LOGINพี่ชายมาส่งเธอด้วยตัวเองพร้อมกับมีคนขับรถมาให้ ชายหนุ่มใส่แว่นดำนั่งเงียบๆ ด้านหลังคู่กับเธอ หญิงสาวต้องเปิดกระจกให้รปภ.เห็นว่าเป็นตนเองพร้อมบอกว่ารถที่บ้านขนของมาส่ง
ชยุตม์เดินสำรวจทุกมุมห้องและกุญแจทั้งประตูหน้าต่างอย่างละเอียดหลังจากตนกับคนขับรถขนกระเป๋าเข้ามาในห้องน้องสาว
“พอใจหรือยังคะ”
“ไม่”
คนเป็นพี่ชายกอดอก เขาไม่อยากให้น้องสาวอยู่ที่นี่จะพอใจได้อย่างไร อีกอย่างชายหนุ่มแน่ใจว่าหากบิดารู้ก็คงไม่เห็นด้วยเหมือนกับเขา และอาจยิ่งเป็นห่วงตมิสามากขึ้น แต่เพราะตกลงกับน้องสาวไว้แล้ว เจ้าตัวก็ดูมีความสุขที่ได้ทำงานเขาจึงยังไม่ได้บอกบิดา ตั้งใจว่าจะกล่อมให้น้องลาออกหลังจากนี้ให้ได้
แม้คนใช้นามสกุลนี้ที่เป็นญาติพี่น้องทางฝ่ายบิดาก็มีไม่น้อย แต่สักวันคนไร่นี้ก็ต้องรู้ว่าตมิสาเป็นน้องสาวของเขา เป็นลูกสาวของส.ส.ชนินท์ ถึงจะไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ ทางนี้อาจไม่คิดอะไร แต่เขาไม่อยากเสี่ยง
“วันเสาร์ตอนเย็นพี่จะให้คนมารับกลับบ้าน แล้ววันจันทร์พี่จะมาส่ง”
ชายหนุ่มสรุป เมื่อน้องสาวขยับปากเหมือนจะเถียงเขาก็เอ่ยเสียงจริงจัง
“มิ้มไม่สบายใจที่จะอยู่บ้านพี่รู้ แต่มิ้มก็ต้องคิดถึงใจของพ่อบ้าง ท่านคิดถึงมิ้ม อยากให้มิ้มกลับมาอยู่ด้วยตั้งนานแล้ว มิ้มได้ทุกอย่างที่ต้องการทั้งที่พ่อกับพี่ไม่เห็นด้วย เพราะฉะนั้น มิ้มก็ต้องทำตามความต้องการของพี่”
ตมิสาพูดไม่ออก เธอไม่ยอมกลับบ้านทั้งที่ตอนแรกแพลนจะกลับตั้งแต่เรียนจบเพราะเรื่องของรสลินนั่นเอง พูดง่ายๆ ว่าประท้วงบิดา แต่ครั้งนี้ที่จำต้องยอมอยู่ต่อโดยปริยายเพราะเจ็บเข้าโรงพยาบาล ทำตามใจตัวเองไม่ได้ เมื่อถูกบังคับให้ลาออกและบิดาโทรไปคุยกับบริษัทเสร็จสรรพ เธอจึงได้แต่บอกกับหัวหน้าของตนอย่างไม่อาจเลี่ยงได้
“ได้ค่ะ กลับบ้านทุกอาทิตย์ก็ดี มิ้มเองก็ไม่อยากให้รสลินได้ใจชูคอทำตัวเป็นเจ้าของบ้านเฝ้าสมบัติเหมือนกัน”
เธอเอ่ยยิ้มๆ พี่ชายจึงส่ายหน้าแล้วเอื้อมมือมาจับหัวโยกเบาๆ
“เราเองก็ทำตัวหวงสมบัติเหมือนกัน”
“ก็มันของเรานี่คะ ของพ่อกับแม่ ยัยนั่นเป็นคนอื่น งานการไม่ทำ อยากได้ส่วนแบ่งที่ตัวเองไม่เกี่ยวสักนิด หน้าไม่อาย”
“เอาเถอะ เพลาๆ เรื่องทะเลาะกับเขาบ้าง เกรงใจพ่อ ช่วงนี้ท่านเหนื่อยมาก”
เมื่อได้ยินคำนี้ตมิสาก็หน้าม่อยลง ส่วนหนึ่งที่เธอไม่ดื้อแพ่งจะกลับกรุงเทพฯ เหมือนเมื่อก่อนก็เพราะบิดา หญิงสาวรู้สึกว่าท่านดูเหนื่อยล้าและมีอายุขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ร่างเล็กขยับเข้ามากอดร่างสูงใหญ่ของพี่ชายซึ่งอีกฝ่ายก็กอดตอบ
