ตมิสาตัดบทเพราะไม่อยากโต้ตอบกับน้องสาวเจ้าของไร่ ไม่อยากให้คนจ้างมาเห็นว่าตนมีปัญหากับน้องของเขา แม้จะยังไม่มีปัญหาอะไรก็ตาม แต่คนที่ไม่ถูกชะตาอาจอยู่ด้วยกันยาก และเธอเสียดายงานที่จะช่วยให้ออกจากบ้านได้
ฐานิดาถอนหายใจอย่างแรง ก่อนจะพูดบางอย่างที่มั่นใจว่าอีกฝ่ายจะโต้กลับมาไม่ได้
“รู้ไหม ฉันมาสำนักงาน...เพราะคนเมาท์กันทั้งไร่ว่าบัญชีคนใหม่สวยน่ารักอย่างกับตุ๊กตา แต่พอมาเห็นว่าเป็นเธอ ฉันก็สบายใจได้แล้วล่ะ...”
คิ้วเรียวสวยของตมิสาขมวดอย่างไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายต้องการสื่ออะไร
“เธอคงไม่อ่อยพี่ชายฉัน เพราะยังไงก็คงไม่อยากเกี่ยวดองกับฉันหรอก ใช่ไหม”
พูดจบก็เชิดหน้าเลี่ยงเดินไปยังกล่องใส่อาหารที่วางอยู่บนโต๊ะซึ่งสามารถเก็บความร้อนได้ระยะหนึ่ง แต่นี่บ่ายกว่าแล้วน่าจะอุ่นเพิ่มดีกว่า
ส่วนตมิสาหน้าตึง ไม่คิดว่าจะถูกดูถูกว่าอาจจะมาอ่อยผู้ชาย
“ทำไมฉันต้องอ่อย...”
“บัญชีผู้หญิงทุกคนพยายามอ่อยจับพี่ชายฉันทั้งนั้น และเราก็ใช้บัญชีผู้ชายมาตั้งหลายปี แต่ครั้งนี้เป็นผู้หญิงอีกแล้ว”
ฐานิดาไม่ได้หันมามองขณะพูดแต่น้ำเสียงก็ทำให้คนฟังกำมือแน่น
“ฉันเป็นห่วงพี่จาก็เลยมาดูสักหน่อย ถ้ามีท่าทีแปลกๆ จะได้จัดการเสียก่อนไง”
คนพูดเหลือบมามองเล็กน้อย คราวนี้เป็นตมิสาบ้างที่กอดอกแล้วสวนกลับเสียงแข็ง
“ขอบใจที่เชื่อใจกันนะ”
เธอสะบัดหน้าจะเดินหนี ขณะอีกฝ่ายก็ดูไม่ยอมจบ
“ฉันไม่ได้เชื่อใจเธอ...”
“ว่าไง เสร็จหรือยังน้องสาวคนสวย พี่หิวแล้ว”
เสียงเข้มดังขึ้นทำให้ทั้งสองสาวต่างก็นิ่งเงียบ ตมิสาจ้องตากับฐานิดาเพียงชั่วอึดใจก่อนจะผละออกจากครัวไปก่อน แล้วก็เจอกับเจ้าของร่างสูงใหญ่ที่กำลังตรงมาทางนี้ เธอก้มหน้าลงเดินหลบเขาอย่างไม่ยอมสบตา
จามิกรเหลือบมองตามบัญชีสาวของตนแวบเดียวแล้วเข้าไปหาน้องสาวของเขา
“ไง...”
