ANMELDEN“พี่วิตขอให้นายเข้าไปเซ็นงบเบิกจ่ายเดือนหน้าภายในวันนี้ครับ”
“เออ”
ใบหน้าหล่อคมเข้มมีสีหน้าหงุดหงิดขณะเดินตรวจคนงานฉีดอาหารเสริมทางใบให้กับต้นองุ่น เขาฟังจากสาวิตมาหลายรอบแล้วเพราะตั้งแต่ต้นอาทิตย์มายังไม่ได้เข้าไปสำนักงานสักวัน เขากินข้าวกลางวันที่โรงอาหารกับเบิร์ด เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายมักจะต้องเตือนหลังจากเซ็นเอกสารค้างไว้หลายงานแล้วเขายังไม่เซ็นอนุมัติต่อ หากต้องลงงานในไร่ติดกันหลายวัน
จามิกรชอบงานในไร่ แม้แต่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ตัดแต่งต้นไม้ในไร่เขาก็เป็นคนดูแลเอง ส่วนงานดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยวกับผู้เข้าพักให้สาวิตเป็นคนจัดการ หากไม่ใช่คนในไร่น้อยคนที่เขาเดินผ่านจะรู้ว่าจามิกรคือเจ้าของไร่ แถมเวลาต้องออกงานหรือออกร้านต่างๆ เขาก็ยังให้สาวิตไปกับมารดาของตนมากกว่าจะไปเองเพราะไม่ชอบการปั้นหน้าเข้าหากัน
“ใกล้เที่ยงแล้วผมว่านายไปเลยดีไหมครับ ผมจะโทรไปบอกแม่ให้คนเอาข้าวไปส่งที่สำนักงาน”
“วะไอ้นี่ แกพูดเรื่องนี้กับฉันตั้งแต่เห็นหน้าตอนเช้าแล้วนะ ฉันไม่ได้ความจำเสื่อม”
“ผมแค่เสนอ”
เบิร์ดบอกเสียงอุบอิบ หน้าแหยเมื่อถูกดุ แต่ไม่ได้กลัวเพราะเขามักจะถูกดุหรือเตะจากนายบ่อยๆ อยู่แล้ว
“จริงๆ ผมคิดว่านายน่าจะกินข้าวที่สำนักงานทุกวันนะครับ ผมเองยังอยากไปกินที่นั่นเลย”
“ทำไม”
จามิกรยอมเดินกลับไปยังรถขณะถามอย่างแปลกใจ
“ก็เห็นหน้าหวานๆ ของคุณบัญชีคนสวยทุกวัน เจริญอาหารดีออกนี่ครับนาย”
เบิร์ดทำท่าเคลิ้มพร้อมพูด ทว่าคนเป็นนายชะงักกึกก่อนเอ่ย
“ก็เอาสิ”
คำบอกของนายหนุ่มทำเอาลูกน้องคนสนิทอึ้งไปเลยเพราะคิดว่าตนอาจถูกด่าเสียอีก
“เอ่อ โธ่นาย ผมก็แค่เปรียบเปรย”
“นึกว่าชอบเขาจริงๆ เสียอีก”
“ก็ชอบครับ”
คิ้วเข้มของจามิกรขยับสูงขึ้นเบิร์ดจึงรีบโบกไม้โบกมือ
“ผมหมายถึง คนสวยๆ ใครก็ชอบมองน่ะนาย”
ชายหนุ่มยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนักกับคำพูดของลูกน้อง เขาถามย้ำหลังจากปลดล็อกรถ
“ตกลงจะไปกินข้าวด้วยกันไหม”
เบิร์ดส่ายหน้าหวือ แม้เจ้านายจะไม่ถือและกินข้าวกับเขาที่โรงอาหารก็บ่อย แต่เขาไม่อยากทำตัวเสมอนาย อยากเป็นคนงานในไร่ธรรมดาเหมือนคนอื่น ไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ใดๆ และเขาก็แค่ชวนคุยให้นายหนุ่มของตนคลายอารมณ์ขุ่นเพียงเท่านั้น