“แม่นั่นหาเรื่องก่อนตลอด แต่มิ้มจะพยายามนับหนึ่งถึงสิบก็แล้วกันนะคะ”
ได้ยินอย่างนี้ชยุตม์ก็หัวเราะขำเบาๆ
“นับจบก็สวนกลับใช่ไหม”
“โธ่...พี่โมกข์ก็”
คนเป็นน้องสาวเงยหน้าขึ้นมา ดวงหน้าสวยหวานงอง้ำ แต่ไม่เถียงนั่นเท่ากับยอมรับกลายๆ ไม่มีทางที่เธอจะยอมลงให้เห็บหมัดอย่างรสลินแน่นอน
ชยุตม์ขึ้นรถออกจากไร่ราวห้าโมงเย็น เขาอยู่เป็นเพื่อนน้องสาวพักใหญ่แม้เธอจะบอกว่าไม่เป็นไร เขาไม่อยากทิ้งให้เธออยู่ที่นี่คนเดียว แต่บ้านก็ร้อนเกินกว่าตมิสาจะทำใจอยู่ได้ ชายหนุ่มจึงเลือกที่จะยอมตามใจน้องไปสักพัก
ด้านหน้าทางออก รถคันหนึ่งกำลังเคลื่อนมาตรงทางเข้าด้านนอกเวลาใกล้เคียงกันกับเขา แต่รถของเขาถึงในจุดรอที่จะออกก่อน รอเพียงให้รปภ.เปิดทาง ทว่ารถอีกคันต้องยอมถอยให้พวกเขาซึ่งชายหนุ่มเข้าใจว่ารปภ.จะจัดการ แต่เมื่อเดินไปคุยกับทางนั้นครู่หนึ่งก็เดินมาหาพวกเขา
“ขอโทษครับ ผมต้องรบกวนให้คุณถอยรถก่อน”
ชยุตม์นั่งอยู่ด้านหลัง ตาคมภายใต้แว่นดำหรี่ลง คิ้วเข้มขมวดขณะที่คนของเขาหันมามองให้เขาตัดสินใจ ชายหนุ่มไม่อยากถือตัวหรือเรื่องมาก ถึงว่ากันเรื่องมารยาทแล้วทางนั้นควรถอยก็ตาม เพราะมีพื้นที่ให้รถเคลื่อนหลบเลี่ยงกันอยู่แล้ว
“ถ้าทางนั้นเป็นแขกเราถอยก็ได้ เพราะเราก็ถือว่าเป็นรถพนักงาน”
เขาพูดอย่างไม่คิดมาก ขณะที่คนในรถคันนั้นเหมือนจะรอไม่ไหว ลงมายืนเท้าเอวมองราวไม่พอใจ
“แขกคุณดูขี้โมโหนะ”
ชายหนุ่มอดแขวะไม่ได้ ในเมื่อเขาอุตส่าห์ยอมถอยแล้ว รอแค่อีกหน่อยไม่ได้หรือไง
“เอ่อ นั่นเป็นน้องของนายครับ คุณนิดา”
คนได้ยินพยักหน้าเข้าใจ มองผ่านกระจกด้านหน้าไปยังเจ้าของร่างบางที่ชักสีหน้าไม่พอใจแล้วก็พยักหน้า
“เจ้าของไร่ที่นี่วางอำนาจกับแขกแบบนี้ คนมาเที่ยวคงปลื้มแย่”
“ผมบอกเธอไปว่าเป็นรถจากบ้านคุณตมิสา พนักงานบัญชีเพิ่งย้ายเข้ามาครับ”
“งั้นเราก็เลยต้องถอยสินะ”
รปภ.หน้าเสียกับคำพูดของคนในรถ รู้สึกผิดไม่น้อย เพราะถูกถามว่ารถใครเขาก็ตอบไปตามตรง ปกติแล้วหากเป็นนักท่องเที่ยวจะออกจากที่นี่ก่อนห้าโมงเย็น ทว่านี่เลยเวลามาแล้ว อีกอย่างช่วงนี้นักท่องเที่ยวน้อยเพราะไม่ใช่เวลาออกผลขององุ่น และเขากลัวถูกตำหนิจึงรีบอธิบาย
“ขอโทษครับ”
“ไม่เป็นไร ผมเข้าใจ”
ชายหนุ่มจบเรื่อง แล้วสั่งให้คนของตนถอยรถ รปภ.จึงไปจัดการกับที่กั้น ขณะที่รถของน้องสาวเจ้าของไร่เลื่อนผ่านไปโดยเจ้าตัวไม่ได้ปิดกระจก ชยุตม์เหลือบมองเล็กน้อย เห็นเจ้าของใบหน้าเล็กเชิดขึ้นพร้อมยิ้มมุมปากอย่างพึงพอใจราวต้องการให้เห็น คิ้วเข้มขมวดขัดใจทว่าก็ยกมือโบกให้คนของตนออกรถ
=====
“ไม่เอาค่ะ ไม่พูดแล้ว กลับบ้านค่ะ”หญิงสาวตัดบทแล้วสะบัดตัว ท่าทางนี้บอกว่าหมดเวลาพูดเล่นแล้ว เขาจึงประคองช่วยอีกฝ่าย พอเธอพยายามแกะมือเขาก็บอก“มิ้มขาสั่นอยู่ ให้ผมช่วยเถอะ”“รู้ดีจังนะคะ”คนเป็นภรรยาตวัดตามองค้อนสามี อายที่อีกฝ่ายรู้ทันแถมยังขุ่นเคืองใจระคนกันจามิกรยิ้มอ้อนไม่ต่อคำอะไรอีก เพราะแค่ที่ดึงหญิงสาวมาร่วมรักในน้ำตกกลางแจ้งอย่างนี้ก็เป็นความผิดหนึ่งกระทงสำหรับเธอแล้ว คงต้องง้อกันอีกพักใหญ่ ฉะนั้นต้องทำคะแนนเอาอกเอาใจมากกว่าแกล้งยั่วให้เจ้าตัวโมโหมากไปกว่านี้และต้องง้อให้ได้ภายในชั่วโมงสองชั่วโมงนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นคืนนี้มีหวังอดเมื่อโอบร่างเล็กเดินกลับมาถึงจุดที่ปูเสื่อแล้วเขาก็รีบออกตัว“เดี๋ยวผมเก็บเอง”ชายหนุ่มขยับไปจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ตมิสาก็ไม่ได้แย้งเพียงยืนกอดอกด้วยความรู้สึกหนาว ปล่อยให้จามิกรทำไปในเมื่อชายหนุ่มกำลังพยายามเอาใจเธออยู่ เสร็จแล้วอีกฝ่ายก็มองเธอพร้อมยิ้มกว้างแล้วเดินมาหาก่อนจะบอก“ขี่หลังผมกลับนะ”ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรเขาก็หันหลังแล้วนั่งลงทันที“มาเถอะ มิ้มหนาวแล้ว ขี่หลังผมจะได้กลับบ้านเร็วๆ กัน”จามิกรย้ำมา ขณะที่หญิงสาวมองคนที่หิ้วเสื่อ
“มิ้มจ๋า งอนอีกแล้ว”จามิกรใช้ช่วงขายาวกว่าของตนเองให้เป็นประโยชน์เดินตามมาจนทันและจับแขนเรียวของภรรยาไว้ อีกฝ่ายมองเมินไปทางอื่นไม่ยอมมองหน้าเขา“คุณก็เห็นผมกับพี่คุณทะเลาะกันตลอด ยังพามาเจอกันอีก”หญิงสาวหันขวับกลับมาทันที“นี่คุณว่ามิ้มผิดเหรอคะ”ชายหนุ่มรู้ตัวว่าพูดผิดไปจึงรีบแก้ตัว“ไม่ใช่ คือผมหมายถึง ยังไงผมกับพี่คุณก็เป็นแบบนี้ มิ้มน่าจะเข้าใจ”“มิ้มกับนิดาอยากให้ดีกัน คุณล่ะคะ เข้าใจไหม”เมื่อเขาเงียบไม่พูดต่อตมิสาก็ดึงแขนตัวเองออกเพราะชายหนุ่มไม่ได้จับแน่นนัก เดินหนีไปอีกครั้งทั้งยังไปใกล้ริมน้ำตกมากขึ้น“มิ้ม ไหนบอกจะไม่หนีผมแล้วไง นี่จะไปไหน”หญิงสาวเดินสูงขึ้นไกลจากแอ่งน้ำใหญ่มา แม้จะลงเล่นได้เพราะมีคนเล่นอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน แต่จุดนี้แอ่งเล็กกว่ามีโขดหินมากกว่า“ไปให้ไกลจากคุณนั่นแหละค่ะ”เขาคว้าข้อมือเล็กเพราะอีกฝ่ายทำเหมือนจะเดินลงไปในน้ำ“จะเล่นน้ำกลับไปเล่นตรงโน้นดีกว่า ตรงนี้โขดหินเยอะ”“ไม่ต้องสนใจมิ้มหรอกค่ะ”“หรือโมโหผมแล้วจะลงไปแช่น้ำเหมือนครั้งโน้น”จามิกรอดเย้าไม่ได้ ใบหน้าเนียนซีดเพราะเธอเปียกทั้งตัวชักสีหน้า ทว่าอยู่ๆ หญิงสาวก็ยิ้มขึ้นมา“มิ้มไม่แช่หรอก แต่
