LOGINตมิสาเปิดประตูหลังจากได้ยินเสียงเรียกของพี่ชาย ทว่าก็ต้องสะดุ้งผงะถอยหลังเพราะร่างหนึ่งกระโจนเข้ามาหาตนก่อนร่างสูงใหญ่ของพี่ชาย
“อุ๊ย”
“แม็กซ์! บอกให้รอข้างนอก”
ชยุตม์เอ่ยพร้อมก้มลงไปรั้งสุนัขเจ้าโกลเด้นรีทรีฟเวอร์ตัวใหญ่ที่พยายามตะกุยน้องสาวตนให้ออกไปนอกห้อง
หญิงสาวยกมือขึ้นพลางกลั้นหายใจอย่างระวังตัวกระทั่งพี่ชายพาเจ้าหมาตัวใหญ่ออกไปได้ และปิดประตูลงได้ทันก่อนที่มันจะโผแทรกเข้ามาอีกครั้ง
“มันชอบเรามาก”
พี่ชายยักไหล่ ตมิสาเองก็ยิ้มบาง
“มิ้มก็ชอบมันค่ะ”
เธอไม่ได้รังเกียจสุนัข ออกจะชอบมากกว่าแมวด้วยซ้ำ แต่เพราะแพ้ขนของพวกมันทั้งหมาและแมวจึงไม่เข้าใกล้นัก พี่ชายของเธอก็พยายามช่วยกันไว้ให้อยู่เฉพาะส่วนของมันหลังจากเธอกลับมาอยู่บ้าน แต่แมกซ์ชอบโผล่มาหาเธออยู่เรื่อย
“ไม่เห็นบอกพี่เลยว่าเราจะไปอยู่ที่อื่น”
ชายหนุ่มเข้าเรื่องทันทีเมื่อน้องสาวนั่งลงบนเก้าอี้หน้าโต๊ะอ่านหนังสือ สายตาเหลือบมองไปยังกระเป๋าเดินทางสองใบในมุมห้องน้องสาว
“ที่ทำงานมีที่พักให้ค่ะ”
“ดีอย่างนั้นเชียว”
ชยุตม์ถามด้วยสายตารู้ทัน
“ก็ได้ค่ะ มิ้มตั้งใจเลือกที่นั่น”
เธอยอมรับโดยง่าย ก่อนจะพูดต่อ
“พี่โมกข์ก็รู้ดีว่ามิ้มอยู่ที่นี่ไม่ได้”
“แต่พ่อเป็นห่วง พี่เองก็ห่วง พ่อถึงให้เรากลับมา ไม่อยากให้อยู่ไกลหูไกลตาอีกแล้ว”
เจ้าของร่างเล็กถอนหายใจ เรื่องที่เกิดขึ้นกับเธอเกือบสองเดือนก่อนทำให้บิดาไม่สบายใจมากและสั่งให้เธอลาออกจากงานทันที ห้ามกลับไปกรุงเทพฯ อีก ข้าวของเครื่องใช้ก็ส่งเด็กในบ้านที่เป็นผู้หญิงกับคนของพ่อไปเก็บ โดยพ่อโทรไปคุยกับเจ้าของบริษัทเองให้ประวัติการลาออกของเธอไม่มีปัญหา เพราะความจริงแล้วต้องบอกล่วงหน้าหนึ่งเดือน แต่ส่วนหนึ่งเพราะเธอบาดเจ็บที่ทำงานเก่าจึงพออะลุ่มอะล่วยให้หลังคุยกับพ่อของเธอผู้เป็นส.ส.
