แชร์

3.ลาออกดีกว่า (1)

ผู้เขียน: rasita_suin
last update ปรับปรุงล่าสุด: 2026-01-12 17:06:59

ตมิสาเปิดประตูหลังจากได้ยินเสียงเรียกของพี่ชาย ทว่าก็ต้องสะดุ้งผงะถอยหลังเพราะร่างหนึ่งกระโจนเข้ามาหาตนก่อนร่างสูงใหญ่ของพี่ชาย

“อุ๊ย”

“แม็กซ์! บอกให้รอข้างนอก”

ชยุตม์เอ่ยพร้อมก้มลงไปรั้งสุนัขเจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่ที่พยายามตะกุยน้องสาวตนให้ออกไปนอกห้อง

หญิงสาวยกมือขึ้นพลางกลั้นหายใจอย่างระวังตัวกระทั่งพี่ชายพาเจ้าหมาตัวใหญ่ออกไปได้ และปิดประตูลงได้ทันก่อนที่มันจะโผแทรกเข้ามาอีกครั้ง

“มันชอบเรามาก”

พี่ชายยักไหล่ ตมิสาเองก็ยิ้มบาง

“มิ้มก็ชอบมันค่ะ”

เธอไม่ได้รังเกียจสุนัข ออกจะชอบมากกว่าแมวด้วยซ้ำ แต่เพราะแพ้ขนของพวกมันทั้งหมาและแมวจึงไม่เข้าใกล้นัก พี่ชายของเธอก็พยายามช่วยกันไว้ให้อยู่เฉพาะส่วนของมันหลังจากเธอกลับมาอยู่บ้าน แต่แมกซ์ชอบโผล่มาหาเธออยู่เรื่อย

“ไม่เห็นบอกพี่เลยว่าเราจะไปอยู่ที่อื่น”

ชายหนุ่มเข้าเรื่องทันทีเมื่อน้องสาวนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะอ่านหนังสือ สายตาเหลือบมองไปยังกระเป๋าเดินทางสองใบในมุมห้องน้องสาว

“ที่ทำงานมีที่พักให้ค่ะ”

“ดีอย่างนั้นเชียว”

ชยุตม์ถามด้วยสายตารู้ทัน

“ก็ได้ค่ะ มิ้มตั้งใจเลือกที่นั่น”

เธอยอมรับโดยง่าย ก่อนจะพูดต่อ

“พี่โมกข์ก็รู้ดีว่ามิ้มอยู่ที่นี่ไม่ได้”

“แต่พ่อเป็นห่วง พี่เองก็ห่วง พ่อถึงให้เรากลับมา ไม่อยากให้อยู่ไกลหูไกลตาอีกแล้ว”

เจ้าของร่างเล็กถอนหายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอเกือบสองเดือนก่อนทำให้บิดาไม่สบายใจมากและสั่งให้เธอลาออกจากงานทันที ห้ามกลับไปกรุงเทพฯ อีก ข้าวของเครื่องใช้ก็ส่งเด็กในบ้านที่เป็นผู้หญิงกับคนของพ่อไปเก็บ โดยพ่อโทรไปคุยกับเจ้าของบริษัทเองให้ประวัติการลาออกของเธอไม่มีปัญหา เพราะความจริงแล้วต้องบอกล่วงหน้าหนึ่งเดือน แต่ส่วนหนึ่งเพราะเธอบาดเจ็บที่ทำงานเก่าจึงพออะลุ่มอะล่วยให้หลังคุยกับพ่อของเธอผู้เป็นส.ส.

“ที่พักอยู่ในไร่ค่ะ น่าจะไม่มีปัญหาอะไร”

พี่ชายส่ายหน้าไม่เห็นด้วย

“แล้วยังเรื่องที่เราไปทำงานเองอีก พี่บอกว่าจะไปส่งก็ไม่ยอม สั่งให้คนไปส่งเราก็ห้ามเขาอีก ทั้งที่เราควรระวังตัวให้มากกว่าเดิม”

ตมิสาถอนหายใจที่ถูกดุยาวเหยียด เธอกลัวพี่ชายที่เป็นอาจารย์มากกว่าพ่อเสียอีก

“มิ้มถึงได้เลือกไปอยู่ไร่นี้ไงคะ มีที่พัก ไม่ต้องเดินทางไปกลับให้ยุ่งยาก”