จามิกรรู้ว่าทั่วทั้งไร่เขาพูดถึงบัญชีคนใหม่ ผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้าก็อยากเห็น ส่วนผู้หญิงก็ซุบซิบกัน ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนักเพราะมารดาของเขาเองก็ไม่ได้ซักไซ้หรือเอ่ยถามอย่างสงสัย แม้ป้าอุ่นจะมาที่สำนักงานบ่อยขึ้นราวจับผิดแต่ท่านก็คุยกับตมิสาปกติ ทว่าคนที่ออกตัวแรงว่าไม่ถูกชะตากับหญิงสาวกลับเป็นน้องสาวของเขา
หากเจ้าตัวก็ไม่เคยหลุดว่าเพราะอะไรถึงไม่ชอบตมิสา
สุนัขตัวน้อยปอมเมอเรเนียนที่ถูกผูกเอาไว้ตรงพื้นหน้าชานระเบียงเล็กๆ ของสำนักงานนั่งเงียบหงอยเหงา ตมิสาออกมายืดเส้นยืดสายหลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จมันก็หันมองแล้วลุกขึ้นจะเดินตาม ทว่าเธอชะงักมันก็ชะงัก
ไม่ใช่ไม่ชอบ เธออยากอุ้มมัน เล่นกับมันอยู่หรอก แต่เพราะแพ้ขนไม่มีหน้ากากใส่ หญิงสาวจึงไม่ได้ลูบหรือแตะต้องทั้งที่มันออกจะน่ารัก อย่างเจ้าแมกซ์สุนัขของพี่ชาย เธอก็ใส่หน้ากากขณะที่มันอยู่ใกล้หรือเข้ามาเล่นด้วย แต่มันค่อนข้างตัวโตกระโจนหรือตะกุยทีเธอต้องอาบน้ำใหม่หลังจากนั้นเลยทีเดียว
ร่างเล็กยืนกอดอกมองจ้องตากับลูกหมาตัวน้อยด้วยความสงสาร เพราะคิดว่ามันคงเหงา เด็กที่มาส่งอาหารให้นายของไร่เอามันมาด้วยแล้วฝากไว้ก่อนทั้งคู่จะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปข้างนอก บอกว่าจะไปซื้อของไม่นานแล้วจะรีบกลับมา
ตมิสาสังเกตเห็นว่าจุดที่หมาน้อยนั่งอยู่นั้นใกล้ส่วนที่มีแถวมดเดินเป็นทางยาว เธอกลัวว่ามันจะขยับไปตรงจุดนั้นจนถูกมดกัดจึงมองหาส่วนที่จะผูกใหม่ ทว่าเมื่อโน้มไปใกล้มันก็ลุกขึ้นเห่าเบาๆ หญิงสาวไม่คิดอะไรมากหากก็พูดกับมัน
“ไม่ต้องกลัว พี่จะพาย้ายที่นิดเดียว”
เจ้าตัวเล็กนิ่งไปราวคุยรู้เรื่อง ตมิสากลั้นหายใจพยายามเอื้อมไปแก้ปมเชือกจูงของมันที่ราวระเบียงส่วนล่าง มันก็เดินหนีไปจุดที่มีมด ทำเอาเธอตกใจผวาเข้าไปใกล้ มันเองก็ตกใจเธอเช่นกันเพราะไม่คุ้นเคย เห่าเธอเสียงดังขึ้นทั้งกระโจนหนี ปมเชือกคลายออกแล้วทำให้สุนัขตัวน้อยวิ่งหลุดไปจากอาคารสำนักงาน
“เดี๋ยว...อย่าไป”
ตมิสารีบก้าวตามมันโดยเร็ว ตัวมันเองก็คงกลัวคิดว่าเธอไล่กวด
“ตัวเล็ก อย่าไป...เฮ้ย!”
รถคันโตกำลังแล่นเข้ามาส่วนหน้าสำนักงาน ตมิสารีบผวาพรวดกระโดดไล่สุนัขตัวน้อย มันก็ยิ่งกระโจนไปมากกว่าเดิม ร่างของหญิงสาวทิ้งตัวล้มลงไปมือคว้าร่างน้อยจับมาแนบอก
เอ๋งๆ แง่ม!
“โอ๊ย...”
เอี๊ยด!!
เสียงรถเบรกกะทันหันเมื่ออยู่ๆ ร่างเล็กบอบบางก็โผล่พรวดมาขวางหน้ารถเขาในระยะสองสามเมตรก่อนจะล้มลงไป
ร่างสูงใหญ่ของจามิกรลงจากรถด้วยความโมโห เขามั่นใจว่าไม่ได้ชนคน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงหาเรื่องตายทั้งที่เพิ่งรอดจากอันตรายมาแค่สองเดือน
“กระโดดพรวดมาหารถแบบนี้ ไม่อยากทำงานที่นี่แล้วหรือไง...”