“ที่พักอยู่ในไร่ค่ะ น่าจะไม่มีปัญหาอะไร”
พี่ชายส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“แล้วยังเรื่องที่เราไปทำงานเองอีก พี่บอกว่าจะไปส่งก็ไม่ยอม สั่งให้คนไปส่งเราก็ห้ามเขาอีก ทั้งที่เราควรระวังตัวให้มากกว่าเดิม”
ตมิสาถอนหายใจที่ถูกดุยาวเหยียด เธอกลัวพี่ชายที่เป็นอาจารย์มากกว่าพ่อเสียอีก
“มิ้มถึงได้เลือกไปอยู่ไร่นี้ไงคะ มีที่พัก ไม่ต้องเดินทางไปกลับให้ยุ่งยาก”
“มั่นใจเรื่องระบบความปลอดภัยได้ยังไง เป็นไร่ปิดหรือไง”
“เปล่าค่ะ มีรีสอร์ต ไวน์เนอรี่ เปิดให้คนเข้าไปเก็บองุ่นได้ด้วยค่ะ”
คิ้วเข้มขมวด ฟังดูแล้วน่ากังวลมากกว่า และยังไงเขาก็ไม่อยากให้น้องออกไปอยู่ข้างนอก
“นั่นคนเข้าออกยิ่งเยอะไม่ใช่เหรอ ใครเป็นใครบ้างยากที่จะรู้ได้ ไม่ต่างจากห้างเลย”
“มิ้มอยู่แค่ที่สำนักงานค่ะ ไม่ได้ออกไปไหน”
“ตกลงเราจะไปอยู่ที่นั่นให้ได้?”
น้องสาวเงียบ เพียงแค่มองหน้าเขาด้วยสายตาขอร้อง ชยุตม์รู้แก่ใจว่าเจ้าตัวเจ็บปวดเสียใจ รับไม่ได้ที่พ่อมีผู้หญิงอื่น แต่ก็ไม่แย่เท่าท่านอยากจดทะเบียนด้วย นั่นเท่ากับมาแทนที่แม่ของพวกเขา และนอกจากรู้ว่าน้องสาวต้องทะเลาะกับแม่เลี้ยงทุกวันแล้วเขาก็เห็นใจที่ตมิสาแพ้ขนสุนัขของตนด้วย
“ที่อื่นไม่ใช่บ้านเรานะมิ้ม”
นี่คือสิ่งที่เขาอยากพูด แม้จะเข้าใจเหตุผลที่น้องสาวไม่อยากอยู่ที่นี่ หากก็อดกังวลไม่ได้
“แต่บ้านทำให้มิ้มไม่มีความสุข แล้วมิ้มก็ไม่อยากให้พ่อต้องเครียดเพราะมิ้ม ไม่อยากให้ท่านเห็นลูกสาวทะเลาะกับเมียท่านทุกวัน แต่ถ้าจะให้มิ้มทำใจยอมรับผู้หญิงคนนั้นมิ้มทำไม่ได้ค่ะ”
ร่างสูงใหญ่ของชยุตม์ขยับไปหาน้องสาว เมื่อเจ้าตัวเสียงเครือ จับหัวเล็กของคนที่นั่งบนเก้าอี้ให้มาซบตนเองแล้วลูบเบาๆ
รสลินไม่เคยทำตัวเป็นแม่เขา และเขาก็มักเลี่ยงเธอ จะอยู่ตามลำพังกับอีกฝ่ายก็ต่อหน้าพ่อเท่านั้น เพราะรู้สึกถึงสายตาบางอย่างที่ไม่น่าไว้ใจจากแม่เลี้ยงสาว ซึ่งอายุมากกว่าน้องเขาเพียงสามปี และน้อยกว่าเขาสี่ปี
“ว่าแต่เราทำงานที่ไหน บอกพี่กับพ่อแค่สมัครงานในไร่เองนี่นา วันหยุดพี่จะได้ไปหา หรือไม่ก็ไปรับมานอนบ้าน แล้วเช้าวันจันทร์พี่จะไปส่ง”
ยังไงเขาก็ยังอยากให้น้องสาวอยู่ในสายตาตนเอง เพราะครั้งก่อนเจ้าตัวแค่ไปเดินซื้อของใช้ที่ห้าง ห่างจากคนของพ่อที่ขับรถไปส่งไม่ถึงชั่วโมงด้วยซ้ำเพราะตมิสาไม่อยากให้มีคนเดินตาม ระหว่างจะเดินกลับไปขึ้นรถที่ลานจอดรถกลับมีรถตู้มาดักหน้าอุ้มไป คนของเขาได้กลับมาเพียงกระเป๋าที่หล่นอยู่ แล้วก็ทำให้บิดาของเขาทั้งตกใจและโมโหจนหน้าซีดไปหมด
“ไร่ฤทธากาจค่ะ”
ชื่อไร่ทำให้คนเป็นพี่ชายถึงกับขยับตัวออกห่างมาจับไหล่น้องสาว
“ฤทธากาจ?”