ชายหนุ่มถามสั้นๆ กับคนที่กำลังเอาอาหารใส่ไมโครเวฟ แม้จะแปลกใจที่เหมือนอีกฝ่ายจะยังไม่ได้เริ่มทำอะไรก่อนหน้านี้เลย แต่ไม่ใช่ประเด็น เพราะเขาอยากรู้ความคิดของคนที่อุตส่าห์มาหาเขา ทั้งที่ปกติมักจะใช้วันหยุดวันเดียวของตนพักผ่อนอย่างคุ้มค่ามากกว่า
“ก็งั้นๆ ค่ะ”
“เห็นไหม เรากับแม่คิดมาก ท่าทางเขาดูธรรมดาๆ”
“หมายถึงหน้าตาค่ะ”
คนเป็นน้องสาวสวนกลับมาเสียงเง้างอด ก่อนจะยกกับข้าวที่อุ่นแล้วมาวางบนโต๊ะ ใส่ข้าวไปอุ่น แล้วหันกลับมาบอกกับพี่ชาย
“แต่ยังไงก็เถอะ ต่อจากนี้นิดาว่าคงต้องมาสำนักงานบ่อยๆ”
ได้ยินแล้วคนเป็นพี่ก็ถึงกับขมวดคิ้วอย่างอดแปลกใจไม่ได้ ทว่าก็ไม่อยากถามให้เจ้าตัวหาข้ออ้างมาเฝ้าเขา หรือเอาไปบอกเล่าให้มารดาฟังอย่างเข้าใจผิดว่าเขาห่วงใยบัญชีคนใหม่
=====
“ขึ้นรถ”จามิกรบอกสั้นกระชับเมื่อเดินมาถึงรถเขาแล้วเปิดประตูไปนั่งรออย่างเตรียมพร้อม คนที่เดินตามมาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากขึ้นไปนั่งข้างคนขับ และได้ยินเสียงถอนหายใจหนักยาวทันที“คุณนี่หาเรื่องเจ็บตัวได้ตลอดเลยนะ”เธอเหล่มองอีกฝ่ายเพียงนิดเดียว“ของแบบนี้ใครจะหากันคะ”“ผมหมายถึงคุณซุ่มซ่าม”ชายหนุ่มดุเสียงเข้มอย่างไม่เกรงใจคนถูกว่าฉุนกึก เขาดุราวกับตัวเองเป็นพ่อหรือพี่เธออย่างนั้น ตมิสาได้แต่คิดแล้วก็หน้างอง้ำ นั่งเงียบไปตลอดทางกระทั่งรถมาจอดหน้าที่พักชายหนุ่มก็พูดขึ้นอีก“เจ็บตัวแล้วยังไม่เจียม เข่ากับแขนคุณต้องระบมแน่วันนี้ แล้วยังลื่นอีก คงได้มีเจ็บเส้นตรงไหนอีกแน่ พรุ่งนี้จะเดินได้หรือเปล่า”“ได้สิคะ”“ให้มันแน่เถอะ”หญิงสาวต้องพยายามข่มใจอย่างมากกับน้ำเสียงดูถูกของชายหนุ่ม เขามาส่งเธอก็เพื่อจะกระแนกระแหนอย่างนั้นหรือ“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”ตมิสาหาทางเลี่ยง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เธอค่อนข้างแพ้ทางนายของไร่ หากเป็นคนอื่นคงหาคำมาสวนกลับให้อีกฝ่ายยุบยิบในความรู้สึกได้ อย่างเช่นที่ทำกับฐานิดาน้องสาวของเขา หรือแม้แต่แม่เลี้ยงของตน ทว่ากับจามิกรแล้วเธอมักจะสมองตื้อแถมยังรู้สึกว่าควรเจี๋ยมเจี้ย
“ว้าย...”เจ้าตัวร้องอุทานตกใจ ทั้งตัวยังหงายหลัง ทำเอาต้องหลับตาปี๋เตรียมใจว่าต้องหัวฟาด แต่กลับไม่ใช่...เอวเธอถูกรวบด้วยแขนข้างหนึ่งพร้อมรับรู้ได้ว่าร่างแกร่งขยับมาประชิดด้านหลัง ใจที่หายวาบเต้นระทึกขึ้นมาแทนเมื่อลมหายใจร้อนเป่ารดตรงลำคอพร้อมเสียงเข้มดังใกล้หู“อะไรของคุณ ไม่มองทางหรือไง”คนถูกโอบตัวเกร็ง กลั้นหายใจ เนื่องจากแขนกำยำรั้งสูงจนขึ้นมาอยู่ใต้หน้าอกของเธอ ทว่าเหมือนชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ เพราะเขาบ่นต่อ“ฝนเพิ่งตก ใส่รองเท้าสูงอย่างนี้มาเดินไม่ระวัง มันก็ลื่นสิ”รองเท้าที่ตมิสาใส่เป็นแตะแบบสวมพื้นค่อนข้างหนาราวสองนิ้ว และไม่เหมาะจะเดินในไร่หรือพื้นดินเละไม่สม่ำเสมอก็จริง ทว่าเธอไม่ได้เตรียมตัวมาดูไร่ตั้งแต่แรก ใครจะไปทันคิดจามิกรรู้สึกได้ว่าเสียงถางหญ้ารอบตัวเงียบลง สายตาคู่คมก็กวาดมองไปโดยรอบด้วยสัญชาตญาณ แล้วก็เห็นว่าคนงานทุกคนหยุดมือหันมาทางตนเองกับหญิงสาวด้วยอาการชะงักตาค้าง แม้จะไม่ชอบใจที่กลายเป็นจุดสนใจ หากก็ยังช่วยดึงคนตัวเล็กกว่าตนเองมากให้ถอยมายืนในจุดที่ไม่อันตราย แล้วรีบปล่อยมือโดยเร็ว“ขอบคุณค่ะ”ตมิสาหันกลับมาพึมพำเสียงเบา สบตาชายหนุ่มเพียงชั่วแวบแล้วรีบหลุบลง