“มั่นใจเรื่องระบบความปลอดภัยได้ยังไง เป็นไร่ปิดหรือไง”

“เปล่าค่ะ มีรีสอร์ต ไวน์เนอรี่ เปิดให้คนเข้าไปเก็บองุ่นได้ด้วยค่ะ”

คิ้วเข้มขมวด ฟังดูแล้วน่ากังวลมากกว่า และยังไงเขาก็ไม่อยากให้น้องออกไปอยู่ข้างนอก

“นั่นคนเข้าออกยิ่งเยอะไม่ใช่เหรอ ใครเป็นใครบ้างยากที่จะรู้ได้ ไม่ต่างจากห้างเลย”

“มิ้มอยู่แค่ที่สำนักงานค่ะ ไม่ได้ออกไปไหน”

“ตกลงเราจะไปอยู่ที่นั่นให้ได้?”

น้องสาวเงียบ เพียงแค่มองหน้าเขาด้วยสายตาขอร้อง ชยุตม์รู้แก่ใจว่าเจ้าตัวเจ็บปวดเสียใจ รับไม่ได้ที่พ่อมีผู้หญิงอื่น แต่ก็ไม่แย่เท่าท่านอยากจดทะเบียนด้วย นั่นเท่ากับมาแทนที่แม่ของพวกเขา และนอกจากรู้ว่าน้องสาวต้องทะเลาะกับแม่เลี้ยงทุกวันแล้วเขาก็เห็นใจที่ตมิสาแพ้ขนสุนัขของตนด้วย

“ที่อื่นไม่ใช่บ้านเรานะมิ้ม”

นี่คือสิ่งที่เขาอยากพูด แม้จะเข้าใจเหตุผลที่น้องสาวไม่อยากอยู่ที่นี่ หากก็อดกังวลไม่ได้

“แต่บ้านทำให้มิ้มไม่มีความสุข แล้วมิ้มก็ไม่อยากให้พ่อต้องเครียดเพราะมิ้ม ไม่อยากให้ท่านเห็นลูกสาวทะเลาะกับเมียท่านทุกวัน แต่ถ้าจะให้มิ้มทำใจยอมรับผู้หญิงคนนั้นมิ้มทำไม่ได้ค่ะ”

ร่างสูงใหญ่ของชยุตม์ขยับไปหาน้องสาว เมื่อเจ้าตัวเสียงเครือ จับหัวเล็กของคนที่นั่งบนเก้าอี้ให้มาซบตนเองแล้วลูบเบาๆ

รสลินไม่เคยทำตัวเป็นแม่เขา และเขาก็มักเลี่ยงเธอ จะอยู่ตามลำพังกับอีกฝ่ายก็ต่อหน้าพ่อเท่านั้น เพราะรู้สึกถึงสายตาบางอย่างที่ไม่น่าไว้ใจจากแม่เลี้ยงสาว ซึ่งอายุมากกว่าน้องเขาเพียงสามปี และน้อยกว่าเขาสี่ปี

“ว่าแต่เราทำงานที่ไหน บอกพี่กับพ่อแค่สมัครงานในไร่เองนี่นา วันหยุดพี่จะได้ไปหา หรือไม่ก็ไปรับมานอนบ้าน แล้วเช้าวันจันทร์พี่จะไปส่ง”

ยังไงเขาก็ยังอยากให้น้องสาวอยู่ในสายตาตนเอง เพราะครั้งก่อนเจ้าตัวแค่ไปเดินซื้อของใช้ที่ห้าง ห่างจากคนของพ่อที่ขับรถไปส่งไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำเพราะตมิสาไม่อยากให้มีคนเดินตาม ระหว่างจะเดินกลับไปขึ้นรถที่ลานจอดรถกลับมีรถตู้มาดักหน้าอุ้มไป คนของเขาได้กลับมาเพียงกระเป๋าที่หล่นอยู่ แล้วก็ทำให้บิดาของเขาทั้งตกใจและโมโหจนหน้าซีดไปหมด

“ไร่ฤทธากาจค่ะ”

ชื่อไร่ทำให้คนเป็นพี่ชายถึงกับขยับตัวออกห่างมาจับไหล่น้องสาว

“ฤทธากาจ?”

