เข้าสู่ระบบ“พี่วิตขอให้นายเข้าไปเซ็นงบเบิกจ่ายเดือนหน้าภายในวันนี้ครับ”
“เออ”
ใบหน้าหล่อคมเข้มมีสีหน้าหงุดหงิดขณะเดินตรวจคนงานฉีดอาหารเสริมทางใบให้กับต้นองุ่น เขาฟังจากสาวิตมาหลายรอบแล้วเพราะตั้งแต่ต้นอาทิตย์มายังไม่ได้เข้าไปสำนักงานสักวัน เขากินข้าวกลางวันที่โรงอาหารกับเบิร์ด เป็นเรื่องปกติที่อีกฝ่ายมักจะต้องเตือนหลังจากเซ็นเอกสารค้างไว้หลายงานแล้วเขายังไม่เซ็นอนุมัติต่อ หากต้องลงงานในไร่ติดกันหลายวัน
จามิกรชอบงานในไร่ แม้แต่ปลูกต้นไม้ดอกไม้ตัดแต่งต้นไม้ในไร่เขาก็เป็นคนดูแลเอง ส่วนงานดูแลต้อนรับนักท่องเที่ยวกับผู้เข้าพักให้สาวิตเป็นคนจัดการ หากไม่ใช่คนในไร่น้อยคนที่เขาเดินผ่านจะรู้ว่าจามิกรคือเจ้าของไร่ แถมเวลาต้องออกงานหรือออกร้านต่างๆ เขาก็ยังให้สาวิตไปกับมารดาของตนมากกว่าจะไปเองเพราะไม่ชอบการปั้นหน้าเข้าหากัน
“ใกล้เที่ยงแล้วผมว่านายไปเลยดีไหมครับ ผมจะโทรไปบอกแม่ให้คนเอาข้าวไปส่งที่สำนักงาน”
“วะไอ้นี่ แกพูดเรื่องนี้กับฉันตั้งแต่เห็นหน้าตอนเช้าแล้วนะ ฉันไม่ได้ความจำเสื่อม”
“ผมแค่เสนอ”
เบิร์ดบอกเสียงอุบอิบ หน้าแหยเมื่อถูกดุ แต่ไม่ได้กลัวเพราะเขามักจะถูกดุหรือเตะจากนายบ่อยๆ อยู่แล้ว
“จริงๆ ผมคิดว่านายน่าจะกินข้าวที่สำนักงานทุกวันนะครับ ผมเองยังอยากไปกินที่นั่นเลย”
“ทำไม”
จามิกรยอมเดินกลับไปยังรถขณะถามอย่างแปลกใจ
“ก็เห็นหน้าหวานๆ ของคุณบัญชีคนสวยทุกวัน เจริญอาหารดีออกนี่ครับนาย”
เบิร์ดทำท่าเคลิ้มพร้อมพูด ทว่าคนเป็นนายชะงักกึกก่อนเอ่ย
“ก็เอาสิ”
คำบอกของนายหนุ่มทำเอาลูกน้องคนสนิทอึ้งไปเลยเพราะคิดว่าตนอาจถูกด่าเสียอีก
“เอ่อ โธ่นาย ผมก็แค่เปรียบเปรย”
“นึกว่าชอบเขาจริงๆ เสียอีก”
“ก็ชอบครับ”
คิ้วเข้มของจามิกรขยับสูงขึ้นเบิร์ดจึงรีบโบกไม้โบกมือ
“ผมหมายถึง คนสวยๆ ใครก็ชอบมองน่ะนาย”
ชายหนุ่มยักไหล่อย่างไม่ใส่ใจนักกับคำพูดของลูกน้อง เขาถามย้ำหลังจากปลดล็อกรถ
“ตกลงจะไปกินข้าวด้วยกันไหม”
เบิร์ดส่ายหน้าหวือ แม้เจ้านายจะไม่ถือและกินข้าวกับเขาที่โรงอาหารก็บ่อย แต่เขาไม่อยากทำตัวเสมอนาย อยากเป็นคนงานในไร่ธรรมดาเหมือนคนอื่น ไม่ได้ต้องการอภิสิทธิ์ใดๆ และเขาก็แค่ชวนคุยให้นายหนุ่มของตนคลายอารมณ์ขุ่นเพียงเท่านั้น