เสียงเข้มเงียบลงเมื่อเห็นว่ามีสุนัขตัวน้อยในอกหญิงสาว ขณะที่เจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสีหน้าไม่ดีนัก รีมฝีปากอิ่มสีหวานถูกเม้มเอาไว้ แต่ที่ทำให้เขาสะดุดใจมากกว่าคือเจ้าตัวเล็กมันงับแขนเธออยู่
“มันกัดคุณเหรอ”
จามิกรคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที พร้อมกับยื่นมือไปจับสุนัขของน้องสาวตนเองมาจากอีกฝ่าย
“แกมานี่ เจ้าลิตเติ้ล”
มันเองก็จำเสียงเขาได้เช่นกัน จึงปล่อยแขนหญิงสาวแล้วส่ายหางดุ๊กดิ๊กกระโดดมาหาเขาพร้อมเห่าอย่างดีใจ ชายหนุ่มอุ้มสุนัขตัวน้อยด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนมือหนาอีกข้างยื่นไปจับแขนหญิงสาวดู เห็นเลือดซิบจากคมเขี้ยวเล็กคิ้วเข้มก็ขมวด พลางถอนหายใจอย่างขัดใจ
“ทำไมเจ้านี่วิ่งพล่านแบบนี้ แล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“น้องเขามาเอาฝากไว้แป๊บนึงน่ะค่ะ ออกไปซื้อของ แต่ฉันเห็นว่ามันอยู่ใกล้ๆ มด ก็เลยจะย้ายที่ให้น่ะค่ะ มันก็เลยหลุด”
“มันฉีดยาแล้ว แต่ผมว่ายังไงคุณก็ไปฉีดยากันไว้ด้วยดีกว่า”
จามิกรพยายามระงับความรู้สึกขุ่นใจเอาไว้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอยากดุทั้งสุนัขทั้งคนถูกกัดที่ไม่ระวังจนมันหลุด ทำเอาเขาเกือบจะเหยียบมัน หรือไม่ก็ชนเธอไปแล้ว
ชายหนุ่มช่วยรั้งร่างเล็กบอบบางให้ลุกขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายพึมพำ
“ขอบคุณค่ะ”
“เดี๋ยวผมจะ...”
“ฮัดเช้ย!!”
คนพูดชะงักไปเมื่อถูกจามใส่ ทั้งสุนัขตัวน้อยก็ดิ้นเห่าขู่หญิงสาวกลับไปอย่างไม่ยอม เขาต้องพยายามจับมันเอาไว้
ตมิสามองหน้าเจ้านายของตนแล้วหน้าแหยรู้สึกผิด ทว่ายังไม่ทันเอ่ยอะไรก็จามซ้ำอีก
“ฮัดเช้ย...”
เธอรีบหันหน้าหนีแล้วถอยกรูดออกจากอีกฝ่าย จะยกมือปิดปากก็ไม่ได้เพราะเพิ่งจับสุนัขไป
“ขอโทษค่ะ ฉันแพ้...ขน...ฮัดเช้ย! ขนมัน...”
เธอพูดไปจามไปน้ำหูน้ำตาไหล คันจมูกสุดๆ เหลือบมองชายหนุ่มแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้างุดอย่างกลัวความผิด เพราะใบหน้าคมคายนั้นนิ่งทว่าก็ดูดุทีเดียว แถมเจ้าตัวน้อยที่เขาอุ้มก็ทั้งเห่าและขู่เธอไม่หยุด
“ฉันขอไปล้างมือกับแขนนะคะ”
พูดแล้วเธอก็รีบเลี่ยงไป ขณะได้ยินเสียงเข้มดังตามมา
“เสร็จแล้วรีบออกมาด้วย คุณต้องไปทำแผลแล้วก็ฉีดยา”
ตมิสาไม่ได้ตอบเพราะเธอจามออกมาอีก เท้าเล็กขยับเร็วๆ เพราะไม่อยากให้เจ้านายขุ่นเคือง หากก็ยังแว่วเสียงเข้มดุเบาๆ
“แกก็เงียบได้แล้วลิตเติ้ล”