“อยากได้พี่โมกข์”ชยุตม์เพียงหัวเราะในลำคอแล้วลูบผมชื้นเบาๆ“ไออุ่นจากร่างกาย ต้องดีกว่าเสื้อเป็นไหนๆ ใช่ไหมคะ”เสียงหวานพร่าแล้วเป็นฝ่ายขยับมาจูบเขาก่อน ชายหนุ่มให้ความร่วมมือเพราะต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้ว เขาและเธอจูบลากันบนรถทุกวัน แต่ละครั้งก็กินเวลาเนิ่นนานเสมอลิ้นเล็กเคลียไล้กลีบปากเขากระทั่งแทรกเข้ามาเมื่อเขายินดีโต้ตอบ อีกฝ่ายรุกมารวบรัดเขาพัวพันกระตุ้นเร้าอย่างหนักกว่าปกติ ทั้งร่างบางเปียกปอนที่รับรู้ถึงสัดส่วนเต็มตึงก็เบียดชิด แถมเริ่มเคลื่อนมาก่ายเกยบนตักเขาอีกด้วย ชยุตม์รู้แล้วว่าหญิงสาวต้องการไปต่อจริงจัง ไม่ใช่แค่หยอกล้อเหมือนทุกครั้ง เขาถอยออกประคองแก้มแล้วยั้งดวงหน้าเล็กไว้เบาๆ“นิดาครับ ทำแบบนี้มันจะหยุดยากนะ”“นิดาต้องการพี่โมกข์”หญิงสาวย้ำอีกครั้ง ก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย จับชายเสื้อยืดตัวเองดึงขึ้นถอดออกอย่างรวดเร็ว ทำเอาชายหนุ่มได้แต่ตาค้าง“เสื้อเปียกมันหนาว”เจ้าตัวพึมพำท่าทีเขินอายหน่อยๆ เพราะจับเสื้อที่ถอดมาปิดช่วงหน้าอกของตนได้เห็นเรือนร่างสวยชั่วครู่ อกวบอูมอิ่มน่าสัมผัส หน้าท้องเนียนราบเรียบแล้วชยุตม์ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ มาถึงขั้นนี้แล้วถ้าเขายังถอยอี
“นึกว่าเราจะมาปิ๊กนิกแค่สองคนเสียอีก”ชยุตม์มองคนพูดที่กอดอกเหล่มองเขาอย่างนึกฉุน เขาเองก็ไม่คิดว่าจะมาเจอหมอนี่เหมือนกัน เมื่อหันไปมองคนรักที่เกาะแขนอยู่เธอก็ยิ้มหวานให้ แล้วรั้งให้ไปนั่งลงตรงเสื่อที่ปูริมน้ำตกซึ่งน้องสาวเขากับสามีตัวดีของน้องนั่งอยู่ก่อนแล้ววันนี้ฐานิดานัดเขาไปรับหลังโรงเรียนเลิกแล้วบอกว่าจะพาไปปิ๊กนิก แรกทีเดียวเห็นว่าเธอบอกให้พามาไร่เขาก็คิดว่าจะมาไร่องุ่น แต่กลายเป็นน้ำตก มันคงน่าสุนทรีย์ไม่น้อยถ้ามีเพียงเขากับเธอ“ฉันก็ไม่ได้อยากมาเจอหน้านายนักหรอก”เขาอดเอ่ยสวนกลับไม่ได้ระหว่างเขากับจามิกรแม้จะไม่ใช่ความเกลียดแล้ว แต่ก็ยังมีเขม่นกันอยู่ เพราะความคิดเห็นมักไม่ลงรอยกัน ชยุตม์คิดว่าอีกฝ่ายคอยขัดแข้งขัดขาเขาอยู่เรื่อย“เฮ้อ...”สองสาวถอนหายใจพร้อมกันในทันที“มิ้มขอเถอะนะคะ คุยกันปกติเถอะ”“ใช่ค่ะ ที่นิดากับมิ้มชวนพี่จากับพี่โมกข์มาเที่ยวด้วยกันก็เพราะอยากให้เจอกันบ่อยๆ จะได้คุยกันถูกคอขึ้น”“ยาก!”สองหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แล้วต่างก็มองกันตาขุ่น ก่อนจะกอดอกหันหนีไปคนละทางฐานิดากับตมิสามองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ พวกเธอตั้งใจนัดสองหนุ่มมาน้ำตกในช่วง