จามิกรรู้ว่าทั่วทั้งไร่เขาพูดถึงบัญชีคนใหม่ ผู้ชายที่ไม่เคยเห็นหน้าก็อยากเห็น ส่วนผู้หญิงก็ซุบซิบกัน ชายหนุ่มไม่ได้ใส่ใจเท่าไรนักเพราะมารดาของเขาเองก็ไม่ได้ซักไซ้หรือเอ่ยถามอย่างสงสัย แม้ป้าอุ่นจะมาที่สำนักงานบ่อยขึ้นราวจับผิดแต่ท่านก็คุยกับตมิสาปกติ ทว่าคนที่ออกตัวแรงว่าไม่ถูกชะตากับหญิงสาวกลับเป็นน้องสาวของเขา
หากเจ้าตัวก็ไม่เคยหลุดว่าเพราะอะไรถึงไม่ชอบตมิสา
สุนัขตัวน้อยปอมเมอเรเนียนที่ถูกผูกเอาไว้ตรงพื้นหน้าชานระเบียงเล็กๆ ของสำนักงานนั่งเงียบหงอยเหงา ตมิสาออกมายืดเส้นยืดสายหลังจากกินข้าวกลางวันเสร็จมันก็หันมองแล้วลุกขึ้นจะเดินตาม ทว่าเธอชะงักมันก็ชะงัก
ไม่ใช่ไม่ชอบ เธออยากอุ้มมัน เล่นกับมันอยู่หรอก แต่เพราะแพ้ขนไม่มีหน้ากากใส่ หญิงสาวจึงไม่ได้ลูบหรือแตะต้องทั้งที่มันออกจะน่ารัก อย่างเจ้าแมกซ์สุนัขของพี่ชาย เธอก็ใส่หน้ากากขณะที่มันอยู่ใกล้หรือเข้ามาเล่นด้วย แต่มันค่อนข้างตัวโตกระโจนหรือตะกุยทีเธอต้องอาบน้ำใหม่หลังจากนั้นเลยทีเดียว
ร่างเล็กยืนกอดอกมองจ้องตากับลูกหมาตัวน้อยด้วยความสงสาร เพราะคิดว่ามันคงเหงา เด็กที่มาส่งอาหารให้นายของไร่เอามันมาด้วยแล้วฝากไว้ก่อนทั้งคู่จะขี่มอเตอร์ไซค์ออกไปข้างนอก บอกว่าจะไปซื้อของไม่นานแล้วจะรีบกลับมา
ตมิสาสังเกตเห็นว่าจุดที่หมาน้อยนั่งอยู่นั้นใกล้ส่วนที่มีแถวมดเดินเป็นทางยาว เธอกลัวว่ามันจะขยับไปตรงจุดนั้นจนถูกมดกัดจึงมองหาส่วนที่จะผูกใหม่ ทว่าเมื่อโน้มไปใกล้มันก็ลุกขึ้นเห่าเบาๆ หญิงสาวไม่คิดอะไรมากหากก็พูดกับมัน
“ไม่ต้องกลัว พี่จะพาย้ายที่นิดเดียว”
เจ้าตัวเล็กนิ่งไปราวคุยรู้เรื่อง ตมิสากลั้นหายใจพยายามเอื้อมไปแก้ปมเชือกจูงของมันที่ราวระเบียงส่วนล่าง มันก็เดินหนีไปจุดที่มีมด ทำเอาเธอตกใจผวาเข้าไปใกล้ มันเองก็ตกใจเธอเช่นกันเพราะไม่คุ้นเคย เห่าเธอเสียงดังขึ้นทั้งกระโจนหนี ปมเชือกคลายออกแล้วทำให้สุนัขตัวน้อยวิ่งหลุดไปจากอาคารสำนักงาน
“เดี๋ยว...อย่าไป”
ตมิสารีบก้าวตามมันโดยเร็ว ตัวมันเองก็คงกลัวคิดว่าเธอไล่กวด
“ตัวเล็ก อย่าไป...เฮ้ย!”