=====
“ขึ้นรถ”จามิกรบอกสั้นกระชับเมื่อเดินมาถึงรถเขาแล้วเปิดประตูไปนั่งรออย่างเตรียมพร้อม คนที่เดินตามมาจึงทำอะไรไม่ได้นอกจากขึ้นไปนั่งข้างคนขับ และได้ยินเสียงถอนหายใจหนักยาวทันที“คุณนี่หาเรื่องเจ็บตัวได้ตลอดเลยนะ”เธอเหล่มองอีกฝ่ายเพียงนิดเดียว“ของแบบนี้ใครจะหากันคะ”“ผมหมายถึงคุณซุ่มซ่าม”ชายหนุ่มดุเสียงเข้มอย่างไม่เกรงใจคนถูกว่าฉุนกึก เขาดุราวกับตัวเองเป็นพ่อหรือพี่เธออย่างนั้น ตมิสาได้แต่คิดแล้วก็หน้างอง้ำ นั่งเงียบไปตลอดทางกระทั่งรถมาจอดหน้าที่พักชายหนุ่มก็พูดขึ้นอีก“เจ็บตัวแล้วยังไม่เจียม เข่ากับแขนคุณต้องระบมแน่วันนี้ แล้วยังลื่นอีก คงได้มีเจ็บเส้นตรงไหนอีกแน่ พรุ่งนี้จะเดินได้หรือเปล่า”“ได้สิคะ”“ให้มันแน่เถอะ”หญิงสาวต้องพยายามข่มใจอย่างมากกับน้ำเสียงดูถูกของชายหนุ่ม เขามาส่งเธอก็เพื่อจะกระแนกระแหนอย่างนั้นหรือ“ขอบคุณที่มาส่งนะคะ”ตมิสาหาทางเลี่ยง ไม่รู้ว่าเพราะอะไร เธอค่อนข้างแพ้ทางนายของไร่ หากเป็นคนอื่นคงหาคำมาสวนกลับให้อีกฝ่ายยุบยิบในความรู้สึกได้ อย่างเช่นที่ทำกับฐานิดาน้องสาวของเขา หรือแม้แต่แม่เลี้ยงของตน ทว่ากับจามิกรแล้วเธอมักจะสมองตื้อแถมยังรู้สึกว่าควรเจี๋ยมเจี้ย
“ว้าย...”เจ้าตัวร้องอุทานตกใจ ทั้งตัวยังหงายหลัง ทำเอาต้องหลับตาปี๋เตรียมใจว่าต้องหัวฟาด แต่กลับไม่ใช่...เอวเธอถูกรวบด้วยแขนข้างหนึ่งพร้อมรับรู้ได้ว่าร่างแกร่งขยับมาประชิดด้านหลัง ใจที่หายวาบเต้นระทึกขึ้นมาแทนเมื่อลมหายใจร้อนเป่ารดตรงลำคอพร้อมเสียงเข้มดังใกล้หู“อะไรของคุณ ไม่มองทางหรือไง”คนถูกโอบตัวเกร็ง กลั้นหายใจ เนื่องจากแขนกำยำรั้งสูงจนขึ้นมาอยู่ใต้หน้าอกของเธอ ทว่าเหมือนชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจ เพราะเขาบ่นต่อ“ฝนเพิ่งตก ใส่รองเท้าสูงอย่างนี้มาเดินไม่ระวัง มันก็ลื่นสิ”รองเท้าที่ตมิสาใส่เป็นแตะแบบสวมพื้นค่อนข้างหนาราวสองนิ้ว และไม่เหมาะจะเดินในไร่หรือพื้นดินเละไม่สม่ำเสมอก็จริง ทว่าเธอไม่ได้เตรียมตัวมาดูไร่ตั้งแต่แรก ใครจะไปทันคิดจามิกรรู้สึกได้ว่าเสียงถางหญ้ารอบตัวเงียบลง สายตาคู่คมก็กวาดมองไปโดยรอบด้วยสัญชาตญาณ แล้วก็เห็นว่าคนงานทุกคนหยุดมือหันมาทางตนเองกับหญิงสาวด้วยอาการชะงักตาค้าง แม้จะไม่ชอบใจที่กลายเป็นจุดสนใจ หากก็ยังช่วยดึงคนตัวเล็กกว่าตนเองมากให้ถอยมายืนในจุดที่ไม่อันตราย แล้วรีบปล่อยมือโดยเร็ว“ขอบคุณค่ะ”ตมิสาหันกลับมาพึมพำเสียงเบา สบตาชายหนุ่มเพียงชั่วแวบแล้วรีบหลุบลง