ฝนตกแรงหนักในช่วงเย็นมาสองชั่วโมงแล้วยังไม่หยุด ตมิสานั่งแทบไม่ติดหลังจากจอยที่มาเรือนเล็กเพื่อทำอาหารด้วยกันบอกกับเธอว่าจามิกรน่าจะกลับมาช้า เพราะลูกของคนงานอายุสามขวบหายไป ตอนนี้นายกับคนในไร่กำลังออกตามหาอยู่“ฝนตกนานจัง จะเป็นยังไงกันบ้างก็ไม่รู้”ตมิสาพึมพำ เธอไม่อยากโทรไปรบกวนเพราะจามิกรอาจจะกำลังยุ่ง ไม่สะดวกรับสาย เพราะก่อนหน้านี้จอยลองโทรไปหาเบิร์ดทางนั้นไม่รับสาย ทำให้จอยที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เองก็สีหน้าไม่ดีนัก“นั่นสิคะ เงียบกริบอย่างนี้ กลัวจะยังไม่เจอ”“สงสารเด็ก อาจจะเจอแล้วก็ได้ แต่ฝนตกหนักก็เลยยังไม่กลับมา”“ค่ะ”ต่างคนก็พยายามคิดไปในทางที่ดีเข้าไว้ ภาวนาให้ไม่มีเรื่องร้ายแรงในไร่ครึ่งชั่วโมงผ่านไปฝนหยุด ตมิสากับจอยยังกังวล แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าบ้านก็รู้สึกใจชื้น ทว่าคนที่มาคือเบิร์ด“เบิร์ด ว่าไง เป็นไงบ้าง”จอยลุกพรวดขึ้นพร้อมถามสามีตนเอง แต่สีหน้าของคนมาใหม่ไม่ค่อยดีนัก“ยังไม่เจอเลย แล้วตอนนี้ก็ติดต่อนายไม่ได้เลยครับ แต่นายสั่งผมไว้ว่า ถ้าฝนหยุดให้มาบอกนายหญิงกินข้าวก่อนได้เลยครับไม่ต้องรอ”ตมิสาถอนหายใจหนักใจ ทั้งยังเริ่มเครียดที่เบิร์ดบอกว่าติดต่อ จามิกรไม่ได้ ขณะที่
หลังจากบิดาของตมิสากับคุณจักรกฤษณ์กลับไปแล้ว จามิกรก็พาภรรยาตนเองมายังเรือนหอ แม้มารดาของเขาจะยังไม่เอ็นดูหญิงสาวนักแต่ก็ยิ้มรับ อวยพรให้เขากับตมิสาครองคู่อย่างมีความสุขและรับขวัญด้วยเครื่องเพชรชุดใหญ่ กับกำไลข้อมือทองโบราณมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่นที่ท่านรับมาจากบิดาของเขา นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าแม่ของตนยอมรับคนที่เขารักเป็นศรีสะใภ้แล้วร่างสูงใหญ่ขยับเข้าไปช่วยคนตัวเล็กที่กำลังยืนเช็ดเครื่องสำอางหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปลายนิ้วแตะที่ซิปด้านหลัง ดวงตาคมฉายแววรักใคร่และต้องการระคนกัน“อะแฮ่ม”หญิงสาวเหลือบมองเขาผ่านกระจกและกระแอม ทั้งยังส่งสายตาดุมาให้อีกต่างหากจามิกรกำมือฉับ บอกตัวเองว่าไม่ได้กลัว เขาแค่ไม่อยากให้ตมิสาขุ่นเคืองเท่านั้น ชายหนุ่มมองตอบอ่อนโยนพร้อมยิ้มบาง“ผมแค่จะช่วย ไม่ได้คิดอะไรเล้ย...”“เสียงสูง ไม่น่าเชื่อถือเลยนะคะ”“จริงจริ๊ง”เขายังย้ำเสียงสูงมาอีกตมิสาจ้องอย่างจับผิด ก่อนจะยอมพยักหน้าเล็กน้อยให้ชายหนุ่มช่วยเพราะอย่างไรเธอก็จัดการเองลำบาก คิดว่าจามิกรต้องรักษาสัญญา หากเขามองเห็นคุณค่าในชีวิตคู่ของเขาและเธอใจหนุ่มเต้นแรงเมื่อได้รับอนุญาต เขากลั้นใจเลื่อนมือไปรูดซิปลงให้