รถคันโตกำลังแล่นเข้ามาส่วนหน้าสำนักงาน ตมิสารีบผวาพรวดกระโดดไล่สุนัขตัวน้อย มันก็ยิ่งกระโจนไปมากกว่าเดิม ร่างของหญิงสาวทิ้งตัวล้มลงไปมือคว้าร่างน้อยจับมาแนบอก
เอ๋งๆ แง่ม!
“โอ๊ย...”
เอี๊ยด!!
เสียงรถเบรกกะทันหันเมื่ออยู่ๆ ร่างเล็กบอบบางก็โผล่พรวดมาขวางหน้ารถเขาในระยะสองสามเมตรก่อนจะล้มลงไป
ร่างสูงใหญ่ของจามิกรลงจากรถด้วยความโมโห เขามั่นใจว่าไม่ได้ชนคน แต่ไม่เข้าใจว่าทำไมคนถึงหาเรื่องตายทั้งที่เพิ่งรอดจากอันตรายมาแค่สองเดือน
“กระโดดพรวดมาหารถแบบนี้ ไม่อยากทำงานที่นี่แล้วหรือไง...”
เสียงเข้มเงียบลงเมื่อเห็นว่ามีสุนัขตัวน้อยในอกหญิงสาว ขณะที่เจ้าตัวก็เงยหน้าขึ้นมองเขาด้วยสีหน้าไม่ดีนัก รีมฝีปากอิ่มสีหวานถูกเม้มเอาไว้ แต่ที่ทำให้เขาสะดุดใจมากกว่าคือเจ้าตัวเล็กมันงับแขนเธออยู่
“มันกัดคุณเหรอ”
จามิกรคุกเข่าลงข้างหนึ่งทันที พร้อมกับยื่นมือไปจับสุนัขของน้องสาวตนเองมาจากอีกฝ่าย
“แกมานี่ เจ้าลิตเติ้ล”
มันเองก็จำเสียงเขาได้เช่นกัน จึงปล่อยแขนหญิงสาวแล้วส่ายหางดุ๊กดิ๊กกระโดดมาหาเขาพร้อมเห่าอย่างดีใจ ชายหนุ่มอุ้มสุนัขตัวน้อยด้วยแขนข้างหนึ่ง ส่วนมือหนาอีกข้างยื่นไปจับแขนหญิงสาวดู เห็นเลือดซิบจากคมเขี้ยวเล็กคิ้วเข้มก็ขมวด พลางถอนหายใจอย่างขัดใจ
“ทำไมเจ้านี่วิ่งพล่านแบบนี้ แล้วมันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“น้องเขามาเอาฝากไว้แป๊บนึงน่ะค่ะ ออกไปซื้อของ แต่ฉันเห็นว่ามันอยู่ใกล้ๆ มด ก็เลยจะย้ายที่ให้น่ะค่ะ มันก็เลยหลุด”
“มันฉีดยาแล้ว แต่ผมว่ายังไงคุณก็ไปฉีดยากันไว้ด้วยดีกว่า”
จามิกรพยายามระงับความรู้สึกขุ่นใจเอาไว้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาอยากดุทั้งสุนัขทั้งคนถูกกัดที่ไม่ระวังจนมันหลุด ทำเอาเขาเกือบจะเหยียบมัน หรือไม่ก็ชนเธอไปแล้ว
ชายหนุ่มช่วยรั้งร่างเล็กบอบบางให้ลุกขึ้น ขณะที่อีกฝ่ายพึมพำ
“ขอบคุณค่ะ”
“เดี๋ยวผมจะ...”
“ฮัดเช้ย!!”