“ค่ะ ระบบของที่นี่ดีมาก ที่พักคนงานยังน่าอยู่เลยค่ะ ไร่สวยมากด้วย ถึงจะแค่มองตอนเดินกับขึ้นรถผ่าน ไม่ได้มีโอกาสเดินเที่ยวมิ้มยังชอบ”
ระหว่างที่น้องสาวบอกพร้อมรอยยิ้มถูกใจ ทว่าคนเป็นพี่ชายกลับขมวดคิ้วมุ่น
“ลาออกเสียมิ้ม”
“อะไรกันพี่โมกข์ มิ้มเพิ่งทำงานอาทิตย์เดียว จะให้ลาออก”
ตมิสาถามอย่างขำๆ ไม่จริงจัง ทว่าพี่ชายเธอกลับย้ำเสียงจริงจัง
“ที่นั่นไม่เหมาะสำหรับให้มิ้มไปเหยียบด้วยซ้ำ”
“หมายความว่ายังไงคะ”
ชยุตม์ส่ายหน้า ถอนหายใจยาว เงียบไปครู่หนึ่งจึงเอ่ย
“คนที่นั่นถามอะไรเราหรือเปล่า”
“ใครคะ”
“ใครก็ได้ อย่างคนที่สัมภาษณ์เรา ผู้จัดการไร่?”
“นายของไร่น่ะเหรอคะ ก็ถามคำถามทั่วไปที่สัมภาษณ์งาน แล้วก็แค่ถามว่ารู้จักกับผู้จัดการไร่มาก่อนหรือเปล่า”
“นาย?”
ชายหนุ่มพึมพำตามคำพูดของหญิงสาว พอเดาได้ว่าหมายถึงใคร
“เขาไม่มีท่าทีอะไรตอนเห็นชื่อกับนามสกุลเราเหรอ”
ตมิสาส่ายหน้า มองพี่ชายอย่างไม่เข้าใจที่อีกฝ่ายขมวดคิ้วมุ่น ดูค่อนข้างเคร่งเครียด
“พี่ไม่อยากให้เราทำงานที่นั่น ญาติเจ้าของไร่ เขาลงสมัครเป็นคู่แข่งพ่ออยู่นะมิ้ม”
หญิงสาวกะพริบตาปริบๆ เธอเพิ่งกลับมาอยู่ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับที่นี่เลยสักอย่าง แต่กระนั้นตมิสาก็คิดว่าทางไร่คงไม่ถึงกับไม่ต้อนรับเธอ ในเมื่อพวกเขาเป็นคนเลือกเธอไปสัมภาษณ์เอง
“เขาเรียกมิ้มไปเองนะคะ ถ้าไม่อยากรับ เขาคงไม่เรียกตั้งแต่เห็นนามสกุลแล้ว อุตส่าห์ได้งานเร็ว ดีจะตายไป มิ้มไม่อยากอยู่บ้านเห็นหน้ายัยรสลินทุกวัน ประสาทเสีย นะพี่โมกข์ ให้มิ้มทำเถอะ”
น้องสาวบอกเสียงอ้อนแล้วโอบเอวพี่ชาย ส่งสายตาปริบๆ ให้อีกฝ่ายยอมเห็นด้วยกับตน
“เชื่อพี่เถอะ ลาออกดีกว่า”
“โธ่ พี่โมกข์”
พี่ชายถอนหายใจยาว แม้รู้สึกเหมือนเขามีบางอย่างอยู่ในใจ แต่เธอไม่อยากได้เหตุผลที่รั้งให้ตนต้องอยู่บ้านหลังนี้ เธออยู่ที่นี่ก็ต้องทำสงครามประสาทกับรสลินไม่เว้นแต่ละวัน เธอไม่อยากกลายเป็นคนร้ายกาจ ขี้หงุดหงิดอารมณ์เสีย เพราะตราบใดที่เธอไม่เห็นด้วยพ่อก็คงไม่จดทะเบียนสมรสแม้จะไม่อยู่ที่นี่ ยังไงเธอก็ได้เปรียบอีกฝ่าย
ระหว่างรสลินกับฐานิดา คู่ปรับสมัยเด็กของเธอ ตมิสาเลือกฝ่ายหลัง เพราะรับมือสนุกและลับสมองมากกว่าทะเลาะกับคนอย่างรสลิน
“งั้นเอางี้ไหมคะ ยังไงตอนนี้มิ้มก็ยังต้องทดลองงานสามเดือน อาจจะไม่ผ่านก็ได้ ให้มิ้มลองดูก่อน นะคะ”
ชยุตม์ยังดูไม่พอใจอยู่ดี
“พี่ให้เดือนเดียว ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากล หรือว่า...”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อยหากก็พูดต่อ
“ถ้ามีใครพูดถึงพ่อ หรือถามเรื่องของเรา ว่าเป็นอะไรกับพ่อ มิ้มต้องลาออก”
เธอรู้ดีว่าการเป็นลูกสาวของส.ส.หลายสมัยอันตราย ทั้งยังเข้าไปอยู่ในดงของคู่แข่งในขณะที่กำลังจะมีการเลือกตั้งอย่างนี้ยิ่งไม่น่าไว้ใจ ตมิสาคงไม่เชื่อพี่ชาย ถ้าเธอไม่เคยถูกโดนอุ้มไปทิ้งมาก่อน ในตอนนั้นแทบไม่ทันตั้งตัวและมีเวลาตกใจไม่กี่อึดใจก็หมดสติ รู้ตัวอีกทีคืออยู่ที่โรงพยาบาล โชคดีที่ไม่เกิดอะไรร้ายแรง พ่อกับพี่ชายคิดว่าน่าจะเป็นเพียงการขู่ กล้องวงจรปิดในมุมไกลไม่สามารถช่วยอะไรได้ ทะเบียนรถถูกปลอมแปลงและคนที่ลงมารวบตัวเธอก็ใส่หน้ากากปกปิด หาคนผิดยังไม่ได้ อีกทั้งบิดาก็อยากให้ตำรวจทำงานอย่างเงียบๆ ไม่เอกเกริก
บางครั้งเวลานอนเธอยังมีภาพกลุ่มคนดำทะมึนแวบเข้ามาในหัวอยู่บ้าง ทว่าไม่ได้บอกใคร ไม่ต้องการให้พ่อกับพี่ชายต้องมากังวลเพราะเธอ
“ค่ะ”
ตมิสายอมรับปาก เธออยากพิสูจน์ให้พ่อกับพี่ชายเห็นว่าสามารถดูแลตัวเองได้ แม้ความจริงแล้วยากเหลือเกิน ในตอนแรกเธอเลือกสมัครงานไร่นี้เพราะเห็นว่ามีที่พัก เห็นหนทางออกไปอยู่นอกบ้าน ทว่าตอนนี้คงต้องระวังตัวสักหน่อยเมื่อรู้ว่าที่นั่นเป็นญาติของคู่แข่งบิดา
เมื่อน้องสาวรับปากชยุตม์ก็พยักหน้ายินยอม หากไม่ได้รู้สึกดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย เขายังอยากให้ตมิสาลาออก ไม่กลับไปเหยียบไร่นั้นอีกด้วยซ้ำ
=====
“ไม่เอาค่ะ ไม่พูดแล้ว กลับบ้านค่ะ”หญิงสาวตัดบทแล้วสะบัดตัว ท่าทางนี้บอกว่าหมดเวลาพูดเล่นแล้ว เขาจึงประคองช่วยอีกฝ่าย พอเธอพยายามแกะมือเขาก็บอก“มิ้มขาสั่นอยู่ ให้ผมช่วยเถอะ”“รู้ดีจังนะคะ”คนเป็นภรรยาตวัดตามองค้อนสามี อายที่อีกฝ่ายรู้ทันแถมยังขุ่นเคืองใจระคนกันจามิกรยิ้มอ้อนไม่ต่อคำอะไรอีก เพราะแค่ที่ดึงหญิงสาวมาร่วมรักในน้ำตกกลางแจ้งอย่างนี้ก็เป็นความผิดหนึ่งกระทงสำหรับเธอแล้ว คงต้องง้อกันอีกพักใหญ่ ฉะนั้นต้องทำคะแนนเอาอกเอาใจมากกว่าแกล้งยั่วให้เจ้าตัวโมโหมากไปกว่านี้และต้องง้อให้ได้ภายในชั่วโมงสองชั่วโมงนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นคืนนี้มีหวังอดเมื่อโอบร่างเล็กเดินกลับมาถึงจุดที่ปูเสื่อแล้วเขาก็รีบออกตัว“เดี๋ยวผมเก็บเอง”ชายหนุ่มขยับไปจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ตมิสาก็ไม่ได้แย้งเพียงยืนกอดอกด้วยความรู้สึกหนาว