“ทำไมพี่จาต้องห้ามลิตเติ้ลขึ้นไปนอนข้างบน”ฐานิดาหน้างอใส่พี่ชายทันทีที่ชายหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะอาหารจามิกรถอนหายใจ เขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วจึงลงมากินข้าว ก่อนหน้านี้กลับมาจากสำนักงานปุ๊บก็บอกให้จอยกับจีจี้เอาบ้านเล็กของลิตเติ้ลออกจากห้องน้องสาวเขาลงมาไว้ข้างล่างทันที พร้อมทั้งหักเงินเดือนทั้งคู่ ส่วนน้องสาวมาถึงทีหลัง เจ้าตัวคงเพิ่งรู้เรื่อง“มันต้องโดนทำโทษ”“ทำโทษอะไรคะ”ร่างสูงใหญ่ของคนเป็นพี่นั่งลงฝั่งตรงข้าม ซึ่งตรงหัวโต๊ะคุณพรนภามารดาเขานั่งอยู่ ท่านเหลือบมองลูกทั้งสองคน ทว่ายังไม่เอ่ยอะไรเมื่อไม่ได้ทุ่มเถียงกันเสียงดัง นอกจากหันไปบอกกับป้าอุ่นคนสนิทว่าให้เริ่มตักข้าวได้เพราะทุกคนพร้อมหน้าแล้ว“มันกัดคน”“ลิตเติ้ลเนี่ยนะคะกัดคน?”ฐานิดาถามพร้อมขมวดคิ้ว พยายามมองสังเกตทั้งป้าอุ่น จอยและจีจี้ รวมทั้งมารดาของตนว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่ หากแต่ละคนก็ปกติดี อีกทั้งไม่เชื่อว่าสนุขตัวน้อยของตนจะกัดใคร ในเมื่อมันไม่เคยกัด“ทุกคนก็โอเคดีนี่คะ”หญิงสาวพูดพร้อมกับมองมารดาอย่างต้องการคำยืนยัน ทว่าท่านยังไม่ได้เอ่ยอะไรพี่ชายก็พูดขึ้นมาก่อน“มันกัดคนที่สำนักงาน”คิ้วเรียวสวยขมวดแปลกใจว่าเป็นไปได้อย
ครู่หนึ่งตมิสาก็ออกมาหน้าสำนักงานพร้อมกระเป๋าใบเล็กๆ เตรียมพร้อมที่จะออกไปข้างนอก แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรก็ตาม เธอล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและใช้ผ้าเช็ดหน้าพันชั่วคราว แม้เจ็บหน่อยหากแผลก็ไม่ลึกจนน่ากลัว“ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ไม่น่าพามันมาด้วย”เสียงเข้มดุดันทำเอาคนเพิ่งออกมาชะงักเท้านิดๆ พยายามไม่เข้าไปใกล้ ปล่อยให้ชายหนุ่มคุยกับเด็กสองคนของเขาไปร่างสูงใหญ่กอดอกมองจอยกับจีจี้ด้วยสายตาดุ ทั้งสองคนมีหน้าที่เลี้ยงลิตเติ้ลในตอนที่น้องสาวเขาไม่อยู่ ปกติก็เห็นออกมาคนเดียว อีกคนดูสุนัข ไม่ออกมาด้วยกันแบบนี้ ซึ่งทั้งคู่ได้แต่ก้มหน้าจ๋อยรับผิด ขณะที่จอยอุ้มลิตเลิ้ตไว้“พามันกลับไป แล้วก็ไม่ต้องเอาออกมาอีก”ทั้งสองคนเงยหน้าอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด“ทำไม มีอะไร”“เอ่อ...คือ...คุณ...”“มะ...ไม่มีค่ะ”จีจี้จะพูดบางอย่างแต่จอยสวนขึ้นมาก่อน“ตกลงมีหรือไม่มี”คนของเขาหน้าเสีย หันมองกันเอง ต่างก็ส่งสายตาให้กันชนิดที่ดูออกว่ามีปัญหาจามิกรพอมองออกแต่ไม่อยากซักไซ้ให้เสียเวลาเพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือพาบัญชีสาวไปทำแผล“มีอะไรไว้ไปคุยกันที่บ้านก็แล้วกัน กลับไปได้แล้ว”คำสั่งของเขาทำเอาทั้งสองคนสะดุ้ง แต่ก็ต้อง