คนพูดชะงักไปเมื่อถูกจามใส่ ทั้งสุนัขตัวน้อยก็ดิ้นเห่าขู่หญิงสาวกลับไปอย่างไม่ยอม เขาต้องพยายามจับมันเอาไว้
ตมิสามองหน้าเจ้านายของตนแล้วหน้าแหยรู้สึกผิด ทว่ายังไม่ทันเอ่ยอะไรก็จามซ้ำอีก
“ฮัดเช้ย...”
เธอรีบหันหน้าหนีแล้วถอยกรูดออกจากอีกฝ่าย จะยกมือปิดปากก็ไม่ได้เพราะเพิ่งจับสุนัขไป
“ขอโทษค่ะ ฉันแพ้...ขน...ฮัดเช้ย! ขนมัน...”
เธอพูดไปจามไปน้ำหูน้ำตาไหล คันจมูกสุดๆ เหลือบมองชายหนุ่มแวบหนึ่ง แล้วก้มหน้างุดอย่างกลัวความผิด เพราะใบหน้าคมคายนั้นนิ่งทว่าก็ดูดุทีเดียว แถมเจ้าตัวน้อยที่เขาอุ้มก็ทั้งเห่าและขู่เธอไม่หยุด
“ฉันขอไปล้างมือกับแขนนะคะ”
พูดแล้วเธอก็รีบเลี่ยงไป ขณะได้ยินเสียงเข้มดังตามมา
“เสร็จแล้วรีบออกมาด้วย คุณต้องไปทำแผลแล้วก็ฉีดยา”
ตมิสาไม่ได้ตอบเพราะเธอจามออกมาอีก เท้าเล็กขยับเร็วๆ เพราะไม่อยากให้เจ้านายขุ่นเคือง หากก็ยังแว่วเสียงเข้มดุเบาๆ
“แกก็เงียบได้แล้วลิตเติ้ล”
=====
“ไม่เอาค่ะ ไม่พูดแล้ว กลับบ้านค่ะ”หญิงสาวตัดบทแล้วสะบัดตัว ท่าทางนี้บอกว่าหมดเวลาพูดเล่นแล้ว เขาจึงประคองช่วยอีกฝ่าย พอเธอพยายามแกะมือเขาก็บอก“มิ้มขาสั่นอยู่ ให้ผมช่วยเถอะ”“รู้ดีจังนะคะ”คนเป็นภรรยาตวัดตามองค้อนสามี อายที่อีกฝ่ายรู้ทันแถมยังขุ่นเคืองใจระคนกันจามิกรยิ้มอ้อนไม่ต่อคำอะไรอีก เพราะแค่ที่ดึงหญิงสาวมาร่วมรักในน้ำตกกลางแจ้งอย่างนี้ก็เป็นความผิดหนึ่งกระทงสำหรับเธอแล้ว คงต้องง้อกันอีกพักใหญ่ ฉะนั้นต้องทำคะแนนเอาอกเอาใจมากกว่าแกล้งยั่วให้เจ้าตัวโมโหมากไปกว่านี้และต้องง้อให้ได้ภายในชั่วโมงสองชั่วโมงนี้ด้วย ไม่อย่างนั้นคืนนี้มีหวังอดเมื่อโอบร่างเล็กเดินกลับมาถึงจุดที่ปูเสื่อแล้วเขาก็รีบออกตัว“เดี๋ยวผมเก็บเอง”ชายหนุ่มขยับไปจัดการทุกอย่างด้วยตัวเอง ตมิสาก็ไม่ได้แย้งเพียงยืนกอดอกด้วยความรู้สึกหนาว ปล่อยให้จามิกรทำไปในเมื่อชายหนุ่มกำลังพยายามเอาใจเธออยู่ เสร็จแล้วอีกฝ่ายก็มองเธอพร้อมยิ้มกว้างแล้วเดินมาหาก่อนจะบอก“ขี่หลังผมกลับนะ”ยังไม่ทันที่เธอจะพูดอะไรเขาก็หันหลังแล้วนั่งลงทันที“มาเถอะ มิ้มหนาวแล้ว ขี่หลังผมจะได้กลับบ้านเร็วๆ กัน”จามิกรย้ำมา ขณะที่หญิงสาวมองคนที่หิ้วเสื่อ