ปล่อยให้จามิกรทำไปในเมื่อชายหนุ่มกำลังพยายามเอาใจเธออยู่ เสร็จแล้วอีกฝ่ายก็มองเธอพร้อมยิ้มกว้างแล้วเดินมาหาก่อนจะบอก“ขี่หลังผมกลับนะ”ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรเขาก็หันหลังแล้วนั่งลงทันที“มาเถอะ มิ้มหนาวแล้ว ขี่หลังผมจะได้กลับบ้านเร็วๆ กัน”จามิกรย้ำมา ขณะที่หญิงสาวมองคนที่หิ้วเสื่อ
“มิ้มจ๋า งอนอีกแล้ว”จามิกรใช้ช่วงขายาวกว่าของตนเองให้เป็นประโยชน์เดินตามมาจนทันและจับแขนเรียวของภรรยาไว้ อีกฝ่ายมองเมินไปทางอื่นไม่ยอมมองหน้าเขา“คุณก็เห็นผมกับพี่คุณทะเลาะกันตลอด ยังพามาเจอกันอีก”หญิงสาวหันขวับกลับมาทันที“นี่คุณว่ามิ้มผิดเหรอคะ”ชายหนุ่มรู้ตัวว่าพูดผิดไปจึงรีบแก้ตัว“ไม่ใช่ คือผมหมายถึง ยังไงผมกับพี่คุณก็เป็นแบบนี้ มิ้มน่าจะเข้าใจ”“มิ้มกับนิดาอยากให้ดีกัน คุณล่ะคะ เข้าใจไหม”เมื่อเขาเงียบไม่พูดต่อตมิสาก็ดึงแขนตัวเองออกเพราะชายหนุ่มไม่ได้จับแน่นนัก เดินหนีไปอีกครั้งทั้งยังไปใกล้ริมน้ำตกมากขึ้น“มิ้ม ไหนบอกจะไม่หนีผมแล้วไง นี่จะไปไหน”หญิงสาวเดินสูงขึ้นไกลจากแอ่งน้ำใหญ่มา แม้จะลงเล่นได้เพราะมีคนเล่นอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน แต่จุดนี้แอ่งเล็กกว่ามีโขดหินมากกว่า“ไปให้ไกลจากคุณนั่นแหละค่ะ”เขาคว้าข้อมือเล็กเพราะอีกฝ่ายทำเหมือนจะเดินลงไปในน้ำ“จะเล่นน้ำกลับไปเล่นตรงโน้นดีกว่า ตรงนี้โขดหินเยอะ”“ไม่ต้องสนใจมิ้มหรอกค่ะ”“หรือโมโหผมแล้วจะลงไปแช่น้ำเหมือนครั้งโน้น”จามิกรอดเย้าไม่ได้ ใบหน้าเนียนซีดเพราะเธอเปียกทั้งตัวชักสีหน้า ทว่าอยู่ๆ หญิงสาวก็ยิ้มขึ้นมา“มิ้มไม่แช่หรอก แต่
“อยากได้พี่โมกข์”ชยุตม์เพียงหัวเราะในลำคอแล้วลูบผมชื้นเบาๆ“ไออุ่นจากร่างกาย ต้องดีกว่าเสื้อเป็นไหนๆ ใช่ไหมคะ”เสียงหวานพร่าแล้วเป็นฝ่ายขยับมาจูบเขาก่อน ชายหนุ่มให้ความร่วมมือเพราะต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้ว เขาและเธอจูบลากันบนรถทุกวัน แต่ละครั้งก็กินเวลาเนิ่นนานเสมอลิ้นเล็กเคลียไล้กลีบปากเขากระทั่งแทรกเข้ามาเมื่อเขายินดีโต้ตอบ อีกฝ่ายรุกมารวบรัดเขาพัวพันกระตุ้นเร้าอย่างหนักกว่าปกติ ทั้งร่างบางเปียกปอนที่รับรู้ถึงสัดส่วนเต็มตึงก็เบียดชิด แถมเริ่มเคลื่อนมาก่ายเกยบนตักเขาอีกด้วย ชยุตม์รู้แล้วว่าหญิงสาวต้องการไปต่อจริงจัง ไม่ใช่แค่หยอกล้อเหมือนทุกครั้ง เขาถอยออกประคองแก้มแล้วยั้งดวงหน้าเล็กไว้เบาๆ“นิดาครับ ทำแบบนี้มันจะหยุดยากนะ”“นิดาต้องการพี่โมกข์”หญิงสาวย้ำอีกครั้ง ก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย จับชายเสื้อยืดตัวเองดึงขึ้นถอดออกอย่างรวดเร็ว ทำเอาชายหนุ่มได้แต่ตาค้าง“เสื้อเปียกมันหนาว”เจ้าตัวพึมพำท่าทีเขินอายหน่อยๆ เพราะจับเสื้อที่ถอดมาปิดช่วงหน้าอกของตนได้เห็นเรือนร่างสวยชั่วครู่ อกวบอูมอิ่มน่าสัมผัส หน้าท้องเนียนราบเรียบแล้วชยุตม์ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ มาถึงขั้นนี้แล้วถ้าเขายังถอยอี
“นึกว่าเราจะมาปิ๊กนิกแค่สองคนเสียอีก”ชยุตม์มองคนพูดที่กอดอกเหล่มองเขาอย่างนึกฉุน เขาเองก็ไม่คิดว่าจะมาเจอหมอนี่เหมือนกัน เมื่อหันไปมองคนรักที่เกาะแขนอยู่เธอก็ยิ้มหวานให้ แล้วรั้งให้ไปนั่งลงตรงเสื่อที่ปูริมน้ำตกซึ่งน้องสาวเขากับสามีตัวดีของน้องนั่งอยู่ก่อนแล้ววันนี้ฐานิดานัดเขาไปรับหลังโรงเรียนเลิกแล้วบอกว่าจะพาไปปิ๊กนิก แรกทีเดียวเห็นว่าเธอบอกให้พามาไร่เขาก็คิดว่าจะมาไร่องุ่น แต่กลายเป็นน้ำตก มันคงน่าสุนทรีย์ไม่น้อยถ้ามีเพียงเขากับเธอ“ฉันก็ไม่ได้อยากมาเจอหน้านายนักหรอก”เขาอดเอ่ยสวนกลับไม่ได้ระหว่างเขากับจามิกรแม้จะไม่ใช่ความเกลียดแล้ว แต่ก็ยังมีเขม่นกันอยู่ เพราะความคิดเห็นมักไม่ลงรอยกัน ชยุตม์คิดว่าอีกฝ่ายคอยขัดแข้งขัดขาเขาอยู่เรื่อย“เฮ้อ...”สองสาวถอนหายใจพร้อมกันในทันที“มิ้มขอเถอะนะคะ คุยกันปกติเถอะ”“ใช่ค่ะ ที่นิดากับมิ้มชวนพี่จากับพี่โมกข์มาเที่ยวด้วยกันก็เพราะอยากให้เจอกันบ่อยๆ จะได้คุยกันถูกคอขึ้น”“ยาก!”สองหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แล้วต่างก็มองกันตาขุ่น ก่อนจะกอดอกหันหนีไปคนละทางฐานิดากับตมิสามองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ พวกเธอตั้งใจนัดสองหนุ่มมาน้ำตกในช่วง