“ค่ะ ระบบของที่นี่ดีมาก ที่พักคนงานยังน่าอยู่เลยค่ะ ไร่สวยมากด้วย ถึงจะแค่มองตอนเดินกับขึ้นรถผ่าน ไม่ได้มีโอกาสเดินเที่ยวมิ้มยังชอบ”

ระหว่างที่น้องสาวบอกพร้อมรอยยิ้มถูกใจ ทว่าคนเป็นพี่ชายกลับขมวดคิ้วมุ่น

“ลาออกเสียมิ้ม”

“อะไรกันพี่โมกข์ มิ้มเพิ่งทำงานอาทิตย์เดียว จะให้ลาออก”

ตมิสาถามอย่างขำๆ ไม่จริงจัง ทว่าพี่ชายเธอกลับย้ำเสียงจริงจัง

“ที่นั่นไม่เหมาะสำหรับให้มิ้มไปเหยียบด้วยซ้ำ”

“หมายความว่ายังไงคะ”

ชยุตม์ส่ายหน้า ถอนหายใจยาว เงียบไปครู่หนึ่งจึงเอ่ย

“คนที่นั่นถามอะไรเราหรือเปล่า”

“ใครคะ”

“ใครก็ได้ อย่างคนที่สัมภาษณ์เรา ผู้จัดการไร่?”

“นายของไร่น่ะเหรอคะ ก็ถามคำถามทั่วไปที่สัมภาษณ์งาน แล้วก็แค่ถามว่ารู้จักกับผู้จัดการไร่มาก่อนหรือเปล่า”

“นาย?”

ชายหนุ่มพึมพำตามคำพูดของหญิงสาว พอเดาได้ว่าหมายถึงใคร

“เขาไม่มีท่าทีอะไรตอนเห็นชื่อกับนามสกุลเราเหรอ”

ตมิสาส่ายหน้า มองพี่ชายอย่างไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่น ดูค่อนข้างเคร่งเครียด

“พี่ไม่อยากให้เราทำงานที่นั่น ญาติเจ้าของไร่ เขาลงสมัครเป็นคู่แข่งพ่ออยู่นะมิ้ม”

หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ เธอเพิ่งกลับมาอยู่ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลยสักอย่าง แต่กระนั้นตมิสาก็คิดว่าทางไร่คงไม่ถึงกับไม่ต้อนรับเธอ ในเมื่อพวกเขาเป็นคนเลือกเธอไปสัมภาษณ์เอง

“เขาเรียกมิ้มไปเองนะคะ ถ้าไม่อยากรับ เขาคงไม่เรียกตั้งแต่เห็นนามสกุลแล้ว อุตส่าห์ได้งานเร็ว ดีจะตายไป มิ้มไม่อยากอยู่บ้านเห็นหน้ายัยรสลินทุกวัน ประสาทเสีย นะพี่โมกข์ ให้มิ้มทำเถอะ”

น้องสาวบอกเสียงอ้อนแล้วโอบเอวพี่ชาย ส่งสายตาปริบๆ ให้อีกฝ่ายยอมเห็นด้วยกับตน

“เชื่อพี่เถอะ ลาออกดีกว่า”

“โธ่ พี่โมกข์”

พี่ชายถอนหายใจยาว แม้รู้สึกเหมือนเขามีบางอย่างอยู่ในใจ แต่เธอไม่อยากได้เหตุผลที่รั้งให้ตนต้องอยู่บ้านหลังนี้ เธออยู่ที่นี่ก็ต้องทำสงครามประสาทกับรสลินไม่เว้นแต่ละวัน เธอไม่อยากกลายเป็นคนร้ายกาจ ขี้หงุดหงิดอารมณ์เสีย เพราะตราบใดที่เธอไม่เห็นด้วยพ่อก็คงไม่จดทะเบียนสมรสแม้จะไม่อยู่ที่นี่ ยังไงเธอก็ได้เปรียบอีกฝ่าย

ระหว่างรสลินกับฐานิดา คู่ปรับสมัยเด็กของเธอ ตมิสาเลือกฝ่ายหลัง เพราะรับมือสนุกและลับสมองมากกว่าทะเลาะกับคนอย่างรสลิน

“งั้นเอางี้ไหมคะ ยังไงตอนนี้มิ้มก็ยังต้องทดลองงานสามเดือน อาจจะไม่ผ่านก็ได้ ให้มิ้มลองดูก่อน นะคะ”

ชยุตม์ยังดูไม่พอใจอยู่ดี

“พี่ให้เดือนเดียว ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล หรือว่า...”

ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยหากก็พูดต่อ

“ถ้ามีใครพูดถึงพ่อ หรือถามเรื่องของเรา ว่าเป็นอะไรกับพ่อ มิ้มต้องลาออก”

เธอรู้ดีว่าการเป็นลูกสาวของส.ส.หลายสมัยอันตราย ทั้งยังเข้าไปอยู่ในดงของคู่แข่งในขณะที่กำลังจะมีการเลือกตั้งอย่างนี้ยิ่งไม่น่าไว้ใจ ตมิสาคงไม่เชื่อพี่ชาย ถ้าเธอไม่เคยถูกโดนอุ้มไปทิ้งมาก่อน ในตอนนั้นแทบไม่ทันตั้งตัวและมีเวลาตกใจไม่กี่อึดใจก็หมดสติ รู้ตัวอีกทีคืออยู่ที่โรงพยาบาล โชคดีที่ไม่เกิดอะไรร้ายแรง พ่อกับพี่ชายคิดว่าน่าจะเป็นเพียงการขู่ กล้องวงจรปิดในมุมไกลไม่สามารถช่วยอะไรได้ ทะเบียนรถถูกปลอมแปลงและคนที่ลงมารวบตัวเธอก็ใส่หน้ากากปกปิด หาคนผิดยังไม่ได้ อีกทั้งบิดาก็อยากให้ตำรวจทำงานอย่างเงียบๆ ไม่เอกเกริก

บางครั้งเวลานอนเธอยังมีภาพกลุ่มคนดำทะมึนแวบเข้ามาในหัวอยู่บ้าง ทว่าไม่ได้บอกใคร ไม่ต้องการให้พ่อกับพี่ชายต้องมากังวลเพราะเธอ

“ค่ะ”

ตมิสายอมรับปาก เธออยากพิสูจน์ให้พ่อกับพี่ชายเห็นว่าสามารถดูแลตัวเองได้ แม้ความจริงแล้วยากเหลือเกิน ในตอนแรกเธอเลือกสมัครงานไร่นี้เพราะเห็นว่ามีที่พัก เห็นหนทางออกไปอยู่นอกบ้าน ทว่าตอนนี้คงต้องระวังตัวสักหน่อยเมื่อรู้ว่าที่นั่นเป็นญาติของคู่แข่งบิดา

เมื่อน้องสาวรับปากชยุตม์ก็พยักหน้ายินยอม หากไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขายังอยากให้ตมิสาลาออก ไม่กลับไปเหยียบไร่นั้นอีกด้วยซ้ำ

=====

อ่านหนังสือเล่มนี้ต่อได้ฟรี
สแกนรหัสเพื่อดาวน์โหลดแอป

บทล่าสุด

  • อุบายหมายจันทร์   5.“ห้ามเข้าใกล้ผมเกินสามก้าว” (3)

    “ขึ้นรถ”จามิกรบอกสั้นกระชับเมื่อเดินมาถึงรถเขาแล้วเปิดประตูไปนั่งรออย่างเตรียมพร้อม คนที่เดินตามมาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากขึ้นไปนั่งข้างคนขับ และได้ยินเสียงถอนหายใจหนักยาวทันที“คุณนี่หาเรื่องเจ็บตัวได้ตลอดเลยนะ”เธอเหล่มองอีกฝ่ายเพียงนิดเดียว“ของแบบนี้ใครจะหากันคะ”“ผมหมายถึงคุณซุ่มซ่าม”ชายหนุ่มดุเสียงเข้มอย่างไม่เกรงใจคนถูกว่าฉุนกึก เขาดุราวกับตัวเองเป็นพ่อหรือพี่เธออย่างนั้น ตมิสาได้แต่คิดแล้วก็หน้างอง้ำ นั่งเงียบไปตลอดทางกระทั่งรถมาจอดหน้าที่พักชายหนุ่มก็พูดขึ้นอีก“เจ็บตัวแล้วยังไม่เจียม เข่ากับแขนคุณต้องระบมแน่วันนี้ แล้วยังลื่นอีก คงได้มีเจ็บเส้นตรงไหนอีกแน่ พรุ่งนี้จะเดินได้หรือเปล่า”“ได้สิคะ”“ให้มันแน่เถอะ”หญิงสาวต้องพยายามข่มใจอย่างมากกับน้ำเสียงดูถูกของชายหนุ่ม เขามาส่งเธอก็เพื่อจะกระแนกระแหนอย่างนั้นหรือ“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”ตมิสาหาทางเลี่ยง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เธอค่อนข้างแพ้ทางนายของไร่ หากเป็นคนอื่นคงหาคำมาสวนกลับให้อีกฝ่ายยุบยิบในความรู้สึกได้ อย่างเช่นที่ทำกับฐานิดาน้องสาวของเขา หรือแม้แต่แม่เลี้ยงของตน ทว่ากับจามิกรแล้วเธอมักจะสมองตื้อแถมยังรู้สึกว่าควรเจี๋ยมเจี้ย