“มิ้มจ๋า งอนอีกแล้ว”จามิกรใช้ช่วงขายาวกว่าของตนเองให้เป็นประโยชน์เดินตามมาจนทันและจับแขนเรียวของภรรยาไว้ อีกฝ่ายมองเมินไปทางอื่นไม่ยอมมองหน้าเขา“คุณก็เห็นผมกับพี่คุณทะเลาะกันตลอด ยังพามาเจอกันอีก”หญิงสาวหันขวับกลับมาทันที“นี่คุณว่ามิ้มผิดเหรอคะ”ชายหนุ่มรู้ตัวว่าพูดผิดไปจึงรีบแก้ตัว“ไม่ใช่ คือผมหมายถึง ยังไงผมกับพี่คุณก็เป็นแบบนี้ มิ้มน่าจะเข้าใจ”“มิ้มกับนิดาอยากให้ดีกัน คุณล่ะคะ เข้าใจไหม”เมื่อเขาเงียบไม่พูดต่อตมิสาก็ดึงแขนตัวเองออกเพราะชายหนุ่มไม่ได้จับแน่นนัก เดินหนีไปอีกครั้งทั้งยังไปใกล้ริมน้ำตกมากขึ้น“มิ้ม ไหนบอกจะไม่หนีผมแล้วไง นี่จะไปไหน”หญิงสาวเดินสูงขึ้นไกลจากแอ่งน้ำใหญ่มา แม้จะลงเล่นได้เพราะมีคนเล่นอยู่เรื่อยๆ เหมือนกัน แต่จุดนี้แอ่งเล็กกว่ามีโขดหินมากกว่า“ไปให้ไกลจากคุณนั่นแหละค่ะ”เขาคว้าข้อมือเล็กเพราะอีกฝ่ายทำเหมือนจะเดินลงไปในน้ำ“จะเล่นน้ำกลับไปเล่นตรงโน้นดีกว่า ตรงนี้โขดหินเยอะ”“ไม่ต้องสนใจมิ้มหรอกค่ะ”“หรือโมโหผมแล้วจะลงไปแช่น้ำเหมือนครั้งโน้น”จามิกรอดเย้าไม่ได้ ใบหน้าเนียนซีดเพราะเธอเปียกทั้งตัวชักสีหน้า ทว่าอยู่ๆ หญิงสาวก็ยิ้มขึ้นมา“มิ้มไม่แช่หรอก แต่
“อยากได้พี่โมกข์”ชยุตม์เพียงหัวเราะในลำคอแล้วลูบผมชื้นเบาๆ“ไออุ่นจากร่างกาย ต้องดีกว่าเสื้อเป็นไหนๆ ใช่ไหมคะ”เสียงหวานพร่าแล้วเป็นฝ่ายขยับมาจูบเขาก่อน ชายหนุ่มให้ความร่วมมือเพราะต่างก็รู้ไส้รู้พุงกันดีอยู่แล้ว เขาและเธอจูบลากันบนรถทุกวัน แต่ละครั้งก็กินเวลาเนิ่นนานเสมอลิ้นเล็กเคลียไล้กลีบปากเขากระทั่งแทรกเข้ามาเมื่อเขายินดีโต้ตอบ อีกฝ่ายรุกมารวบรัดเขาพัวพันกระตุ้นเร้าอย่างหนักกว่าปกติ ทั้งร่างบางเปียกปอนที่รับรู้ถึงสัดส่วนเต็มตึงก็เบียดชิด แถมเริ่มเคลื่อนมาก่ายเกยบนตักเขาอีกด้วย ชยุตม์รู้แล้วว่าหญิงสาวต้องการไปต่อจริงจัง ไม่ใช่แค่หยอกล้อเหมือนทุกครั้ง เขาถอยออกประคองแก้มแล้วยั้งดวงหน้าเล็กไว้เบาๆ“นิดาครับ ทำแบบนี้มันจะหยุดยากนะ”“นิดาต้องการพี่โมกข์”หญิงสาวย้ำอีกครั้ง ก่อนจะขยับตัวเล็กน้อย จับชายเสื้อยืดตัวเองดึงขึ้นถอดออกอย่างรวดเร็ว ทำเอาชายหนุ่มได้แต่ตาค้าง“เสื้อเปียกมันหนาว”เจ้าตัวพึมพำท่าทีเขินอายหน่อยๆ เพราะจับเสื้อที่ถอดมาปิดช่วงหน้าอกของตนได้เห็นเรือนร่างสวยชั่วครู่ อกวบอูมอิ่มน่าสัมผัส หน้าท้องเนียนราบเรียบแล้วชยุตม์ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ มาถึงขั้นนี้แล้วถ้าเขายังถอยอี
“นึกว่าเราจะมาปิ๊กนิกแค่สองคนเสียอีก”ชยุตม์มองคนพูดที่กอดอกเหล่มองเขาอย่างนึกฉุน เขาเองก็ไม่คิดว่าจะมาเจอหมอนี่เหมือนกัน เมื่อหันไปมองคนรักที่เกาะแขนอยู่เธอก็ยิ้มหวานให้ แล้วรั้งให้ไปนั่งลงตรงเสื่อที่ปูริมน้ำตกซึ่งน้องสาวเขากับสามีตัวดีของน้องนั่งอยู่ก่อนแล้ววันนี้ฐานิดานัดเขาไปรับหลังโรงเรียนเลิกแล้วบอกว่าจะพาไปปิ๊กนิก แรกทีเดียวเห็นว่าเธอบอกให้พามาไร่เขาก็คิดว่าจะมาไร่องุ่น แต่กลายเป็นน้ำตก มันคงน่าสุนทรีย์ไม่น้อยถ้ามีเพียงเขากับเธอ“ฉันก็ไม่ได้อยากมาเจอหน้านายนักหรอก”เขาอดเอ่ยสวนกลับไม่ได้ระหว่างเขากับจามิกรแม้จะไม่ใช่ความเกลียดแล้ว แต่ก็ยังมีเขม่นกันอยู่ เพราะความคิดเห็นมักไม่ลงรอยกัน ชยุตม์คิดว่าอีกฝ่ายคอยขัดแข้งขัดขาเขาอยู่เรื่อย“เฮ้อ...”สองสาวถอนหายใจพร้อมกันในทันที“มิ้มขอเถอะนะคะ คุยกันปกติเถอะ”“ใช่ค่ะ ที่นิดากับมิ้มชวนพี่จากับพี่โมกข์มาเที่ยวด้วยกันก็เพราะอยากให้เจอกันบ่อยๆ จะได้คุยกันถูกคอขึ้น”“ยาก!”สองหนุ่มเอ่ยขึ้นพร้อมกันอย่างไม่ได้นัดหมาย แล้วต่างก็มองกันตาขุ่น ก่อนจะกอดอกหันหนีไปคนละทางฐานิดากับตมิสามองหน้ากันด้วยความอ่อนใจ พวกเธอตั้งใจนัดสองหนุ่มมาน้ำตกในช่วง
ฝนตกแรงหนักในช่วงเย็นมาสองชั่วโมงแล้วยังไม่หยุด ตมิสานั่งแทบไม่ติดหลังจากจอยที่มาเรือนเล็กเพื่อทำอาหารด้วยกันบอกกับเธอว่าจามิกรน่าจะกลับมาช้า เพราะลูกของคนงานอายุสามขวบหายไป ตอนนี้นายกับคนในไร่กำลังออกตามหาอยู่“ฝนตกนานจัง จะเป็นยังไงกันบ้างก็ไม่รู้”ตมิสาพึมพำ เธอไม่อยากโทรไปรบกวนเพราะจามิกรอาจจะกำลังยุ่ง ไม่สะดวกรับสาย