“ทำไมพี่จาต้องห้ามลิตเติ้ลขึ้นไปนอนข้างบน”ฐานิดาหน้างอใส่พี่ชายทันทีที่ชายหนุ่มเดินมาถึงโต๊ะอาหารจามิกรถอนหายใจ เขาอาบน้ำเรียบร้อยแล้วจึงลงมากินข้าว ก่อนหน้านี้กลับมาจากสำนักงานปุ๊บก็บอกให้จอยกับจีจี้เอาบ้านเล็กของลิตเติ้ลออกจากห้องน้องสาวเขาลงมาไว้ข้างล่างทันที พร้อมทั้งหักเงินเดือนทั้งคู่ ส่วนน้องสาวมาถึงทีหลัง เจ้าตัวคงเพิ่งรู้เรื่อง“มันต้องโดนทำโทษ”“ทำโทษอะไรคะ”ร่างสูงใหญ่ของคนเป็นพี่นั่งลงฝั่งตรงข้าม ซึ่งตรงหัวโต๊ะคุณพรนภามารดาเขานั่งอยู่ ท่านเหลือบมองลูกทั้งสองคน ทว่ายังไม่เอ่ยอะไรเมื่อไม่ได้ทุ่มเถียงกันเสียงดัง นอกจากหันไปบอกกับป้าอุ่นคนสนิทว่าให้เริ่มตักข้าวได้เพราะทุกคนพร้อมหน้าแล้ว“มันกัดคน”“ลิตเติ้ลเนี่ยนะคะกัดคน?”ฐานิดาถามพร้อมขมวดคิ้ว พยายามมองสังเกตทั้งป้าอุ่น จอยและจีจี้ รวมทั้งมารดาของตนว่ามีใครเป็นอะไรหรือไม่ หากแต่ละคนก็ปกติดี อีกทั้งไม่เชื่อว่าสนุขตัวน้อยของตนจะกัดใคร ในเมื่อมันไม่เคยกัด“ทุกคนก็โอเคดีนี่คะ”หญิงสาวพูดพร้อมกับมองมารดาอย่างต้องการคำยืนยัน ทว่าท่านยังไม่ได้เอ่ยอะไรพี่ชายก็พูดขึ้นมาก่อน“มันกัดคนที่สำนักงาน”คิ้วเรียวสวยขมวดแปลกใจว่าเป็นไปได้อย
ครู่หนึ่งตมิสาก็ออกมาหน้าสำนักงานพร้อมกระเป๋าใบเล็กๆ เตรียมพร้อมที่จะออกไปข้างนอก แม้ยังไม่แน่ใจว่าจะไปอย่างไรก็ตาม เธอล้างแผลด้วยน้ำสะอาดและใช้ผ้าเช็ดหน้าพันชั่วคราว แม้เจ็บหน่อยหากแผลก็ไม่ลึกจนน่ากลัว“ถ้าจะออกไปข้างนอกก็ไม่น่าพามันมาด้วย”เสียงเข้มดุดันทำเอาคนเพิ่งออกมาชะงักเท้านิดๆ พยายามไม่เข้าไปใกล้ ปล่อยให้ชายหนุ่มคุยกับเด็กสองคนของเขาไปร่างสูงใหญ่กอดอกมองจอยกับจีจี้ด้วยสายตาดุ ทั้งสองคนมีหน้าที่เลี้ยงลิตเติ้ลในตอนที่น้องสาวเขาไม่อยู่ ปกติก็เห็นออกมาคนเดียว อีกคนดูสุนัข ไม่ออกมาด้วยกันแบบนี้ ซึ่งทั้งคู่ได้แต่ก้มหน้าจ๋อยรับผิด ขณะที่จอยอุ้มลิตเลิ้ตไว้“พามันกลับไป แล้วก็ไม่ต้องเอาออกมาอีก”ทั้งสองคนเงยหน้าอึกอักเหมือนมีอะไรจะพูด“ทำไม มีอะไร”“เอ่อ...คือ...คุณ...”“มะ...ไม่มีค่ะ”จีจี้จะพูดบางอย่างแต่จอยสวนขึ้นมาก่อน“ตกลงมีหรือไม่มี”คนของเขาหน้าเสีย หันมองกันเอง ต่างก็ส่งสายตาให้กันชนิดที่ดูออกว่ามีปัญหาจามิกรพอมองออกแต่ไม่อยากซักไซ้ให้เสียเวลาเพราะสิ่งสำคัญตอนนี้คือพาบัญชีสาวไปทำแผล“มีอะไรไว้ไปคุยกันที่บ้านก็แล้วกัน กลับไปได้แล้ว”คำสั่งของเขาทำเอาทั้งสองคนสะดุ้ง แต่ก็ต้อง