“พี่วิตขอให้นายเข้าไปเซ็นงบเบิกจ่ายเดือนหน้าภายในวันนี้ครับ”“เออ”ใบหน้าหล่อคมเข้มมีสีหน้าหงุดหงิดขณะเดินตรวจคนงานฉีดอาหารเสริมทางใบให้กับต้นองุ่น เขาฟังจากสาวิตมาหลายรอบแล้วเพราะตั้งแต่ต้นอาทิตย์มายังไม่ได้เข้าไปสำนักงานสักวัน เขากินข้าวกลางวันที่โรงอาหารกับเบิร์ด เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายมักจะต้องเตือนหลังจากเซ็นเอกสารค้างไว้หลายงานแล้วเขายังไม่เซ็นอนุมัติต่อ หากต้องลงงานในไร่ติดกันหลายวันจามิกรชอบงานในไร่ แม้แต่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ตัดแต่งต้นไม้ในไร่เขาก็เป็นคนดูแลเอง ส่วนงานดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยวกับผู้เข้าพักให้สาวิตเป็นคนจัดการ หากไม่ใช่คนในไร่น้อยคนที่เขาเดินผ่านจะรู้ว่าจามิกรคือเจ้าของไร่ แถมเวลาต้องออกงานหรือออกร้านต่างๆ เขาก็ยังให้สาวิตไปกับมารดาของตนมากกว่าจะไปเองเพราะไม่ชอบการปั้นหน้าเข้าหากัน“ใกล้เที่ยงแล้วผมว่านายไปเลยดีไหมครับ ผมจะโทรไปบอกแม่ให้คนเอาข้าวไปส่งที่สำนักงาน”“วะไอ้นี่ แกพูดเรื่องนี้กับฉันตั้งแต่เห็นหน้าตอนเช้าแล้วนะ ฉันไม่ได้ความจำเสื่อม”“ผมแค่เสนอ”เบิร์ดบอกเสียงอุบอิบ หน้าแหยเมื่อถูกดุ แต่ไม่ได้กลัวเพราะเขามักจะถูกดุหรือเตะจากนายบ่อยๆ อยู่แล้ว“จริงๆ ผมคิด
พี่ชายมาส่งเธอด้วยตัวเองพร้อมกับมีคนขับรถมาให้ ชายหนุ่มใส่แว่นดำนั่งเงียบๆ ด้านหลังคู่กับเธอ หญิงสาวต้องเปิดกระจกให้รปภ.เห็นว่าเป็นตนเองพร้อมบอกว่ารถที่บ้านขนของมาส่งชยุตม์เดินสำรวจทุกมุมห้องและกุญแจทั้งประตูหน้าต่างอย่างละเอียดหลังจากตนกับคนขับรถขนกระเป๋าเข้ามาในห้องน้องสาว“พอใจหรือยังคะ”“ไม่”คนเป็นพี่ชายกอดอก เขาไม่อยากให้น้องสาวอยู่ที่นี่จะพอใจได้อย่างไร อีกอย่างชายหนุ่มแน่ใจว่าหากบิดารู้ก็คงไม่เห็นด้วยเหมือนกับเขา และอาจยิ่งเป็นห่วงตมิสามากขึ้น แต่เพราะตกลงกับน้องสาวไว้แล้ว เจ้าตัวก็ดูมีความสุขที่ได้ทำงานเขาจึงยังไม่ได้บอกบิดา ตั้งใจว่าจะกล่อมให้น้องลาออกหลังจากนี้ให้ได้แม้คนใช้นามสกุลนี้ที่เป็นญาติพี่น้องทางฝ่ายบิดาก็มีไม่น้อย แต่สักวันคนไร่นี้ก็ต้องรู้ว่าตมิสาเป็นน้องสาวของเขา เป็นลูกสาวของส.ส.ชนินท์ ถึงจะไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ ทางนี้อาจไม่คิดอะไร แต่เขาไม่อยากเสี่ยง“วันเสาร์ตอนเย็นพี่จะให้คนมารับกลับบ้าน แล้ววันจันทร์พี่จะมาส่ง”ชายหนุ่มสรุป เมื่อน้องสาวขยับปากเหมือนจะเถียงเขาก็เอ่ยเสียงจริงจัง“มิ้มไม่สบายใจที่จะอยู่บ้านพี่รู้ แต่มิ้มก็ต้องคิดถึงใจของพ่อบ้าง ท่านคิดถึงมิ้ม




![คลั่งรักยัยรุ่นพี่ [Crazy in love] (มี E-book)](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