เพราะก่อนหน้านี้จอยลองโทรไปหาเบิร์ดทางนั้นไม่รับสาย ทำให้จอยที่นั่งอยู่ใกล้ๆ เองก็สีหน้าไม่ดีนัก“นั่นสิคะ เงียบกริบอย่างนี้ กลัวจะยังไม่เจอ”“สงสารเด็ก อาจจะเจอแล้วก็ได้ แต่ฝนตกหนักก็เลยยังไม่กลับมา”“ค่ะ”ต่างคนก็พยายามคิดไปในทางที่ดีเข้าไว้ ภาวนาให้ไม่มีเรื่องร้ายแรงในไร่ครึ่งชั่วโมงผ่านไปฝนหยุด ตมิสากับจอยยังกังวล แต่เมื่อเห็นคนตรงหน้าบ้านก็รู้สึกใจชื้น ทว่าคนที่มาคือเบิร์ด“เบิร์ด ว่าไง เป็นไงบ้าง”จอยลุกพรวดขึ้นพร้อมถามสามีตนเอง แต่สีหน้าของคนมาใหม่ไม่ค่อยดีนัก“ยังไม่เจอเลย แล้วตอนนี้ก็ติดต่อนายไม่ได้เลยครับ แต่นายสั่งผมไว้ว่า ถ้าฝนหยุดให้มาบอกนายหญิงกินข้าวก่อนได้เลยครับไม่ต้องรอ”ตมิสาถอนหายใจหนักใจ ทั้งยังเริ่มเครียดที่เบิร์ดบอกว่าติดต่อ จามิกรไม่ได้ ขณะที่
หลังจากบิดาของตมิสากับคุณจักรกฤษณ์กลับไปแล้ว จามิกรก็พาภรรยาตนเองมายังเรือนหอ แม้มารดาของเขาจะยังไม่เอ็นดูหญิงสาวนักแต่ก็ยิ้มรับ อวยพรให้เขากับตมิสาครองคู่อย่างมีความสุขและรับขวัญด้วยเครื่องเพชรชุดใหญ่ กับกำไลข้อมือทองโบราณมรดกตกทอดรุ่นสู่รุ่นที่ท่านรับมาจากบิดาของเขา นั่นทำให้ชายหนุ่มรู้ว่าแม่ของตนยอมรับคนที่เขารักเป็นศรีสะใภ้แล้วร่างสูงใหญ่ขยับเข้าไปช่วยคนตัวเล็กที่กำลังยืนเช็ดเครื่องสำอางหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง ปลายนิ้วแตะที่ซิปด้านหลัง ดวงตาคมฉายแววรักใคร่และต้องการระคนกัน“อะแฮ่ม”หญิงสาวเหลือบมองเขาผ่านกระจกและกระแอม ทั้งยังส่งสายตาดุมาให้อีกต่างหากจามิกรกำมือฉับ บอกตัวเองว่าไม่ได้กลัว เขาแค่ไม่อยากให้ตมิสาขุ่นเคืองเท่านั้น ชายหนุ่มมองตอบอ่อนโยนพร้อมยิ้มบาง“ผมแค่จะช่วย ไม่ได้คิดอะไรเล้ย...”“เสียงสูง ไม่น่าเชื่อถือเลยนะคะ”“จริงจริ๊ง”เขายังย้ำเสียงสูงมาอีกตมิสาจ้องอย่างจับผิด ก่อนจะยอมพยักหน้าเล็กน้อยให้ชายหนุ่มช่วยเพราะอย่างไรเธอก็จัดการเองลำบาก คิดว่าจามิกรต้องรักษาสัญญา หากเขามองเห็นคุณค่าในชีวิตคู่ของเขาและเธอใจหนุ่มเต้นแรงเมื่อได้รับอนุญาต เขากลั้นใจเลื่อนมือไปรูดซิปลงให้