  • อุบายหมายจันทร์   5.“ห้ามเข้าใกล้ผมเกินสามก้าว” (2)

    “ว้าย...”เจ้าตัวร้องอุทานตกใจ ทั้งตัวยังหงายหลัง ทำเอาต้องหลับตาปี๋เตรียมใจว่าต้องหัวฟาด แต่กลับไม่ใช่...เอวเธอถูกรวบด้วยแขนข้างหนึ่งพร้อมรับรู้ได้ว่าร่างแกร่งขยับมาประชิดด้านหลัง ใจที่หายวาบเต้นระทึกขึ้นมาแทนเมื่อลมหายใจร้อนเป่ารดตรงลำคอพร้อมเสียงเข้มดังใกล้หู“อะไรของคุณ ไม่มองทางหรือไง”คนถูกโอบตัวเกร็ง กลั้นหายใจ เนื่องจากแขนกำยำรั้งสูงจนขึ้นมาอยู่ใต้หน้าอกของเธอ ทว่าเหมือนชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ เพราะเขาบ่นต่อ“ฝนเพิ่งตก ใส่รองเท้าสูงอย่างนี้มาเดินไม่ระวัง มันก็ลื่นสิ”รองเท้าที่ตมิสาใส่เป็นแตะแบบสวมพื้นค่อนข้างหนาราวสองนิ้ว และไม่เหมาะจะเดินในไร่หรือพื้นดินเละไม่สม่ำเสมอก็จริง ทว่าเธอไม่ได้เตรียมตัวมาดูไร่ตั้งแต่แรก ใครจะไปทันคิดจามิกรรู้สึกได้ว่าเสียงถางหญ้ารอบตัวเงียบลง สายตาคู่คมก็กวาดมองไปโดยรอบด้วยสัญชาตญาณ แล้วก็เห็นว่าคนงานทุกคนหยุดมือหันมาทางตนเองกับหญิงสาวด้วยอาการชะงักตาค้าง แม้จะไม่ชอบใจที่กลายเป็นจุดสนใจ หากก็ยังช่วยดึงคนตัวเล็กกว่าตนเองมากให้ถอยมายืนในจุดที่ไม่อันตราย แล้วรีบปล่อยมือโดยเร็ว“ขอบคุณค่ะ”ตมิสาหันกลับมาพึมพำเสียงเบา สบตาชายหนุ่มเพียงชั่วแวบแล้วรีบหลุบลง

  • อุบายหมายจันทร์   5.“ห้ามเข้าใกล้ผมเกินสามก้าว” (1)