ฝนตกแรงหนักในช่วงเย็นมาสองชั่วโมงแล้วยังไม่หยุด ตมิสานั่งแทบไม่ติดหลังจากจอยที่มาเรือนเล็กเพื่อทำอาหารด้วยกันบอกกับเธอว่าจามิกรน่าจะกลับมาช้า เพราะลูกของคนงานอายุสามขวบหายไป ตอนนี้นายกับคนในไร่กำลังออกตามหาอยู่“ฝนตกนานจัง จะเป็นยังไงกันบ้างก็ไม่รู้”ตมิสาพึมพำ เธอไม่อยากโทรไปรบกวนเพราะจามิกรอาจจะกำลังยุ่ง ไม่สะดวกรับสาย เพราะก่อนหน้านี้จอยลองโทรไปหาเบิร์ดทางนั้นไม่รับสาย ทำให้จอยที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เองก็สีหน้าไม่ดีนัก“นั่นสิคะ เงียบกริบอย่างนี้ กลัวจะยังไม่เจอ”“สงสารเด็ก อาจจะเจอแล้วก็ได้ แต่ฝนตกหนักก็เลยยังไม่กลับมา”“ค่ะ”ต่างคนก็พยายามคิดไปในทางที่ดีเข้าไว้ ภาวนาให้ไม่มีเรื่องร้ายแรงในไร่ครึ่งชั่วโมงผ่านไปฝนหยุด ตมิสากับจอยยังกังวล แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าบ้านก็รู้สึกใจชื้น ทว่าคนที่มาคือเบิร์ด“เบิร์ด ว่าไง เป็นไงบ้าง”จอยลุกพรวดขึ้นพร้อมถามสามีตนเอง แต่สีหน้าของคนมาใหม่ไม่ค่อยดีนัก“ยังไม่เจอเลย แล้วตอนนี้ก็ติดต่อนายไม่ได้เลยครับ แต่นายสั่งผมไว้ว่า ถ้าฝนหยุดให้มาบอกนายหญิงกินข้าวก่อนได้เลยครับไม่ต้องรอ”ตมิสาถอนหายใจหนักใจ ทั้งยังเริ่มเครียดที่เบิร์ดบอกว่าติดต่อ จามิกรไม่ได้ ขณะที่
หลังจากบิดาของตมิสากับคุณจักรกฤษณ์กลับไปแล้ว จามิกรก็พาภรรยาตนเองมายังเรือนหอ แม้มารดาของเขาจะยังไม่เอ็นดูหญิงสาวนักแต่ก็ยิ้มรับ อวยพรให้เขากับตมิสาครองคู่อย่างมีความสุขและรับขวัญด้วยเครื่องเพชรชุดใหญ่ กับกำไลข้อมือทองโบราณมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่นที่ท่านรับมาจากบิดาของเขา นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าแม่ของตนยอมรับคนที่เขารักเป็นศรีสะใภ้แล้วร่างสูงใหญ่ขยับเข้าไปช่วยคนตัวเล็กที่กำลังยืนเช็ดเครื่องสำอางหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปลายนิ้วแตะที่ซิปด้านหลัง ดวงตาคมฉายแววรักใคร่และต้องการระคนกัน“อะแฮ่ม”หญิงสาวเหลือบมองเขาผ่านกระจกและกระแอม ทั้งยังส่งสายตาดุมาให้อีกต่างหากจามิกรกำมือฉับ บอกตัวเองว่าไม่ได้กลัว เขาแค่ไม่อยากให้ตมิสาขุ่นเคืองเท่านั้น ชายหนุ่มมองตอบอ่อนโยนพร้อมยิ้มบาง“ผมแค่จะช่วย ไม่ได้คิดอะไรเล้ย...”“เสียงสูง ไม่น่าเชื่อถือเลยนะคะ”“จริงจริ๊ง”เขายังย้ำเสียงสูงมาอีกตมิสาจ้องอย่างจับผิด ก่อนจะยอมพยักหน้าเล็กน้อยให้ชายหนุ่มช่วยเพราะอย่างไรเธอก็จัดการเองลำบาก คิดว่าจามิกรต้องรักษาสัญญา หากเขามองเห็นคุณค่าในชีวิตคู่ของเขาและเธอใจหนุ่มเต้นแรงเมื่อได้รับอนุญาต เขากลั้นใจเลื่อนมือไปรูดซิปลงให้