“พี่วิตขอให้นายเข้าไปเซ็นงบเบิกจ่ายเดือนหน้าภายในวันนี้ครับ”“เออ”ใบหน้าหล่อคมเข้มมีสีหน้าหงุดหงิดขณะเดินตรวจคนงานฉีดอาหารเสริมทางใบให้กับต้นองุ่น เขาฟังจากสาวิตมาหลายรอบแล้วเพราะตั้งแต่ต้นอาทิตย์มายังไม่ได้เข้าไปสำนักงานสักวัน เขากินข้าวกลางวันที่โรงอาหารกับเบิร์ด เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายมักจะต้องเตือนหลังจากเซ็นเอกสารค้างไว้หลายงานแล้วเขายังไม่เซ็นอนุมัติต่อ หากต้องลงงานในไร่ติดกันหลายวันจามิกรชอบงานในไร่ แม้แต่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ตัดแต่งต้นไม้ในไร่เขาก็เป็นคนดูแลเอง ส่วนงานดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยวกับผู้เข้าพักให้สาวิตเป็นคนจัดการ หากไม่ใช่คนในไร่น้อยคนที่เขาเดินผ่านจะรู้ว่าจามิกรคือเจ้าของไร่ แถมเวลาต้องออกงานหรือออกร้านต่างๆ เขาก็ยังให้สาวิตไปกับมารดาของตนมากกว่าจะไปเองเพราะไม่ชอบการปั้นหน้าเข้าหากัน“ใกล้เที่ยงแล้วผมว่านายไปเลยดีไหมครับ ผมจะโทรไปบอกแม่ให้คนเอาข้าวไปส่งที่สำนักงาน”“วะไอ้นี่ แกพูดเรื่องนี้กับฉันตั้งแต่เห็นหน้าตอนเช้าแล้วนะ ฉันไม่ได้ความจำเสื่อม”“ผมแค่เสนอ”เบิร์ดบอกเสียงอุบอิบ หน้าแหยเมื่อถูกดุ แต่ไม่ได้กลัวเพราะเขามักจะถูกดุหรือเตะจากนายบ่อยๆ อยู่แล้ว“จริงๆ ผมคิด
พี่ชายมาส่งเธอด้วยตัวเองพร้อมกับมีคนขับรถมาให้ ชายหนุ่มใส่แว่นดำนั่งเงียบๆ ด้านหลังคู่กับเธอ หญิงสาวต้องเปิดกระจกให้รปภ.เห็นว่าเป็นตนเองพร้อมบอกว่ารถที่บ้านขนของมาส่งชยุตม์เดินสำรวจทุกมุมห้องและกุญแจทั้งประตูหน้าต่างอย่างละเอียดหลังจากตนกับคนขับรถขนกระเป๋าเข้ามาในห้องน้องสาว“พอใจหรือยังคะ”“ไม่”คนเป็นพี่ชายกอดอก เขาไม่อยากให้น้องสาวอยู่ที่นี่จะพอใจได้อย่างไร อีกอย่างชายหนุ่มแน่ใจว่าหากบิดารู้ก็คงไม่เห็นด้วยเหมือนกับเขา และอาจยิ่งเป็นห่วงตมิสามากขึ้น แต่เพราะตกลงกับน้องสาวไว้แล้ว เจ้าตัวก็ดูมีความสุขที่ได้ทำงานเขาจึงยังไม่ได้บอกบิดา ตั้งใจว่าจะกล่อมให้น้องลาออกหลังจากนี้ให้ได้แม้คนใช้นามสกุลนี้ที่เป็นญาติพี่น้องทางฝ่ายบิดาก็มีไม่น้อย แต่สักวันคนไร่นี้ก็ต้องรู้ว่าตมิสาเป็นน้องสาวของเขา เป็นลูกสาวของส.ส.ชนินท์ ถึงจะไม่อยากตีตนไปก่อนไข้ ทางนี้อาจไม่คิดอะไร แต่เขาไม่อยากเสี่ยง“วันเสาร์ตอนเย็นพี่จะให้คนมารับกลับบ้าน แล้ววันจันทร์พี่จะมาส่ง”ชายหนุ่มสรุป เมื่อน้องสาวขยับปากเหมือนจะเถียงเขาก็เอ่ยเสียงจริงจัง“มิ้มไม่สบายใจที่จะอยู่บ้านพี่รู้ แต่มิ้มก็ต้องคิดถึงใจของพ่อบ้าง ท่านคิดถึงมิ้ม