    “ทำไมพี่จาต้องห้ามลิตเติ้ลขึ้นไปนอนข้างบน”ฐานิดาหน้างอใส่พี่ชายทันทีที่ชายหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะอาหารจามิกรถอนหายใจ เขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วจึงลงมากินข้าว ก่อนหน้านี้กลับมาจากสำนักงานปุ๊บก็บอกให้จอยกับจีจี้เอาบ้านเล็กของลิตเติ้ลออกจากห้องน้องสาวเขาลงมาไว้ข้างล่างทันที พร้อมทั้งหักเงินเดือนทั้งคู่ ส่วนน้องสาวมาถึงทีหลัง เจ้าตัวคงเพิ่งรู้เรื่อง“มันต้องโดนทำโทษ”“ทำโทษอะไรคะ”ร่างสูงใหญ่ของคนเป็นพี่นั่งลงฝั่งตรงข้าม ซึ่งตรงหัวโต๊ะคุณพรนภามารดาเขานั่งอยู่ ท่านเหลือบมองลูกทั้งสองคน ทว่ายังไม่เอ่ยอะไรเมื่อไม่ได้ทุ่มเถียงกันเสียงดัง นอกจากหันไปบอกกับป้าอุ่นคนสนิทว่าให้เริ่มตักข้าวได้เพราะทุกคนพร้อมหน้าแล้ว“มันกัดคน”“ลิตเติ้ลเนี่ยนะคะกัดคน?”ฐานิดาถามพร้อมขมวดคิ้ว พยายามมองสังเกตทั้งป้าอุ่น จอยและจีจี้ รวมทั้งมารดาของตนว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่ หากแต่ละคนก็ปกติดี อีกทั้งไม่เชื่อว่าสนุขตัวน้อยของตนจะกัดใคร ในเมื่อมันไม่เคยกัด“ทุกคนก็โอเคดีนี่คะ”หญิงสาวพูดพร้อมกับมองมารดาอย่างต้องการคำยืนยัน ทว่าท่านยังไม่ได้เอ่ยอะไรพี่ชายก็พูดขึ้นมาก่อน“มันกัดคนที่สำนักงาน”คิ้วเรียวสวยขมวดแปลกใจว่าเป็นไปได้อย

  • อุบายหมายจันทร์   4.คนหน้าดุที่ทำให้ใจสั่น (2)

    ครู่หนึ่งตมิสาก็ออกมาหน้าสำนักงานพร้อมกระเป๋าใบเล็กๆ เตรียมพร้อมที่จะออกไปข้างนอก แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรก็ตาม เธอล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและใช้ผ้าเช็ดหน้าพันชั่วคราว แม้เจ็บหน่อยหากแผลก็ไม่ลึกจนน่ากลัว“ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ไม่น่าพามันมาด้วย”เสียงเข้มดุดันทำเอาคนเพิ่งออกมาชะงักเท้านิดๆ พยายามไม่เข้าไปใกล้ ปล่อยให้ชายหนุ่มคุยกับเด็กสองคนของเขาไปร่างสูงใหญ่กอดอกมองจอยกับจีจี้ด้วยสายตาดุ ทั้งสองคนมีหน้าที่เลี้ยงลิตเติ้ลในตอนที่น้องสาวเขาไม่อยู่ ปกติก็เห็นออกมาคนเดียว อีกคนดูสุนัข ไม่ออกมาด้วยกันแบบนี้ ซึ่งทั้งคู่ได้แต่ก้มหน้าจ๋อยรับผิด ขณะที่จอยอุ้มลิตเลิ้ตไว้“พามันกลับไป แล้วก็ไม่ต้องเอาออกมาอีก”ทั้งสองคนเงยหน้าอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด“ทำไม มีอะไร”“เอ่อ...คือ...คุณ...”“มะ...ไม่มีค่ะ”จีจี้จะพูดบางอย่างแต่จอยสวนขึ้นมาก่อน“ตกลงมีหรือไม่มี”คนของเขาหน้าเสีย หันมองกันเอง ต่างก็ส่งสายตาให้กันชนิดที่ดูออกว่ามีปัญหาจามิกรพอมองออกแต่ไม่อยากซักไซ้ให้เสียเวลาเพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือพาบัญชีสาวไปทำแผล“มีอะไรไว้ไปคุยกันที่บ้านก็แล้วกัน กลับไปได้แล้ว”คำสั่งของเขาทำเอาทั้งสองคนสะดุ้ง แต่ก็ต้อง

  • อุบายหมายจันทร์   4.คนหน้าดุที่ทำให้ใจสั่น (1)

    “พี่วิตขอให้นายเข้าไปเซ็นงบเบิกจ่ายเดือนหน้าภายในวันนี้ครับ”“เออ”ใบหน้าหล่อคมเข้มมีสีหน้าหงุดหงิดขณะเดินตรวจคนงานฉีดอาหารเสริมทางใบให้กับต้นองุ่น เขาฟังจากสาวิตมาหลายรอบแล้วเพราะตั้งแต่ต้นอาทิตย์มายังไม่ได้เข้าไปสำนักงานสักวัน เขากินข้าวกลางวันที่โรงอาหารกับเบิร์ด เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายมักจะต้องเตือนหลังจากเซ็นเอกสารค้างไว้หลายงานแล้วเขายังไม่เซ็นอนุมัติต่อ หากต้องลงงานในไร่ติดกันหลายวันจามิกรชอบงานในไร่ แม้แต่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ตัดแต่งต้นไม้ในไร่เขาก็เป็นคนดูแลเอง ส่วนงานดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยวกับผู้เข้าพักให้สาวิตเป็นคนจัดการ หากไม่ใช่คนในไร่น้อยคนที่เขาเดินผ่านจะรู้ว่าจามิกรคือเจ้าของไร่ แถมเวลาต้องออกงานหรือออกร้านต่างๆ เขาก็ยังให้สาวิตไปกับมารดาของตนมากกว่าจะไปเองเพราะไม่ชอบการปั้นหน้าเข้าหากัน“ใกล้เที่ยงแล้วผมว่านายไปเลยดีไหมครับ ผมจะโทรไปบอกแม่ให้คนเอาข้าวไปส่งที่สำนักงาน”“วะไอ้นี่ แกพูดเรื่องนี้กับฉันตั้งแต่เห็นหน้าตอนเช้าแล้วนะ ฉันไม่ได้ความจำเสื่อม”“ผมแค่เสนอ”เบิร์ดบอกเสียงอุบอิบ หน้าแหยเมื่อถูกดุ แต่ไม่ได้กลัวเพราะเขามักจะถูกดุหรือเตะจากนายบ่อยๆ อยู่แล้ว“จริงๆ ผมคิด

  • อุบายหมายจันทร์   3.ลาออกดีกว่า (2)

    พี่ชายมาส่งเธอด้วยตัวเองพร้อมกับมีคนขับรถมาให้ ชายหนุ่มใส่แว่นดำนั่งเงียบๆ ด้านหลังคู่กับเธอ หญิงสาวต้องเปิดกระจกให้รปภ.เห็นว่าเป็นตนเองพร้อมบอกว่ารถที่บ้านขนของมาส่งชยุตม์เดินสำรวจทุกมุมห้องและกุญแจทั้งประตูหน้าต่างอย่างละเอียดหลังจากตนกับคนขับรถขนกระเป๋าเข้ามาในห้องน้องสาว“พอใจหรือยังคะ”“ไม่”คนเป็นพี่ชายกอดอก เขาไม่อยากให้น้องสาวอยู่ที่นี่จะพอใจได้อย่างไร อีกอย่างชายหนุ่มแน่ใจว่าหากบิดารู้ก็คงไม่เห็นด้วยเหมือนกับเขา และอาจยิ่งเป็นห่วงตมิสามากขึ้น แต่เพราะตกลงกับน้องสาวไว้แล้ว เจ้าตัวก็ดูมีความสุขที่ได้ทำงานเขาจึงยังไม่ได้บอกบิดา ตั้งใจว่าจะกล่อมให้น้องลาออกหลังจากนี้ให้ได้แม้คนใช้นามสกุลนี้ที่เป็นญาติพี่น้องทางฝ่ายบิดาก็มีไม่น้อย แต่สักวันคนไร่นี้ก็ต้องรู้ว่าตมิสาเป็นน้องสาวของเขา เป็นลูกสาวของส.ส.ชนินท์ ถึงจะไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ ทางนี้อาจไม่คิดอะไร แต่เขาไม่อยากเสี่ยง“วันเสาร์ตอนเย็นพี่จะให้คนมารับกลับบ้าน แล้ววันจันทร์พี่จะมาส่ง”ชายหนุ่มสรุป เมื่อน้องสาวขยับปากเหมือนจะเถียงเขาก็เอ่ยเสียงจริงจัง“มิ้มไม่สบายใจที่จะอยู่บ้านพี่รู้ แต่มิ้มก็ต้องคิดถึงใจของพ่อบ้าง ท่านคิดถึงมิ้ม

บทอื่นๆ
สำรวจและอ่านนวนิยายดีๆ ได้ฟรี
เข้าถึงนวนิยายดีๆ จำนวนมากได้ฟรีบนแอป GoodNovel ดาวน์โหลดหนังสือที่คุณชอบและอ่านได้ทุกที่ทุกเวลา
อ่านหนังสือฟรีบนแอป
สแกนรหัสเพื่ออ่านบนแอป
DMCA.com Protection Status